วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Botulinum Toxin-A

ปัญหา ริ้วรอย เหี่ยวย่น บนใบหน้าของคนเรา โดยเฉพาะผู้ที่รักสวย รักงาม กลัวแก่ เป็นปัญหาหลักปัญหาหนึ่ง มีหลากหลายวิธี ที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้แก่การทำศัลยกรรม เช่น การดึงหน้า ฉีดคอลลาเจน จนถึงการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้า หลากหลายยี่ห้อ เพื่อชะลอความแก่ การแก้ไขปัญหาริ้วรอย เหี่ยวย่น อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมในต่างประเทศ ในระยะ 5-8 ปีนี้ และในเมืองไทยได้มีคลินิกความงาม หลายแห่งได้นำเข้ามารักษาและแก้ไขปัญหาริ้วรอย เหี่ยวย่น คือ การฉีดสาร Botulinum toxin-A

1. Botulinum toxin-A คืออะไร ?
Botulinum toxin type A หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ²BTA ² เป็นสารชีวภาพปราศจากเชื้อ สกัดจากเชื้อ แบคทีเรีย Clostridium Botulinum ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มเดียวกับเชื้อที่ทำให้เกิดบาดทะยัก และได้นำมาผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ ก่อนใช้จะนำมาผสมกับน้ำเกลือ ก่อนฉีดเข้าสู่กล้ามเนื้อที่ต้องการแก้ไข เพื่อออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ
ริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของเรานั้น เกิดจากการแสดงสีหน้า และอารมณ์ต่างๆ ซ้ำ ๆ กล้ามเนื้อมัดที่เราใช้แสดงสีหน้าและอารมณ์ เมื่อเกิดการหดตัวจะทำให้ผิวหนังที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อนั้น เกิดเป็นรอยให้เห็น หรือที่เรียกว่า “รอยย่น” เมื่อเราฉีด BTA เข้าไปในกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอย ในปริมาณยาเพียงเล็กน้อย ยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการนำกระแสประสาทที่ส่งมายังกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ทำให้กล้ามเนื้อนั้น เกิดการคลายตัว เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว ผิวหนังด้านบนของกล้ามเนื้อนั้นก็จะเรียบและไม่มีรอยย่น ส่วนการทำงานด้านอื่น ๆ ของเส้นประสาทยังคงปกติ เช่น การรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ การแก้ไขริ้วรอยเหี่ยวย่น โดยการฉีดสาร BTA จึงเหมาะกับริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิดจากการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมากกว่าปกติ เช่นรอยย่นจากการขมวดคิ้ว ริ้วรอยตีนกาเวลายิ้มหรือหัวเราะ รอยย่นบริเวณหน้าผาก แต่ริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณร่องแก้ม มักไม่ได้ผลจากการฉีดสาร BTA
การออกฤทธิ์ของยา เป็นการออกฤทธิ์เฉพาะที่ หรือออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่ฉีดเท่านั้น ไม่มีผลกับกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ เมื่อแสดงสีหน้า และอารมณ์ต่าง ๆ สีหน้าจะดูเป็นธรรมชาติ เพียงแต่ริ้วรอยหายไปเท่านั้น

2. Botulinum toxin-A ใช้รักษาอะไรได้บ้าง ?
BTA มีความปลอดภัยในการใช้เป็นอย่างมาก และสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมายหลายชนิด ในด้านความงาม เรานำ BTA มาใช้ในการลบรอยย่นต่างๆ บนใบหน้า ให้ดูอ่อนวัยขึ้น เช่น
· ลบรอยย่นบริเวณหน้าผาก (forehead line)
· ลบรอยย่นระหว่างคิ้ว (glabella)
· ลบรอยตีนกา และรอยย่นรอบดวงตา (crow’s feet)
· ลบรอยย่นรอบปาก (perioral fold)
· ลบรอยย่นบริเวณลำคอ (platysma)
นอกจากนี้แล้ว BTA ยังสามารถแก้ไขรูปหน้าสำหรับคนที่มีใบหน้าเหลี่ยมให้ดูเรียวลงได้ และลดเหงื่อที่
ออกมากบริเวณรักแร้, ฝ่ามือ, และฝ่าเท้า และปรับแต่งขนคิ้วให้มีรูปลักษณะตามความต้องการได้

3. หลักการออกฤทธิ์ของ Botulinum toxin-A
กลไกการออกฤทธิ์ของ BTA นั้น BTA จะไปยับยั้งการสื่อสารระหว่างเซลประสาทและกล้ามเนื้อ เนื่องจากในภาวะปกติ กล้ามเนื้อจะทำงาน เคลื่อนไหว หรือ หดตัว ต้องอาศัยการสั่งงานจากเซลประสาท โดยอาศัยสารคัดหลั่งที่มีชื่อว่า acetylcholine เมื่อฉีด BTA จะยับยั้งการหลั่งสาร acetylcholine ทำให้กล้ามเนื้อขาดการรับรู้การสั่งงานจากเซลล์ประสาท จึงไม่เกิดการหดตัว
BTA จะเริ่มออกฤทธิ์ในการลดริ้วรอยเหี่ยวย่น จากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ภายใน 2-3 วัน และเห็นผลสูงสุดภายใน 7-14 วัน ซึ่งจะรู้สึกได้ว่า ริ้วรอยบนใบหน้าหายไป BTA จะมีฤทธิ์อยู่ได้นาน 4-6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ขนาดยาที่ฉีด และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (muscle tone) มัดนั้น ๆ หลังจาก BTA หมดฤทธิ์ กล้ามเนื้อจะกลับมาหดตัวตามปกติ รอยย่นของผิวหนังจะค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยที่ไม่มีผลแทรกซ้อนใด ๆ เนื่องจากไม่มีการตกค้างของยา
การฉีด BTA ซ้ำ สามารถทำได้ตามความต้องการ การฉีดซ้ำโดยไม่ทิ้งช่วงหลังยาหมดฤทธิ์นาน จะช่วยให้ ยามีฤทธิ์อยู่ได้ยาวนานขึ้น เว้นระยะในการฉีดครั้งต่อไปนานขึ้น ในการฉีด BTA ครั้งหลัง และยังคงประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์เช่นเดิม

4. ข้อดีของ Botulinum toxin-A
- สามารถใช้รักษารอยย่นต่าง ๆ ที่เกิดจากการแสดงสีหน้าได้ผลดี โดยไม่ต้องผ่าตัดทำศัลยกรรม
- ใช้เวลาในการฉีดเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น ไม่ต้องหยุดงาน หรือใช้เวลาในการพักฟื้น และสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้ตามปกติ
- ไม่ต้องพบกับข้อเสียจากการผ่าตัด เช่น บวม, ปวดแผล, มีแผลเป็น หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่รุนแรง
- ใช้ยาปริมาณเพียงเล็กน้อยในการฉีด และใช้เข็มที่มีขนาดเล็กที่สุดในการฉีด ซึ่งจะรู้สึกเหมือนมดกัดเท่านั้น
- เห็นผลเร็ว เพียงไม่กี่วัน จะรู้สึกได้ว่า ริ้วรอยหายไป
- ใช้ได้ผลดีเท่า ๆ กัน ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
- สามารถนำไปใช้ร่วมกับการฉีดคอลลาเจน หรือฟิลเลอร์ หรือ การใช้เลเซอร์ได้

5. ข้อห้ามในการใช้ Botulinum toxin-A
- ในสตรีมีครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการทำงานของประสาท กล้ามเนื้ออ่อนแรง


6. ผลแทรกซ้อนที่อาจพบได้ในการใช้ Botulinum toxin-A
- บริเวณที่ฉีดอาจพบรอยช้ำจ้ำเลือด หรือเขียวได้ ดังเช่นการฉีดยาทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณหางตา ซึ่งจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน
- บวม หรือ ปวดบริเวณที่ฉีด
- บางราย อาจมีการกระจายของยาไม่เท่ากัน หรือการตอบสนองต่อยาของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน ทำให้เกิดผลข้างเคียงชั่วคราวดังต่อไปนี้ได้คือ ลืมตาได้ไม่เต็มที่หรือหนังตาตก, มุมปากไม่เท่ากัน, หรือบางรายพบว่า เวลาหัวเราะหรือยิ้มแล้ว ปากหรือใบหน้า 2 ด้านไม่เท่ากัน แต่อาการดังกล่าวจะค่อย ๆ หายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้าไม่หาย อาจจะต้องมาฉีดซ้ำเพิ่มเติม เพื่อแก้ไข
- การแสดงสีหน้า อาจไม่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเวลาโกรธ หัวเราะ หรือร้องไห้
- อาจเกิดการดื้อยาได้ ในรายที่มีภูมิคุ้มกันต่อยา
- ยังไม่พบการแพ้ยาที่รุนแรง และเป็นผลเสียต่ออวัยวะภายในร่างกาย
- การฉีดเพื่อแก้ปัญหากรามใหญ่ หรือรอยย่นรอบปาก อาจทำให้รู้สึกว่าการบดเคี้ยวอ่อนแรงลง การดูดน้ำจากหลอดไม่ถนัด หรือการพูดบางคำ ทำได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงลง อาการดังกล่าวจะค่อย ๆ หายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์
- รอยย่นชนิดลึกที่เป็นมานาน การรักษาด้วย BTA อย่างเดียวอาจไม่ได้ผลเต็มที่ การใช้ ฟิลเลอร์ ฉีดร่วมด้วยจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น

7. ค่าใช้จ่ายในการฉีด Botulinum toxin-A
ขึ้นอยู่กับปริมาณของ BTA หรือยูนิตในการฉีด ในแต่ละคนอาจจะใช้ปริมาณยาไม่เท่ากัน เช่นการฉีดบริเวณรอยย่นที่บริเวณหน้าผาก จะใช้ยาในปริมาณที่มากกว่ารอยย่นระหว่างคิ้ว ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากกว่า
8. คำแนะนำในการปฏิบัติตัวของผู้ที่ได้รับการฉีด Botulinum toxin-A
ก่อนฉีด
1. สอบถามข้อมูลจากแพทย์ เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้อง
2. ปฎิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติ ทำจิตใจให้สบาย
3. ไม่รับประทานยาแก้ปวดจำพวกแอสไพริน หรือยากลุ่ม NSAID, ยาขยายหลอดเลือด หรือยาป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดก่อนได้รับการฉีด 7 วัน เพื่อป้องกันเลือดออก
4. เช็ดครื่องสำอางออก ล้างหน้าให้สะอาด
5. ประคบด้วยความเย็นบริเวณที่จะฉีดเพื่อลดอาการปวด
หลังฉีด
1. ใช้สำลีกดห้ามเลือดบริเวณที่ฉีดเบา ๆ
2. ประคบด้วยความเย็นบริเวณที่ฉีดอีกครั้งเพื่อลดอาการปวด หรือบวม หรือรอยช้ำจ้ำเลือด
3. ไม่ขัด ถู คลึง นวด บริเวณที่ฉีด หรือใบหน้า หลังได้รับการฉีด 4 ชม. เพื่อป้องกันยาแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ
4. ไม่ทำทรีทเมนต์ต่าง ๆ กับใบหน้า เช่น ซาวด์น่า ไอออนโต โฟโน หลังได้รับการฉีด 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันยาแพร่กระจายไปยังกล้ามเนื้อบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ
5. ไม่นอนราบหลังการฉีด 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันยาแพร่กระจายไปยังกล้ามเนื้อบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ
6. สามารถล้างหน้า ทาครีม ทาแป้ง แต่งหน้า ได้ตามปกติ
พยายามแสดงสีหน้าบ่อย ๆ เช่น ถ้าฉีดบริเวณรอยตีนกาให้ยิ้มบ่อย ๆ , ถ้าฉีดบริเวณรอยย่นขมวดคิ้ว ให้ขมวดคิ้วบ่อย ๆ, ถ้าฉีดบริเวณหน้าผาก ให้เลิกคิ้วบ่อย ๆ เพื่อให้ยาอยู่เฉพาะจุดที่ฉีด ไม่กระจายไปยังกล้ามเนื้อบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการประมาณ 30 นาที