วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552


เทคนิคได้ลูกชาย หรือ ลูกสาว
การที่ไม่ได้เพศลูกตามที่ต้องการนั้น ต้องโทษผู้ชายมากกว่าครับ เพราะตัวกำหนดเพศก็คือ ตัวอสุจิของผู้ชายนั่นเอง ซึ่งอสุจิก็จะมีตัวอสุจิตัวผู้กับอสุจิตัวเมีย ถ้าอสุจิตัวผู้ไปถึงไข่ก่อน เจาะเข้าไปปฏิสนธิก่อนก็จะได้ลูกชาย แต่ถ้าอสุจิตัวเมียเจาะเข้าไปปฏิสนธิก่อนก็จะได้ลูกสาว ไข่ของผู้หญิงไม่ได้มีส่วนในการกำหนดเพศเลยครับ …เพราะอย่างนี้หากไม่ได้เพศตามที่ต้องการจะได้รู้ไว้เลยว่าเป็นความผิดของ ฝ่ายชายแต่เพียงผู้เดียว

พอรู้ว่าอสุจิของผู้ชายนี่เองที่เป็น ตัวกำหนดเพศ นักวิทยาศาสตร์ก็เลยลองทำการศึกษาเจ้าอสุจิตัวผู้กับตัวเมียดู จับมาวิ่งแข่งกัน เอามาจับแช่กรดแช่ด่างดูว่ามันจะทนร้อนทนหนาวกันแค่ไหน ก็พบว่า

เจ้าอสุจิตัวเมียจะตัวใหญ่อวบอั๋นกว่า อึดทนทานกว่า วิ่งช้ากว่า แต่ถ้าอยู่ในภาวะกรดอ่อนๆ จะวิ่งได้ดีกว่า ส่วนอสุจิตัวผู้จะตัวเล็กปราดเปรียวกว่า แต่ก็ใจเสาะ วิ่งไปได้ไม่เท่าไรก็หมดแรงเสียแล้ว แต่จะวิ่งได้เร็วกว่าอสุจิตัวเมีย ยิ่งเป็นด่างอ่อนๆ ก็ยิ่งชอบ

เซ็กซ์ห่างๆ ได้ลูกชาย

พอ คนเราแอบไปรู้ความลับของเจ้าตัวอสุจิเข้าก็เอามาใช้ประโยชน์ทันที คน ที่อยากได้ลูกชายก็ต้องพยายามให้มีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตกพอดี เพราะวันที่ไข่ตกพอดีนั้น ช่องคลอดก็จะมีความเป็นด่างสูง แล้วก็ต้องให้ถึงจุดสุดยอดพร้อมๆ กันอีกด้วยนะ เพราะตอนที่ถึงจุดสุดยอดผู้หญิงเราจะหลั่งน้ำที่มีภาวะเป็นด่างออกมา เชื้ออสุจิตัวผู้ก็จะวิ่งฉิวเลย

ดังนั้นหากอยากจะได้ลูกชาย ฝ่ายคุณสามีก็ต้องเหนื่อยหน่อย ต้องพยายามทุกวิถีทางให้ภรรยาถึงจุดสุดยอดให้ได้
หาก กลัวไม่ชัวร์ก็ให้เอาโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนชา ใส่น้ำ 1 ขวดแม่โขงหรือ 750 ซีซี เขย่าให้เข้ากัน สวนล้างช่องคลอด แค่นี้ช่องคลอดก็เป็นด่างสมใจ
แถม เวลาปล่อยอสุจิออกมาก็ต้องปล่อยให้ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากตัวผู้วิ่งเร็วแต่ก็วิ่งไปได้ไม่ไกล หากปล่อยเชื้อตื้นๆ เดี๋ยวมันจะวิ่งไปไม่ถึง

เขาว่ากันว่าการมีเพศสัมพันธ์ในท่าเข้าทางด้านหลัง จะสามารถสอดใส่เข้าไปได้ลึกที่สุด แล้วต้องกดไว้ลึกๆ ด้วยนะ ลองดูก็แล้วกัน

แล้วหากอยาก ได้ลูกชายก็ต้องไม่ยุ่งกันบ่อยด้วย เรียกว่าเก็บอั้นน้ำเชื้อไว้ขุนเอาไว้ให้อ้วน พอถึงวันตกไข่ก็ยุ่งกันทีเดียวพอ เรียกว่า ยิงนัดเดียว จะมีโอกาสได้ลูกชายเยอะกว่า

แต่ถ้าหากยุ่งกันบ่อยๆ ถี่ๆ วันหนึ่งสามเวลา วันหยุดเพิ่มรอบเช้า เรียกว่ายิงรัวกันเป็นชุด ก็มักจะได้ลูกสาวเสียมากกว่า…มิน่าเล่า…ผู้ชายเจ้าชู้ ชอบมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ เลยมักมีแต่ลูกสาว

แล้วก็คงเป็นเพราะอย่างนี้ มั้งที่ลูกคนหัวปีมักจะเป็นลูกสาวมากกว่าลูกชาย เพราะตอนแต่งกันใหม่ๆ ข้าวใหม่ปลามันก็คงต้องมีอะไรกันถี่อยู่แล้ว ยิ่งถี่ก็ยิ่งมีโอกาสได้ลูกสาวมากกว่า พออยู่กันไปนานๆ ชักจะหมดแรง บางทีเดือนหนึ่งยุ่งกันแค่ทีสองที เลยมีโอกาสได้ลูกชายมากกว่า แต่ก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกเยอะแยะ

เซ็กซ์ถี่ๆ มีลูกสาวจ้า
แล้ว หากยากได้ลูกสาวละก็ ต้องมีเพศสัมพันธ์กันบ่อยหน่อย แล้วต้องไม่ใช่วันที่ไข่ตกด้วยนะ อาจจะก่อนสักวัน หรือหลังหนึ่งวันก็ได้ เพราะตอนนั้นช่องคลอดจะมีความเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งอสุจิตัวเมียจะวิ่งได้ดีกว่า

แล้ว ถ้าหากอยากได้ลูกสาว ฝ่ายหญิงก็ต้องกัดฟันทนอย่าให้ถึงจุดสุดยอดด้วยนะครับ เดี๋ยวเกิดถึงขึ้นมาก็จะหลั่งน้ำที่เป็นด่างออกมา ตัวผู้มันจะวิ่งตัดหน้าไปถึงไข่ซะก่อนเลยอดได้ลูกสาว เพราะดันไปถึงจุดสุดยอดซะนี่

เวลายุ่งกันก็ไม่ต้องให้คุณสามีเล้าโลม มาก พยายามนึกถึงหน้าเจ้าหนี้ คิดถึงพระถึงเจ้าไว้ หรือไม่ก็นอนอ่านขายหัวเราะไปพลางๆ ก็ได้ ถ้าไม่ชัวร์ก็อาจสวนล้างด้วยน้ำ 1 ขวดแม่โขง ผสมน้ำส้มสายชูลงไป 1 ช้อนโต๊ะ ให้ช่องคลอดเป็นกรดอ่อนๆ

แล้ว ถ้าอยากได้ลูกสาวก็ต้องปล่อยน้ำเชื้อตื้นๆ ด้วย เชื้อตัวเมียถึงแม้จะอ้วนอุ้ยอ้าย แต่จะอึดว่ายไปได้ไกลกว่า จะยุ่งกันท่าไหนก็ได้ตามถนัด แต่ตอนจะปล่อยน้ำอสุจิก็ให้ถอยออกมาปริ่มๆ หน่อยก็แล้วกัน โดยมากแล้วผู้ชายเราจะถึงจุดสุดยอดในจังหวะดันเข้ามากกว่าจังหวะถอนออกซะ ด้วย ยิ่งตอนสำคัญอย่างนี้บางทีก็หน้ามืดลืมซะทุกทีว่าต้องถอยออกมาปล่อยตื้นๆ …นึกขึ้นได้ก็ปล่อยออกมาจนคอพับคออ่อนไปก่อนซะแล้ว

เซ็กซ์ เลือกเพศ ไม่ง่ายนะ
การเลือกเพศโดยวิธีธรรมชาตินี้ตามทฤษฎี เขาว่ามีโอกาสได้เพศที่ต้องการเพียงแค่ 60-70 เปอร์เซ็นต์

เพราะ เชื้ออสุจิมันไม่มีลูกตา ไม่มีระบบนำวิถี มันจะว่ายสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ ด้วยความที่มันเคลื่อนไม่แน่ไม่นอนนี่แหละก็เลยทำให้จำนวนเชื้ออสุจิตัวผู้ กับตัวเมียไปถึงไข่ในเวลาไม่แตกต่างกันนัก จำนวนเชื้อโดยเฉลี่ยแล้วก็ไม่แตกต่างกันยังไงเสียโอกาสได้เพศที่ต้องการมัน ก็ห้าสิบห้าสิบเหมือนเดิม

ก็อย่าไปซีเรียสเลยค่ะ ลูกสาวหรือลูกชายก็ลูกเราเหมือนกัน ขอให้สมบูรณ์แข็งแรง เติบโตมาเป็นเด็กดีของพ่อของแม่ เป็นคนดีของสังคมก็พอใจแล้ว…อย่าไปเครียดอย่าไปคาดหวังเลย… ปล่อยตัวปล่อยใจสบายๆ มีเพศสัมพันธ์ให้มีความสุขดีกว่า : )

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี มีสิทธิติดเชื้อจนตาบอดได้

ใส่คอนแทคเลนส์แล้วปฏิบัติไม่ถูกวิธี มีสิทธิติดเชื้อจนตาบอดได้ ยิ่งเห่อใส่ตามแฟชัน ยิ่งต้องควรระวังมากกว่าปกติ เพราะหากดูแลดวงตาและรักษาคอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี อาจมีเชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้ง่าย หรือแค่ฝุ่นละอองปลิวเข้าตา ก็อาจพาเชื้อ "อะแคนทามีบา" เข้าไปได้ด้วยเหมือนกัน
ดวงตาคือหน้าต่างที่ทำให้เรามองเห็นโลกกว้าง แต่ถ้าไม่ดูแลรักษาหน้าต่างบานนี้ให้ดี ก็อาจทำให้เราก้าวเข้าสู่โลกมืดโดยไม่รู้ตัว เพราะสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บางชนิดที่เรามองไม่เห็นและเป็นอันตรายต่อดวงตาอย่างยิ่ง ซึ่ง "ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์" ได้ยินได้ฟังมาจากน้องๆ นักศึกษาจากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในงานมหิดลวิชาการ' 52 เมื่อวันที 7 ก.พ.52 ที่ผ่านมา
เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน จึงมีผู้ให้ความสนใจภัยร้ายจากเชื้อก่อโรคในดวงตาที่ชื่อว่า "อะแคนทามีบา" อยู่ไม่น้อย ซึ่งน้องนักศึกษาที่เป็นวิทยากรประจำเรื่องนี้อธิบายให้ "ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์" และผู้เข้าชมงานอีกหลายคนว่า อะแคนทามีบา เป็นสัตว์เซลล์เดียวจำพวกโปรโตซัว ซึ่งดำรงชีวิตแบบอิสระในธรรมชาติทั่วไป พบได้ทั้งในดิน น้ำจืด น้ำทะเล น้ำประปา หรือแม้แต่ในสระว่ายน้ำ และรวมถึงปะปนอยู่กับฝุ่นละอองทั่วไป หรือเครื่องปรับอากาศ ระบบทำความเย็นของอาคารขนาดใหญ่
เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะอยู่ในระยะที่เรียกว่า ระยะโทรโฟซอยต์ ซึ่งเป็นระยะที่ก่อโรคได้ และกินแบคทีเรีย หรือยีสต์ เป็นอาหาร แต่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมก็จะเปลี่ยนเป็นระยะซีสต์ (คล้ายกับการจำศีล คือไม่เคลื่อนที่ ไม่กินอาหาร และไม่สืบพันธุ์) และรอจนกว่าสภาพแวดล้อมจะเหมาะสม จึงออกจากซีสต์เป็นโทรโฟซอยต์ ฉะนั้นระยะซีสต์จึงเป็นระยะที่สามารถติดต่อได้เช่นกัน
สำหรับการทำให้เกิดโรคของอะแคนทามีบา แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ ในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ และในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ เมื่อได้รับเชื้ออะแคนทามีบาเข้าสู่ดวงตา โดยอาจเกิดจากฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตา รวมทั้งการใช้คอนแทคเลนส์ที่ไม่สะอาดหรือไม่ถูกวิธี จะทำให้เกิดภาวะกระจกตาดำอักเสบ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที
ส่วนในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอดส์ หากติดเชื้ออะแคนทามีบา จะทำให้เกิดแผลเน่าเปื่อย ไซนัสอักเสบแบบแพร่กระจาย สมองอักเสบแบบแกรนูโลมาตัส และอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ในที่สุด
นอกจากนี้ วิทยากรยังมีคำแนะนำสำหรับทุกคนเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้ออะแคนทามีบา โดยเมื่อมีฝุ่นผงเข้าตาให้ค่อยๆ ลืมตาในน้ำสะอาด ไม่ควรขยี้ตาแรงๆ เพราะอาจทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบ เท่ากับเปิดโอกาสให้เชื่ออะแคนทามีบาและเชื้อโรคอื่นๆ เข้าสู่ดวงตาได้ง่ายขึ้น หากระคายเคืองตาผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที และหมั่นทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำประปาให้สะอาดอยู่เสมอ เช่น แทงก์พักน้ำ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้ออะแคนทามีบา
ส่วนผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ก็ต้องรักษาความสะอาดและปฏิบัติให้ถูกวิธีอย่างเคร่งครัด โดยไม่ใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์ ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์เมื่อต้องการล้างหน้า อาบน้ำ หรือว่ายน้ำ ห้ามใส่คอนแทคเลนส์นอนหลับไปด้วยโดยเด็ดขาด ล้างและเก็บรักษาคอนแทคเลนส์ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ห้ามแช่เลนส์ในน้ำเปล่าหรือน้ำเกลือ เปลี่ยนคอนแทคเลนส์ตามระยะเวลาที่กำหนด และรักษาความสะอาดของตลับใส่คอนแทคเลนส์ทั้งภายในและภายนอกอยู่เสมอ เพียงเท่านี้โอกาสที่เชื้ออะแคนทามีบาจะเข้ามากล้ำกลายดวงตาของเราก็แทบจะไม่มีแล้ว
นอกจากจะได้ความรู้เรื่องเชื้ออะแคนทามีบาแล้ว มหิดลวิชาการ' 52 ยังเปิดห้องแล็บให้เยาวชนเข้าชมและสัมผัสกับการเรียนวิทยาศาสตร์ในหลากหลายสาขา อาทิ เปิดประสบการณ์เรียนชีววิทยาภาคสนามด้วยภาพถ่ายในโปสการ์ดสวยๆ นิทรรศการภาพวาดทางวิทยาศาสตร์ หล่อสวยด้วยคณิตศาสตร์กับลำดับฟีโบนักชี ส่องกล้องจุลทรรศน์สำหรวจหน้าตานานาจุลชีพ เรียนรู้วิธีตรวจหาหมู่เลือด รู้จักไบโอฟิสิกส์ และทดลองชำแหละกบ เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ระวัง 5 โรคอันตราย ภัยร้ายของคุณหนูๆ

ปัจจุบันนี้ เด็กๆมักเจ็บป่วยด้วยโรคนานาชนิด ซึ่งมีผลร้ายแรงต่างกันไป หากพ่อแม่ไม่ดูแลเอาใจใส่ อาจส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ โดยหนึ่งในโรคที่เปรียบเสมือนภัยร้ายของเด็กๆนั่นคือโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก
โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็ก (Acuterespiratory tract infection in children – ARIC) พบบ่อยทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนา และ พัฒนาแล้วซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมีอัตราป่วย และ อัตราตายสูงสุด ผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตอาจจะมีความผิดปกติของระบบหายใจตามมา เช่น หลอดลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือ ความผิดปกติระบบอื่นเช่น สมองพิการ
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ หมายถึง โรคติดเชื้อตั้งแต่ช่องจมูกจนถึงถุงลมในปอดแบบเฉียบพลันมีอาการไม่เกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งแบ่งออกเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ขณะที่โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนบนหมายถึงการติดเชื้อตั้งแต่ช่องจมูกถึงเหนือกล่องเสียง และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง หมายถึงการติดเชื้อตั้งแต่ส่วนบนหลอดลมจนถึงถุงลมในปอด
อย่างไรก็ดี นพ.ประวิทย์ เจตนชัย กุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้อธิบายถึงประเภทของโรคต่างๆไว้ว่า การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ได้แบ่งโรคออกเป็น 5 ประเภทคือ โรคหวัด (common cold) คออักเสบ (acute pharyngitis) โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน (acute sinusitis) โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (acute otitis media) และ โรคฝีหลังคอหอย (retropharyngeal abscess)

โรคหวัด (Common cold) เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่มีอาการไม่รุนแรงได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ ไข้ต่ำ ๆโดยเฉลี่ยเด็กมีโอกาสเป็นหวัด 6 – 8 ครั้งต่อปี และพบน้อยลงเมื่อเด็กโตขึ้น ซึ่งมีรายงานว่าเด็กประมาณ 10 – 15% จะเป็นหวัด 12 ครั้งต่อปี โดยเด็กที่เลี้ยงใน day care center มักเป็นหวัดบ่อยกว่าเด็กทั่วไป ทั้งนี้โรคหวัดจะมีเชื้อไวรัส เช่น rhinovirus, coronavirus ที่มักพบในฤดูกาลที่มีอากาศเย็น ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำเช่น ฤดูหนาว (เนื่องจากอุณหภูมิเหมาะสมต่อการเติบโตของไวรัส และ เยื่อบุจมูกแห้งมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่าย)
ส่วนลักษณะอาการทางคลินิกนั้นโดยทั่วไปมักเกิดอาการมากที่สุดหลังรับเชื้อ 1 - 3 วัน เด็กจะมีน้ำมูกใสในวันแรก ๆ ต่อมาอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียว เนื่องจากการตอบสนองของร่างกายต่อการกำจัดเชื้อ (น้ำมูกสีเขียว หรือ เหลืองจึงไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเสมอไป) เขาจะคัดจมูก จาม ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว ตาแดง ซึ่งอาการเหล่านี้มักเป็นอยู่ 2 – 7 วัน (ถ้าเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ อาจมีภาวะภูมิแพ้, ไซนัสอักเสบ หรือ ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย)
ดังนั้นถ้าลูกมีไข้ พ่อแม่ควรเช็ดตัว ให้ยาลดไข้ เช่น Acetaminophen แต่ไม่แนะนำให้ใช้ aspirin และไม่ควรให้ ibuprofen ยกเว้นกรณีไข้สูง หรือ มีประวัติชักจากไข้สูง (ควรระมัดระวังในฤดูกาลที่มีการระบาดของไข้เลือดออก พ่อแม่ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดน้ำมูก และใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (เด็กเล็กใช้ลูกยางแดง เด็กโตให้สั่งน้ำมูกเอง) ส่วนข้อควรระวังคือยาAntihistamine ซึ่งหมอจะไม่แนะนำให้ใช้รักษาโรคหวัดในเด็กทั่วไป เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ง่วงซึม ชัก กระวนกระวาย)

2. คออักเสบ (Acute pharyngitis) คือการติดเชื้อบริเวณคอหอย (oropharynx, nasopharynx) ที่ส่วนใหญ่เกิดได้จากการติดเชื้อไวรัส แต่อาจเกิดได้จากแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ group Ab hemolytic streptococci พบมากในเด็กก่อนวัยเรียนจนถึงเด็กโต

ข้อมูลดีจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เตรียมพร้อม! ก่อนไปธนาคารอสุจิ

คุณผู้ชายหลายคนอาจมีคำถามผุดขึ้นในใจ “ทำไมต้องฝากเชื้ออสุจิ” เหตุผลหลักๆ ที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพื่อ
1. ใช้สำหรับผู้มีบุตรยาก ที่ต้องการการรักษา แต่ฝ่ายชายไม่มีเวลามาติดตามการรักษาตามที่แพทย์นัดได้
2. ในกรณีที่ต้องการรักษาโรคบางชนิดซึ่งมีผลเสียต่อจำนวนเชื้ออสุจิ ก่อนรักษาจึงต้องเก็บเชื้ออสุจิสำรองไว้
3. เพื่อเก็บเชื้ออสุจิเพื่อการบริจาค

การแช่แข็งเชื้ออสุจิจะแช่แข็งไว้ในธนาคารอสุจิ หรือ sperm bank ซึ่งมีบริการอยู่ตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่มีขั้นตอนอะไรบ้าง เรามีรายละเอียดมาฝากครับ การแช่แข็งเชื้ออสุจิ
หลังจากแจ้งความประสงค์จะฝากหรือบริจาคเชื้ออสุจิแล้ว คุณจะถูกคุณหมอผู้เชี่ยวชาญซักประวัติละเอียด เริ่มตั้งแต่
1. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์ โรคซิพิลิส โรคตับอักเสบ เป็นต้น
2. โรคติดต่อทางสายเลือด เช่น โรคธาลัสซีเมีย เบาหวาน และอีกสารพัดโรคที่ติดต่อทางพันธุกรรม
3. โรคเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต

เมื่อพูดคุยกันแล้ว คุณหมอจะให้เจาะเลือด เพื่อค้นหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากนั้นคุณจะถูกส่งไปยัง ‘ห้องเก็บเชื้อ” ซึ่งไม่ได้หมายถึงห้องเก็บเชื้ออสุจิ หากคือห้องที่ถูกจัดไว้เพื่อให้คุณสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ภายในจะมีอุปกรณ์กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นปฏิทินเปลือย หนังสือโป๊ และหนังโป๊พร้อมเครื่องเล่นดีวีดีและทีวี นอกจากนี้ยังมีโซฟาสำหรับนั่งหรือนอนดูหนังสือหรือดูหนังตามต้องการ

ก่อนการรีดเชื้อ คุณจะได้รับถ้วยพลาสติกปากกว้างผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว ถ้วยดังกล่าวขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็เพียงพอสำหรับเก็บเชื้ออสุจิ ซึ่งก่อนการรีด คุณต้องล้างมือและน้องชายให้สะอาด (วิธีการเหล่านี้มีสติ๊กเกอร์ติดประกาศชัดเจน)

หลังจากได้เชื้ออสุจิแล้วจะยังไม่สามารถนำไปแช่แข็งได้ทันที จนกว่าจะผ่านการตรวจจากห้องแล็ป เพื่อตรวจสภาพเชื้ออสุจิของคุณว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน โดยปกติแล้วผู้ชายเราจะมีเชื้ออสุจิเฉลี่ยราว 20-40 ล้านตัวต่อหนึ่งซีซี (แต่สำหรับคนเป็นหมันแล้วจะมีเชื้อเพียง 1-2 ล้านตัวเท่านั้น) เชื้ออสุจิที่ดีนั้น หัวต้องกลมมน ไม่ใช่หัวกลมเป็นลูกแตงโม มีลักษณะคล้ายรูปไข่ มีหางยาวเป็นสาย เคลื่อนไหวเร็วอย่างน้อย 50%

หลังจากรีดเชื้อเสร็จแล้ว คุณหมอจะให้นอนพักในห้องประมาณ 15-20 นาที ซึ่งถ้าจะบริจาคหรือฝากอสุจิซ้ำอีกรอบล่ะก็ ต้องรออีก 3 - 5 วันค่อยมาใหม่ เนื่องจากปริมาณอสุจิอาจไม่พอ

เมื่อผ่านการตรวจจากห้องแล็ปแล้ว เชื้ออสุจิของคุณจะถูกใส่สารละลายกลีเซอรอล โซเดียมซิเตรท กลูโคส ฟรุกโตส ไข่แดง เพื่อเป็นอาหารหล่อเลี้ยง แล้วจึงนำไปใส่หลอดพลาสติกเล็กๆ แขวนเหนือระดับถังไนโตรเจนเหลว 15 เซนติเมตรที่อุณหภูมิลบ 196 องศาเซลเซียส โดยไม่แช่ลงไป เพื่อไม่ทำให้เซลล์อสุจิเสียหาย ระหว่างนี้เชื้ออสุจิจะหยุดเคลื่อนไหว แต่ยังมีชีวิตอยู่และสมบูรณ์พร้อม สามารถเก็บได้นานนับสิบๆ ปีเลยทีเดียว แต่ที่หน่วยผู้มีบุตรยากศิริราชจะเก็บเชื้ออสุจิเพียง 5 ปี เท่านั้น ยกเว้นเชื้อที่เจ้าตัวฝากไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เนื่องจากพื้นที่จัดเก็บมีจำกัดการนำเชื้ออสุจิกลับมาใช้

คงไม่ลืมว่าอสุจิที่ถูกแช่แข็งจะหยุดการเคลื่อนไหว ฉะนั้นก่อนจะนำเชื้ออสุจิมาใช้จึงต้องนำหลอด บรรจุเชื้อไปละลาย และเข้าเครื่องปั่นล้าง เพื่อให้อสุจิกลับมาวิ่งปรู๊ดปร๊าดอีกครั้ง แล้วจึงนำเชื้ออสุจิไปใช้ต่อไป ถือว่าเป็นกระบวนการสุดท้ายของธนาคารอสุจิ และต้องทำในห้องที่ปลอดเชื้อเท่านั้น

ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ทำให้เด็กเกิดมีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะผสมเทียม กิฟท์ ซิฟท์ ทำเด็กหลอดแก้ว หรืออิกซี่ ซึ่งกระบวนการนานาเหล่านี้ล้วนต้องพึ่งเชื้ออสุจิทั้งสิ้น การใช้เทคโนโลยีช่วยในการตั้งครรภ์ได้ผลเฉลี่ยประมาณ 20 - 35% ยิ่งใช้เทคโนโลยีมากเท่าไร โอกาสก็ยิ่งน้อยไปอีก สรุปก็คือวิธีธรรมชาติได้ผลดีที่สุด.

เมื่อลูกน้อยไม่กินข้าว

ปัญหา “ลูกไม่กินข้าว” เป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัย 1 - 7 ปี เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนจะต้องเคยพบปัญหานี้แน่นอน เพียงแต่ระยะเวลา ความยาวนานของปัญหา และความรุนแรงอาจต่างกันไป
จากการศึกษาของ พญ.วรุณา กลกิจโกวินท์ พบว่าแม่ที่มีลูกวัย 1- 3 ปี รายงานว่าลกมีปัญหาการกินร้อยละ 35.3 ส่วนวัย 3 - 5 ปี มีปัญหาร้อยละ 40.6 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาในต่างประเทศที่พบว่าปัญหาการกินของเด็กช่วงอายุ 4 ปี มีถึงร้อยละ 42
ทำไมลูกไม่กินข้าว

สาเหตุหลักของการที่ลูกไม่กินข้าวนั้น เริ่มต้นจาก “ความวิตกกังวลมากเกินไปของผู้ปกครองว่าลูกอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ” ซึ่งความวิตกกังวลนี้เกิดจาก “ความไม่รู้หรือเข้าใจผิด” เป็นเหตุสำคัญ อันนำมาสู่การแก้ไขที่ผิดๆ ส่งผลให้ปัญหารุนแรงยิ่งขึ้น
ความไม่รู้หรือเข้าใจผิดของผู้ปกครองเกี่ยวกับเรื่องกินและน้ำหนักตัวของลูก ได้แก่
1. เข้าใจผิดว่าเด็กอ้วนเป็นเด็กแข็งแรง พ่อแม่จำนวนมากมีค่านิยมที่ผิด มองว่าเด็กอ้วน (จนเกินเกณฑ์น้ำหนักปกติ) เป็นเด็กแข็งแรง และน่ารัก ทำให้มองเด็กที่น้ำหนักปกติว่าเป็นเด็กผอมเกินไปและพยายามยัดเยียดเรื่องกินมากขึ้น
2. เข้าใจผิดว่าลูกน้ำหนักน้อยเกินไป ทั้งๆ ที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นในชั้นเดียวกันที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งในปัจจุบันมีเด็กอ้วนในบ้านเราอยู่ถึงร้อยละ 15 – 20
3. ไม่รู้ว่าเด็กหลังอายุ 1 ขวบ จะสนใจการกินน้อยลง ธรรมชาติเด็กอายุขวบปีแรกจะกินเก่งเพราะเป็นช่วงที่เติบโตเร็ว เด็กจะมีน้ำหนักเพิ่มถึง 3 เท่าตัว คือ น้ำหนักแรกเกิดประมาณ 3 กิโลกรัม จะเพิ่มเป็น 9 กิโลกรัม เมื่ออายุ 1 ขวบ จึงมีความต้องการสารอาหารมากตามธรรมชาติและหิวบ่อย กินเก่ง แต่เมื่ออายุ 1 ปี จนถึง 10 ปี จะมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละ 2 กิโลกรัมเท่านั้น ร่างกายต้องการสารอาหารน้อยลงเมื่อเทียบกับปีแรกเด็กจึงมีความกระตือรือร้นเรื่องกินลดลง
4. ไม่รู้ว่าลูกควรกินอาหารปริมาณเท่าใดในแต่ละวัน ปริมาณอาหารที่พ่อแม่คาดหวังว่าลูกควรจะกินมักจะมากเกินความจริง จากการศึกษาวิจัยพบว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะตักอาหารให้ลูกปริมาณมากกว่าที่ร่างกายของลูกต้องการจริงๆ เมื่อเด็กกินไม่หมด ทำให้พ่อแม่กังวลและพยายามยัดเยียด
5. ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กอาจกินน้อยเป็นบางมื้อหรือบางวัน เด็กคนเดียวกันความต้องการอาหารแต่ละวันไม่เหมือนกัน บางวันเด็กอาจกินมาก บางวันอาจกินน้อย ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น กิจกรรมที่ใช้พลังงานในวันนั้น สภาพทางอารมณ์จิตใจ แม้แต่สภาพอากาศก็มีผลต่อการเจริญอาหารของเด็กในแต่ละวัน เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่อาจมีบางมื้อที่รู้สึกไม่หิว ไม่อยากกินอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่นไข้หวัด ก็อาจทำให้เบื่ออาหารไปชั่วคราวได้
6. ไม่รู้ว่าความต้องการปริมาณอาหารของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน แม้ว่าจะน้ำหนักเท่ากันแต่เด็กแต่ละคนอาจกินอาหารมากน้อยต่างกันได้มาก ซึ่งขึ้นกับอัตราการใช้พลังงาน การย่อย การดูดซึม อัตราการเผาผลาญของร่างกาย ฯลฯ ของเด็กแต่ละคน


และเมื่อเกิดความกังวลว่าลูกได้สารอาหารน้อยเกินไป ผู้ปกครองจะพยายามหาวิธีแก้ไข ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้วิธีที่ผิดคือ ใช้การดุว่า บังคับ ลงโทษ ใช้การให้รางวัลหรือหลอกล่อให้เพลิดเพลิน หรือใช้กินเพิ่มเติมระหว่างมื้ออาหาร จะเห็นได้ว่าการพยายามแก้ปัญหาโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เด็กมีทัศนคติในแง่ลบต่อการกินและไม่รู้สึกหิวเมื่อถึงมื้ออาหาร จึงเกิดพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสมขึ้น เช่น ทำท่าทางไม่อยากกิน ปฏิเสธ กินน้อย ต่อรอง กินช้า อมข้าว บ้วนอาหาร กินไปเล่นไป แม้แต่อาเจียน ซึ่งยิ่งทำให้พ่อแม่เครียดและกังวลมากขึ้น เท่ากับเพิ่มปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้นแนวทางแก้ไขและป้องกัน

โดยธรรมชาติแล้ว เด็กไม่ควรมีปัญหากินยากหรือปฏิเสธการกิน เพราะร่างกายเด็กทุกคนต้องการสารอาหารเพื่อใช้สร้างพลังงานและเจริญเติบโตในแต่ละวัน โดยร่างกายจะมีกลไกกระตุ้นให้เด็กกระตือรือร้นที่จะกินอาหารคือ เมื่อร่างกายต้องการอาหารเพิ่มเติม ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดต่ำลง สัญญาณนี้จะกระตุ้นไปยัง “ศูนย์ควบคุมความหิว-อิ่ม” ที่อยู่ในสมอง ซึ่งจะกระตุ้นให้เด็กรู้สึก “หิว” น้ำย่อยหลั่ง ลำไส้บีบ เคลื่อนไหวมากขึ้น ท้องร้อง เกิดความอยากอาหารมากขึ้น เห็นอะไรก็อยากกิน จะสังเกตได้ว่าในขณะที่หิวมากๆ กินอะไรก็รู้สึกอร่อยไปหมด ทั้งยังกินได้มากและเร็วอีกด้วยนอกจากระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ทัศนคติต่อการกินและอารมณ์ในขณะนั้นก็มีผลต่อการเจริญอาหารด้วยเช่นกัน เช่น บางครั้งเราอาจยังไม่ค่อยหิวนักแต่เมื่อถึงเวลาอาหาร เรารู้ว่าหากไม่กินอาหารตามเวลาอาจทำให้เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ หรือถ้าปล่อยให้เลยเวลาไปมากจะหิวมากทรมาน ก็ทำให้เรายินดีจะกินเวลานั้น หรือเมื่ออารมณ์ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์โกรธ เศร้า สามารถทำให้ความอยากอาหารหายไปชั่วคราวได้เช่นกันดูแลลูกน้อยอย่างไรให้กินข้าว
เรามาเรียนรู้การป้องกันและแก้ไขที่ถูกวิธีกันนะครับ
1. หากพ่อแม่เช็คตามกราฟน้ำหนักและส่วนสูง (ซึ่งจะมีในสมุดบันทึกวัคซีนของลูก) แล้วยังอยู่ในช่วงปกติ ให้เตือน ตนเองเสมอว่าอาหารที่ลูกได้อยู่ปัจจุบันนี้เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะมีญาติผู้ใหญ่หรือคนอื่นทักก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันมีเด็กอ้วนในสังคมไทยจำนวนมากสูงถึง 15-20% ซึ่งเด็กที่น้ำหนักเกินจะมีส่วนสูงมากกว่าวัยด้วย (แต่ก็จะหยุดสูงเร็วด้วย) ทำให้เด็กในวัยเดียวกันที่น้ำหนัก ส่วนสูงปกติ ถูกเปรียบเทียบแล้วรู้สึกว่าเป็นเด็กผอมหรือตัวเล็กไป
2. ไม่ใช้วิธีผิดๆ เพื่อให้เด็กกินมากขึ้น เช่น การตี ดุว่า บังคับ ใช้อารมณ์กับลูกหรือการตามใจ ต่อรอง หรือให้รางวัลเกินความจำเป็น
3. ให้เด็กรู้สึกหิวก่อนถึงมื้ออาหารโดยงดอาหารหรือขนมจุกจิกระหว่างมื้อ ไม่ว่าจะเป็นขนมกรุบกรอบ น้ำหวาน ไอศกรีม ลูกอม ฯลฯ หากจะให้ ควรให้หลังอาหาร หากเด็กกินได้เหมาะสม 4. ไม่ให้นมมากเกินไป เพราะเมื่อเด็กอายุเกิน 1 ปี ควรกินข้าวเป็นอาหารหลัก วันละ 3 มื้อ ส่วนนมจะเป็นอาหารเสริมเท่านั้น จึงต้องลดปริมาณลงเหลือวันละ 3 - 4 มื้อ และควรให้นมหลังอาหารเท่านั้น เด็กอายุมากกว่า 6 เดือน ร่างกายไม่ต้องการนมหลังจากหลับไปแล้วจนถึงเช้า จึงไม่ควรปลุกเด็กขึ้นมากินนม เพราะเด็กวัยนี้สามารถกินนมก่อนนอนแล้วอยู่ได้ถึงเช้า หากให้กินกลางดึกจะกลายเป็นความเคยชินและทำให้เด็กเบื่ออาหารเช้าเพราะยังอิ่มนม หลังอายุ 1 ปี ควรเลิกขวดนม ดังนั้นจึงให้เด็กเริ่มฝึกดูดจากหลอดหรือดื่มจากแก้วแทนตั้งแต่อายุ 10 เดือน
5. ฝึกให้กินอาหารเป็นเวลา สม่ำเสมอ และควรกินพร้อม ๆ กันทั้งครอบครัว เพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างบรรยากาศการกินอาหารให้เด็ก
6. ขณะมื้ออาหารไม่ดูทีวี หรือเล่นของเล่นไปด้วย เพราจะทำให้เด็กไม่สนใจเรื่องกิน ทำให้กินช้า อมข้าวและอิ่มเร็วโดยที่ยังกินได้น้อย
7. ให้นั่งกินอาหารบนเก้าอี้จนเสร็จจึงจะให้ลง ไม่เดินตามป้อน

8. ทำบรรยากาศขณะมื้ออาหารให้ผ่อนคลาย พูดคุยกันเรื่องอาหาร หรือเรื่องเบาๆ ไม่ควรใช้เป็นเวลาที่จะมาต่อว่า ดุด่าว่ากล่าวกัน
9. เปิดโอกาสให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง เรื่องการกินให้มากที่สุดตามวัย โดยค่อย ๆ ลดการให้ความช่วยเหลือลงตามลำดับ ในเด็กต่ำกว่า 3 ขวบ ให้เด็กมีโอกาสถือหรือหยิบอาหารเข้าปากด้วยตัวเองบ้าง แม้จะเลอะเทอะไปบ้างก็ต้องยอม เด็กวัย 4 ขวบ ส่วนใหญ่สามารถตักอาหารเข้าปากได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องป้อน เพียงแต่ให้ความช่วยเหลือบางส่วน
10. สังเกตชนิดและลักษณะอาหารที่เด็กชอบ ปรุงรสชาติให้ถูกปากเพราะเด็กสามารถแยกแยะรสชาติได้ตั้งแต่อายุไม่กี่สัปดาห์
11. กำหนดระยะเวลามื้ออาหารประมาณ 30 - 45 นาที เมื่อถึงเวลาที่กำหนดให้เก็บจาน แม้ว่าจะยังกินไม่หมดหรือกินได้น้อยก็ตาม โดยไม่ต้องแสดงความวิตกกังวลหรือโกรธ แต่ให้งดของหวาน ขนม หรืออาหารว่างต่างๆ ทั้งหมดก่อนจะถึงมื้อถัดไปเพื่อให้เด็กเกิดความหิว ซึ่งจะกระตุ้นให้เจริญอาหารและรับผิดชอบเรื่องการกินว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลได้ดีขึ้น

โดยธรรมชาติแล้วปัญหาเด็กกินยาก ไม่กินข้าว ไม่ควรจะมี ยกเว้นแต่จะมีความพิการหรือเจ็บป่วยซ่อนเร้นอยู่ ดังจะเห็นว่าเด็กที่อยู่ในสังคมที่อดอยากยากแค้นจะไม่ค่อยพบปัญหาเหล่านี้ เด็กจะแย่งกันกิน ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสังคมที่มีพอกินหรือเหลือกินอย่างสังคมคนชั้นกลางในปัจจุบัน ซึ่งพ่อแม่มีลูกน้อย และให้ความสำคัญกับเรื่องร่างกาย ความสมบูรณ์มาก เด็ก ๆ ไม่รู้จักคำว่าหิว ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกินให้เสียเวลาเล่น ดูทีวี แต่หากผู้ปกครองมีความเข้าใจธรรมชาติการกินของเด็ก มีค่านิยมที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องรูปร่างน้ำหนักตัว ลดความวิตกกังวลของตนเองได้ อีกทั้งฝึกฝนสุขลักษณะการกินที่ดีตั้งแต่เล็กก็จะแก้ไขและป้องกันปัญหา

ภัยเงียบ...มะเร็งลำไส้ใหญ่


ทุกวันนี้ โรคมะเร็ง ยังเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนในโลกรวมทั้งในประเทศไทย ยิ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยแล้ว มีแนวโน้มผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่มีอุบัติการณ์สูงในประเทศแถบตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา และ ประเทศทางยุโรป ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประชากรมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดชีวิตประมาณร้อยละ 6 หรือ 1 ต่อ 20 ของประชากร ประมาณการว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้น 138,000 รายต่อปี และจะมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ประมาณ 60,000 คนต่อปี สำหรับประเทศไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีอุบัติการณ์ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว จากสถิติของสถานวิทยามะเร็ง โรงพยาบาลศิริราชพบว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีอุบัติการณ์สูงเป็นอันดับ 4 ในเพศชาย (รองจากมะเร็งตับ ปอด และ ต่อมลูกหมาก) ส่วนในเพศหญิงพบมากเป็นอันดับ 3 (รองจากมะเร็งปากมดลูกและ เต้านม)


ใครมีโอกาสเสี่ยงสูง ถึงแม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจเกิดขึ้นได้ในทุกอายุ แต่อัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะสูงขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะถูกวินิจฉัยในช่วงอายุระหว่าง 50-70 ปี นอกจากนี้อัตราเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคลำไส้อักเสบบางชนิด (Crohn’s disease และ Ulcerative colitis) ผู้ที่มีประวัติมีติ่งเนื้องอก (Polyp) ในลำไส้ใหญ่ หรือมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว


อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนมากจะไม่มีอาการให้เห็นในระยะแรกๆ จนกว่าตัวเนื้องอกจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ หากสามารถตรวจพบก้อนเนื้องอกในระยะเริ่มแรกหรือพบในขณะที่เป็นติ่งเนื้องอก (Polyp) ผลการรักษาจะดีและมีโอกาสหายขาดได้ ดังนั้นจึงมีคำแนะนำให้มีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ไม่มีอาการ


อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่พบบ่อยได้แก่ อาการถ่ายอุจจาระมีมูกปนหรือมีเลือดออกทางทวารหนัก มีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ท้องผูก ท้องเสียที่ไม่หายหลังได้รับการรักษา หรือมีท้องผูกสลับท้องเสีย อาการอื่นๆที่อาจจะพบได้คือ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้นอาจตรวจพบว่ามีอาการซีดซึ่งเกิดจากการเสียเลือดโดยที่ไม่มีเลือดออกในอุจจาระให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจคลำพบก้อนที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ผู้ป่วยบางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของลำไส้อุดตันซึ่งจะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน และถ่ายอุจจาระหรือผายลมลดลง

การรักษา มะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถรักษาโดยการผ่าตัดเอาลำไส้ส่วนที่มีมะเร็งรวมถึงเส้นเลือดและต่อมน้ำเหลืองบริเวณเนื้องอกออก ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ลำไส้จะถูกต่อเข้าหากันใหม่และผู้ป่วยจะสามารถถ่ายอุจจาระทางทวารหนักได้ตามปกติ โดยปกติการผ่าตัดจะทำผ่านแผลผ่าตัดทางหน้าท้อง ในปัจจุบันศัลยแพทย์สามารถทำการผ่าตัดโดยใช้กล้อง(Laparoscopic Surgery) ในผู้ป่วยที่มีเนื้องอกขนาดเล็ก ซึ่งจะทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงและผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณแผลหลังผ่าตัดลดลง

ถ้ามะเร็งเกิดขึ้นที่บริเวณลำไส้ตรงส่วนปลายหรือทวารหนักและก้อนเนื้องอกอยู่ในระยะเริ่มแรก การผ่าตัดสามารถทำได้โดยตัดเอาเนื้องอกออกผ่านทางทวารหนัก อย่างไรก็ตามถ้าก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่และใกล้ปากทวารหนักมาก การผ่าตัดอาจจะต้องผ่าตัดเอาทั้งลำไส้ตรงและทวารหนักออกทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถต่อลำไส้เข้าหากันได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องมีลำไส้เทียมมาเปิดที่ผนังหน้าท้องสำหรับการถ่ายอุจจาระ

หากตรวจพบว่ามะเร็งกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้ว ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาเพิ่มเติมโดยการให้ยาเคมีบำบัดและถ้าเนื้องอกอยู่ในตำแหน่งลำไส้ตรงส่วนปลายหรือทวารหนัก ผู้ป่วยอาจจะต้องได้รับการฉายรังสีเพิ่มเติม

ป้องกันได้หรือไม่ แนวทางการป้องกันโรคนี้คือ ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงเช่น ผักและผลไม้ รวมไปถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันต่ำจะช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับว่า การตรวจคัดกรองสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ในผู้ที่ไม่มีอาการและไม่มีปัจจัยเสี่ยงควรเริ่มต้นที่อายุ 50 ปี สำหรับผู้ที่มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว ควรเริ่มตรวจคัดกรองที่อายุ 40 ปีหรือที่อายุ 5 ปีก่อนอายุของคนในครอบครัวที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนผู้ที่มีประวัติเป็นลำไส้อักเสบชนิด Crohn’s disease และ Ulcerative colitis หรือ ผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้องอกจำนวนมาก (Polyposis Coli) การตรวจอาจเริ่มในอายุที่เร็วขึ้นโดยสามารถปรึกษาแพทย์ของท่านได้

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่มีหลายวิธีดังนี้
• การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ทุก 5 ถึง 10 ปี หรือ
• ตรวจอุจจาระหาเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Fecal Occult Blood Test) ทุกปี หรือ
• การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) ร่วมกับ การตรวจสวนแป้งลำไส้ใหญ่ (Barium Enema) ทุก 5 ปี

จะเห็นได้ว่าการตรวจคัดกรองมีความสำคัญ เนื่องจากก่อนที่จะเกิดเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้น จะมีความผิดปกติเริ่มจากการเกิดมีติ่งเนื้องอก (Polyp) ขึ้นมาก่อน ดังนั้นถ้าสามารถส่องกล้องลำไส้ใหญ่และตรวจพบติ่งเนื้องอกได้ตั้งแต่ไม่มีอาการ แพทย์จะสามารถตัดติ่งเนื้องอกผ่านทางกล้อง (Polypectomy) โดยไม่ต้องทำผ่าตัดซึ่งจะเป็นการป้องกันการเกิดเป็นมะเร็งขึ้น

โดยสรุปหากแก้ไขพฤติกรรมการบริโภคและหมั่นสำรวจสุขภาพระบบขับถ่ายของคุณ จะทำให้มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่สามารถทำร้ายคุณได้

คันในร่มผ้า

ถาม: อาการคันในร่มผ้าเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง
ตอบ: สาเหตุของการคันเหมือนกันได้ทุกแห่ง แต่ในร่มผ้ามีลักษณะเฉพาะ เพราะว่าสิ่งแวดล้อมในร่มผ้าก็จะมีลักษณะซึ่งแตกต่างกับผิวหนังบริเวณอื่น เช่น การใช้กางเกงในทำให้เกิดการอับชื้น การขับเหงื่อต่าง ๆ ก็ไม่สะดวกรวมทั้งบริเวณข้อพับส่วนต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้อาการคันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น นอกจากนี้บริเวณนี้ยังมีเชื้อโรคบางอย่าง หรือแมลงบางชนิดสามารถจะมาอาศัยอยู่ได้ที่พบบ่อยคือเชื้อรา โลน ซึ่งจัดเป็นกามโรคอย่างหนึ่ง ติดต่อกันโดยเพศสัมพันธ์ อีกประการหนึ่งคือการแพ้สารเคมีที่มีปะปนไปกับผ้าหรือยางรัดตาม ขอบกางเกงใน เมื่อสัมผัสกับร่างกายผสมกับเหงื่อทำให้เกิดอาการแพ้และอักเสบได้

ถาม: อาการคันในร่มผ้า จะบ่งชี้ถึงโรคใดได้บ้าง
ตอบ: ถ้าคันโดยทั่ว ๆ ไป จะหาสาเหตุไม่ชัดเจนอาจเป็นเพราะความอับชื้น หมักหมมเหงื่อไคล อาจเป็นเพราะหน้าที่การงานของเรา หรือต่อมเหงื่อทำงานมากกว่าคนปกติทั่วไป หรืออีกประการหนึ่งทางด้านจิตใจ เช่นการหงุดหงิดทำให้เกิดอาการคันได้ เมื่อเกาทำให้เกิดอาการอักเสบ
ถาม: การแพ้สารบางชนิดเช่น ขอบยางกางเกงใน แพ้น้ำหอม โดยเฉพาะสุภาพสตรีบางรายชอบใช้น้ำหอมในบริเวณภายในร่มผ้า เป็นสาเหตุของการแพ้สารเคมีได้หรือไม่ ตอบ: สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง แต่เป็นสาเหตุน้อยมาก


ถาม: ถ้ามีอาการคันในร่มผ้าไม่ว่าสาเหตุใดก็ตามจะทำการรักษาได้กี่วิธีแบบใดบ้าง
ตอบ: 1. ดูที่สาเหตุถ้าเกิดจากเชื้อโรค วิธีรักษาคือใช้ยาฆ่าเชื้อ ถ้าเป็นจากเชื้อราใช้ยาฆ่าเชื้อรา ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ
2. สาเหตุจากการอับชื้นใช้วิธีอาบน้ำบ่อย ๆ เช็ดให้แห้งใช้แป้งทาช่วย เพราะแป้งจะดูดซับเหงื่อไคลของเราไปบางส่วน ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นแห้ง
3. ถ้าเป็นจากการแพ้ อาทิ แพ้ขอบกางเกงในหรือผ้าบางชนิดควรเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นแทน
4. ผิวหนังภูมิแพ้เฉพาะบุคคลซึ่งมีเหตุทำให้ผิวหนังเกิดอาการคันได้ง่าย ผิวหนังภูมิแพ้เป็นลักษณะเฉพาะตัวต้องพยายามหลีกเลี่ยงของต่าง ๆ ที่จะระคายเคืองผิวหนังบริเวณนั้น


ถาม: ผลดีและผลเสียของการซื้อยามารักษาเอง
ตอบ: ถ้ามีอาการอักเสบที่บริเวณผิวหนังไม่รุนแรง อาจใช้ยาบางอย่างเช่น เพนนิซิลินครีมลองทาดู ประมาณ 3-4 วัน ผื่นยุบไปได้ก็หมดปัญหา

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

การว่ายน้ำทำให้สุขภาพดีขึ้น

ปัญหาคนสูงอายุคือสุขภาพไม่ดี โรคที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ คือโรคหัวใจ โรคมะเร็ง เส้นเลือดในสมองแตก โรคเบาหวาน การปรับพฤติกรรมการกินอาหาร และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือควบคุมโรคได้ และทำให้มีสุขภาพดีขึ้น ปัญหาของคนสูงอายุอีกประการ คือข้อเสื่อมกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง การออกกำลังกายการยกน้ำหนักวิ่งอาจเป็นอันตรายได้


การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และไม่ทำให้มีการบาดเจ็บ ต่อข้อที่รับน้ำหนัก เช่นหลังข้อสะโพก และข้อเข่า ก่อนการลงสระว่ายน้ำ เป็นครั้งแรก ควรได้รับ การตรวจร่างกาย และคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อตรวจว่าท่านมีปัญหาสุขภาพ ดังต่อไปนี้หรือเปล่า
-ไม่มีโรคผิวหนังไม่มีบาดแผล -ไม่มีโรคหัวใจระยะอันตราย
-ไม่มีปัญหาเรื่องแพ้คลอรีน -ไม่มีโรคเกี่ยวกับตา

-แก้วหูทะลุหรือการติดเชื้อในช่องหู

สระว่ายน้ำทุกสระจะมีข้อกำหนดเพื่อควบคุม และป้องกัน ในเรื่องความสะอาด และความปลอดภัย ดังตัวอย่างเช่น
-ใช้ชุดว่ายน้ำที่สุภาพซึ่งปัจจุบัน มีให้เลือกใช้มากมาย ราคามีให้เลือกตั้งแต่งถูกจนถึง แพงมากจึงตัดข้อกังวลใจ ได้สระว่ายน้ำทุกที่จะมีข้อกำหนด ไม่ใช้เสื้อผ้าเล่นกีฬาทั่วไปใส่ลงสระ
-ปฏิบัติตามข้อแนะนำการใช้สระว่ายน้ำ เช่น ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนใช้สระว่ายน้ำ สวมหมวกว่ายน้ำ

-แนะนำให้ใช้แว่นตากันน้ำเพื่อป้องกันดวงตา และสบายตาเวลาว่ายน้ำ

-ควรว่ายน้ำในช่วงเวลา ที่มีผู้ดูแลรักษาความปลอดภัย
-กรณีที่ท่านรำคาญ หากน้ำเข้าหูหรือน้ำเข้าหูง่าย ควรใช้ยางอุดหูสำหรับการว่ายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำเข้าหู ูีจำหน่ายที่ร้านขายอุปกรณ์กีฬาทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ดนตรีเพื่อสุขภาพ

ดนตรีเพื่อสุขภาพ

เมื่อพูดถึงเรื่องดนตรี เรามักเกิดความรู้สึกที่ดี เพราะดนตรีต่อให้เกิดความสุข ความบันเทิงใจได้ง่าย สมัยก่อนเรารู้จักดนตรีในแง่สุนทรียศาสตร์และการศึกษา และจะหาชมดนตรีได้ไม่ง่ายนัก แต่ในปัจจุบัน เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ เราสามารถหาชมดนตรีได้ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ค้นพบว่า ดนตรีสามารถใชัรักษาความเจ็บป่วยของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต ดนตรีเป็นศิลปะที่อาศัยเสียงเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ไปสู่ผู้ฟัง เป็นความสุนทรีย์ที่ถ่ายทอดด้วยจิตใจและพลังความคิด ก่อให้เกิดความสุข ความซาบซึ้ง ความประทับใจได้ตามระดับการรับรู้ของแต่ละคน ดนตรีเป็นศิลปะที่ง่ายต่อการสัมผัส มีคนเคยกล่าวว่าดนตรีเป็นภาษาสากลเพราะสามารถเป็นสื่อความรู้สึกของชนทุกชาติได้ ดังนั้นคนที่โชคดีมีประสาทรับฟังเป็นปกติ ก็สามารถหาความสุขจากการรับฟังดนตรีได้


นักวิทยาศาสตร์พบว่าเสียงดนตรีจะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในเรื่อง อัตราการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การตอบสนองทางม่านตา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนผลทางจิตใจก็คือ ดนตรีสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สติ ความนึกคิด

องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้ดนตรีเป็นที่ชื่นชอบ ก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้สัมผัส ได้แก่ จังหวะ ทำนอง ความดัง และคุณภาพของเสียง (ความกังวาลและสีสัน) เราจึงต้องศึกษาทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบที่สำคัญเหล่านี้เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์
1.จังหวะหรือลีลา (rhythm) หมายถึง การเคลื่อนไหวของเสียงในช่วงเวลาหนึ่ง หรือความสั้นยาวของเสียง จังหวะเป็นหัวใจสำคัญของดนตรี ความเร็ว-ช้า และชนิดของจังหวะ มีอิทธิพลต่อผู้ฟังมากที่สุด สามารถกระตุ้นกลไกการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย และทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ได้ เช่น จังหวะที่เร็ว จะกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นเร้าใจ ทำให้ชีพจรเต้นเร็วขึ้น จังหวะที่ช้าจะทำให้เกิดความรู้สึกสงบ เยือกเย็น ชีพจรช้าลง จังหวะปานกลางหรือจังหวะที่มีอัตราความเร็วใกล้เคียงกับอัตราการเต้นของหัวใจในภาวะปกติ คือ ประมาณ 70-80 ครั้งต่อนาที จะทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สบาย ส่วนชนิดของจังหวะ เช่น จังหวะมาร์ช จะช่วยทำให้เกิดพลัง ใช้ปลุกระดมพลได้ จังหวะร็อค จะทำให้เกิดความตื่นเต้น จังหวะช่าช่าช่า รุมบ้า จะทำให้เกิดความรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน จังหวะสโล จะทำให้เกิดความรู้สึกสงบ เป็นต้น

เมื่อทราบดังนี้ เราสามารถนำจังหวะของดนตรีมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ทำให้เกิดสมาธิ ความสงบ เกิดพลังกาย เกิดกำลังใจ เป็นต้น โดยเลือกเพลงที่มีจังหวะสอดคล้องกับความต้องการของเรา เช่นเมื่อเราต้องการพักผ่อน เราควรเลือกเพลงที่มีจังหวะช้า เมื่อเราต้องการออกกำลังกาย ควรเลือกเพลงที่มีจังหวะค่อนข้างเร็ว เป็นต้น

2. ทำนองเพลง (melody) เกิดขึ้นจากการนำระดับเสียงสูง-ต่ำ มาผสมผสานกับจังหวะ โดยคำนึงถึงความสั้นยาวของเสียแต่ละเสียง ให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน อย่างมีศิลปะ

ระดับเสียง หมายถึง เสียงสูง-ต่ำ ที่มีความถี่เป็นรอบต่อหนึ่งวินาที มีหน่วยเป็น เฮิร์ทซ์ (hertz) เสียงที่มีความถี่สูง คือเสียงสูง เสียงที่มีความถี่ต่ำคือเสียงต่ำ มนุษย์เราสามารถฟังเสียงที่มีความถี่ตั้งแต่ 20-20,000 เฮิร์ทซ์ เสียงพูดคุยธรรมดามีความถี่ประมาณ 85-1,100 เฮิร์ทซ์ เสียงจากเครื่องดนตรี อาทิ เปียโน มีความถี่ตั้งแต่ 30-4,100 เฮิร์ทซ์ เสียงไวโอลิน 200-2,650 เฮิร์ทซ์ ระนาดเอก 144-960 เฮิร์ทซ์ แต่เสียงที่มีขนาดความถี่ปานกลาง คือระดับประมาณ 440 เฮิร์ทซ์ เช่น เสียงร้องของเด็กแรกเกิด เป็นต้น
เสียงระดับต่ำมาก จะกระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัว อึดอัดไม่มั่นใจ
เสียงระดับต่ำ จะทำให้เกิดความรู้สึกสงบ
เสียงระดับปานกลาง จะทำให้เกิดความรู้สึกสบาย
เสียงระดับสูง จะทำให้เกิดความตื่นเต้นเร้าใจหรือเหนื่อยได้ เพราะมีผลต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อซึ่งสัมพันธ์กับระบบประสาทซิมพาเททิค เช่น เสียงเครื่องเจาะถนน

ทำนองเพลง จะทำให้เกิดอารมณ์ชัดเจนกว่าจังหวะ ก่อให้เกิดความประทับใจเช่นเดียวกับ เนื้อร้อง ทำนองช่วยทำให้คนตรีนั้นน่าฟังยิ่งขึ้น เพราะทำให้เกิดอารมณ์ได้หลากหลาย เช่น ทำนองร่าเริงสนุกสนาน ทำนองสดชื่นแจ่มใส ทำนองอ่อนหวานละมุนละไม หรือทำนองเศร้าสร้อย สงบ เป็นต้น ในช่วงเวลาที่เราเกิดความเจ็บป่วย อารมณ์ของเราไม่ปกติ ไม่สดชื่นแจ่มใจ เพราะความเจ็บป่วยทางกายส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยทางใจ เป็น วัฏจักรต่อเนื่องกัน ดังนั้น ถ้าหากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดช่วยทำให้อารมณ์ของเราดีขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้ความเจ็บป่วยทางกายลดลงได้ เสียงดนตรีที่มีคุณภาพได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถสร้างความสุข สบายใจ เสียงดนตรีจึงเปรียบเสมือนยาป้องกันโรคได้ชนิดหนึ่ง มีคนเคยกล่าวว่า การที่มีเสียงดนตรีรอบบ้าน เปรียบเสมือนมีอาหาร และวิตามินที่ช่วยทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงได้
3. ความเข้มของเสียง หรือความดัง-ค่อย (intensity) ปริมาณความเข้มของเสียงที่วัดได้มีหน่วยเป็น เดซิเบล มนุษย์เราสามารถรับฟังเสียงได้ตั้งแต่ 0-120 เดซิเบล เสียงพูดคุยธรรมดาประมาณ 50-60 เดซิเบล เสียงที่จัดว่าเริ่มดัง คือ 80 เดซิเบล ถ้าฟังนานๆจะก่อให้เกิดความเครียด เช่น เสียงจราจรหนาแน่นบนท้องถนน (80) เสียงเครื่องจักรในโรงพิมพ์ (100) เสียงเครื่องเจาะถนนที่ใช้ลม (90) เสียงฟ้าร้องหรือเสียงเครื่องบินไอพ่น (100) เสียงที่ดังมากกว่า 100 เดซิเบล มีแนวโน้มจะทำให้เกิดอันตรายต่อประสาทรับฟัง หูชั้นใน ทำให้ปวดหู แก้วหูแตก กลายเป็นหูหนวกได้ เช่นเสียงเครื่องบินเจ็ท (130 เดซิเบล) เสียงฟ้าผ่าระยะใกล้ (120 เดซิเบล) ผลจากการตรวจสภาพการได้ยินของตำรวจจราจรที่ทำงานบนท้องถนน พบว่าส่วนใหญ่มีปัญหาประสาทรับฟังเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ นอกจากนี้เสียงที่ดัง มีผลทำให้เกิดการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อได้ และเสียงที่ดังคงที่นานๆ จะมีผลทำให้เกิดความเมื่อยล้าได้


4. คุณภาพของเสียง (ความกังวาล ความชัดเจน สีสัน) เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ดนตรีนั้นมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ความกังวาล ความชัดเจนของเสียงมนุษย์ ขึ้นกับกล่องเสียง อวัยวะช่วงลำคอ ปาก จมูก น้ำเสียงที่กังวาลใสชัดนุ่มนวล จะทำให้ผู้ฟังเกิดความสบายกายสบายใจ ได้ ส่วนสีสันของเครื่องดนตรีขึ้นกับวัสดุ รูปแบบของเครื่องดนตรี รวมทั้งการเกิดของเสียงดนตรีด้วยวิธีการต่างๆ คุณภาพของเสียงเป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดให้ผู้ฟังชื่นชอบหรือไม่ เครื่องดนตรีประเภทต่างๆ ก็มีคุณภาพของเสียงที่แตกต่างกัน การเลือกเล่นเครื่องดนตรีชนิดใด ขึ้นกับวัตถุประสงค์และความพึงพอใจของผู้เล่น เช่น ขิม กีตาร์ เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงกังวาล ไพเราะ วิธีการเล่นต่างกัน ขิมให้ดี ส่วนกีตาร์ใช้ดีด การเล่นขิมจะช่วยทำให้เกิดสมาธิ เมื่อบรรเลงเพลงที่ไพเราะ ด้วยจังหวะที่ช้า จะทำให้เกิดความสงบผ่อนคลาย ส่วนกีตาร์ช่วยทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ผ่อนคลายความตึงเครียด อังกะลุงใช้เขย่า มีเสียงดังอึกทึก ช่วยทำให้เกิดความแข็งแกร่ง เปียโน ช่วยทำให้เกิดจินตนาการได้มากเพราะมีระดับเสียงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีที่ใช้รักษาโรคต่างๆ เช่น กลอง ใช้กับคนไข้โรคจิตบางชนิด ไวโอลิน ฟลุต เปียโน ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดบางชนิดได้ เช่น ปวดศีรษะ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าดนตรีมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ ก่อให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสนใจ และ นำดนตรีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และ ปลอดภัย

มะเร็งมดลูก รพ.ศิริราช

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในหญิงไทย จึงนับว่าเป็นมะเร็งที่มีความสำคัญที่สุด บ้านเรายังคงพบผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะลุกลามแล้วจำนวนมากซึ่งสร้างปัญหาต่อการรักษา ทั้งในด้านอัตราการหายจากโรค ภาวะแทรกซ้อนของการรักษาและผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งของครอบครัวและประเทศชาติอย่างมาก

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก โรคนี้มักพบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนและการศึกษาต่ำ จากการศึกษาพบว่าโรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ และการศึกษาถึงระบาดวิทยาของโรคพบว่าโรคนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น การมีความสำส่อนทางเพศ หรือพบร่วมกับการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เป็นต้น

ปัจจุบันนักวิจัยตรวจพบว่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก

โรคนี้ป้องกันได้หรือไม่ ? ดังได้กล่าวแล้วว่าโรคนี้มีลักษณะการเกิดคล้ายโรคทางเพศสัมพันธ์ สตรีใดที่มีความเสี่ยงต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ย่อมมีความเสี่ยงต่อโรคนี้ได้สูง การเลี่ยงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงย่อมสามารถป้องกันโรคนี้ได้ ทั้งนี้มิได้หมายความเฉพาะฝ่ายสตรีเท่านั้น สามีมักเป็นผู้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำโรคนี้มาให้ภรรยา โดยการนำเอาเชื้อไวรัสที่เป็นตัวก่อโรคนี้มาให้ภรรยา แต่ที่สำคัญและแตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นก็คือ มะเร็งชนิดนี้มี “ระยะก่อนเป็นมะเร็ง” ยาว โดยทั่วไปตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกลายเป็นมะเร็งเฉลี่ยระยะเวลาประมาณ 10 ปี ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีทำให้มีการตรวจพบโรคด้วยการตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งการรักษาในระยะนี้เป็นการรักษาที่ง่ายกว่าภาวะแทรกซ้อนต่ำและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย จึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเหมือนการตรวจภายในทั่วไป ซึ่งควรตรวจในสตรีทุกรายที่เคยมีเพศสัมพันธ์ การตรวจมิได้มีความเจ็บปวดแต่อย่างไร เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ตรวจมีขนาดแตกต่างกันตามความเหมาะสมของผู้รับการตรวจในแต่ละราย แพทย์ผู้ตรวจเพียงแต่ป้ายเซลล์จากบริเวณปากมดลูก เพื่อนำไปย้อมและตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ก็สามารถบอกถึงเซลล์ ผิดปกติที่เกิดขึ้นในระยะก่อนเป็นมะเร็ง ซึ่งสตรีสามารถรับการตรวจนี้จากคลินิกสูตินรีเวชและศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลทุกแห่ง ซึ่งค่าบริการค่อนข้างถูกมาก การรักษาในระยะนี้จะรักษาได้ง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำและผู้ป่วยก็จะหายจากโรคไม่กลายเป็นมะเร็งปากมดลูก ในประเทศที่พัฒนาแล้วการคัดกรองด้วยวิธีนี้ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงทำให้ประเทศเหล่านั้นมีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกน้อยมาก แต่ในประเทศเราการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากมีปัญหาหลายประการ ปัญหาสำคัญที่สุดเกิดจากสตรีไม่มารับบริการตรวจ ทั้งนี้อาจจะเกิดจากความอับอาย เกิดจากความกลัวความเจ็บปวด เกิดจากความเข้าใจผิดว่าทำไมจะต้องไปรับการตรวจโดยที่ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยระยะก่อนเป็นมะเร็งไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ประเทศเราพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจำนวนมาก แนวทางแก้ไขที่สำคัญก็คือ การให้ผู้ป่วยมีเจตคติที่ดีและมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้

เมื่อเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้วรักษาอย่างไร หายหรือเปล่า ? มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งชนิดหนึ่งซึ่งมีโอกาสรับการรักษาให้หายขาดจากโรคได้สูงเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น การรักษามะเร็งปากมดลูกมีการรักษาอยู่หลายวิธี วิธีการมาตรฐานและใช้ได้ผลดีมีอยู่ 2 วิธี ก็คือการรักษาโดยการผ่าตัด และการใช้รังสีรักษา แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินว่าผู้ป่วยรายใดเหมาะสมที่จะรับการรักษาแบบใด โดยพิจารณาถึงความเสี่ยงในการรักษาแต่ละวิธีและโอกาสที่จะหายจากโรคว่าวิธีใดสูงกว่ากัน สำหรับการผ่าตัดนั้นมักจะใช้ในผู้ป่วยที่อายุน้อยและมีความเสี่ยงต่อการดมยาสลบและการผ่าตัดต่ำ และมักจะใช้ในผู้ป่วยที่โรคยังจำกัดที่บริเวณปากมดลูกเท่านั้น สำหรับการรักษาทางรังสีนั้นสามารถที่จะให้การรักษาในผู้ป่วยทุกรายและทุกระยะของโรค เนื่องจากรังสีรักษาครอบคลุมบริเวณกว้างไม่ใช่เฉพาะบริเวณปากมดลูกเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงต่อมน้ำเหลืองต่าง ๆ ในบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งมะเร็งอาจจะกระจายไปบริเวณนั้นได้ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยรายใดที่สามารถรับการรักษาโดยการผ่าตัดก็สามารถรักษาทางรังสีรักษาให้หายจากโรคได้เช่นกัน ปัญหาในการรักษามักจะเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่แพทย์ตัดสินให้รับการรักษาทางรังสีรักษา ผู้ป่วยบางรายได้รับข้อมูลผิด ๆ ว่ารังสีรักษาทำให้โรคกระจาย ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยหรือญาติหรือคนข้างบ้านเห็นผู้ป่วยมะเร็งชนิดอื่นซึ่งมักจะเป็นผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายของโรคและได้รับการรักษาโดยรังสีรักษาแล้วไม่ได้ผล การรักษามะเร็งปากมดลูกโดยวิธีอื่น ๆ ก็มีที่ใช้บ้าง เช่น การรักษาโดยใช้ยาเคมีบำบัดซึ่งใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีการกระจายของโรคออกไปนอกเหนือจากบริเวณที่จะทำการผ่าตัดได้หรือฉายรังสีครอบคลุมไม่ได้หมด นอกจากนี้ยังมีการรักษาหลายวิธีร่วมกัน เช่น การรักษาโดยให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการผ่าตัด การรักษาทางรังสีร่วมกับการผ่าตัด หรือการรักษาโดยยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาถึงแนวทางในการรักษาร่วมกับผู้ป่วยและญาติแต่ละราย ๆ ไป โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือหวังให้ผู้ป่วยหายจากโรคในอัตราสูงสุด

ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิราช

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วิธีดีที่สุดที่จะได้สารแอนติออกซิแดนท์

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า สารแอนติออกซิแดนท์สามารถป้องกันสุขภาพได้ สารเหล่านี้จะยับยั้งและซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดกับเซลล์อันเนื่องมาจาก อนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการต่างๆของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติและจากการสัมผัสกับแสงอาทิตย์ จากการศึกษาวิจัย นักวิชาการเชื่อว่า สารแอนติออกซิแดนท์สามารถป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคตาซึ่งเกี่ยวข้องกับอายุ

การศึกษาโดยแบ่งกลุ่มอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งให้กินอาหารตามปกติเหมือนกันทั้ง 2 กลุ่มแต่ที่แตกต่างกันคือ กลุ่มที่ 1 ได้รับผัก ผลไม้ วันละ 6 หน่วยบริโภค (ประมาณ 500-600 กรัม) ส่วนกลุ่มที่ 2 ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินและเกลือแร่แทนผักและผลไม้ นอกเหนือจากอาหารหลักที่ให้กินเหมือนกัน อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มได้รับการตรวจระดับความเสียหายที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น สารแอนติออกซิแดนท์และระบบภูมคุ้มกันทั้งก่อนและหลังโครงการ ซึ่งระยะเวลาที่อยู่ในโครงการ 25 วัน

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผักผลไม้จะ ให้สารแอนติออกซิแดนท์ ที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คือ กลุ่มที่กิน ผัก ผลไม้ ร่วมด้วยจะมีระดับความเสียหายที่ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างชัดเจน แม้ว่าความเสียหายที่เกิด
จากอนุมูลอิสระในกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะลดลงแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้กลุ่มเอนไซม์ที่สำคัญต่อระบบคุ้มกันยังเพิ่มขึ้นเฉพาะในกลุ่มที่กินผัก ผลไม้ อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาอื่นที่พบว่าความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระจะค่อยๆลดลงเมื่อกินผัก ผลไม้ เกินวันละ 10 หน่วยบริโภคขึ้นไป


กล่าวโดยสรุป การกินผัก ผลไม้ให้เพียงพอจะช่วยเพิ่มพลังการต่อต้านอนุมูลอิสระ เพราะมีทั้งสารแอนติออกซิแดนท์และสารพฤกษเคมีอื่นๆอีกหลายชนิดที่ทำหน้าที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ การที่จะให้ได้สารดังกล่าวให้มากพอ จึงควรกินอาหารให้หลากหลายดังนั้นการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงไม่ดีเท่ากับการกินจากอาหาร เนื่องจากมีข้อจำกัดในชนิดของสารแอนติออกซิแดนท์

ข้อมูลดีๆ จาก บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด บทความจากเดลินิวส์

แคลเซียมกับสุขภาพ

แคลเซียมเป็นเกลือแร่ที่มีมากที่สุดในร่างกาย ส่วนใหญ่จะอยู่ที่กระดูกและฟันซึ่งจะมีการเจริญเติบโตเมื่ออยู่ในวัยเด็กและรักษาให้คงอยู่ไว้ในวัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามหากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนบางชนิดก็จะทำให้เกิดการสูญเสียกระดูกได้ แคลเซียมมีความเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆหลายโรค เช่น
โรคกระดูกพรุน การสูญเสียมวล และความหนาแน่นของกระดูกจะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้น กระดุกจะบาง เปราะและหักง่าย การทำให้มวลกระดูกเจริญเติบโตเต็มที่ในช่วงอายุ 20 – 25 ปี จะช่วยให้ปัญหาไม่รุนแรงเมื่ออายุมากขึ้น มีปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนส่งเสริมมวลกระดูกในวัยนี้ เช่นการออกกำลังกาย การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ผู้หญิงที่ผอมมากๆอาจมีความผิดปกติของรอบเดือนและการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน) การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ (ทำให้การงอกของกระดูกลดลง) วิตามิน ดี (มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม) โดยภาพรวมหากสามารถทำให้มวลและความหนาแน่นของกระดูกสูงสุดในช่วงย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จะเป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่สุดที่จะป้องกันกระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้น
มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีหลักฐานการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าแคลเซียมอาจช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งนี้เชื่อว่า แคลเซียมจับกับกรดน้ำดีและไขมันแล้วถูกขับออกจากร่างกาย ความดันโลหิตสูง คนที่กินอาหารที่มีแคลเซียมมากโดยเฉพาะจากผลิตภัณฑ์นมพบว่าสามารถลดความดันโลหิตได้ อย่างไรก็ตามแคลเซียมที่ได้จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะไม่สามารถลดความดันโลหิตได้ จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า แคลเซียมมีบทบาทต่อสุขภาพมาก ในแต่ละวันจึงควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้เพียงพอเพื่อสุขภาพ


ข้อมูลดีๆ จาก บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด บทความจากเดลินิวส์

อาหารทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้

อาหารที่กินตามปกติส่วนใหญ่ จะประกอบด้วยข้าว แป้ง เนื้อสัตว์ต่างๆ ผัก ผลไม้ และส่วนที่เป็นไขมัน อาหารประเภท ข้าว แป้ง เมื่อย่อยแล้วจะได้น้ำตาล น้ำตาลที่ได้จะเข้าไปในกระแสเลือด จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วขณะหนึ่งแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับคืนสู่ระดับปกติ(สำหรับคนปกติที่ไม่มีปัญหาโรคเบาหวาน) โดยการควบคุมของฮอร์โมนคือ อินซูลินจะช่วยปรับระดับน้ำตาลให้ลงสู่ระดับปกติและฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดคือ กลูคากอน คือ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกลูคากอนจะไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถควบคุมกระบวนการดังกล่าวได้

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อกินน้ำตาลระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้น ขณะเดียวกันอาจมีอาหารที่ไม่ใช่น้ำตาลโดยตรงแต่เมื่อกินแล้ว อาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ จึงใช้ดรรชนีน้ำตาล เป็นตัววัดว่า อาหารประเภท ใดที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ด้วยวิธีนี้จะเป็นการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ตัวอย่างเช่น เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำและลดลงเรื่อยๆในระหว่างการออกกำลังกาย กรณีเช่นนี้ ควรกินอาหารที่มีดรรชนีน้ำตาลสูง คือคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันอาการช๊อก ในทางตรงกันข้ามหากต้อง

การรักษาระดับน้ำตาลในเลือด มิให้ลดต่ำกว่าระดับปกติ ก็ควรกินอาหารที่มีดรรชนีน้ำตาลต่ำ และมีผลระยะยาว ค่าดรรชนีน้ำตาล ของอาหารเป็นตัวเลขที่เปรียบเทียบกับกลูโคสซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายได้รับเร็วที่สุด คาร์โบไฮเดรตที่มีดรรชนีน้ำตาลสูงเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นได้เร็วในช่วงระยะเวลาที่สั้น ส่วนคาร์โบไฮเดรตที่มีดรรชนีน้ำตาลต่ำจะช่วยป้องกันมิให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและช่วยในกรณีการออกกำลังกายระยะยาว นม โยเกิร์ต ถั่วเมล็ดแห้ง ลูกพรุน แอปเปิ้ล ส้ม จะมีดรรชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ ธัญพืชโดยทั่วไปจะค่อนข้างสูงยกเว้นพวกที่มีรำมาก ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงปริมาณที่กินด้วย แม้ว่าเป็นอาหารที่มีดรรชนีน้ำตาลต่ำแต่ หากกินมากก็อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้เช่น

ข้อมูลดีๆ จาก บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด บทความจากเดลินิวส์