วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ระวัง 5 โรคอันตราย ภัยร้ายของคุณหนูๆ

ปัจจุบันนี้ เด็กๆมักเจ็บป่วยด้วยโรคนานาชนิด ซึ่งมีผลร้ายแรงต่างกันไป หากพ่อแม่ไม่ดูแลเอาใจใส่ อาจส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ โดยหนึ่งในโรคที่เปรียบเสมือนภัยร้ายของเด็กๆนั่นคือโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก
โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก (Acuterespiratory tract infection in children – ARIC) พบบ่อยทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนา และ พัฒนาแล้วซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมีอัตราป่วย และ อัตราตายสูงสุด ผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตอาจจะมีความผิดปกติของระบบหายใจตามมา เช่น หลอดลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือ ความผิดปกติระบบอื่นเช่น สมองพิการ
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ หมายถึง โรคติดเชื้อตั้งแต่ช่องจมูกจนถึงถุงลมในปอดแบบเฉียบพลันมีอาการไม่เกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งแบ่งออกเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ขณะที่โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนบนหมายถึงการติดเชื้อตั้งแต่ช่องจมูกถึงเหนือกล่องเสียง และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง หมายถึงการติดเชื้อตั้งแต่ส่วนบนหลอดลมจนถึงถุงลมในปอด
อย่างไรก็ดี นพ.ประวิทย์ เจตนชัย กุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้อธิบายถึงประเภทของโรคต่างๆไว้ว่า การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ได้แบ่งโรคออกเป็น 5 ประเภทคือ โรคหวัด (common cold) คออักเสบ (acute pharyngitis) โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน (acute sinusitis) โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (acute otitis media) และ โรคฝีหลังคอหอย (retropharyngeal abscess)

โรคหวัด (Common cold) เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่มีอาการไม่รุนแรงได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ ไข้ต่ำ ๆโดยเฉลี่ยเด็กมีโอกาสเป็นหวัด 6 – 8 ครั้งต่อปี และพบน้อยลงเมื่อเด็กโตขึ้น ซึ่งมีรายงานว่าเด็กประมาณ 10 – 15% จะเป็นหวัด 12 ครั้งต่อปี โดยเด็กที่เลี้ยงใน day care center มักเป็นหวัดบ่อยกว่าเด็กทั่วไป ทั้งนี้โรคหวัดจะมีเชื้อไวรัส เช่น rhinovirus, coronavirus ที่มักพบในฤดูกาลที่มีอากาศเย็น ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำเช่น ฤดูหนาว (เนื่องจากอุณหภูมิเหมาะสมต่อการเติบโตของไวรัส และ เยื่อบุจมูกแห้งมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่าย)
ส่วนลักษณะอาการทางคลินิกนั้นโดยทั่วไปมักเกิดอาการมากที่สุดหลังรับเชื้อ 1 - 3 วัน เด็กจะมีน้ำมูกใสในวันแรก ๆ ต่อมาอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียว เนื่องจากการตอบสนองของร่างกายต่อการกำจัดเชื้อ (น้ำมูกสีเขียว หรือ เหลืองจึงไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเสมอไป) เขาจะคัดจมูก จาม ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ตาแดง ซึ่งอาการเหล่านี้มักเป็นอยู่ 2 – 7 วัน (ถ้าเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ อาจมีภาวะภูมิแพ้, ไซนัสอักเสบ หรือ ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย)
ดังนั้นถ้าลูกมีไข้ พ่อแม่ควรเช็ดตัว ให้ยาลดไข้ เช่น Acetaminophen แต่ไม่แนะนำให้ใช้ aspirin และไม่ควรให้ ibuprofen ยกเว้นกรณีไข้สูง หรือ มีประวัติชักจากไข้สูง (ควรระมัดระวังในฤดูกาลที่มีการระบาดของไข้เลือดออก พ่อแม่ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดน้ำมูก และใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (เด็กเล็กใช้ลูกยางแดง เด็กโตให้สั่งน้ำมูกเอง) ส่วนข้อควรระวังคือยาAntihistamine ซึ่งหมอจะไม่แนะนำให้ใช้รักษาโรคหวัดในเด็กทั่วไป เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ง่วงซึม ชัก กระวนกระวาย)

2. คออักเสบ (Acute pharyngitis) คือการติดเชื้อบริเวณคอหอย (oropharynx, nasopharynx) ที่ส่วนใหญ่เกิดได้จากการติดเชื้อไวรัส แต่อาจเกิดได้จากแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ group Ab hemolytic streptococci พบมากในเด็กก่อนวัยเรียนจนถึงเด็กโต

ข้อมูลดีจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ