ฝ้า
การดูแลรักษาฝ้า อันดับแรกควรป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าโดยการหลีกเลี่ยงการตากแดดในช่วงเวลาที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมากๆ ควรใส่เสื้อแขนยาว เสื้อคอปิด ใส่หมวกปีกกว้างหรือกางร่ม นอกจากนั้น ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพราะพื้นคอนกรีตพื้นทราย พื้นน้ำสามารถสะท้อนรังสี UV เข้าสู่ผิวกายได้ แม้อยู่ใต้ชายคาบ้านก็ยังมีโอกาสได้รับแสง UV หรือแม้ในวันที่มีเมฆคลึ้มหนาก็ยังคงต้องทาครีมกันแดด เพราะเมฆคลึ้มไม่สามารถป้องกัน รังสี UV ได้
การใช้ครีมกันแดด ควรเลือกให้เหมาะสมกับผิวและงานหรืองานอดิเรกที่จะทำในชีวิตประจำวัน หากถูกแดดไม่มาก ครีมกันแดดที่เลือกใช้ควรมีค่า SPF ประมาณ 15 ก็เพียงพอ ถ้าเล่นกีฬากลางแจ้ง ต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่สูงขึ้น หรือถ้าว่ายน้ำควรเลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้ ซึ่งจะมีข้อความเขียนระบุไว้ว่า “Water proof” ปกติแล้วการทายากันแดด ควรทาก่อนตากแดดประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าตากแดดนานมากควรต้องทายากันแดดซ้ำอีก
ครีมกันแดดที่มีวางขายประกอบด้วยสารกันแดด 2 ชนิด คือ
1. สารกันแดดที่ดูดซึมรังสี UV(Chemical Sunscreen) จะแบ่งเป็นสารดูดซึมเฉพาะ UVB หรือสารที่ดูดซึมได้เฉพาะ UVA และสารที่ดูดซึมได้ทั้ง UVB และ UVA ซึ่งจะทำให้แสงไม่ผ่านเข้าไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี ผิวหน้าจะขาวขึ้นหลังใช้ผลิตภัณฑ์ประมาณ 3- 4 สัปดาห์ สารกันแดดในกลุ่มนี้ทาแล้วไม่มีสี หน้าจึงไม่ขาวโพลนแต่บางคนอาจจะเกิดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนังได้
2. สารกันแดดที่สะท้อนและกระจายแสง (Physical Sunscreen) ซึ่งสามารถสะท้อนได้ทั้ง UVB และ UVA สารเหล่านี้จะไม่เกิดอาการแพ้ แต่ทาแล้วจะทำให้หน้าขาวโพลนดูไม่เป็นธรรมชาติ ข้างหลอดของสารกันแดดทั้งสองชนิดจะระบุความสามารถในการป้องกันการไหม้แดดที่เรียกว่า SPF โดยจะกำหนดเป็นตัวเลข ซึ่งความสามารถในการป้องกันแสงแดดในที่นี้คือ หากคน ๆ หนึ่งตากแดด 30นาที แล้วผิวแดงแสบ ถ้าทาครีมกันแดดที่มี SPF 15 หมายความว่าคน ๆ นั้น จะสามารถตากแดดได้นานเป็น 15 เท่า หรือประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแดงไหม้ที่ผิว
หลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนบางชนิดเช่นยาคุมกำเนิด หรือเครื่องสำอางบางอย่างที่มีฮอร์โมนผสมอยู่ ซึ่งจะเป็นสาเหตุในการเกิดฝ้า การรักษาฝ้าในปัจจุบันวางขายมากมายในท้องตลาด ผู้ป่วยควรศึกษาส่วนประกอบและคุณภาพของครีมดังกล่าวให้ดีพอก่อนการตัดสินใจ เนื่องจากยาบางชนิด เมื่อผู้ป่วยใช้แล้วทำให้เกิดการระคาย บวม แดง ในระยะแรกที่ใช้ และถึงแม้ว่าครีมบางชนิดไม่เกิดผลข้างเคียงในระยะแรกแต่อาจทำให้เกิดผิวบางแดง มองเห็นเส้นเลือดฝอย กลายเป็นฝ้าเส้นเลือด ซึ่งรักษาให้หายยากมากยิ่งขึ้น ผู้ป่วยบางรายกลับมีหน้าดำมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากการแพ้หรือจากการใช้ยาฝ้าเป็นเวลานาน ดังนั้นผู้ป่วยควรไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ผิวหนังโดยตรงเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าว
ยาที่รักษาฝ้าที่ทางการแพทย์นิยมใช้คือ
1.ไฮโดรควิโนนเป็นยาในรูปครีม มีความเข้มข้น 2 % ถึง 4 % ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินแต่การใช้ยาในความเข้มข้นสูงเป็นเวลานานอาจเกิดผลข้างเคียงได้แก่ การแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่ใบหน้า หรือผิวหนังถาวร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศห้ามใช้สารนี้ในเครื่องสำอาง แต่ใช้ในความดูแลของแพทย์
2. กรดวิตามินเอ ออกฤทธิ์รบกวนการส่งกระจายเม็ดสีเมลานิน และทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดลอกออกเร็วขึ้น ใช้รักษาฝ้าได้ผลดี แต่การใช้ยาตัวนี้เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง ระคายเคืองและไวต่อแสงแดดได้
3. ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีของเซลล์สร้างสีทำให้ฝ้าจางได้เช่นกัน แต่การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง มีสิวขึ้นได้
การรักษาฝ้าที่ถูกต้องต้องทายาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกว่าฝ้าจะจางลง โดยให้ทาในส่วนที่เป็นฝ้าก่อนนอนทุกคืน เมื่อรอยฝ้าจางหายไปแล้วให้ทาสัปดาห์ละ 1- 2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าเกิดขึ้นได้อีก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการรักษาฝ้าโดยการใช้สารเคมีอื่น ๆ เช่น กรดโคจิก กรดอะเซลิอิก เป็นต้น


0 comments :
แสดงความคิดเห็น