วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การเลือกเสื้อชั้นใน


พูดถึงเสื้อชั้นใน หรือ Brassiere แล้ว ท่านสุภาพสตรีทุกท่านคงรู้จักกันดี ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่จะใส่โชว์เหมือนเครื่องแต่งกายอื่นๆ แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สาวน้อยสาวใหญ่ทุกท่านให้ความเอาใจใส่กันอย่างยิ่ง การเลือกและใส่เสื้อชั้นในนั้น ก็ดูเป็นรสนิยมอย่างหนึ่ง ลองมาทำความรู้จักกับเสื้อชั้นในกันสักเล็กน้อยดีไหมครับ เสื้อชั้นในนั้นได้มีการใช้กันตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ประมาณ 6 พันกว่าปีก่อนเพื่อใส่ในการออกกำลังกาย หรือ ทำให้เต้านมของสตรีดูเล็กลงคล้ายบุรุษ แต่ที่เสื้อชั้นในมีลักษณะคล้ายกับที่ใส่ในปัจจุบัน ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีก่อน โดยช่างตัดเสื้อชาวฝรั่งเศส ซึ่งผลิตเสื้อชั้นในเป็น 2 ส่วน และต่อมา Mary Phelps Jacob ได้นำมาจดลิขสิทธิ์ และผลิตจนเป็นที่แพร่หลายในอเมริกา เสื้อชั้นในได้มีการพัฒนาทั้งรูปแบบ รูปทรง และวัสดุ มาเรื่อยๆ ตามสมัยนิยมจนเป็นลักษณะที่เห็นกันในปัจจุบัน

ประโยชน์ของการใส่เสื้อชั้นในสตรีนั้น มีทั้งในด้านการแพทย์และทางสังคม ในทางการแพทย์นั้น เสื้อชั้นในจะสามารถช่วยพยุงเต้านมที่คล้อยตัวหรือหย่อนให้กระชับและลดการแกว่งตัวระหว่างการเคลื่อนไหว ทำให้ลดความไม่สบายตัวหรือ อาการเจ็บที่เกิดจากการเคลื่อนไหวมากเกินไปของเต้านม ส่วนจะช่วยป้องกันการคล้อยตัวหรือการหย่อนยานของเต้านมนั้นยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในทางสังคมนั้น เสื้อชั้นในช่วยทำให้เต้านมของสตรีดูสวยงาม ดูดี และ เป็นแรงดึงดูดความสนใจมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เจ้าของมีความมั่นใจมากขึ้น ดังนั้น เสื้อชั้นในจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายที่ได้รับการเอาใจใส่ และมีการพัฒนาเป็นเสื้อชั้นในชนิดต่างๆให้เหมาะสมกับกิจกรรม และ โอกาส เช่น เสื้อชั้นในสำหรับใส่เล่นกีฬา สำหรับงานราตรี สำหรับใส่นอน สำหรับวัยรุ่น สำหรับคนตั้งครรภ์ ฯลฯ

การเลือกเสื้อชั้นในให้เหมาะสมนั้น มีปัจจัยที่ควรคำนึงถึง นอกจากเรื่องขนาด cup size และ เนื้อผ้าแล้ว ยังต้องดูรูปทรงของเสื้อชั้นใน เพราะในแต่ละแบบนั้น ได้รับการออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งแบบเต็มตัว ไร้สาย เสริมทรงและดันทรง ฯลฯ หลักทั่วไป คือ ใส่แล้วต้องไม่คับหรือรัดจนแน่นเกิน แนวเสื้อชั้นในรอบตัวควรอยู่ในแนวราบเสมอกันไม่ถูกรั้งให้สูงขึ้น เนื้อเต้านมต้องไม่ถูกกดทับ หรือล้นออกทางด้านล่างและ ด้านข้าง ส่วนทางด้านบนของเสื้อชั้นในควรจะราบไปกับเนื้อเต้านมเมื่อสวมใส่ นอกจากนี้ ขนาดของเต้านมยังมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุ น้ำหนักตัว และ รอบประจำเดือน ดังนั้น อาจต้องมีเปลี่ยนเสื้อชั้นในให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปครับ

การเลือกเสื้อชั้นใน

พูดถึงเสื้อชั้นใน หรือ Brassiere แล้ว ท่านสุภาพสตรีทุกท่านคงรู้จักกันดี ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่จะใส่โชว์เหมือนเครื่องแต่งกายอื่นๆ แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สาวน้อยสาวใหญ่ทุกท่านให้ความเอาใจใส่กันอย่างยิ่ง การเลือกและใส่เสื้อชั้นในนั้น ก็ดูเป็นรสนิยมอย่างหนึ่ง ลองมาทำความรู้จักกับเสื้อชั้นในกันสักเล็กน้อยดีไหมครับ เสื้อชั้นในนั้นได้มีการใช้กันตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ประมาณ 6 พันกว่าปีก่อนเพื่อใส่ในการออกกำลังกาย หรือ ทำให้เต้านมของสตรีดูเล็กลงคล้ายบุรุษ แต่ที่เสื้อชั้นในมีลักษณะคล้ายกับที่ใส่ในปัจจุบัน ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีก่อน โดยช่างตัดเสื้อชาวฝรั่งเศส ซึ่งผลิตเสื้อชั้นในเป็น 2 ส่วน และต่อมา Mary Phelps Jacob ได้นำมาจดลิขสิทธิ์ และผลิตจนเป็นที่แพร่หลายในอเมริกา เสื้อชั้นในได้มีการพัฒนาทั้งรูปแบบ รูปทรง และวัสดุ มาเรื่อยๆ ตามสมัยนิยมจนเป็นลักษณะที่เห็นกันในปัจจุบัน

ประโยชน์ของการใส่เสื้อชั้นในสตรีนั้น มีทั้งในด้านการแพทย์และทางสังคม ในทางการแพทย์นั้น เสื้อชั้นในจะสามารถช่วยพยุงเต้านมที่คล้อยตัวหรือหย่อนให้กระชับและลดการแกว่งตัวระหว่างการเคลื่อนไหว ทำให้ลดความไม่สบายตัวหรือ อาการเจ็บที่เกิดจากการเคลื่อนไหวมากเกินไปของเต้านม ส่วนจะช่วยป้องกันการคล้อยตัวหรือการหย่อนยานของเต้านมนั้นยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในทางสังคมนั้น เสื้อชั้นในช่วยทำให้เต้านมของสตรีดูสวยงาม ดูดี และ เป็นแรงดึงดูดความสนใจมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เจ้าของมีความมั่นใจมากขึ้น ดังนั้น เสื้อชั้นในจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายที่ได้รับการเอาใจใส่ และมีการพัฒนาเป็นเสื้อชั้นในชนิดต่างๆให้เหมาะสมกับกิจกรรม และ โอกาส เช่น เสื้อชั้นในสำหรับใส่เล่นกีฬา สำหรับงานราตรี สำหรับใส่นอน สำหรับวัยรุ่น สำหรับคนตั้งครรภ์ ฯลฯ
การเลือกเสื้อชั้นในให้เหมาะสมนั้น มีปัจจัยที่ควรคำนึงถึง นอกจากเรื่องขนาด cup size และ เนื้อผ้าแล้ว ยังต้องดูรูปทรงของเสื้อชั้นใน เพราะในแต่ละแบบนั้น ได้รับการออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งแบบเต็มตัว ไร้สาย เสริมทรงและดันทรง ฯลฯ หลักทั่วไป คือ ใส่แล้วต้องไม่คับหรือรัดจนแน่นเกิน แนวเสื้อชั้นในรอบตัวควรอยู่ในแนวราบเสมอกันไม่ถูกรั้งให้สูงขึ้น เนื้อเต้านมต้องไม่ถูกกดทับ หรือล้นออกทางด้านล่างและ ด้านข้าง ส่วนทางด้านบนของเสื้อชั้นในควรจะราบไปกับเนื้อเต้านมเมื่อสวมใส่ นอกจากนี้ ขนาดของเต้านมยังมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุ น้ำหนักตัว และ รอบประจำเดือน ดังนั้น อาจต้องมีเปลี่ยนเสื้อชั้นในให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปครับ

การออกกำลังกายอย่างถูกวิธี

การมีสุขภาพดีนับว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่ทุกคนปรารถนา คำว่าสุขภาพดีในที่นี้หมายถึงการที่เราดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ตั้งแต่เรื่องการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน การพักผ่อนที่เพียงพอ การป้องกันโรค การลดหรือเลิกสิ่งที่บันทอนสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายมีความสดชื่น กระฉับกระเฉง พร้อมที่จะดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันคนไทยได้หันมาให้ความสนใจ และเอาใจใส่ต่อสุขภาพกันมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกหลักโภชนาการ หรือการรวมกลุ่มกันเล่นกีฬาและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้ การออกกำลังกายให้ได้ผลดีนั้นจะต้องค่อย ๆ ทำ ต้องใช้เวลา และควรทำอย่างสม่ำเสมอด้วยวิธีการที่เหมาะสม จะทำให้ร่างกายเกิดพัฒนาการอย่างมีคุณภาพและมีสุขภาพแข็งแรงในระยะยาว สำหรับการออกกำลังกายที่ดีและถูกต้องนั้นต้องประกอบด้วย

การเตรียมพร้อมก่อนออกกำลังกาย
ในการออกกำลังกายนั้นไม่ว่าท่านจะมีอายุอยู่ในช่วงวัยใด และไม่ว่าจะออกกำลังกายนานแค่ไหน หรือบางท่านยังไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย ท่านก็สามารถที่จะออกกำลังกายได้โดยเริ่มต้นจากวิธีง่าย ๆ คือ การออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การเดินหรือขี่จักรยาน เมื่อไปยังสถานที่ที่ไม่ไกล หรือหยุดการใช้รถ แต่ใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่มีบ้านและที่ทำงานไม่ไกลจากกัน หรือใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน เป็นต้น ให้ท่านทำกิจวัตรเหล่านี้ทุกวันเป็นเวลา 1-2 เดือน จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เช่น เดินให้เร็วขึ้น ขี้จักรยานให้นานขึ้น ขึ้นบันไดหลายชั้นขึ้น ว่ายน้ำ เป็นต้น และในช่วงแรก ๆ ของออกกำลังกายไม่ควรหยุด ให้ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย หากเป็นไปได้ควรจะมีกลุ่มเพื่อน เพื่อช่วยกันประคับประคอง หรือท่านอาจจะให้คนในครอบครัวมามีส่วนร่วมด้วยก็จะดี
ท่านที่เริ่มต้นออกกำลังกาย ควรใช้วิธีเดินไม่ควรวิ่ง เนื่องจากการเดินจะทำให้ท่านไม่เหนื่อยมาก และยังสามารถลดน้ำหนักได้ด้วย นอกจากนี้อาการปวดข้อจะมีไม่มาก เหมาะสำหรับคนอ้วน หรือผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย ส่วนการวิ่งจะเป็นการออกกำลังกายสำหรับผู้ที่เตรียมร่างกายไว้พร้อมแล้ว เพราะการวิ่งจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ทำให้เหนื่อย เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการเพิ่มความฟิตของร่างกายให้มากขึ้น

การออกกำลังกายอย่างปลอดภัย หลังจากที่ท่านเตรียมความพร้อม และได้ออกกำลังกายจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้ว หากท่านต้องการเพิ่มความฟิตร่างกายก็สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ท่านควรเลือกการออกกำลังกายที่ชอบและสะดวกที่สุด แต่สำหรับท่านที่มีอายุมากกว่า 45 ปี หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการเลือกวิธีการออกกำลังกาย นอกจากนี้ในการออกกำลังกายไม่ควรหักโหมมากในครั้งแรก ๆ การออกกำลังกายที่ดี ควรเป็นการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราวแต่หักโหม และไม่ควรกลั้นหายใจหรือสูดลมหายใจอย่างแรง ควรหายใจเข้าและออกยาว ๆ เพื่อช่วยระบบการหายใจของร่างกาย และขณะออกกำลังกายท่านสามารถสังเกตอาการขณะออกกำลังกายว่าทำมากไปหรือไม่ โดยสังเกตจากอาการ ดังนี้
- หัวใจเต้นมากจนรู้สึกเหนื่อย
- หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค
- เหนื่อยจนเป็นลม
หากมีอาการดังกล่าว ขอให้ท่านหยุดการออกกำลังกายสัก 2 วัน และเวลาออกกำลังกายในครั้งต่อไปให้ลดระดับการออกกำลังกายลง

การเตรียมตัวก่อนออกกำลังกาย
ก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง ท่านต้องทำการอบอุ่นร่างกายก่อน อาจใช้วิธีเดินภายในบ้าน รอบบ้าน หรือเดือนบนสายพาน ฯลฯ โดยปกติแล้วควรใช้เวลาในการอบอุ่นร่างกายประมาณ 5-10 นาที ซึ่งในกาทำความอบอุ่นร่างกายนี้จะทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น และหลอดเลือดมีการเตรียมความพร้อมมากขึ้น เป็นการป้องกันการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย

การปฏิบัติตัวหลังการออกกำลังกาย
หลังจากออกกำลังกายแล้ว อย่าหยุดออกกำลังกายในทันที โดยเฉพาะท่านที่ออกกำลังกายอย่างหนัก เพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน อาจทำให้เกิดอาการหน้ามือ ควรอบอุ่นร่างกายประมาณ 5-10 นาที จนกระทั่งชีพจรกลับคืนสู่สภาพปกติ และควรดื่มน้ำให้เพียงพอภายหลังออกกำลังกาย

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย
ท่านที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น - ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดี ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันต่ำ มีภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น และป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคข้อเสื่อม เป็นต้น
- ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก การทรงตัว และทำให้การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น
- ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น
- ช่วยลดความเครียด และทำให้การนอนหลับพักผ่อนดีขึ้น

ดังนั้นหากทุกคนต้องการความแข็งแรงของร่างกายทุกส่วน ทุกอวัยวะ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี ผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้อารมณ์ดี และยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย
หากท่านมีปัญหาเรื่องการออกกำลังกาย สามารถสอบถามได้ที่หน่วยเวชศาสตร์การกีฬา
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกาบภาพบำบัด โทร. 0 2419 7530

แสงแดดกับการดูแลรักษาผิว

ผู้หญิงทุกคนย่อมปรารถนาที่จะมีผิวสวย ฤดูกาลที่เปลี่ยนไปมีผลให้ผิวเราถูกทำลาย ยิ่งช่วงหน้าหนาวหรือหน้าร้อนก็ควรทาผิวด้วยครีมหรือโลชั่นเพื่อรักษาความชุ่มชื้นอยู่เสมอ และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดในช่วง 9.00-15.00 น. เพราะแสงแดดจะทำลายผิวได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่รังสียูวีจะตกมาถึงโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้โดนแสงแดดเลยนะคะ เพราะการสัมผัสแสงแดดอ่อน ๆ เพียงวันละ 15 นาที ตอนเช้าไม่มีผลต่อการทำลายสุขภาพผิวมากนักแต่กลับจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามินดี
ส่วนประกอบของเจ้ารังสีที่แผ่กระจายจากดวงอาทิตย์มีหลายชนิดเชียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็น
1. แสงอินฟาเรด (Infrared light)

2. แสงที่มองเห็นได้ (Visible light)
3. แสงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet light) เจ้าตัวนี้มีผลต่อผิวสวย ๆ ของเรามากที่สุด แบ่งตามช่วงความยาวคลื่นได้ 3 ช่วงคือ - ยูวีเอ (UVA) เป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร ทำให้เกิดผิวคล้ำแดด เพราะแสงจะกระตุ้นการสร้างเมลานิน แต่ไม่ทำให้เกิดการอักเสบ
- ยูวีบี (UVB) เป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 290-320 นาโนเมตร ทำให้เกิดผิวเกรียมแดด และผิวหนังอักเสบ ผิวแก่ก่อนวัย และเกิดมะเร็งผิวหนัง
- ยูวีซี (UVC) เป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 180-290 นาโมเมตร โดยมากจะถูกดูดซับโดยก๊าซโอโซนในบรรยากาศไม่ตกลงมาถึงโลก (ดังนั้นแสงอัลตราไวโอเลตที่มาถึงโลกจะอยู่ในช่วงความยาวคลื่น 290-400 นาโมเมตร ซึ่งก็คือ UVA และ UVB )
ครีมกันแดด อาวุธคู่ผิวสวย Sunscreen หรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด เข้ามามีบทบาทในการดูแลผิวพรรณของพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะผิวหนังที่ปราศจากสิ่งปกปิดเมื่อถูกแสงแดดเป็นเวลานาน จะเกิดการบวมแดงพองและลอกออกในที่สุด หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "แดดเผา” (sunburn) แต่ถ้าเพียงทำให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำชื้น เรียกว่าเกิด “ผิวสีแทน” (tanning) กรณีที่ถูกแดดจัด ๆ นาน ๆ นอกจากจะทำให้ผิวหนังบวมแดง พอง แล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย มีไข้ร่วมด้วย


SPF คืออะไร ค่า SPF หรือ Sun Protection Factor คือค่าความสามารถในการป้องกันรังสีว่านานเท่าใดผิวจึงจะปรากฏอาการแดงเมื่อทาผลิตภัณฑ์เปรียบเทียบกับการไม่ทาผลิตภัณฑ์ เช่น ผิวโดนแสงแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด นาน 25 นาที ผิวจึงแดง แต่เมื่อทาครีมกันแดดแล้วจะใช้เวลานานขึ้นเป็น 375 นาที ผิวจึงแดง ค่า SPF ของครีมนั้นคือ 375/25 = 15 พูดง่ายๆ ว่าทาครีมนั้นแล้วผิวจะทนแสงนานขึ้น 15 เท่า (ไม่ใช่มากขึ้น 15 เท่า) สำหรับคนไทย ค่า SPF ที่เหมาะสม คือ SPF 15 แต่ปัจจุบันครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่านี้ก็มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ แน่นอนว่าความสามารถในการดูดซับรังสียูวีบีก็จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่มากนัก แต่ที่แน่ ๆ ราคาก็จะสูงตามไปด้วยแถมโอกาสแพ้ก็มากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่พึงระลึกเสมอก็คือไม่มีผลิตภัณฑ์กันแดดตัวใดที่จะสามารถป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้ 100 %

วัน ๆ แทบไม่โดนแดด จำเป็นหรือไม่ต้องทาครีมกันแดด ? อุ๊ย ! อย่าเพิ่งชะล่าใจนะคะ เพราะแม้ว่ารังสียูวีบีจะถูกกรองออกไปได้ด้วยกระจก ไม่มีโอกาสมาแหยมที่ ๆ เราอยู่ แต่รังสีทุกชนิดอาจเข้ามาในบ้านที่เปิดประตูหน้าต่างไว้ด้วยกระแสลม สรุปได้ว่า ครีมกันแดดยังจำเป็นต้องทานั่นเอง

โรคด่างขาว

เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์สร้างสีถูกทำลายจากสาเหตุที่ไม่ทราบแน่ชัด ในคนไทยพบได้บ่อยบริเวณปลายมือปลายเท้าและรอบปาก แต่พบได้ทุกบริเวณ พบได้ประมาณ 1% ของประชากร และพบได้ในทุกเพศและวัย โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะมีสุขภาพปกติดีอะไรเป็นสาเหตุของโรคด่างขาว
สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดโรคด่างขาวยังไม่ทราบแน่ โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะมีสุขภาพปกติดี แต่อาจพบมากขึ้นในโรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ โลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 โรคต่อมหมวกไต และโรคผมร่วง เป็นต้นการให้การวินิจฉัยโรค
โดยทั่วไปลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยอย่างเดียวก็มักจะเพียงพอในการให้การวินิจฉัยโรคจุดประสงค์ของการรักษา
เนื่องจากโรคด่างขาวมักจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ป่วย ยกเว้นผู้ป่วยจะมีโอกาสในการเกิดเป็นมะเร็งผิวหนังสูงในบริเวณรอยโรค ถ้าผู้ป่วยได้รับแสงแดดเป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้นผลการรักษายังไม่แน่นอน จุดประสงค์ของการรักษาที่ดีที่สุดก็คือการทำให้สีผิวกลับคืนมาแต่โดยทั่วไปมักจะได้ผลในบางบริเวณเท่านั้น ในกรณีที่รักษาไม่ได้ผลหรือผู้ป่วยไม่ต้องการรักษา การป้องกันแดดเพื่อกันการเกิดมะเร็งผิวหนังและใช้เครื่องสำอางช่วยปกปิดรอยด่างขาวก็อาจจะเพียงพอขั้นตอนการรักษา
1. ในปัจจุบันการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดเห็นจะได้แก่ การฉายแสงซึ่งผู้ป่วยจะต้องมารับการฉายแสงที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นอย่างน้อยและต้องใช้เวลารักษา 1-2 ปี ถ้าหยุดการรักษากลางคัน ก็จะไม่ได้ผล
2. การรักษาด้วยยาสตีรอยด์ ก็อาจใช้ได้ในผู้ป่วยที่เป็นน้อยแต่ผลการรักษาไม่ค่อยดีนัก
3. การปลูกเซลล์สีอาจใช้ได้ในผู้ป่วยที่เป็นน้อย และบริเวณที่ฉายแสงไม่ได้ผล แต่มักจะต้องใช้ร่วมกับการฉายแสง

ผู้ป่วยที่เหมาะที่จะมารับการรักษาด้วยแสง
เนื่องจากการรักษาโรคด่างขาวต้องให้เวลาในการรักษานานและต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรจะเลือกผู้ป่วยที่จะมารับการรักษาด้วยแสง ลักษณะของผู้ป่วยที่เหมาะกับการรักษาดังกล่าวได้แก่
1. ไม่เป็นที่ปลายมือปลายเท้าและรอบปาก
2. เป็นมาน้อยกว่า 5 ปี
3. อายุมากกว่า 20 ปี และไม่กำลังตั้งครรภ์
4. ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้สัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นเวลา 1-2 ปี

IPL

IPL (ย่อมาจาก Intense Pulsed Light) เป็นเครื่องมือที่ให้ลำแสงที่มีความเข้มข้นสูง มีความยาวของคลื่นแสงตั้งแต่ 515 ถึง 1,200 นาโนเมตร และสามารถปรับความยาวของคลื่นและระยะเวลาการปล่อยลำแสงที่พอเหมาะในการใช้งานโดยการใช้ฟิลเตอร์
หลักการทำงานของ IPL แตกต่างจาก Laser ตรงที่คลื่นแสงที่ถูกปล่อยออกมาจะมีช่วงความยาวของคลื่นแสงที่กว้างกว่า
IPL ถูกนำมาใช้งานในการรักษารอยโรคบางชนิดบนผิวหนัง และใช้ในการปรับสภาพผิวหน้าในผู้ป่วย ปัจจุบันมีเครื่อง IPL หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป
รอยโรคทางผิวหนังที่สามารถรักษาได้โดย IPL ได้แก่

1. รอยโรคของเส้นเลือด เช่น ปานแดงตั้งแต่กำเนิด, จุดเส้นเลือดขอด
2. รอยโรคที่เกิดจากเม็ดสีของผิวหนัง เช่น ปานดำตั้งแต่กำเนิด, กระ, ฝ้า เป็นต้น
3. การถอนขน
4. การปรับสภาพผิวหน้าให้กระชับ
5. การรักษาสิวโดยใช้ร่วมกับสารเคมีบางชนิด เช่น 5-ALA
6. การรักษาแผลเป็นนูน
การรักษาโดย IPL สามารถทำในลักษณะผู้ป่วยนอกได้เหมือนการทำ Laser โดยทั่วไปใช้ระยะเวลาในการรักษา 4-6 ครั้ง แต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที เว้นระยะห่างครั้งละ 3-6 สัปดาห์
ข้อดีของการรักษาโดย IPL ได้แก่

1.ลำแสงของ IPL จะไม่ทำลายผิวหนังชั้นบนสุดซึ่งแตกต่างจาก Laser
2.ไม่ทำให้เกิดบาดแผล
3.ใช้เวลาในการรักษาแต่ละครั้งน้อย และผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติ
ผลข้างเคียงของการรักษาโดย IPL เกิดขึ้นบ้างแต่ไม่รุนแรง เช่น

1.อาการเจ็บขณะที่ทำการรักษา
2.ในบางรายอาจมีผิวหนังแดง
3.ปวดแสบร้อน ซึ่งมักจะพบได้ใน 2-3 วัน หลังให้การรักษา
4.บางรายอาจจะเกิดเป็นรอยด่างขาว ซึ่งจะค่อยๆ จางหายได้เอง
5.ในบางรายอาจจะมีสีของผิวหนังเข้มขึ้นได้ แต่สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงแสงแดดหรือใช้ครีมทากันแดด เป็นต้น

เลเซอร์กับการเสริมสวย

1. ความเป็นมาในการใช้เลเซอร์ในการตกแต่งเสริมความงาม
ตอบ เลเซอร์ได้มีการนำใช้ในด้านผิวหนังมาหลายสิบปีแล้ว แต่เพิ่งเริ่มจะนำมาใช้ในการตกแต่งเสริมความงามประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เหตุผล คือ เลเซอร์ที่ใช้ในอดีตหลังจากการรักษาแล้วจะมีแผลเป็นเกิดขึ้น ปัจจุบันมีการค้นพบทฤษฎีใหม่ๆที่จะดัดแปลงเลเซอร์ และสามารถที่จะนำมารักษาหรือตกแต่งเสริมสวย โดยไม่มีแผลเป็นเกิดขึ้นหลังจากการรักษา การรักษาที่นิยมได้แก่ การลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า รอยตีนกา ปานดำปานแดง กระเนื้อ รอยสัก นอกจากนี้ในปัจจุบันที่นิยมอีกอย่างคือ การกำจัดขน

2 . ลักษณะของเลเซอร์ เป็นอย่างไร จะเหมือนหรือแตกต่างจากรังสีที่เราใช้ในการรักษาโรคต่างๆหรือไม่
ตอบ ไม่เหมือนกัน แสงเลเซอร์มีลักษณะพิเศษ สามารถทำลายเฉพาะสิ่งที่เราต้องการ ไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง จึงไม่มีผลเกี่ยวกับเรื่องรอยแผลเป็นหลังจากการรักษา ตัวอย่างเช่น คนที่มีเส้นเลือดฝอยบนใบหน้า ในอดีตถ้าเรานำความร้อนมาทำลายธรรมดา แทนที่จะทำลายเฉพาะเส้นเลือดนั้น ความร้อนจะทำลายเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียงด้วย ดังนั้นปัญหาที่ตามมา คือ จะเกิดแผลเป็นในบริเวณข้างเคียงด้วยแต่ในปัจจุบัน ก็จะมีการพัฒนาการทำลายเฉพาะเส้นเลือดแดง แต่ในการที่เราจะไปรักษาด้วยเลเซอร์กับที่ไหน เราควรจะเลือกเครื่องและชนิดเลเซอร์ที่ถูกต้อง เนื่องจากเครื่องเลเซอร์แต่ละละเครื่องก็จะใช้เฉพาะโรค ซึ่งจะแตกต่างกัน เครื่องหนึ่งอาจจะรักษาได้เพียงโรคเดียว เช่น เครื่องที่รักษาเฉพาะรอยเหี่ยวย่น ก็จะไม่สามารถนำไปรักษารอยสักได้

3 .การยิงเลเซอร์จะมีผลข้างเคียงทำให้ผิวมีสีคล้ำลง หรือมีปัญหาอื่นๆหรือไม่
ตอบ อย่างที่ได้เรียนข้างต้น ถ้าเราทราบหรือเลือกการรักษาที่เหมาะสม คือ 1.เลือกเครื่องที่ถูกต้องกับโรคที่เป็น 2. แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ 3. ใช้วิธีที่ถูกต้อง โอกาสที่จะเกิดปัญหาก็จะน้อยมาก

4. ในการใช้เลเซอร์ในการรักษามีข้อจำกัดเรื่องใดบ้างหรือไม่
ตอบ ข้อจำกัดนั้น ขึ้นอยู่กับชนิด คือ 1. บางรายที่เกิดรอยแผลเป็นได้ง่าย เช่น รอยแผลเป็นนูน หรือที่เราเรียกว่า คลีลอยด์ ในกลุ่มนี้จะต้องระมัดระวัง ซึ่งแสดงว่าคนในกลุ่มนี้จะเกิดปัญหามีรอยแผลเป็นได้ง่าย 2. หลังจากที่มีการยิงเลเซอร์แผลอาจจะดำได้ง่าย ซึ่งจะมีวิธีการป้องกันก็คือ จะต้องหลบแดดในระยะแรก 3.หลังจากการยิงเลเซอร์ควรมีการดูแลความสะอาดบริเวณแผล และระวังการติดเชื้อ

5. วิธีการรักษาเป็นอย่างไร
ตอบ ขั้นตอนแรก ก็คือ การฉีดยาชา ซึ่งในปัจจุบันนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ ยาฉีด ยาทา ซึ่งก็จะต้องเลือก ตามลักษณะความลึกของบริเวณรอยที่จะทำ เลือกเครื่องที่ถูกต้อง ซึ่งสามารถทำซ้ำได้

6. การดูแลแผลบริเวณรอยแผลที่ทำ
ตอบ แผลจะขึ้นอยู่กับการใช้เครื่องเลเซอร์แต่ละชนิด ซึ่งบางเครื่องไม่มีแผลเลยก็ได้ ดังนั้นผลแทรกซ้อนจะมีไม่ค่อนมาก ยกเว้นบางกลุ่ม เช่น การยิงไฝ ลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ในกรณีนี้จะต้องดูแลบริเวณแผลไม่ให้ติดเชื้อ อาจจะต้องรับประทานยา ทายาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ จะต้องล้างแผล ดูแลอย่างถูกต้อง ไม่ควรถูกน้ำ แต่ถ้าโดนน้ำแล้วรู้จักทำความสะอาดให้ดีก็ไม่เป็นอะไร

7. มีความจำเป็นต้องกลับมาพบแพทย์หรือไม่
ตอบ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แพทย์จะได้วินิจฉัยได้ตั้งแต่เบื้องต้น เพื่อเป็นการรักษาและป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น ซึ่งจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญ

8. ถ้าต้องการที่จะทำการยิงเลเซอร์ ผู้ทำควรคำนึงถือเรื่องใดบ้าง อาทิ เรื่องสถานที่ แพทย์ผู้รักษาเป็นต้น
ตอบ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ผู้ทำการรักษาโดยเฉพาะควรเป็นแพทย์ 2. ควรเป็นแพทย์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเลเซอร์

9. ผู้สนใจสามารถที่จะรับการบริการที่ใด ได้บ้าง
ตอบ ถ้ามีความสนใจในเรื่องการยิงเลเซอร์ ควร มาพบแพทย์ผิวหนังจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะแพทย์ผิวหนังจะมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง นอกจากนั้น ควรเลือกดูถึงสถานที่ ประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำการรักษา เป็นต้น

10. ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ตอบ สิ่งที่สำคัญก็คือ เราควรจะต้องรู้ว่าเลเซอร์มีอยู่หลายชนิด ควรเลือกชนิดที่เหมาะสม ควรคำนึงผลข้างเคียงภายหลัง สุดท้าย คือ ต้องให้ความสำคัญต่อ เรื่องของแพทย์ผู้ทำการรักษา

เลเซอร์กับการเสริมสวย

กำจัดขนด้วยเลเซอร์

ผิวหนังของคนเราเกือบทุกส่วนจะปกคลุมด้วยเส้นขน ยกเว้นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า เส้นขน มีประโยชน์หลายอย่างแตกต่างกันตามตำแหน่ง เช่น ขนบริเวณลำตัวและแขนขา ช่วยควบคุมระดับอุณหภูมิในร่างกาย ขนบริเวณหนังศีรษะมีไว้ปกป้องแสงแดดและเพื่อความสวยงาม ขนบริเวณรักแร้ ลดแรงเสียดสี เป็นต้น แต่ในบางครั้งเส้นขนที่ดกดำมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความสวยงามหรือบุคลิกภาพของคุณได้เช่นกัน เช่น เส้นขนบริเวณหน้าแข้งหรือริมฝีปากของคุณสุภาพสตรี ภาวะความผิดปกติของฮอร์โมนหรือผลข้างเคียงของยาบางประเภทก็สามารถก่อให้เกิดขนขึ้นมากผิดปกติ หรือเกิดขนงอกในบริเวณที่ไม่ควรงอก เช่น โรค Polycystic ovarian syndrome การรับประทานยาประเภทสตียรอยด์ หรือยากดภูมิคุ้มกันบางประเภท เป็นต้น การกำจัดขนจึงอาจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบางท่าน
การกำจัดขน มี 2 วิธีคือ

1. กำจัดขนแบบชั่วคราว ได้แก่ การโกน ถอน ใช้ด้ายกระตุกซึ่งวิธีการเหล่านี้ นอกจากต้องทำบ่อย ๆ เพราะความที่เป็นวิธีที่ไม่ถาวรแล้ว ยังมักก่อให้เกิดปัญหาของรูขุมขนอักเสบ และขนคุดตามมา
2. กำจัดขนแบบถาวร ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ

2.1 วิธี electrolysis คือ การใช้เข็มสอดลงไปที่รากขนทีละเส้นแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าทำลายรากขน วิธีนี้ค่อนข้างเจ็บและเสียเวลานานมาก เพราะต้องสอดเข็มลงไปที่รากขนทีละเส้น และมีโอกาสเสี่ยงกับการเกิดแผลเป็นค่อนข้างสูง เพราะว่าการสอดเข็มลงไปที่รากขนเป็นวิธีการสอดแบบสุ่ม โดยที่ผู้ทำการรักษาไม่ทราบว่ารากขนอยู่ที่ใด
2.2 วิธีใช้แสงความเข้มสูงและเลเซอร์ เป็นวิธีการกำจัดขนโดยอาศัยพลังงานความร้อนจากแสงไปทำลายรากขน แสงสามารถทำลายรากขนโดยเฉพาะเจาะจง เพราะว่าบริเวณรากขนจะมีเซลล์สร้างสีที่เรียกว่าเมลาโนซัยท์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวนำแสงหรือตัวดูดพลังงานแสงให้มาอยู่เฉพาะบริเวณรากขน
เลเซอร์และแสงความเข้มสูงช่วยกำจัดขนอย่างไร

เครื่องกำจัดขนสามารถส่งพลังงานแสงไปที่รากขน เซลล์สร้างสีบริเวณรากขนจะทำหน้าที่ดูดรับพลังงานแสง แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนเพื่อทำลายรากขน ความรู้สึกระหว่างกำจัดขนด้วยแสงคล้ายกับหนังยางดีดบนผิวหนัง เป็นความรู้สึกซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ทนความรู้สึกได้ บริเวณผิวหนังอ่อน ๆ เช่น ริมฝีปาก ขาหนีบจะรู้สึกมากกว่าบริเวณอื่น การทายาชาชนิดครีมก่อนการทำเลเซอร์จะช่วยลดความรู้สึกระหว่างการรักษาได้ นอกจากนี้เลเซอร์หลายชนิดมีระบบให้ความเย็นแก่ผิวหนัง ซึ่งสามารถลดอาการเจ็บระหว่างการรักษาได้

เวลาในการกำจัดขน
ระยะเวลาที่ใช้ขึ้นกับตำแหน่ง เช่น บริเวณรักแร้ใช้เวลาเพียง 2 - 3 นาที ส่วนบริเวณแผ่นหลังหรือหน้าแข้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
การรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยใด

ผลของการรักษาขึ้นอยู่กับสีของขนและสีผิว โดยทั่วไปเส้นขนสีดำเข้มจะได้ผลดีกว่าเส้นขนสีอ่อน คนผิวขาวมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่าคนผิวคล้ำ
ต้องกำจัดขนกี่ครั้งถึงได้ผล

การกำจัดขนด้วยแสงจะทำลายเส้นขนประมาณ 15 -30 เปอร์เซ็นต์ ภายหลังการรักษา 1 ครั้ง โดยทั่วไปต้องรักษาประมาณ 5 - 8 ครั้ง การรักษามักทำทุก 4 - 6 สัปดาห์

เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังหลังกำจัดขน
ผิวหนังบริเวณรอบรูขุมขนจะแดงและบวมเล็กน้อยภายในระยะเวลา 30 นาทีภายหลังการรักษา ซึ่งอาการนี้จะหายไปเองภายในเวลา 1 วัน การประคบด้วยความเย็นจะช่วยลดอาการแสบร้อนได้ ผิวหนังภายหลังการรักษาจะไม่เกิดแผล ไม่มีเลือดออก และไม่จำเป็นต้องปิดแผล

ดูแลหลังกำจัดขน
ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจวัตรประวันได้ตามปกติ เช่น อาบน้ำ และควรใช้ครีมกันแดดทาบริเวณที่ได้รับการรักษา ยกเว้นการใช้สบู่หรือครีมที่ระคายเคืองที่ผิวหนัง เช่น Retin-A,AHA ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการออกแดดสักระยะหนึ่ง

เส้นขนหลังรักษา
เส้นขนจะค่อยๆ ถูกดันให้หลุดออกจากผิวหนังภายใน 2 สัปดาห์ หลังการรักษา

เตรียมตัวอย่างไรก่อนทำ
ภายใน 2 สัปดาห์ก่อนทำเลเซอร์ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น ไม่ควรถอนหรือแว็กซ์ขน หากจำเป็นอาจใช้วิธีโกน แต่ควรหยุดโกนขนภายในระยะเวลา 2-3 วัน ก่อนการทำการรักษา

หากท่านมีปัญหาเรื่องขน ติดต่อได้ที่ “ศูนย์เลเซอร์ผิวหนัง”
โรงพยาบาลศิริราช ตึก 84 ปี ชั้น 2
โทร. 0 2419 9922, 0 2419 9933

การผ่าตัดลดขนาดเต้านม

โดยทั่วๆ ไป เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเพิ่มขนาดเต้านมหรือการเสริมเต้านมเป็นส่วนใหญ่ เมื่อพูดถึงการลดขนาดเต้านมอาจจะฟังดูแปลกประหลาด แต่ในความเป็นจริง การผ่าตัดลดขนาดเต้านมเป็นการผ่าตัดที่พบได้บ่อยพอสมควร

เต้านมที่ใหญ่ผิดปกติอาจพบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ในผู้หญิง ขนาดของเต้านมที่ใหญ่ผิดปกติ (Breast hypertrophy) อาจเกิดได้ตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่น หรือหลังจากนั้น หรือหลังจากให้นมบุตรแล้ว ขนาดเต้านมที่ขยายใหญ่ขึ้นไม่ลดขนาดลงหลังจากหยุดให้นมแล้ว หรือเกิดจากเนื้องอกบางชนิด ในผู้ชายขนาดของเต้านมที่ใหญ่ผิดปกติ (Gynecomastia) มักพบในช่วงวัยรุ่นซึ่งจำนวนไม่น้อยจะหายได้เอง แต่บางส่วนไม่หาย ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคตับบางชนิด อาจทำให้เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือการรับประทานฮอร์โมนในพวกที่เตรียมแปลงเพศก็อาจทำให้เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้นได้

ปัญหาในผู้หญิงที่มีขนาดเต้านมใหญ่ผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการถ่วงของเต้านม ทำให้เกิดอาการปวดไหล่ ปวดหลัง การรักษาความสะอาดโดยเฉพาะบริเวณซอกใต้ราวนมทำได้ยาก อาจเกิดการชื้นแฉะตลอดเวลา จนเป็นแผลหรือโรคเชื้อราได้ นอกจากนี้ การหายกทรงที่มีขนาดใหญ่พิเศษก็เป็นเรื่องยาก การเดินเหินก็ลำบากกว่าปกติ และในแง่ความสวยงามแล้วก็จะมีความมั่นใจน้อยลงสำหรับผู้ชายมักจะเป็นเรื่องของบุคลิก ที่ทำให้มาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษามากกว่าเรื่องการปวดไหล่

การรักษาเต้านมที่ใหญ่ผิดปกติ ในปัจจุบันยังเป็นการผ่าตัด ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ก่อนการผ่าตัดต้องมีการตรวจร่างกาย การตรวจเต้านม การตรวจทางรังสีของเต้านม (Mammogram) เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม และการตรวจเลือดเพื่อเตรียมการผ่าตัดโดยดมยาสลบ

ในวันก่อนผ่าตัด ศัลยแพทย์จะทำการวัดขนาดเต้านมและวาดตำแหน่งที่จะผ่าตัด และตำแหน่งที่ต้องเลื่อนหัวนมให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปกติ ขนาดของเนื้อนมที่จะตัดออก แผลผ่าตัดที่จะใช้ในการผ่าตัด

วิธีการผ่าตัดลดขนาดเต้านมมีมากมายหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความชำนาญของศัลยแพทย์แต่ละท่าน แต่ทุกวิธีจะต้องมีแผลรอบป้านนมเสมอ ซึ่งก่อนผ่าตัดศัลยแพทย์จะอธิบายถึงแผลผ่าตัดที่เกิดขึ้นเสมอ

หลังผ่าตัดจะมีสายระบายเลือดจากแผลผ่าตัดอยู่ 2-4 วัน และต้องนอนพักในโรงพยาบาล 2-4 วัน จนกว่าจะนำสายระบายเลือดออก จากนั้นก็สามารถกลับไปนอนพักฟื้นที่บ้านต่อจนกว่าจะตัดไหม ซึ่งอาจเป็นตั้งแต่วันที่ 7-12 วัน

โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ก็เหมือนกับการผ่าตัดทั่วๆ ไป มีตั้งแต่โรคแทรกซ้อนระหว่างดมยาสลบ แผลผ่าตัดแยก แผลผ่าตัดติดเชื้อ แผลมีเนื้อตาย อาการชาที่หัวนม หัวนมตายบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งต้องปรึกษากับศัลยแพทย์ก่อนผ่าตัดทุกครั้ง

แผลเป็น

คำถามที่ 1 แผลเป็นมีกี่ชนิด
แผลเป็นมีหลายรูปแบบ แต่แผลเป็นที่ถือว่าผิดปกตินั้นจะแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1.แผลเป็นที่โตนูน แผลเป็นที่โตนูนมี 2 แบบคือ
- แผลเป็นนูนเกิน หรือ hypertrophic scar : เป็นแผลเป็นที่โตนูน แต่ไม่เกินขอบเขตของแผลเดิม
ในระยะแรกจะมีลักษณะนูน แดง คัน
- แผลเป็นคีลอยด์ : เป็นแผลเป็นที่โตนูน และขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลเดิมไปมาก
2.แผลเป็นที่ลึกบุ๋มลงไปที่เรียกว่า depressed scar มีลักษณะเป็นร่อง หรือรูบุ๋มลึกลงไปใต้ผิวหนัง
3.แผลเป็นที่มีการหดรั้งร่วมด้วย เรียกว่า scar contracture : แผลเป็นชนิดนี้จะดึงรั้งอวัยวะบริเวณแผลให้ผิดรูปได้

แผลเป็นทั้งสามลักษณะนี้อาจจะมีผิวสีซีดที่เรียกว่า hypopigmentation หรือผิวสีเข้ม hyperpigmentation ก็ได้

คำถามที่ 2 hypertrophic scar เกิดจากอะไร
จริงๆแล้วยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไมบางคนถึงเกิด hypertrophic scar หรือแผลเป็นนูนเกิน แต่สาเหตุอาจจะพบได้จากการที่แผลเกิดในตำแหน่งที่ความตึงมาก เช่น บริเวณข้อต่อหรือกลางหน้าอก เป็นต้น แผลเป็นนูนเกินนี้มักจะพบได้มากในช่วงระยะ 6 เดือนแรก หลังจากนั้นก็จะค่อยๆยุบลง และจะกลับเข้าสู่แผลเป็นคงที่ (stable scar) มีลักษณะใกล้เคียงแผลเป็นปกติในช่วงประมาณ 1 ปีภายหลังเกิดแผล

คำถามที่ 3 แผลเป็นคีลอยด์เกิดจากอะไร
จริงๆก็ยังไม่ทราบสาเหตุของแผลเป็นคีลอยด์ แต่พบว่ามักจะเกิดในผู้ป่วยที่มีผิวสีเข้ม ในตำแหน่งที่เกิดได้บ่อย ได้แก่ หัวไหล่ ติ่งหูและกลางหน้าอก ส่วนหนึ่งพบในผู้ป่วยที่มีประวัติทางพันธุกรรม คือ มีประวัติการเกิดคีลอยด์ในพ่อหรือแม่ แผลเป็นคีลอยด์นี้เชื่อว่าเกิดจากการที่แผลเป็นมีการสร้างสารที่เรียกว่าคอลลาเจนมากเกินกว่าปกติ


คำถามที่ 4 เราจะป้องกันได้อย่างไร
การป้องกันการเกิดแผลเป็นเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการที่มีแผลใหม่ๆ เราจะเริ่มโดยการแนะนำให้ผู้ป่วยนวด หรือการกดบริเวณนั้นๆ โดยทั่วไปแล้วการนวดอย่างสม่ำเสมอในระยะประมาณ 3-6 เดือนแรก เป็นเรื่องสำคัญ และจะช่วยให้แผลเป็นนั้นลดการขยายตัวและนูนเกินได้ ในบางครั้งแผลเป็นที่มีขนาดใหญ่กว้าง เช่นแผลเป็นที่เกิดจากไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก อาจจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษหรือผ้ารัดหรือ pressure garmentpressure garment นี้จะต้องสวมใส่เพื่อที่จะรัดบริเวณที่เกิดแผลเป็น เช่น ใบหน้า ลำตัว และแขน ขา ในช่วงระยะประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีแรกหลังจากได้รับอุบัติเหตุ


การนวดก็จะสามารถลดการเกิดแผลเป็นได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นในช่วงระยะแรกที่แผลเป็นมีการอักเสบอยู่ การนวดก็จะช่วยลดไม่ให้แผลเป็นมีการขยายใหญ่โตได้
คำถามที่ 5 การรักษามีกี่วิธี

หากพบว่ามีแผลเป็นเกิดขึ้นแล้ว จะเริ่มจากการรักษาโดย
- วิธีที่ 1 คือวิธีอนุรักษ์หรือว่า conservative ก่อน โดยส่วนใหญ่แล้วพบว่าเกิน 95 % รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด วิธีที่แนะนำให้ใช้วิธีแรกคือ การใช้แผ่นซิลิโคนปิด แผ่นซิลิโคนนี้จะเป็นแผ่นเจลใสๆที่ทำมาจากซิลิโคน เราสามารถปิดไว้บนบาดแผล หลังจากบาดแผลหายดีแล้วประมาณ 7 วัน การปิดแผลนี้แนะนำให้ปิดตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งข้อดีจะทำให้บริเวณผิวหนังที่อยู่ใต้แผ่นซิลิโคนนี้มีความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้ลดการอักเสบได้

- วิธีที่ 2 เนื่องจากว่าบางครั้งเราพบว่าการปิดด้วยซิลิโคนอาจจะไม่สะดวก การใช้แผ่นเทปเหนียว หรือว่า microporous tape ก็จะสามารถทดแทนได้เช่นเดียวกัน แผ่นเทปเหนียวนี้สามารถใช้ปิดลงบนบาดแผลได้โดยตรง และจะทำให้ผิวหนังบริเวณใต้ต่อเทปนี้มีความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้มีการอักเสบลดน้อยลง
- วิธีที่ 3 การฉีดยาด้วยยาสเตียรอยด์ จะลดการอักเสบของการเกิดเป็นแผลเป็นนูนเกินหรือคีลอยด์ได้ ยาที่แนะนำคือ Triamcinolone acetonide ซึ่งเป็นยาฉีดเฉพาะที่ สามารถลดการอักเสบ วิธีการรักษาคือฉีดยาเข้าไปในแผลเป็นโดยตรง แต่ก็อาจทำให้มีอาการเจ็บได้พอสมควรในระหว่างการฉีดยา จะแนะนำให้ฉีดแผลเป็นนี้ในช่วงระยะประมาณไม่เกิน 1 ปีแรกหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนใหญ่แล้วจะนัดมาฉีดประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งความถี่ในการฉีดขึ้นอยู่กับการตอบสนองของยาว่าเป็นอย่างไร
- วิธีที่ 4 คือการผ่าตัด การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับรูปแบบของแผลเป็นนั้น ถ้าเป็นกรณีที่เกิดเป็นแผลเป็นนูนเกินหรือคีลอยด์ เราก็อาจจะใช้วิธีตัดออก หรือว่าลดขนาดลงบางส่วน วิธีนี้อาจจะใช้ร่วมกับการรักษาโดยวิธีอื่น เช่น การฉีดยา หรือการปิดด้วยแผ่นซิลิโคนก็ได้ การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธี อาจจะใช้วิธีตัดออกโดยตรงแล้วเย็บปิดเป็นเส้นตรง หรืออาจจะตัดออกเป็นรูปซิกแซก เพื่อที่จะให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นใหม่มีลักษณะใกล้เคียงกับรอยย่นตามผิวหนัง
การผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการลดขนาดของแผลเป็น วิธีนี้เราจะใช้วิธีการตัดแผลเป็นออกบ้างบางส่วน โดยจะไม่ตัดออกทั้งหมด หลังจากนั้นจะนัดผู้ป่วยมาเพื่อติดตามผลการรักษา หากแผลเป็นมีขนาดเล็กลงอาจจะนัดมาตัดซ้ำอีกครั้ง เรียกว่าการตัดแบบทีละน้อย หรือ serial excision วิธีการผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการใช้วิธีขัดกรอผิวหนัง หรือว่า dermabrasion การขัดกรอผิวหนังนี้จะใช้ในกรณีที่มีแผลเป็นที่รอยขรุขระหรือไม่เรียบหรือเป็นรอยบุ๋ม แผลเป็นนี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสิวอักเสบหรือโรคสุกใส การใช้หัวกรอหรือใช้แสงเลเซอร์ยิงบริเวณที่รอยขรุขระนี้ เพื่อจะปรับสภาพผิวให้ราบเรียบขึ้น แต่ข้อควรระวังคืออาจจะเกิดมีการเกิดผิวสีเข้มหรือ hyperpigmentation บริเวณนั้นได้

การรักษาแผลเป็นนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาดูว่าแผลเป็นนั้นเป็นแผลเป็นนูนชนิดใด หากเป็นแผลเป็นนูนเกินหรือคีลอยด์ จะต้องพิจารณาการรักษาอย่างเหมาะสม มิฉะนั้นอาจจะมีแผลเป็นใหญ่โตเกินกว่าขนาดเดิมได้ โดยทั่วไปแล้วแผลเป็นมักจะสามารถป้องกันได้ เพราะฉะนั้นหากเรารู้จักวิธีการดูแลรักษาภายหลังจากที่ได้รับแผลเป็นใหม่ๆ ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้แผลเป็นนั้นนูนเกินหรือเป็นคีลอยด์ได้ในอนาคต

เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด

สำหรับคุณผู้หญิง ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ถ้ามีเลือดออกจากช่องคลอดกระปริดกระปรอย หรือมากกว่าปกติก็คงจะตกใจไม่น้อย และอาจพาลคิดไปว่าเป็นมะเร็ง ซึ่งไม่เสมอไป เพราะเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดเกิดได้หลายสาเหตุ เพื่อความเข้าใจมารู้จักกับเลือดประจำเดือนปกติกันก่อน
เลือดประจำเดือนคืออะไร

เลือดที่ออกจากช่องคลอดของคุณผู้หญิงทุก ๆ 21 - 35 วัน ปกติจะมาครั้งละไม่เกิน 7 วัน และใช้ผ้าอนามัยวันละประมาณ 3 - 4 ผืน บางคนจะเรียกเลือดนี้ว่า “เมนส์” โดยทั่วไปเด็กผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี และจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเมื่ออายุประมาณ 45-55 ปี
สาเหตุเลือดออกผิดปกติ อาจเกิดได้หลายสาเหตุ ได้แก่

1. ถ้าเป็นผู้หญิงอายุน้อย มีเพศสัมพันธ์แล้ว ไม่ได้คุมกำเนิด อาจเกิดจากการตั้งครรภ์แล้วมีภาวะแทรกซ้อน เช่น แท้งบุตร
2. ผู้หญิงบางคนอาจไปกินยาบางอย่างที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น กวาวเครือ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีเลือดออกผิดปกติได้
3. ผู้หญิงในวัยที่เพิ่งเริ่มมีประจำเดือน เช่น อายุ 13 ปี หรือวัยใกล้หมดประจำเดือน เช่น อายุ 49 ปี มักมีภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ซึ่งเป็นสาเหตุของเลือดออกผิดปกติ
4. ผู้หญิงที่อยู่ในภาวะเครียด เช่น ใกล้สอบ นอนดึก ทะเลาะกับแฟน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีฮอร์โมนแปรปรวน ซึ่งเป็นสาเหตุของเลือดออกผิดปกติ
5. การติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เช่น ปากมดลูก หรือเยื่อบุโพรงมดลูก ก็สามารถทำให้เกิดแผลแล้วมีเลือดออกได้
และสาเหตุสำคัญสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุด คือ มะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีเลือดออกผิดปกติในผู้หญิงที่พบได้บ่อยเช่นกัน


อาการเลือดออกผิดปกติที่เกิดจากมะเร็ง
ถ้าคุณผู้หญิงมีอาการต่อไปนี้ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าอาจเกิดจากมะเร็ง
1. มีเลือดออกจากช่องคลอดกระปริดกระปรอย เช่น มีเลือดออกทุกวันหรือวันเว้นวัน
2. มีรอบประจำเดือนที่เร็วกว่าทุก 21 วัน เช่น รอบนี้มาวันที่ 1 มกราคม 2552 รอบถัดไป มาวันที่ 19 มกราคม 2552
3. มีเลือดออกนอกรอบประจำเดือน เช่น รอบนี้เริ่มมาวันที่ 1 มกราคม 2551 มาทั้งหมด 4 วัน รอบถัดไปเริ่มมาวันที่ 30 มกราคม 2552 มาทั้งหมด 4 วัน แต่ในวันที่ 15 มกราคม 2552 มีเลือดออก เปื้อนกางเกงใน
4. มีเลือดออกจากช่องคลอดปริมาณมากเป็นก้อน ๆ หรือใช้ผ้าอนามัยมากกว่าวันละ 5 ผืน
5. มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
6. มีเลือดออกหลังจากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนไปแล้ว เช่น คุณป้าวัย 55 ปี หมดประจำเดือนไป 3 ปี แล้วมีเลือดออกจากช่องคลอดอีก

แพทย์จะให้การรักษาอย่างไร
คุณผู้หญิงที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยทั่วไปแพทย์จะซักถามประวัติผู้ป่วยในช่วงนี้ เช่น ประวัติการกินยา การคุมกำเนิด หลังจากนั้นก็จะทำการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น วัดไข้ ความดันโลหิต และขออนุญาตตรวจภายในและตรวจหามะเร็งปากมดลูกไปพร้อมกัน ซึ่งไม่ยุ่งยากและไม่เจ็บ โดยคุณผู้หญิงจะขึ้นนอนบนเตียงในท่าตั้งเข่า แพทย์จะสอดเครื่องมือเล็ก ๆ เข้าไปในช่องคลอด เพื่อเก็บน้ำในช่องคลอดไปตรวจหามะเร็งปากมดลูก จากนั้นจะใส่นิ้วมือเข้าไปในช่องคลอดอย่างนิ่มนวล เพื่อคลำหาว่ามีเนื้องอกหรือสิ่งผิดปกติหรือไม่ โดยการตรวจนั้นทำในห้องที่มิดชิด มีแพทย์เป็นผู้ตรวจและนางพยาบาลอยู่เป็นเพื่อนผู้รับการตรวจ โดยใช้เวลาตรวจไม่เกิน 5 นาที
แต่ถ้าแพทย์ยังไม่สามารถหาสาเหตุของเลือดออกผิดปกติที่แน่ชัดได้ ก็อาจจำเป็นต้องขอส่งตรวจวิธีพิเศษ เช่น ตรวจเลือด ตรวจอัลตราซาวน์ด หรือถ้าจำเป็นจริง ๆ แพทย์ก็อาจขอขูดมดลูกเพื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจวินิจฉัยหาเซลล์มะเร็งต่อไป
เตรียมพร้อมป้องกันได้

หากสุขภาพแข็งแรง ก็จะส่งผลให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายเป็นเป็นปกติ ดังนั้นคุณผู้หญิงควรหันมาใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน กินให้ครบ 5 หมู่ ไม่กินยาใดๆ โดยไม่จำเป็น ยิ่งยาที่โฆษณาว่าบำรุงผิวพรรณช่วยให้เลือดฝาดดี อีกทั้งหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาอารมณ์ให้แจ่มใส และสุดท้ายผู้หญิงทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือผู้หญิงโสดที่มีอายุเกินกว่า 35 ปี ทุกคน ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อรับการตรวจภายในประจำปีและตรวจหามะเร็งปากมดลูก แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม โดยคุณผู้หญิงจะต้องเลือกไปพบแพทย์ในวันที่ไม่มีประจำเดือน งดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 7 วัน และไม่ต้องสวนล้างช่องคลอดก่อนพบแพทย์
การตรวจภายในประจำทุกปีในขณะที่คุณผู้หญิงยังไม่มีอาการผิดปกติ นับว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันโรคมะเร็งในสตรี เนื่องจากแพทย์จะสามารถตรวจหาโรคในระยะเริ่มแรกที่ยังไม่มีอาการและสามารถรักษาให้หายได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว

ต่อหมันหญิง

การอยากมีลูกเพิ่ม คือคำตอบที่พ่อแม่ทุกคนมาหาคุณหมอในกรณีทำหมันถาวร และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อหมัน ซึ่งถ้าเอ่ยถึงทีไร คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการต่อหมันชายมากกว่าหญิง ในความเป็นจริงแล้ว การต่อหมันหญิงนั้นมีมานานแล้ว ซ้ำ..ง่ายกว่าต่อหมันชายเสียอีก

ในทางการแพทย์ ถือว่าการทำหมัน เป็นการคุมกำเนิดถาวรที่ได้รับความนิยมที่สุด โดยการคีบท่อมดลูกหรือท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างมาผูกแล้วตัด ซึ่งร้อยละ 23 ของผู้หญิงที่อายุระหว่าง 15 - 44 ปี มักคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ และพบว่าร้อยละ 5 - 10 ของผู้หญิงที่ทำหมัน มักเกิดความเสียใจและไม่พอใจ อยากแก้หมันในภายหลัง ซึ่งในปัจจุบันการต่อหมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสามารถทำได้โดยใช้เทคนิคการต่อหมันด้วยกล้องจุลทรรศน์
แต่ก่อนที่จะเริ่มการต่อหมันนั้น จะต้องมีการตรวจร่างกายทั้งสามีและภรรยา เพื่อดูความพร้อมของร่างกายว่าสมบูรณ์แข็งแรงเพียงใด โดยเฉพาะในฝ่ายหญิงจะต้องใช้การส่องกล้องทางช่องท้อง โดยเจาะเพียง 2 รูเข้าไปดูสภาพของท่อนำไข่ จากนั้นอาจทำการต่อหมันทันทีหรือนัดหมายภายหลัง โดยวิธีการนั้นจะมีการวางยาสลบหรือใช้ยาชาฉีดเข้าไขสันหลังก่อนทำการต่อหมัน และเนื่องจากท่อนำไข่มีขนาดเล็กมาก จึงใช้วิธีการต่อหมันด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยการตัดต่อท่อนำไข่ทีละข้าง แล้วเย็บต่อท่อเข้าหากัน จากนั้นทำการฉีดสีเข้าไปที่มดลูก เพื่อตรวจสอบว่าสีสามารถเดินทางไปยังท่อนำไข่ที่ต่อแล้วได้ดีเพียงใด จึงต่ออีกข้างและทำการทดสอบเช่นกัน ก่อนจะเย็บปิดแผลเป็นขั้นตอนสุดท้าย การต่อหมันด้วยวิธีนี้ มีความแม่นยำสูงและอัตราการตั้งครรภ์ก็สูงกว่าวิธีอื่น อย่างไรก็ตาม อาจใช้การส่องกล้องทางช่องท้องช่วยในการต่อหมันอีกวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย แต่ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการต่อหมันด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งทั้ง2 วิธีการนี้มีค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000 - 50,000 บาทต่อราย
แต่จะตั้งครรภ์หรือไม่นั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า โดยธรรมชาตินั้น สิ่งที่ตัดไปแล้วทำให้กลับคืนมาอีกครั้ง ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่เหมือนเดิมก็ได้ เพราะโอกาสตั้งครรภ์ของผู้หญิงที่ต่อหมันมีตั้งแต่ร้อยละ 15 – 90 จะเห็นว่าตัวเลขห่างกันมาก แต่สำหรับโรงพยาบาลศิริราชพบว่า โดยเฉลี่ยหญิงที่ได้รับการต่อหมันแล้ว จะมีอัตราการตั้งครรภ์สูงถึงร้อยละ 70 ทั้งนี้จะตั้งครรภ์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน
1.อายุของผู้หญิงที่ต่อหมัน หากอายุเกิน 40 ปี โอกาสตั้งครรภ์จะน้อยกว่า

2.การเจริญพันธุ์ของฝ่ายหญิง หากรังไข่ไม่ทำงาน มดลูกไม่ปกติ มีเนื้องอกมดลูก ฯลฯ ต่อหมันไปแล้วก็มีโอกาสตั้งครรภ์น้อยกว่า
3.การเจริญพันธุ์ของฝ่ายชาย หากฝ่ายชายน้ำเชื้ออ่อน โอกาสตั้งครรภ์ก็น้อยกว่า จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจฝ่ายสามีด้วย
4.ระยะเวลาการแก้หมัน ยิ่งทำหมันมานานเท่าไหร่ โอกาสท้องก็น้อยลง เช่น แก้หมันหลังทำหมันภายใน 5 ปี โอกาสตั้งครรภ์ ร้อยละ 74 ถ้าแก้หมันหลังทำหมันภายใน 6 – 10 ปี โอกาสตั้งครรภ์เหลือเพียงร้อยละ 63
5.ทำหมัน ด้วยวิธีไหน หากใช้กล้องส่องยิง แล้วใช้แถบหนังยางหรือคลิปรัดท่อมดลูก มักไม่เสียหายมากนักเมื่อแก้หมันแล้ว โอกาสตั้งครรภ์จะสูงกว่า แต่หากตัดท่อออกไปมาก หรือตัดส่วนปลายที่รับไข่ หรือใช้ไฟฟ้าจี้ทำลายท่อมดลูกเป็นวงกว้าง เมื่อแก้หมันแล้ว โอกาสตั้งครรภ์จะน้อยกว่า
6.ความชำนาญของสูตินรีแพทย์และเครื่องมือแพทย์
7.ความสมบูรณ์ของท่อหลังการต่อหมัน ในกรณีที่มีการอักเสบของปีกมดลูกบ่อย ๆ ท่อนำไข่ไม่สมบูรณ์แม้ต่อหมันแล้ว โอกาสตั้งครรภ์ก็น้อยกว่าท่อที่สมบูรณ์
8.สุขภาพทั่วไปของผู้ต่อหมัน หากสุขภาพไม่ดี มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูงเบาหวาน หอบหืด ภูมิแพ้ โอกาสตั้งครรภ์หลังต่อหมันจะต่ำกว่าผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง
ฟังแล้วอย่าเพิ่งห่อเหี่ยวใจ ตราบใดที่เรายังมีหวัง ผลสำเร็จย่อมตามมาไม่ช้าก็เร็ว

ความหวังใหม่ของการมีบุตร ตอนที่ 1

ถาม. อย่างไรจึงจะเรียกได้ว่ามีบุตรยาก
ตอบ. ปกติแล้ว เราจะถือว่าคู่สมรสใดเข้าข่ายการมีบุตรยาก ก็คือ เมื่อคู่สมรสนั้นได้แต่งงานอยู่กินกันตามปกติ เกินกว่า 1 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่สามารถมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ โดยที่ไม่ได้ใช้วิธีการคุมกำเนิดใด ๆ เหตุผลที่เราถือระยะเวลา 1 ปี เป็นเกณฑ์ เนื่องจากส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 ของคู่สมรสทั่วไปจะสามารถมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 1 ปีนับจากเริ่มแต่งงาน ดังนั้นคู่สมรสที่มีบุตรยากจึงเป็นคู่สมรสที่มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ได้ต่ำกว่าคนทั่วไป แม้จะไม่ได้เป็นหมันก็ตามที

ถาม.ภาวะการมีบุตรยากพบได้บ่อยเพียงใด
ตอบ. พบว่าประมาณร้อยละ 15 ของคู่สมรสทั่วไป จะมีปัญหาการมีบุตรยาก ทั้งนี้ไม่ขึ้นกับว่าจะเป็นเชื้อชาติใด ทั้งไทย จีน อินเดีย หรือชาติยุโรป ก็ตาม ดังนั้นจึงไม่มีใครจะรู้ล่วงหน้าว่าเมื่อตัวเองแต่งงานแล้วจะมีปัญหาการมีบุตรยากหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรายังพบว่าด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้คู่สมรสบางคู่มีบุตรยากขึ้น ด้วยเหตุว่าความสามารถในการเจริญพันธุ์ หรือความพร้อมของร่างกายที่จะเกิดการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในฝ่ายหญิงจะแปรเปลี่ยนไปตามอายุ โดยความสามารถในการเจริญพันธุ์จะสูงสุดในระหว่างอายุ 20-30 ปี และจะลดลงหลัง 35 ปี และจะต่ำมากภายหลังอายุ 40 ปี เราพบว่ามีคู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่เริ่มแต่งงานและพร้อมจะมีบุตรเมื่ออายุหลัง 35 ปี ไปแล้ว ซึ่งจะมีแนวโน้มการมีบุตรยากสูงกว่าคนทั่วไป

ถาม.การมีบุตรยากเกิดจากสาเหตุใด
ตอบ. ปัญหานี้มักจะถูกคนไข้ถามอยู่บ่อย ๆ ว่าสาเหตุที่เขาไม่สามารถมีบุตรได้นั้น เป็นเพราะความผิดปกติของใคร ในความจริงแล้วพบว่าคู่สมรสบางคู่ ทางฝ่ายหญิงมีความผิดปกติ เช่น ภาวะการไม่ตกไข่ มีพังผืดเกิดขึ้นในช่องเชิงกรานหรือที่ปีกมดลูก ท่อรังไข่อุดตัน มีเนื้องอกที่ตัวมดลูก เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกไปฝังตัวในช่องเชิงกรานที่เรียกว่าภาวะ endometriosis ซึ่งมักจะพบบ่อยในหญิงที่มีบุตรยาก เป็นต้น ในบางคู่ สาเหตุอาจเกิดจากฝ่ายชายเองมีเชื้ออสุจิผิดปกติ เช่น เชื้อน้อย หรืออ่อนแอ หรือมีรูปร่างผิดปกติ หรือ แม่แต่เป็นหมันคือตรวจไม่พบตัวอสุจิในน้ำอสุจิเลยก็ได้ อย่างไรก็ตาม มีคู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่สาเหตุการมีบุตรยาก เกิดจากความผิดปกติของทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกัน ไม่ใช่จากคนใดคนหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่ามีคู่สมรสที่มีบุตรยากอีกจำนวนหนึ่งประมาณ 15-20% ที่แม้จะตรวจวินิจฉัยแล้วก็ไม่พบความผิดปกติอะไร กลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มที่มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเป็นปัญหาจากความสามารถในการเจริญพันธุ์ต่ำเอง และมักจำเป็นต้องให้การรักษาเพื่อช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์

ถาม. เมื่อสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายมีบุตรยากควรจะทำอย่างไร
ตอบ. แนะนำว่าควรมาพบแพทย์พร้อมกันทั้งสามีและภรรยา ซึ่งอาจจะเป็นสูติ-นรีแพทย์ หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาการมีบุตรยากโดยตรง โดยเบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติตรวจร่างกาย รวมทั้งตรวจเช็คภายในว่ามีความผิดปกติเบื้องต้นหรือไม่ จากนั้นจะทำการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมตามแต่กรณีที่สงสัย เช่น เจาะเลือดหาความผิดปกติของระบบฮอร์โมนอาจให้วัดปรอททุกเช้าหรือตรวจอัลตราซาวน์เพื่อประเมินการตกไข่ หรือ ฉีดสีเอ็กซเรย์เข้าโพรงมดลูกเพื่อดูว่ามีท่อรังไข่อุดตันหรือไม่ ในบางรายอาจจะส่องกล้องตรวจดูในอุ้งเชิงกรานว่ามีพังผืดเกิดขึ้นหรือไม่ สำหรับในฝ่ายชาย จะทำการเก็บเชื้ออสุจิ เพื่อประเมินหาความผิดปกติเป็นต้น

ถาม.ปัจจุบันเรามีวิธีแก้ไขภาวะผู้มีบุตรยากอย่างไรบ้าง
ตอบ. แนวทางการรักษาผู้มีบุตรยากในปัจจุบัน เราอาจแบ่งเป็น 2 แนวทางใหญ่ ๆ คือ แนวทางแรกซึ่งเป็นการรักษาแต่ดั้งเดิมคือการให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น ถ้าพบว่ามีการไม่ตกไข่ ก็อาจให้ยากระตุ้นการตกไข่หรือในบางรายที่พบว่ามีการอุดตันของท่อนำไข่ หรือมีผังพืดในช่องเชิงกราน ก็อาจทำการผ่าตัดต่อท่อรังไข่ใหม่หรือผ่าตัดเลาะพังผืดเป็นต้น อย่างไรก็ตามการรักษาโดยวิธีดังกล่าวพบว่ามีคู่สมรสจำนวนไม่น้อย ไม่อาจมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นภายหลังการรักษาเนื่องจากในขบวนการตั้งครรภ์ยังจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติอื่น ๆ อีกมาก รวมทั้งความผิดปกติบางอย่างก็ไม่อาจจะแก้ไขได้ เช่น ภาวะเชื้ออสุจิผิดปกติในฝ่ายชาย ดังนั้น ในปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนาแนวทางการรักษาที่สอง คือการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว หรือกิ๊ฟท์มาช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ เนื่องจากการรักษานี้ส่วนหนึ่งไม่ได้พึ่งพากระบวนการของการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แต่เป็นการนำเอาเซลล์สืบพันธุ์คือ ไข่ของเพศหญิงและเชื้ออสุจิของเพศชาย มาเลี้ยงภายนอกร่างกายให้ผสมเป็นตัวอ่อนก่อนที่จะใส่กลับเข้าในโพรงมดลูกเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขความผิดปกติต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุ เช่น ท่อรังไข่ตัน หรือเชื้ออสุจิผิดปกติ เป็นต้น

ความหวังใหม่ของการมีบุตร ตอนที่ 2

ถาม.การที่จะเลือกใช้เทคนิควิธีการแก้ไขผู้มีบุตรยากขึ้นอยู่กับสิ่งใด
ตอบ. การเลือกวิธีการรักษาผู้มีบุตรยากในแต่ละคู่สมรสอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น อายุของฝ่ายหญิง ระยะเวลาของการมีบุตรยาก สาเหตุความผิดปกติที่ตรวจพบ ความต้องการหรือความรีบด่วนที่ต้องการมีบุตร รวมไปจนถึงระดับเศรษฐฐานะด้วย ตัวอย่าง เช่น คู่สมรสที่อายุยังไม่มากนัก และยังแต่งงานมาได้ไม่นานสัก 1-2 ปี ถ้าตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติใด ก็อาจให้การรักษาโดยกำหนดวันมีเพศสัมพันธ์ในวันที่คาดว่าจะมีไข่ตก โดยอาจให้ลองดูประมาณ 3-6 เดือน ถ้ายังไม่สามารถมีการตั้งครรภ์ได้ ก็อาจให้การรักษาในระดับต่อไป เช่น คัดเชื้อฉีดผสมเทียม หรือทำกิ๊ฟท์หรือเด็กหลอดแก้ว เป็นต้น แต่ในกรณีคู่สมรสที่อายุมาก เช่น ฝ่ายหญิงอายุใกล้ 40 ปี ระยะการมีบุตรยากมากกว่า 5 ปี โดยเฉพาะถ้าฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิผิดปกติร่วมด้วย ก็มักจะแนะนำให้ทำการรักษาโดยวิธีเด็กหลอดแก้ว จำเป็นต้องใช้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดการตั้งครรภ์จากการรักษาเสมอไป สำหรับรายละเอียดของเทคนิคการทำเด็กหลอดแก้วยังมีแตกต่างกันไป เช่น รายที่มีเชื้ออสุจิผิดปกติ อาจใช้การทำอิ๊คซี่ช่วยให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ หรือในรายที่ฝ่ายชายเป็นหมัน อาจทำการตัดชิ้นเนื้อจากลูกอัณฑะโดยวิธีเทเซ่เพื่อหาเชื้ออสุจิมาใช้ในการรักษาเป็นต้น

ถาม.การช่วยเหลือแต่ละวิธีมีโอกาสสำเร็จมากน้อยเพียงใดและขึ้นกับปัจจัยใดบ้าง
ตอบ. ก่อนจะพูดถึงโอกาสสำเร็จ ต้องเข้าใจก่อนว่าหลักของการรักษาการมีบุตรยากนั้นไม่ใช่เป็นการรักษาโรคเหมือนภาวะความเจ็บป่วยอื่น ๆ แต่เป็นการช่วยให้คู่สมรสมีโอกาสการตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นไข่ตก การคัดเชื้อฉีดผสมเทียม หรือแม้แต่การทำเด็กหลอดแก้วก็ตามที เหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไข้จะเกิดการตั้งครรภ์เสมอไป ซึ่งในแต่ละวิธีก็มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์แตกต่างกันไป โดยปกติแล้วคนทั่วไป เมื่อแต่งงานอยู่กินกันจะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ในแต่ละรอบเดือนเฉลี่ยประมาณ 20% ซึ่งคู่สมรสที่มีบุตรยากจะมีโอกาสที่ต่ำกว่านี้มาก การคัดเชื้อฉีดผสมเทียมในวันที่มีไข่ตกจะมีโอกาสสำเร็จประมาณ 10-15% ต่อการฉีดในรอบเดือนหนึ่ง ๆ สำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว การใส่ตัวอ่อนกลับครั้งหนึ่ง ๆ จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 25-30% เท่านั้น ไม่ได้สูงมากอย่างที่หลายคนเข้าใจ เนื่องจากตัวอ่อนที่ใส่กลับยังต้องมีการเจริญต่อไปจนถึงระยะที่สามารถฝังตัวและเกิดการตั้งครรภ์ต่อไปได้ ซึ่งปัจจัยใหญ่ที่มีผลต่อการเจริญของตัวอ่อนนี้ คือความแข็งแรงสมบูรณ์ของตัวอ่อนเอง โดยตัวอ่อนแต่ละตัวที่เกิดขึ้นจะมีความสมบูรณ์แตกต่างกันไป พบว่าส่วนใหญ่ของตัวอ่อนในผู้ป่วยที่อายุน้อยจะมีความแข็งแรงสมบูรณ์กว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า ซึ่งก็เป็นประกฎการณ์ของการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่คู่สมรสที่อายุน้อยจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูงกว่าผู้ที่มีอายุมาก

ถาม.ข้อแนะนำท้ายรายการสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาผู้มีบุตรยาก
ตอบ. ปัญหาการมีบุตรยากแม้ไม่ใช้เป็นภาวะความเจ็บป่วยเหมือนโรคอื่นทั่วไป แต่ก็มีความสำคัญสำหรับชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ ในปัจจุบัน เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้มีการพัฒนาไปมาก และสามารถช่วยให้คู่สมรสจำนวนไม่น้อยสามารถมีบุตรได้สมความปรารถนา จากประสบการณ์การรักษาผู้ป่วย พบว่าอุปสรรคใหญ่ที่มีผลต่ออัตราความสำเร็จมักจะเป็นความเสื่อมสมรรถภาพของรังไข่ในฝ่ายหญิง ทำให้ไข่ที่จะผลิตออกมามีคุณภาพต่ำ และมักได้ตัวอ่อนที่ไม่มีความสมบูรณ์ จึงทำให้โอกาสเกิดการตั้งครรภ์ต่ำ ซึ่งความเสื่อมสมรรถภาพของรังไข่นี้ไม่สามารถจะแก้ไขได้ไม่ว่าจะวิธีใด และมักจะแปรเปลี่ยนไปตามอายุที่มากขึ้น ดังนั้นจึงแนะนำว่าคู่สมรสที่คิดว่าตัวเองมีปัญหาการมีบุตรยากควรจะรีบปรึกษาแพทย์และทำการรักษาแต่เนิ่น ๆ เพราะถ้ายิ่งรอต่อไปจะทำให้โอกาสสำเร็จจากการรักษาลดลงเรื่อย ๆ

ชนิดของโรคต่อมลูกหมาก

ต่อมลูกหมากคืออะไร อยู่ที่ไหนและสำคัญอย่างไร
ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย จึงมีเฉพาะในผู้ชายเท่านั้น อยู่รอบท่อปัสสาวะส่วนต้น ต่อจากกระเพาะปัสสาวะ หลังกระดูกหัวเหน่าต่อทวารหนัก ดังนั้น แพทย์จึงสามารถตรวจต่อมลูกหมากได้โดยใช้นิ้วคลำผ่านทางทวารหนัก ต่อมลูกหมากมีขนาดพอ ๆ กับผลหมากและมีลักษณะคล้ายเนื้อของผลหมาก หน้าที่สำคัญคือสร้างน้ำหล่อเลี้ยงตัวอสุจิเพื่อการสืบพันธุ์ ดังนั้น เมื่ออายุมากขึ้นความต้องการมีบุตรก็น้อยลงด้วย ต่อมลูกหมากจึงหมดความจำเป็นลงไป ขณะเดียวกันเมื่อผู้ชายมีอายุ 50 ปีขึ้นไป จะมีความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศ ทำให้ต่อมลูกหมากเริ่มโตขึ้นตามธรรมชาติและตามอายุ การที่ต่อมลูกหมากโตทำให้ถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เรียกว่า เป็นโรคต่อมลูกหมากโต แต่บางคนต่อมลูกหมากโตร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของเซลล์เนื้อเยื่อเป็นมะเร็งด้วย จึงเรียกว่าโรคมะเร็งต่อมลูกหมากโรคต่อมลูกหมากมีกี่ชนิด และพบบ่อยเพียงไร
โรคต่อมลูกหมากมี 3 ชนิด คือ
1. ชนิดธรรมดา พบบ่อยมากในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และพบมากขึ้นในคนที่สูงอายุขึ้น โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 30-40 หรือในชาย 3 คน มักจะเป็นโรคต่อมลูกหมากโต 1 คน
2. ชนิดร้าย (มะเร็ง) พบเป็นอันดับสองรองลงมา และพบในคนสูงอายุมากกว่าที่กล่าวไว้ข้างต้น โรคมะเร็งต่อมลูกหมากเกิดกับคนในประเทศตะวันตกมากกว่าคนในประเทศตะวันออก สำหรับประเทศไทยคนเป็นโรคนี้เพียง 3.8 คนต่อประชากร 1 แสนคนเท่านั้น แต่ในอนาคตเมื่อคนมีอายุมากขึ้น อาจมีโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น และเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขได้
3. ชนิดอักเสบ พบน้อยกว่า 2 ชนอดแรก และเกิดแก่คนอายุน้อยแทบทั้งสิ้น จึงไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้

ต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์เพศชาย มีขนาดเท่าผลลิ้นจี่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะและล้อมรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น หน้าที่สำคัญคือ ผลิตของเหลวเป็นตัวหล่อลื่นและนำส่งเชื้ออสุจิในขณะที่มีการหลั่งของน้ำอสุจิออกมา
โรคต่อมลูกหมากโตถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่น่าหนักใจของคุณผู้ชายทั้งหลาย โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากจะค่อย ๆ โตขึ้น และชายสูงอายุ 2 ใน 5 คนจะมีอาการถ่ายปัสสาวะผิดปกติ อาการดังกล่าวเกิดจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมรอบท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นและไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง โดยปกติอาการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ นอกจากนี้ต้องเข้าใจว่าโรคต่อมลูกหมากโตไม่ใช่โรคมะเร็ง และจะไม่มีวันกลายเป็นมะเร็งไปได้ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีทั้งสองโรคนี้ร่วมกันได้
อาการของโรคต่อมลูกหมากโต

1. ลุกขึ้นถ่ายปัสสาวะกลางดึกมากกว่า 1 - 2 ครั้ง
2. สายปัสสาวะไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหล ๆ หยุด ๆ
3. เกิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายปัสสาวะเป็นเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
4. ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ จะต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีที่ปวดปัสสาวะ
5. ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถปัสสาวะออกมาได้
6. รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้อยากปัสสาวะอยู่เรื่อย ๆ
7. ปัสสาวะบ่อย ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง

การวินิจฉัยโรค
1. แพทย์จะซักประวัติ สอบถามอาการ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ และอาจให้ผู้ป่วยทำแบบทดสอบเกี่ยวกับอาการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
2. แพทย์จะตรวจต่อมลูกหมากโดยใช้นิ้วที่ทายาหล่อลื่นคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก หากพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแสดงว่าเป็นต่อมลูกหมากโตธรรมดา แต่ถ้ามีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จะตรวจหาเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติประมาณ 0 - 4 ng/ml (นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และถ้าพบว่าผลเลือดสูงกว่าปกติ แพทย์จะแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็ก ๆ ผ่านทางทวารหนัก และนำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์
3. ตรวจสมรรถภาพการขับถ่ายปัสสาวะ โดยดูจากความแรงของการถ่ายปัสสาวะ และจำนวนปัสสาวะที่เหลือค้าง
4. ตรวจดูภายในกระเพาะปัสสาวะด้วยกล้องส่องเมื่อมีความจำเป็น เพื่อวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง

ขั้นตอนการรักษา
1. หากผู้ป่วยมีอาการไม่มากนักและไม่วิตกกังวลจนเกินไป แพทย์อาจแนะนำให้ดูอาการสักระยะหนึ่ง ซึ่งระหว่างนี้ผู้ป่วยควรเอาใจใส่เรื่องสุขภาพของตนเองให้ดี และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติมากขึ้น
2. ถ้าผู้ป่วยปัสสาวะบ่อยเพราะดื่มน้ำมาก โดยเฉพาะก่อนนอนก็ควรลดปริมาณการดื่มน้ำ และถ้าถ่ายปัสสาวะบ่อยเพราะรีบไปถ่ายเมื่อปวดก็ควรกลั้นไว้จนเกือบทนไม่ไหว ปริมาณปัสสาวะที่เหมาะสมในการขับถ่ายแต่ละครั้งประมาณ 1 แก้ว หรือห่างกัน 2 ชั่วโมง
3. เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมากขึ้นแพทย์จึงจะเริ่มให้ยาในการรักษา ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2-3 ชนิด บางชนิดเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบรัดท่อปัสสาวะ บางชนิดมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก และบางชนิดเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสม
4. การใช้คลื่นความร้อน เช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและเล็กลง ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้ในรายผู้ป่วยที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัด
5. การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ หรือที่เรียกว่า TUR-P (Transurethral Prostatectomy) เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งสามารถทำได้โดยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ หรือศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ในระหว่างผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะส่วนล่าง ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกแพทย์จะใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก และรอให้ปัสสาวะใสเสียก่อนจึงจะเอาสายสวนปัสสาวะออก ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 - 4 สัปดาห์ วิธีนี้แพทย์จะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อนภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นเมื่อละเลยการรักษาที่ถูกต้อง
1. ปัสสาวะไม่ออกทันที หรือค่อยเป็นค่อยไป
2. ปัสสาวะเป็นเลือดเนื่องจากต่อมลูกหมากบวม
3. กระเพาะปัสสาวะครากหรือมีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ไม่สามารถขับปัสสาวะออกได้หมด ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ 4. การทำงานของไตเสื่อมลง และไตวายได้
ดังนั้นชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี และเมื่อมีอาการปัสสาวะผิดปกติก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและรักษาได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด

การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

เพศสัมพันธ์ของชายและหญิง โดยเฉพาะสามีและภรรยา เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญของชีวิตคู่ เป็นต้นกำเนิดของครอบครัว และก่อให้เกิดความรักและความผูกพันในกันและกัน
ถ้ามีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ควรทำอย่างไร
ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ หรือความบกพร่องทางเพศ คือภาวะที่ร่างกายและจิตใจไม่สามารถตอบสนองต่อการกระตุ้นทางเพศได้ตามปกติ ทำให้เกิดปัญหาในการร่วมเพศหรือการมีความสุขทางเพศ ปัจจุบันแพทย์มีวิธีตรวจวินิจฉัยรักษาและป้องกันปัญหาเหล่านี้ ดังนั้นถ้ามีปัญหาควรรีบปรึกษาแพทย์ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย อะไรที่เป็นความบกพร่อง ความบกพร่องทางเพศของชายมี 3 ลักษณะ
1. ไม่มีความรู้สึกหรือความต้องการทางเพศ อาจเป็นเพราะอายุมากขึ้นหรือฮอร์โมนเพศต่ำ
2. อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งได้ไม่ดีพอ หรือไม่นานพอที่จะเกิดความพึงพอใจ ในเพศสัมพันธ์ มักเรียกว่าโรคหย่อนหรือเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ภาษาอังกฤษใช้ว่า Erectile Dysfunction หรือย่อว่า ED
ED ถือว่าเป็นโรคพบได้บ่อยและพบมากขึ้นตามอายุ ผู้ชาย 1 ใน 2 คน จะเป็นโรคนี้ไม่มากก็น้อย
3. การหลั่งน้ำกามเร็ว พบได้บ่อยในคน สาเหตุเกิดจากจิตใจ

ตามธรรมชาติอวัยวะเพศแข็งตัวได้อย่างไร
เมื่อมีการกระตุ้นทางเพศจากสมองหรือประสาทสัมผัสต่าง ๆ ปลายประสาทที่อยู่ในอวัยวะเพศจะหลั่งสารบางอย่าง มีผลทำให้หลอดเลือดแดงภายในอวัยวะเพศขยายตัว เลือดแดงจะไหลเข้ามาในอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อพรุนคล้ายฟองน้ำมากขึ้น ทำให้อวัยวะเพศขยายโตและยาวขึ้น ขณะเดียวกันเลือดดำที่อยู่ขอบนอกจะถูกเบียดให้แฟบ ยิ่งทำให้เลือดมาคั่งในอวัยวะเพศ อวัยวะเพศจึงแข็งแตัวพร้อมที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้
เหตุใดจึงเกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
สาเหตุของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศมี 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ
1. เหตุทางกาย เกิดจากโรคหรือภาวะทางกายที่มีผลต่อระบบประสาท หรือระบบหลอดเลือดของอวัยวะเพศ หรือเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะเพศเอง 2. เหตุทางใจ เกิดจากโรคหรือภาวะทางจิตใจ ที่มีผลกระทบต่อการกระตุ้นทางเพศจากสมอง หรือประสาทสัมผัสเป็นสำคัญ เหตุทางกายมักพบในคนมีอายุ ส่วนเหตุทางใจมักพบในคนหนุ่ม อย่างไรก็ตามเหตุทางกายและใจมักเกิดร่วมกันได้เสมอ ปัจจัยเสียงต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีอะไรบ้าง
1. โรคเรื้อรังทางระบบหลอดเลือดและประสาท เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบเป็นต้น
2. โรคระบบต่อมไร้ท่อ ที่สำคัญคือโรคเบาหวาน
3. โรคเกิดจากการผ่าตัด หรือภยันตรายต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ โรคของไขสันหลัง
4. โรคทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
5. บุหรี่และเหล้า
6. ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัว ยากล่อมประสาท ยาฮอร์โมน และยาโรคกระเพาะเป็นต้น
"ถ้าหลีกเลี่ยงหรือกำจัด ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้ สมรรถภาพทางเพศก็จะดีขึ้นได้"


รู้ได้อย่างไรว่าสมรรถภาพทางเพศหย่อน
การวินิจฉัยภาวะนี้ไม่ยาก คนเป็นเองก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว แพทย์จะช่วยหาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยการซักถามจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฎิบัติการง่าย ๆ ดังนั้นหน้าที่ของคนไข้คือบอกความจริงแก่แพทย์ให้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง การหย่อนสมรรถภาพทางเพศรักษาได้หรือไม่
รักษาได้แน่ เพราะปัจจุบันนี้มีวิธีรักษาหลายวิธี ตามความเหมาะสม และความต้องการของคนไข้แต่ละคน ได้แก่
1. การให้คำแนะนำปรึกษา ให้เข้าใจเหตุและผลของปัญหา การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงหรือกำจัดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
2. การใช้ยา ขณะนี้มียากินที่รักษาโรคนี้อย่างได้ผลดีพอควร กินง่าย ไม่ค่อยมีภาวะแทรกซ้อนแต่ก็มีข้อควรระวังและข้อห้ามใช้บางประการ อีกทั้งมีราคาแพง จึงควรใช้เมื่อจำเป็นและอย่างถูกต้อง ภายใต้การดูแลและแนะนำของแพทย์
ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาไวอากร้า (VIAGRA) มีอะไรบ้าง
1. ใช้เฉพาะชายที่มีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศเท่านั้น
2. ยานี้ได้ผลประมาณ 7 ใน 10 คน และไม่ช่วยให้พลังทางเพศสูงขึ้นแต่อย่างไร
3. ต้องใช้ให้ถูกวิธี เพราะมีอันตรายถึงตายได้ คนที่กินยากลุ่มไนเตรต เช่น ไอซอดิล (isordil) ไนโตรกลีเซอรีน (nitroglycerin) ห้ามใช้ยานี้เด็ดขาด
4. กินครั้งละ 1 เม็ด ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ ยาจะออกฤทธิ์ได้เมื่อมีการ กระตุ้นทางเพศเท่านั้น และจะใช้งานได้นานประมาณ 30 นาที

5. การกำจัดปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะเหล้าและบุหรี่ รวมทั้งการเสริมสร้างสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความรักความผูกผันในครอบครัว จะทำให้ประสิทธิภาพของยาดีขึ้น และมีโอกาสเลิกหรือลดยาได้ในที่สุด
6. กระบอกสูญญากาศ เป็นกระบอกพลาสติกสวมครอบอวัยวะเพศ เมื่อดูดลมในกระบอกออกจนเป็นสูญญากาศ เลือดจะวิ่งเข้ามาในอวัยวะเพศแทน ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้ แต่จะให้คงแข็งใช้งานต่อไปได้ หลังเอากระบอกออก ก็ต้องใช้ยางรัดที่โคนอวัยวะเพศ เพื่อกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างกาย กระบอกนี้แม้จะราคาแพงประมาณ 3,000 - 10,000 บาท แต่ถ็ใช้ไปได้ตลอด จึงเป็นการประหยัดในระยะยาว และได้ผลกว้างขวางไม่ว่าเกิดจากสาเหตุใด

7. ยาฉีด ใช้หลอดและเข็มเล็ก ๆ เหมือนที่ใช้ฉีดอินซูลินในคนไข้เบาหวาน โดยฉีดเข้าที่อวัยวะเพศโดยตรง ยามีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดที่อวัยวะเพศขยายตัว และแข็งได้นานครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ข้อดีคือประสิทธิภาพสูง แต่ข้อเสียคือราคาค่อนข้างแพง และอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้
8. ยาสอด ตัวยาเช่นเดียวกับยาฉีด แต่ใช้สอดเม็ดยาเล็ก ๆ เข้าทางท่อปัสสาวะ หลังจากคลึงอวัยวะเพศประมาณ 5-10 นาที ยาจะซึมเข้าไปในอวัยวะเพศและทำให้แข็งตัวขึ้นมาได้
9. การผ่าตัดแก้ไขเส้นเลือดแดงหรือดำที่มีปัญหา วิธีเหล่านี้ได้ผลน้อย จึงทำเฉพาะกรณีที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น
10. การใส่แกนอวัยวะเพศเทียม เป็นวิธีสุดท้าย เมื่อใช้อย่างอื่นไม่ได้ผลแล้ว แกนอวัยวะเพศเทียมค่อนข้างแพงมาก และศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะบางคนเท่านั้น ที่สามารถทำผ่าตัดชนิดนี้ได้
เราจะป้องกันไม่ให้เป็นโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (ED) ได้อย่างไร

1. หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ และอาหารไขมันสูง
2. ควบคุมโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
3. บำรุงร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส แข็งแรง
4. รักษาชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข

เส้นเลือดขอดที่ขา

ถาม : เส้นเลือดขอดที่แท้จริงคืออะไร
ตอบ : หมายถึง เส้นเลือดดำส่วนหนึ่งอยู่ใต้ผิวหนังเกิดมีการเสียความยืดหยุ่น เกิดมีการเส้นเลือดขยายตัว ขึ้นทั้งด้านกว้างและด้านยาว ทำให้คดเคี้ยวไปมา ทำให้ลักษณะเหมือนตัวหนอนหรือไส้เดือนใต้ผิวหนัง และเส้นเลือดขอดเกิดขึ้นกับส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้แล้วแต่สาเหตุเกิดจากอะไร พบบ่อยคือที่ หลอดอาหารต่อกันระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร เส้นเลือดขอดของหลอดอาหารนี้ส่วนใหญ่เป็นพยาธิสภาพที่เกิดจากมีตับแข็ง และทำให้เกิดเป็นความดันในระบบช่องท้องสูงขึ้น ทำให้มีเส้นเลือดขอดเกิดขึ้นบริเวณข้อต่อของอาหารและกระเพาะอาหาร ส่วนอื่นอาจพบได้ เช่น แขน

ถาม : อาการของคนที่เป็นเส้นเลือดขอดมีลักษณะอย่างไร
ตอบ : โดยทั่วไปแล้วคนไข้จะมาพบเพราะมีลักษณะไม่สวยงาม อาการจริง ๆ มักจะไม่มีอาการอะไรเลย หรืออาจจะยืนนาน ๆ ในตอนเป็นอาจมีความรู้สึกปวดหรือเท้าหนัก ๆ ถ้าเป็นมากขึ้นคนไข้จะรู้สึกเจ็บที่ตัวเส้นเลือดขอดเองก็ได้ หรือเท้าจะบวมขึ้น ถ้าเป็นมาก ๆ อาจจะมีการอักเสบที่เส้นเลือดขอดบริเวณผิวหนัง จะเป็นสีแดงเรื่อ ๆ หรือแตกเป็นแผล แล้วแต่ระยะของคนไข้

ถาม : เป็นเส้นเลือดขอด ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่มีการรักษาจะเกิดอันตรายอย่างไรบ้าง
ตอบ : อาการที่น่ากลัวที่สุดคืออาการแตกของเส้นเลือดขอด มีอาการตกเลือด ซึ่งบางครั้งเป็นที่หลอดอาหาร ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ และการตกเลือดเส้นเลือดขอดที่ขาก็จะไม่มีอาการใดมาก ถ้าผู้ป่วยไม่ตกใจจนเกินไปสามารถกดเส้นเลือดเอาไว้ และไปพบแพทย์ นอกจากนี้เส้นเลือดขอดที่มีการอักเสบจะมีการเจ็บปวด มีการแตกของผิวหนังเรื้อรัง แผลพวกนี้จะหายยากเนื่องจากความดันของผิวหนังบริเวณนั้นเพิ่มสูงขึ้น

ถาม : อันตรายที่จะสังเกตได้ว่าเป็นเส้นเลือดขอดที่กระเพาะอาหาร
ตอบ : ในหลอดอาหารนอกจากคนไข้จะแสดงอาการอาเจียนออก

ถาม : ถ้าเส้นเลือดขอดที่ขาที่มีอาการจะมีอาการอย่างไร
ตอบ : เส้นเลือดขอดที่ขาถ้ายังมองไม่เห็น จะมีอาการปวดมาก และเป็นตะคริวในตอนกลางคืน

ถาม : เส้นเลือดขอดเป็นกรรมพันธุ์หรือไม่
ตอบ : ส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวโยงกับกรรมพันธุ์

ถาม : สถิติของคนที่เป็นเส้นเลือดขอด
ตอบ : : สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีความดันเส้นเลือดเพิ่มมาก ส่วนใหญ่จะพบกับคนที่มีอาชีพยืนนาน ๆ เช่นช่างทำผมหรือแพทย์ผ่าตัด อีกประการหนึ่งความยืดหยุ่นของเส้นเลือดดำขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเพศหญิงโดยเฉพาะ ดังนั้นผู้หญิงจึงเป็นมาก โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์จะเกิดการอุดตันการปรับของเส้นเลือดดำจากสาเหตุสองประการเราจะพบมากในผู้หญิงอายุ 20-30 ปีขึ้นไป

ถาม : การรักษาอาการเส้นเลือดขอดมีกี่วิธี
ตอบ : การรักษา หากไม่มีอาการและคนไข้มีอายุมากแล้วจะแนะนำให้ยกขาให้สูงไว้ และพันผ้ายืดก็เพียงพอ หากคนไข้มีอาการนอกจากที่แนะนำแล้ว อาจจะทำการฉีดยาเข้าไปในเส้นเลือดขอดหรือนัดมาผ่าตัดเอาเส้นเลือดขอดออก

ถาม : การรักษาที่กล่าวมาแล้ว 2 วิธี วิธีไหนที่ได้ผลมากที่สุด
ตอบ : ขึ้นอยู่กับระยะของการเป็นและขึ้นอยู่กับขนาดของเส้นเลือดขอด โดยทั่ว ๆ ไปแล้วเส้นเลือดขอดเป็นไม่มาก ไม่ได้เป็นบริเวณเส้นเลือดใหญ่ของเส้นเลือดดำเราใช้วิธีฉีดสารเข้าไปและร่างกายก็จะค่อย ๆ ดูดซึม เอาส่วยที่อุดตันออกไป บริเวณนั้นจะเพียงเหมือนผิวหนังปกติ ถ้าเส้นขนาดใหญ่มากนิยมใช้วิธีการผ่าตัดออกเลย

ถาม : ถ้าผ่าตัดเส้นเลือดขอดบริเวณน่องจะมีแผลเป็นเห็นชัดหรือไม่
ตอบ : เครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดจะมีลักษณะเหมือนลวด ซึ่งจะสอดเข้าไป เพราะฉะนั้นจะมีแผลเป็นเพียง 1-2 รอย แผลเป็นจะมีความยาว 1-2 ซ.ม. มองไม่เห็น
ถาม : วิธีการป้องกันไม่ให้เป็นเส้นเลือดขอด

ตอบ : หลีกเลี่ยงการยืนนาน ๆ พยายามยกขาให้สูงขึ้นเวลานั่ง

ถาม : อาหารที่เรารับประทานมีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเลือดขอดหรือไม่
ตอบ : สำหรับอาหารคงไม่เกี่ยวข้อง การออกกำลังกายเป็นการทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นบีบตัวมากขึ้นทำให้ดีขึ้น

ผมร่วง ผมบาง

...ผมร่วง......ผมบาง......ศีรษะล้าน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก อาจเป็นปัญหาที่เกิดชั่วคราวหรือเป็นปัญหาเรื้อรัง เป็นที่เดือดเนื้อร้อนใจของหนุ่มสาว ทั้งวัยแรกแย้ม และหนุ่มหรือสาวใหญ่ที่แย้มแล้ว จนถึงวัยอาวุโสที่ยังไม่ยอมแพ้ธรรมชาติ ก็เดือดร้อนทั่วไปหมด ปัจจุบันจึงมีศูนย์เส้นผมเกิดขึ้นทุกหนแห่ง ทั้งในห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือศูนย์เส้นผมต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ประกาศตัวช่วยแก้ไขปัญหาให้ท่านในทุกรูปแบบ แถมรับรองผล 100% ก็มี แต่ก่อนที่ท่านจะเลืกรับการรักษาด้วยวิธีใด ๆ ลองแวะมาอ่านบทความนี้ก่อนดีมั้ยครับ อย้างน้อยก็ช่วยท่านตัดสินใจที่จะรับการรักษาได้ไม่มากก็น้อย
สาเหตุของผมร่วง เกิดจากหลายปัจจัย
1. เผ่าพันธุ์ เพศ อายุ
2. เชื้อโรคที่เล่นงานเส้นผมโดยตรง หรือเป็นผลทางอ้อมคือ เป็นโรคติดเชื้อที่อวัยวะอื่นแล้วทำให้เกิดผมร่วงผิดปกติตามมาภายหลัง
3. สารเคมี เช่น ยาชนิดต่างๆ สารพิษปนเปื้อนในอาหาร และน้ำ
4. โรคตามระบบต่างๆ เช่น โรคไตวาย โรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ
5. จิตใจที่เศร้าหมองอย่างรุนแรง และเฉียบพลัน จนถึงตกใจอย่างรุนแรง สำหรับอาหารการกินต่าง ๆ มักจะไม่มีผลต่อภาวะผมร่วง ยกเว้นภาวะทุโภชนาการครับ


รู้ได้อย่างไรว่าผมร่วงมากผิดปกติ
ผมหลุดร่วงเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเส้นผมหลุดร่วงเกิน 100 เส้น/วัน ติดต่อกันนานหลาย ๆ วัน แสดงว่ามีผมร่วงมากผิดปกติ
ภาวะผมร่วง และผมบางลง แยกเป็นกลุ่ม คือ
1. ภาวะผมร่วงเฉพาะที่ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือผมร่วงหย่อมชนิดไม่มีแผลเป็นที่หนังศีรษะ ที่พบบ่อย ๆ ได้แก่
1.1 ผมร่วงหย่อมจากเชื้อรา พบมากในเด็ก ผมจะร่วงเป็นกระจุก ผิวหนังในบริเวณที่ผมร่วงจะมีขุยหรือสะเก็ด บางครั้งมีผื่นแดง การรักษา ต้องใช้ยารับประทาน ยาทาไม่สามารถกำจัดเชื้อราได้หมด
1.2 ผมร่วงหย่อมจากการดึงผมตนเอง พบมากในเด็กที่มีความเครียด และเมื่อไม่มีทางระบายออกจึงดึงผมตนเอง เมื่อใช้มือลองดึงเส้นผมดูเส้นผมจะไม่หลุดติดมือออกมาง่าย ๆ เหมือนโรคผมร่วงจากเชื้อรา การรักษา ต้องอาศัยความเข้าใจพยาธิกำเนิดของโรค และเข้าใจปัญหาของผู้ป่วย อาจควรปรึกษาจิตแพทย์ร่วมในกระบวนการดูแลรักษาด้วย นอกจากนี้การทายาครีมสตีรอยด์ ร่วมกับรับประทานยาต้านฮีสตามีนจะช่วยให้อาการดีขึ้น
1.3 ผมร่วงหย่อมจากโรคภูมิแพ้รากผม ผู้ป่วยจะมีภาวะระบบภูมิคุ้มกันร่างกายรวน มีเซลล์เม็ดเลือดขาวมารบกวนรากผมทำให้เซลล์รากผมหยุดทำงาน เส้นผมจะหายไปเป็นหย่อม ๆ ผิวหนังบริเวณที่ไม่มีเส้นผมจะเรียบไม่พบตอ เส้นผมหักหรือเป็นตุ่มที่ผิวหนัง ภาวะนี้จะต่างจาก 2 โรคข้างต้น โดยทั่วไปอาจพบผมหลุดร่วงเป็นหย่อมเดียวหรือหลายหย่อม ในรายที่อาการรุนแรงผมจะร่วงทั้งศีรษะ และถ้ารุนแรงที่สุดผมและขนตามตัวจะร่วงหมดเหมือนพญาไร้ใบ การรักษา ควรปรึกษาแพทย์เพราะการรักษาต้องใช้สตีรอยด์ชนิดยาทาหรือกินติดต่อกันเป็นเวลานาน1.4 ผมร่วงหย่อมชนิดที่มีแผลเป็นบนหนังศีรษะ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคฝีหนองบนศีรษะ เชื้อกลากที่ศีรษะชนิดที่มีการอักเสบรุนแรง แผลไฟไหม้น้ำร้อนรวก โรคดี แอล อี ที่หนังศีรษะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่รากผมจะถูกทำลายอย่างมาก จนไม่สามารถสร้างเส้นผมใหม่มาทดแทนเส้นผมเดิม และเกิดพังผืดในชั้นหนังแท้ร่วมด้วย การรักษา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนให้การรักษาด้วยยา
2. ภาวะผมร่วงทั่วศีรษะ ที่พบบ่อย ๆ คือ
2.1 ภาวะผมร่วงระยะ Telogen ผู้ป่วยกลุ่มนี้เส้นผมบนศีรษะเปลี่ยนจากระยะเติบโตไปเป็นระยะหยุดเจริญเติบโต ผมจึงหลุดร่วงมากผิดปกติ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคติดเชื้อชนิดต่างๆ; ไข้ทัยฟอยด์ ไข้มาเลเรีย ไข้หวัดที่มีไข้ติดต่อกันหลายวัน ยาชนิดต่าง ๆ เช่น ยากลุ่มอนุพันธุวิตามิน เอ เช่น etretinate, acitretin นอกจากนี้ยังพบในสตรีหลังคลอดบุตร ภาวะเครียดหรือตกใจอย่างรุนแรง อาการผมร่วงจะค่อย ๆ ดีขึ้น ภายในเวลา 1-2 เดือนเมื่อสาเหตุต่างๆผ่านไป
2.2 ภาวะผมร่วงทั่วศีรษะจากการติดเชื้อซิฟิลิสระยะที่ 2 ผมจะร่วงเป็นหย่อม ๆ ทั่วศีรษะคล้ายมอดแทะ การวินิจฉัยที่แน่นอนต้องอาศัยการตรวจเลือด 2.3 ภาวะผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมนเพศ ผู้ป่วยจะเกิดอาการรากผมค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจากผมเส้นใหญ่ไปเป็นเส้นผมเส้นเล็ก ถ้าเกิดในผู้ชายผมจะบางลงมากในบริเวณกลางศีรษะ ส่วนผู้หญิง ผมจะบางลงบริเวณกลางศรีษะเช่นเดียวกันแต่จะไม่ล้านเตียนโล่งแบบผู้ชาย


การรักษา ภาวะผมบางชนิดนี้มีหลายวิธี ดังนี้ ใช้ยาปลูกผม
1. Minoxidil มีทั้งชนิดทาและรับประทาน ไม่เหมาะที่จะให้ผู้หญิงรับประทานเพราะจะทำให้ขนตามตัว หนวด เครายาวผิดปกติ ในผู้หญิงควรใช้ยานี้ในรูปยาทาเท่านั้น
2. ยา finasteride 1 mg/day ผู้ป่วยต้องใช้ยาติดต่อกันนานอย่างน้อย 1 ปี และเมื่อได้ผลแล้วต้องใช้ยาต่อไป เพราะถ้าหยุดยาผมที่งอกขึ้นมาจะกลับบางลงเหมือนเดิม (ยาชนิดนี้ไม่ได้ผลนักในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว)
3. ยา spironolactone เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้ลดความดันเลือด มีฤทธิ์ต้านการทำงานของฮอร์โมน androgen ทำให้เส้นผมไม่เปลี่ยนไปเป็นเส้นผมขนาดเล็ก (การใช้ยาชนิดนี้ ต้องติดตามดูความดันเลือดและระดับเกลือแร่ในเลือดเพื่อป้องกันผลข้างเคียงของยา)ภาวะผมร่วง ศีรษะบาง ล้าน มีสาเหตุและปัจจัยเกี่ยวข้องหลายประการ การดูแลรักษาควรตรวจหาสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน
ร.พ.ศิริราช มี “คลินิกรับปรึกษาโรคเส้นผม” ที่หน่วยตรวจโรคผิวหนังภาควิชาตจวิทยา ตึกผู้ป่วยนอกชั้นที่ 4
คอยให้บริการทุกท่าน ด้วยความพร้อมด้านบุคลากร และเครื่องมือรักษา
เปิดบริการทุกวันพุธ เวลา 9.00-12.00 น.
ถาม โทร. 0 24197380-1 ครับ

รังแค (Dandruff)

รังแค คือ ขุยหรือสะเก็ดสีขาวบนหนังศีรษะ พบบริเวณโคนผม เส้นผม หรืออาจร่วงลงมาเกาะบนปกเสื้อ บริเวณบ่าและไหล่ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อใส่เสื้อสีเข้ม รังแคนี้เป็นปัญหาที่พบบ่อย และมีผลต่อบุคลิกภาพทำให้คนจำนวนมากขาดความมั่นใจ
รังแคเกิดจากการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดของหนังศีรษะ โดยปกติแล้ววงจรชีวิตของเซลล์ผิวหนังจะมีการแบ่งตัวจากเซลล์ผิวหนังชั้นล่าง และค่อย ๆ เคลื่อนไปยังชั้นบนจนถึงชั้นบนสุดแล้วค่อย ๆ ผลัดหลุดไป เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า วงจรนี้ในคนปกติใช้เวลาประมาณ 28 วัน แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหารังแคนั้นวงจรนี้จะเกิดเร็วขึ้นกว่าปกติ ทำให้มีการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังปริมาณมากจนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นแผ่นสะเก็ดสีขาวบนหนังศีรษะ
รังแคอาจไม่มีอาการหรือมีอาการคันหนังศีรษะร่วมด้วย ยิ่งเกาจะทำให้สะเก็ดหลุดลอกมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นรังแคหนังศีรษะจะดูปกติ แต่หากพบรังแคร่วมกับมีการอักเสบของหนังศีรษะอาจเป็นเป็นอาการแสดงของโรคผิวหนังบางโรค ได้แก่ โรคผิวหนังอักเสบ Seborrheic Dermatitis ซึ่งนอกจากพบมีผื่นแดง และมีสะเก็ดลอกบริเวณหนังศีรษะแล้ว ยังสามารถพบผื่นบริเวณข้างจมูก คิ้ว, หลังหูได้อีกด้วย การแพ้สารเคมีที่สัมผัสหนังศีรษะ เช่น แพ้น้ำยาย้อมผมก็สามารถทำให้เกิดอักเสบของหนังศีรษะได้ โรคผิวหนังอีกโรคหนึ่งที่มีสะเก็ดหลุดลอกบริเวณหนังศีรษะ คือ โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) ซึ่งการหลุดลอกของสะเก็ดบนหนังศีรษะจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจะพบมีรอยโรคที่หนังศีรษะ รวมถึงบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ลำตัว, แขนขา, ข้อศอก, หัวเข่า ร่วมกับมีความผิดปกติของเล็บมือเล็บเท้า และอาจมีข้ออักเสบร่วมด้วย
สาเหตุของการเกิดรังแคยังไม่ทราบชัดเจน เชื่อว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเชื้อราซึ่งอาศัยอยู่บริเวณรูขุมขนของหนังศีรษะชื่อ Malassezia โดยผู้ป่วยที่มีปัญหารังแคจะมีเชื้อราชนิดนี้มากกว่าคนปกติ การรักษารังแคส่วนหนึ่งจึงมุ่งเน้นการลดจำนวนของเชื้อราชนิดนี้
วิธีการรักษา และป้องกัน
1. เลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่น เนื่องจากน้ำอุ่นจะทำให้หนังศีรษะแห้ง และลอกเป็นขุยได้
2. เลี่ยงการเกาแรง ๆ หรือใช้หวีซี่คมหวีบริเวณหนังศีรษะ
3. ใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของตัวยาที่สามารถลดจำนวนเชื้อราบนศีรษะ ซึ่งได้แก่ คีโตโคนาโซล ซิงค์ไพรีไทออน ซิลิเนียม ซัลไฟด์ หากมีสะเก็ดหนา และใช้ยาสระผมข้างต้นไม่ทุเลา ให้เปลี่ยนมาใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน (Tar) จะช่วยลดสะเก็ดได้ดี แต่มีข้อเสียคือ กลิ่นค่อนข้างแรง และอาจทำให้ผมแห้ง แข็งกระด้าง ซึ่งวิธีแก้ไขคือให้ใช้ครีมนวดตามหลังการสระผม ผู้ที่เป็นรังแคควรใช้ยาสระผมเหล่านี้เป็นประจำ โดยช่วงแรกควรสระผม 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หลังจากรังแคลดลงแล้วสามารถลดเหลือ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยแต่ละครั้งที่สระผมควรทิ้งเวลาประมาณ 5-10 นาทีก่อนล้างออก
4. หากกรณีมีหนังศีรษะอักเสบร่วมด้วย การใช้ยาทากลุ่มคอติโคสเตอรอยด์ชนิดน้ำ หรือครีมน้ำนมทาบริเวณหนังศีรษะจะลดอาการแดงอักเสบลงได้ โดยหลังจากสระผมให้ใช้หวีแสกผมออก จากนั้นหยอดยาลงบนบริเวณที่มีการแดงอักเสบของหนังศีรษะ ใช้นิ้วเกลี่ยและคลึงเบา ๆ โดยทายาวันละ 1-2 ครั้ง การอักเสบของหนังศีรษะจะลดลง

สิวเสี้ยน ตอนที่ 2

2. การใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน โดยอาจจะอยู่ในรูปของแผ่นแปะจมูกที่เคลือบสารที่ทำให้ติดแน่น แปะที่จมูกและทิ้งไว้ระยะหนึ่ง แล้วค่อยดึงออก หรือ ใช้สาร cyanoacrylate polymer glue ซึ่งมีคุณสมบัติในการติดแน่น คล้ายคลึงกับกาวตราช้าง ทาบนแผ่นสไลด แล้วนำไปวางบริเวณที่มีสิวเสี้ยน แล้วดึงออก สิวเสี้ยนจะหลุดติดออกมา วิธีนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก ราคาไม่แพง พอทำ ให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้บ้าง แต่มักกำจัดสิวเสี้ยนได้ไม่หมด และไม่สามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้ทุกที่ แต่ควรระมัดระวัง เพราะสารเคมีที่ใช้ อาจก่อให้เกิดการแพ้ได้ และไม่ควรใช้เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
3. ใช้เครื่องมือกดสิว ( comedone extractor ) กดตามบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยนดำ ถ้าเป็นสิวหัวดำก็จะมีก้อนไขมันสีดำกลมๆ เล็กๆ ผุดออกมา ถ้าเป็นสิวเสี้ยนชนิดเส้นขนอุดตันก็จะได้กระจุกของเส้นขนอุดตัน แต่วิธีนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจทำให้ ผิวหนังระคายเคืองได้ และหากกดไม่ถูกวิธี สิวอุดตันอาจจะแตกออกจากท่อรูขุมขนโดยยังฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้
4. การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ (chemical Peeling) เป็นกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการลอกหลุดของเซลล์ผิวหน้า รวมทั้งไขมันที่อุดตัน ด้วยกรดผลไม้ (Alpha Hydroxy Acid: AHA) หรือ trichloracetic acid (TCA) ทำให้สิวเสี้ยนง่ายต่อการกดออก อย่างไรก็ตาม การลอกผิวหน้าหรือการกดออกมักได้ผลในระยะเวลาสั้นๆ อาจต้องทายาร่วมด้วยเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
5. มาสก์ผิวด้วยไข่ขาว เป็นวิธีที่เก่าแก่ แต่ช่วยให้สิวเสี้ยนลอกตัวออกมาได้บ้าง โดยทาไข่ขาว บางๆ ที่จมูกหรือข้างแก้ม แล้วนำกระดาษซับหน้าเพียงชั้นเดียว หรือกระดาษชำระคลี่ให้บาง แปะทับลงไป ปล่อยให้แห้ง แล้วจึงดึงออก จะมีสิวเสี้ยนหลุดติดออกมาด้วย
6. การใช้เครื่อง IPL (intense pulse light) เนื่องจากสิวเสี้ยน คือ กระจุกขนที่อัดแน่นบริเวณรูขุมขน การกำจัดขนด้วยเครื่อง IPL จึงสามารถทำให้ขนที่คุดคู้เหล่านี้หลุดออกได้ เมื่อทำควบคู่กับการลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ และการทายารักษาสิวเสี้ยน วิธีนี้จะช่วยป้องกันการเกิดเซลล์ขนใหม่ในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งได้ผลดี ผลข้างเคียงน้อย และสามารถทำได้ทุกบริเวณของร่างกายที่มีสิวเสี้ยน
7. การใช้เลเซอร์ มักจะกำจัดจุดดำๆ จากสิวเสี้ยนได้มากกว่าร้อยละ 50 และเมื่อทำหลายๆ ครั้งสามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้เกือบหมด แต่ไม่ช่วยในเรื่องรูขุมขนที่กว้าง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดสิวเสี้ยนได้อีก หลังทำอาจมีผลข้างเคียงคือรอยแดงบริเวณรูขุมขน ประมาณ 2-3 วัน รอยแดงดังกล่าวมักจะหายได้เอง วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในกรณีของสิวเสี้ยนหัวดำ แต่ค่าบริการค่อนข้างแพง

สิวเสี้ยนนั้น หากไม่รำคาญมากนัก อาจทิ้งไว้เฉยๆ ก็ได้ เพราะธรรมชาติมักจะค่อยๆขจัดออกไปเอง ไม่ต้องเสี่ยงต่อผลแทรกซ้อนจากการใช้ยาหรือการใช้กรรมวิธีต่างๆ ที่กล่าวมา สิวเสี้ยนนั้น ยังไม่มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ 100 % ภาวะดังกล่าวสามารถรักษาให้ทุเลาลงได้ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม

การป้องกันการเกิดสิวเสี้ยน
การรักษาควรควบคู่กับการป้องกัน เพราะรูขุมขนที่กว้างนั้น ง่ายต่อการเกิดการหมักหมม ของสิ่งสกปรกและจุลินทรีย์ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้รูขุมขนกว้าง และการรบกวนรูขุมขน เช่น การนวดหน้า การขัดหน้า การเช็ดถูหน้าแรงๆ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ใช้ยาทาป้องกัน สิวเสี้ยนพวกกรดวิตะมินเอ และเบนซิลเปอร์ออกไซด์ หลังจากล้างหน้าแล้วควรใช้โทนเนอร์ที่ไม่ผสมน้ำมัน เช็ดสิ่งสกปรกที่ตกค้างออก และอาจลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ เพื่อขจัดเซลล์ที่ตายแล้วอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือ ทุก 2 สัปดาห์ ไม่ควรบีบหรือ กดสิวเอง เพราะอาจทำให้เกิดสิวอักเสบ และการติดเชื้อลุกลามได้คนผิวมัน มีโอกาสเกิดสิวเสี้ยนได้ง่าย เนื่องจากต่อมไขมันมีขนาดโต และมีปริมาณน้ำมัน ออกมาฉาบผิวค่อนข้างมาก จึงเกิดการอุดตันปิดปากรูขุมขนได้ง่าย การลดความมันของใบหน้า จึงช่วยป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนได้วิธีลดความมันของผิวหน้าและลดการอุดตันของรูขุมขน
1. เลือกใช้เครื่องสำอางที่ช่วยดูดซับความมันของผิว และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเนื้อเบา ชนิดโลชั่นจะดีกว่าชนิดครีม และใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย จะช่วยลดการอุดตันบริเวณรูขุมขน
2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA ซึ่งช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่ตกค้างออก และลดการเกิดสิวเสี้ยนได้
3. เครื่องสำอางหลายชนิด มีส่วนผสมของกรดวิตะมินเอ ซึ่งนอกจากจะช่วยต่อต้านริ้วรอยแล้ว ยังช่วยเร่งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวด้วย แต่ข้อเสียคือ อาจเกิดการแพ้ได้ง่าย จึงอาจเลือกใช้วันเว้นวัน และควรทาตอนผิวแห้งสนิท เนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างกรดวิตะมินเอกับน้ำ อาจทำให้ผิวลอกตัวมากขึ้น และควรเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดที่ไม่มีไขมัน (oil free) เป็นส่วนประกอบ
4. การซับหน้าในระหว่างวัน โดยใช้กระดาษซับหน้า กดซับความมันที่ผิวออก เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความมันของผิวได้เช่นกัน
5. การอบไอน้ำให้กับผิว ช่วยทำความสะอาดผิวหน้า ลดสิ่งสกปรกที่คั่งค้างบนผิวได้ดี เหมาะสำหรับคนผิวมัน ควรทำสัปดาห์ละครั้ง
6. การล้างหน้า ควรล้างด้วยสบู่อ่อน (ที่ใช้สารเคมีที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดสิว) ที่เหมาะสำหรับผิว และน้ำสะอาด วันละไม่เกิน 2 ครั้ง ไม่ควรล้างหน้านานๆ หรือถูแรง ๆ การใช้สบู่มากเกินไปอาจทำให้เกิดสิวได้
7. ควรรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วน รับประทานไขมันให้น้อยที่สุด รับประทานผักสด ผลไม้มากๆ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว

สิวเสี้ยน ตอนที่ 1

สิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยกลางคน จนถึงวัยสูงอายุก็พบได้ สิวเสี้ยนเกิดจากความผิดปกติของต่อมรูขน (pilosebaceous follicles) โดยมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ (black comedone) และมีกระจุกขนเล็กๆหลายเส้น ( vellous telogen hair ) แทรกอยู่ในหัวสิวอุดตันนั้นด้วย มีลักษณะเป็นจุดดำๆ เล็กๆ ตามใบหน้า หรือมีหนามแหลมๆ ยื่นออกมาทางรูขุมขนจำนวนมาก มักพบบริเวณปลายจมูก หน้าผาก ข้างแก้ม บริเวณคาง คอด้านหลัง ไหล่ หรือที่หลังบริเวณกระดูกสะบัก สิวเสี้ยน ในความหมายนี้คือกระจุกของเส้นขนอ่อนเล็กๆ หลายสิบเส้น และเซลผิวหนังที่ตายแล้ว (keratin) อุดตันอยู่ในรูขุมขน ไม่ยอมผลัดร่วงไปตามปกติ อีกความหมายหนึ่งของสิวเสี้ยนนั้น ผู้ป่วยใช้ในความหมายของก้อนไขมันอุดตันที่เรียกว่า คอมีโดน (comedone) ปกติท่อต่อมไขมันและรูเปิดของรูขุมขนจะเชื่อมต่อกัน เมื่อต่อมไขมันผลิตไขมันแล้ว ไขมัน (sebum) นี้ จะออกมาตามรูขุมขนเพื่อทำหน้าที่ฉาบเคลือบผิวหนังด้านนอกให้มีความชุ่มชื้น ไม่แห้ง บางครั้งต่อมไขมัน ผลิตไขมันมากเกินไป ทำให้ไขมันหลั่งออกมาไม่ทัน เกิดเป็นก้อนอุดตันขึ้นมาในท่อรูขุมขน เรียกว่า ก้อนไขมันอุดตัน หรือคอมีโดน นั่นเอง บางครั้งก้อนไขมันอุดตันไม่มีรูเปิด ทำให้เห็นเป็นสิวหัวขาวฝังอยู่ในผิวหนัง
สิวเสี้ยนที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือสิวเสี้ยนในความหมายแรก สิวเสี้ยนหรือขนอุดตันเหล่านี้ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด และไม่มีความสัมพันธ์กับโรคอื่น นอกจากเป็นปัญหาในด้านความสวยงาม คือก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น สิวเสี้ยนเกิดได้อย่าง
กลไกการเกิดของสิวเสี้ยน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการสร้างเซลล์ขนมากผิดปกติ โดยมักจะเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก ดังนั้นผู้ที่มีผิวมันหรือบางบริเวณของผิวหนังที่มันมักจะเกิดสิวเสี้ยนได้ง่าย การเกิดสิวเสี้ยน มักจะเริ่มจาก มีการอุดตันเกิดขึ้นที่ท่อของต่อมไขมัน หรือต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ มีการผลิตไขมันออกมาสู่ผิวจำนวนมาก จึงเกิดการอุดตันในรูขุมขน คล้ายคลึงกับสิวที่เกิดตามธรรมชาติ และไขมันที่ถูกสร้างขึ้นนั้นจะรวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคลจากผนังท่อ กลายเป็นก้อนที่เรียกว่า คอมีโดน ลักษณะสำคัญของสิวเสี้ยน ที่ต่างจากสิวธรรมดา คือ นอกจากจะมีการอุดตันของไขมัน หรือคอมีโดน เป็นก้อนขาวๆแล้ว ยังมีขนที่คุดคู้อยู่ข้างในด้วย คือในรูขุมขนแทนที่จะมีขนเพียง 1 เส้น แต่กลับมีขนอ่อนเส้นเล็กๆหลายเส้นอัดกันแน่น รวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคล และถูกห่อหุ้มด้วยผนังท่อต่อมไขมัน เกิดการอุดตัน และทำให้การหลุดร่วงของเส้นขนเล็กๆนั้นไม่เป็นไปตามปรกติคือหลุดออกได้ยากกว่าปกติ ถ้าลองบีบดูจะเห็นเป็นเส้นสีขาวเหมือนตัวหนอน และหากส่องด้วยแว่นขยาย จะเห็นขนอ่อนจำนวนมาก ประมาณ 6-50 เส้น ทำให้นอกจากมีลักษณะเป็นจุดดำๆ แล้ว ยังมีหนามแหลมๆ ยื่นออกมา มองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะเวลาใช้มือคลำจะรู้สึกสะดุดเป็นหนาม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสิวเสี้ยน
1. ฮอร์โมนเพศในร่างกาย ซึ่งมีผลกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ทำงานมากขึ้น ผลิตไขมันออกมามาก อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
2. การรบกวนผิวมากๆ เช่น การเช็ดถูหน้าแรงๆ, การขัดหรือนวดหน้า ซึ่งอาจรบกวนรูขุมขน หรือต่อมไขมัน ทำให้รูขุมขน หรือรากขนนั้นแตก ขนจึงมีโอกาสที่จะคุดอยู่ข้างในได้

การรักษา
1. การทายารักษาสิวเสี้ยน
1.1) ใช้กรดวิตะมินเอ (retinoic acid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยละลายการอุดตันของต่อมไขมัน ลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณรูขุมขน จึงป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนใหม่ และทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่าย ข้อควรระวังคือ กรดวิตะมินเอ ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังได้ง่าย อาจทำให้ผิวแห้ง แสบและลอก และหน้าแดงได้ จึงควรทากรดวิตะมินเอ เฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก หรือคางที่มีสิวเสี้ยน วันละครั้งก่อนนอน หลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา รอบจมูก หรือรอบปากซึ่งผิวหนังบริเวณดังกล่าวนี้บางกว่าบริเวณอื่น ส่วนใหญ่ควรทากรดวิตะมินเอ อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อน ถ้าสิวเสี้ยนไม่หลุดออกมาเอง อาจกดออก โดยมากมักจะเริ่มเห็นผลว่าสิวเสี้ยนมีปริมาณลดลง เมื่อใช้ยาชนิดนี้นาน 3-4 เดือน บางรายอาจทำให้มีสิวมากขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกของการใช้ยาได้ และควรใช้ครีมกันแดดทาทั่วหน้าในตอนเช้า เพราะการทากรดวิตะมินเอนั้น อาจทำให้ผิวหน้าไวกว่าปกติ หากโดนแสงแดดอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองของผิวหน้าได้
1.2) ใช้ยาทากลุ่มเบนซิลเปอร์ออกไซด์ ( benzoyl peroxide) โดยใช้ทาทั่วหน้าก่อนล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้าและเย็น หรือก่อนนอน แล้วทิ้งไว้ 5 -10 นาที หรืออาจทิ้งไว้นานกว่านี้ได้ ถ้าผู้ใช้มีผิวมัน และรับยาได้ดี แล้วจึงล้างหน้าออกด้วยน้ำสะอาด ยานี้ออกฤทธิ์โดยลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง และช่วยละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน จึงลดการอุดตันของต่อมไขมันได้ แต่อาจทำให้หน้าแดง แสบ แห้งเป็นขุยได้ เริ่มต้นควรใช้ขนาดความเข้มข้นต่ำก่อน เมื่อผิวหนังเริ่มชินกับยา จึงเพิ่มระยะเวลาให้ยาสัมผัสผิวนานขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นของยาได้ ไขมันที่อุดตันมักถูกละลายโดยยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้ แต่ขนที่คุดเป็นเส้นดำๆ อยู่ใต้ผิวนั้นมักจะไม่ยอมหลุด อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วยเช่น การกดออก ยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้อาจก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนได้ จึงควรใช้ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียวก่อนก็ได้ ถ้าไม่ได้ผล อาจให้ใช้ยา 2 ชนิดร่วมกัน

สิวเสี้ยน

สิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยกลางคน จนถึงวัยสูงอายุก็พบได้ สิวเสี้ยนเกิดจากความผิดปกติของต่อมรูขน (pilosebaceous follicles) โดยมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ (black comedone) และมีกระจุกขนเล็กๆหลายเส้น ( vellous telogen hair ) แทรกอยู่ในหัวสิวอุดตันนั้นด้วย มีลักษณะเป็นจุดดำๆ เล็กๆ ตามใบหน้า หรือมีหนามแหลมๆ ยื่นออกมาทางรูขุมขนจำนวนมาก มักพบบริเวณปลายจมูก หน้าผาก ข้างแก้ม บริเวณคาง คอด้านหลัง ไหล่ หรือที่หลังบริเวณกระดูกสะบัก สิวเสี้ยน ในความหมายนี้คือกระจุกของเส้นขนอ่อนเล็กๆ หลายสิบเส้น และเซลผิวหนังที่ตายแล้ว (keratin) อุดตันอยู่ในรูขุมขน ไม่ยอมผลัดร่วงไปตามปกติ อีกความหมายหนึ่งของสิวเสี้ยนนั้น ผู้ป่วยใช้ในความหมายของก้อนไขมันอุดตันที่เรียกว่า คอมีโดน (comedone) ปกติท่อต่อมไขมันและรูเปิดของรูขุมขนจะเชื่อมต่อกัน เมื่อต่อมไขมันผลิตไขมันแล้ว ไขมัน (sebum) นี้ จะออกมาตามรูขุมขนเพื่อทำหน้าที่ฉาบเคลือบผิวหนังด้านนอกให้มีความชุ่มชื้น ไม่แห้ง บางครั้งต่อมไขมัน ผลิตไขมันมากเกินไป ทำให้ไขมันหลั่งออกมาไม่ทัน เกิดเป็นก้อนอุดตันขึ้นมาในท่อรูขุมขน เรียกว่า ก้อนไขมันอุดตัน หรือคอมีโดน นั่นเอง บางครั้งก้อนไขมันอุดตันไม่มีรูเปิด ทำให้เห็นเป็นสิวหัวขาวฝังอยู่ในผิวหนัง
สิวเสี้ยนที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือสิวเสี้ยนในความหมายแรก สิวเสี้ยนหรือขนอุดตันเหล่านี้ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด และไม่มีความสัมพันธ์กับโรคอื่น นอกจากเป็นปัญหาในด้านความสวยงาม คือก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น สิวเสี้ยนเกิดได้อย่าง
กลไกการเกิดของสิวเสี้ยน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการสร้างเซลล์ขนมากผิดปกติ โดยมักจะเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก ดังนั้นผู้ที่มีผิวมันหรือบางบริเวณของผิวหนังที่มันมักจะเกิดสิวเสี้ยนได้ง่าย การเกิดสิวเสี้ยน มักจะเริ่มจาก มีการอุดตันเกิดขึ้นที่ท่อของต่อมไขมัน หรือต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ มีการผลิตไขมันออกมาสู่ผิวจำนวนมาก จึงเกิดการอุดตันในรูขุมขน คล้ายคลึงกับสิวที่เกิดตามธรรมชาติ และไขมันที่ถูกสร้างขึ้นนั้นจะรวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคลจากผนังท่อ กลายเป็นก้อนที่เรียกว่า คอมีโดน ลักษณะสำคัญของสิวเสี้ยน ที่ต่างจากสิวธรรมดา คือ นอกจากจะมีการอุดตันของไขมัน หรือคอมีโดน เป็นก้อนขาวๆแล้ว ยังมีขนที่คุดคู้อยู่ข้างในด้วย คือในรูขุมขนแทนที่จะมีขนเพียง 1 เส้น แต่กลับมีขนอ่อนเส้นเล็กๆหลายเส้นอัดกันแน่น รวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคล และถูกห่อหุ้มด้วยผนังท่อต่อมไขมัน เกิดการอุดตัน และทำให้การหลุดร่วงของเส้นขนเล็กๆนั้นไม่เป็นไปตามปรกติคือหลุดออกได้ยากกว่าปกติ ถ้าลองบีบดูจะเห็นเป็นเส้นสีขาวเหมือนตัวหนอน และหากส่องด้วยแว่นขยาย จะเห็นขนอ่อนจำนวนมาก ประมาณ 6-50 เส้น ทำให้นอกจากมีลักษณะเป็นจุดดำๆ แล้ว ยังมีหนามแหลมๆ ยื่นออกมา มองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะเวลาใช้มือคลำจะรู้สึกสะดุดเป็นหนาม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสิวเสี้ยน
1. ฮอร์โมนเพศในร่างกาย ซึ่งมีผลกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ทำงานมากขึ้น ผลิตไขมันออกมามาก อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
2. การรบกวนผิวมากๆ เช่น การเช็ดถูหน้าแรงๆ, การขัดหรือนวดหน้า ซึ่งอาจรบกวนรูขุมขน หรือต่อมไขมัน ทำให้รูขุมขน หรือรากขนนั้นแตก ขนจึงมีโอกาสที่จะคุดอยู่ข้างในได้

การรักษา
1. การทายารักษาสิวเสี้ยน
1.1) ใช้กรดวิตะมินเอ (retinoic acid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยละลายการอุดตันของต่อมไขมัน ลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณรูขุมขน จึงป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนใหม่ และทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่าย ข้อควรระวังคือ กรดวิตะมินเอ ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังได้ง่าย อาจทำให้ผิวแห้ง แสบและลอก และหน้าแดงได้ จึงควรทากรดวิตะมินเอ เฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก หรือคางที่มีสิวเสี้ยน วันละครั้งก่อนนอน หลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา รอบจมูก หรือรอบปากซึ่งผิวหนังบริเวณดังกล่าวนี้บางกว่าบริเวณอื่น ส่วนใหญ่ควรทากรดวิตะมินเอ อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อน ถ้าสิวเสี้ยนไม่หลุดออกมาเอง อาจกดออก โดยมากมักจะเริ่มเห็นผลว่าสิวเสี้ยนมีปริมาณลดลง เมื่อใช้ยาชนิดนี้นาน 3-4 เดือน บางรายอาจทำให้มีสิวมากขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกของการใช้ยาได้ และควรใช้ครีมกันแดดทาทั่วหน้าในตอนเช้า เพราะการทากรดวิตะมินเอนั้น อาจทำให้ผิวหน้าไวกว่าปกติ หากโดนแสงแดดอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองของผิวหน้าได้
1.2) ใช้ยาทากลุ่มเบนซิลเปอร์ออกไซด์ ( benzoyl peroxide) โดยใช้ทาทั่วหน้าก่อนล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้าและเย็น หรือก่อนนอน แล้วทิ้งไว้ 5 -10 นาที หรืออาจทิ้งไว้นานกว่านี้ได้ ถ้าผู้ใช้มีผิวมัน และรับยาได้ดี แล้วจึงล้างหน้าออกด้วยน้ำสะอาด ยานี้ออกฤทธิ์โดยลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง และช่วยละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน จึงลดการอุดตันของต่อมไขมันได้ แต่อาจทำให้หน้าแดง แสบ แห้งเป็นขุยได้ เริ่มต้นควรใช้ขนาดความเข้มข้นต่ำก่อน เมื่อผิวหนังเริ่มชินกับยา จึงเพิ่มระยะเวลาให้ยาสัมผัสผิวนานขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นของยาได้ ไขมันที่อุดตันมักถูกละลายโดยยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้ แต่ขนที่คุดเป็นเส้นดำๆ อยู่ใต้ผิวนั้นมักจะไม่ยอมหลุด อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วยเช่น การกดออก ยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้อาจก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนได้ จึงควรใช้ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียวก่อนก็ได้ ถ้าไม่ได้ผล อาจให้ใช้ยา 2 ชนิดร่วมกัน

การปฏิบัติตนในการรักษาสิว

1. หลีกเลี่ยง การแคะ แกะ เกาสิว เนื่องจากถ้าสิวเกิดอักเสบจะทำให้เกิดรอยดำ หรือรอยแผลเป็น และอาจกระตุ้นทำให้สิวรอบข้างเพิ่มจำนวนขึ้นได้

2. ควรสังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นภายนอกที่อาจทำให้สิวขึ้นได้ เช่น เครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ และการรับประทานอาหารบางชนิดเช่น ของทอด ของมัน ช็อกโกแลต น้ำอัดลม หรือสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนัง เช่น ของฉุน ฝุ่น ควัน แดด เหงื่อ

3. สบู่ล้างหน้า ครีม หรือเครื่องสำอางใด ๆ ที่จะนำมาใช้บริเวณที่เป็นสิว ถ้ายังไม่เคยใช้มาก่อน ไม่ควรลองใช้ เพระอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ของผิวหนังบริเวณที่เป็นสิว ทำให้สิวมากขึ้นได้

4. ในระยะแรกของการรักษา สิ่งใดไม่จำเป็นที่ต้องใช้บนผิวหน้า ควรงดหรือหลีกเลี่ยงชั่วคราวเช่น สบู่ล้างหน้า หรือเจลล้างหน้าชนิดเดิมที่ใช้อยู่ (ถ้าแพทย์แนะนำไม่ให้ใช้) ครีมกันแดด ครีมบำรุงต่างๆซึ่งอาจมีสารเคมี หรือสิ่งระคายเคืองที่กระตุ้นทำให้สิวขึ้นได้

5. หลีกเลี่ยงการนวด ขัด หรือ อบบริเวณผิวหนังที่เป็นสิว เนื่องจากอาจกระตุ้นทำให้สิวมากขึ้นได้

6. ในรายที่มีสิวบริเวณคอ อกและหลัง มักเกิดจาก เหงื่อ หรือสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี ควรเลือกใช้สบู่อ่อน เช่นสบู่เด็ก ในการทำความสะอาดบริเวณดังกล่าว หลังเลิกงาน หรือเลิกกิจกรรมเช่นหลังเลิกเล่นกีฬา ถ้าไม่สะดวกในการฟอกล้าง อาจใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณที่สัมผัสกับสิ่งระคายเคืองดังกล่าว หลังจากอาบน้ำ และฟอกด้วยสบู่อ่อนแล้วให้ใช้แชมพูกันสิวฟอกให้ทั่วบริเวณที่เป็นสิว แล้วทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าวันละครั้ง และอาจใช้แป้งน้ำที่แพทย์สั่งให้ทาบริเวณที่เป็นสิวร่วมด้วย วันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและก่อนนอน

7. ยาที่ป้องกันไม่ให้สิวขึ้น มีทั้งยารับประทานและยาทา ยาทาที่ช่วยป้องกันไม่ให้สิวขึ้นบริเวณใบหน้า คือ ยาทาก่อนล้างหน้า และยาโลชั่นทาแก้สิวอักเสบ ก่อนทายาก่อนล้างหน้าให้ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าก่อน แล้วทายาก่อนล้างหน้าให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 5-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยสบู่ หรือเจลล้างหน้า ถ้าผิวหนังที่ทา ไม่แห้ง ไม่แสบหรือลอก ควรทาทิ้งไว้นานขึ้น อาจทิ้งไว้ ½ -1 ชั่วโมงได้ หลังจากนั้น ให้ใช้ยาโลชั่นทาแก้สิวอักเสบทาทั่วหน้า หรือทามากหรือบ่อยขึ้นบริเวณที่มีสิว

ตาบอดสี

"ตา" เป็นอวัยวะจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขในสังคม หากเกิดความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดที่มีผลกระทบต่อการมองเห็น บุคคลนั้น ๆ ย่อมได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สำหรับครั้งนี้ จะกล่าวถึงภาวะ "ตาบอดสี" เพราะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ในสังคมมากพอสมควรกระบวนการรับรู้และแยกความแตกต่างของสี
ความสามารถในการรับรู้และแยกความแตกต่างระหว่างสีต่าง ๆ นั้นเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ เพราะตั้งแต่เด็กเราได้รับการสั่งสอนให้เรียกชื่อสีต่าง ๆ ที่เราเห็นตามผู้สอน หากแต่สีที่แต่ละบุคคลรับรู้นั้นอาจแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเซลล์รับแสงสี (cone photoreceptor) ที่จอประสาทตาโดยสัมพันธ์กับประสบการณ์การเรียนรู้ที่ถูกสอนมา ดังนั้นเราอาจเห็นสีผิดปกติตั้งแต่เกิด แต่สามารถเรียกชื่อสีได้ถูกต้องตามผู้สอนก็เป็นไปได้ หรือเกิดจากโรคภัยต่าง ๆ ที่มีผลโดยตรงกับจอประสาทตา, เส้นประสาทตาและสมองความผิดปกติแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด ตาทั้ง 2 ข้างจะมีอาการมองเห็นสีผิดปกติเหมือนกัน คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ที่สามารถเห็นสีได้ปกติ จะต้องมีเซลล์รับแสงสีที่จอประสาทตาครบทั้ง 3 สี คือ แดง เขียว และน้ำเงิน และมีปริมาณเม็ดสีในเซลล์ที่ปกติ รวมทั้งระบบประสาทตาและการแปลผลที่เป็นปกติด้วย โดยทั่วไป ภาวะมองเห็นสีผิดไปจากปกติจะพบในผู้ชายประมาณร้อยละ 8 ผู้หญิง ร้อยละ 0.4 การที่พบโรคนี้ในผู้ชายมาก ทั้งนี้เพราะ ความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รับแสงสีเขียวหรือแดง ซึ่งถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซม x และ มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ x - link recessive จากแม่ไปสู่บุตรชาย (ดังเป็นที่ทราบกันดีว่าการให้กำเนิดบุตรเป็นชาย บุตรชายนั้นจะต้องได้รับ โครโมโซม "x"จากแม่และโครโมโซม "y"จากพ่อ รวมกันเป็นเพศชาย คือ เป็นโครโมโซม "xy" หากเป็น โครโมโซม x จากแม่เป็นตัวที่มีตาบอดสีอยู่ บุตรชายที่เกิดมาจะแสดงถึงภาวะ ตาบอดสี ส่วนบุตรสาวจะมีโครโมโซม "x" ทั้งจากพ่อและแม่รวมกันเป็น "xx" หาก x จากแม่ผิดปกติจะถูกข่มโดย "x" โครโมโซมของพ่อ ดังนั้นในบุตรสาวที่มีความผิดปกติในโครโมโซม x จากแม่ตัวเดียวส่วนของพ่อนั้นปกติ จะไม่มีอาการตาบอดสีปรากฎ) ผู้ป่วยมักมีการรับรู้สีเขียวหรือแดงผิดไป แยกสีเขียวกับแดงได้ลำบาก ส่วนความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รับแสงสีน้ำเงินนั้นถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซม 7 จึงมีการถ่ายทอดแบบ Autosomal dominant ซึ่งจะพบผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้น้อย

2. กลุ่มที่มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นมาภายหลัง เกิดจากการถูกทำลายของจอประสาทตา เส้นประสาทตา หรือส่วนรับรู้ในสมอง จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การอักเสบ ภาวะขาดเลือด อุบัติเหตุ เนื้องอก การเสื่อมลงของจอประสาทตา หรือผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมี ผู้ป่วยมักจะมีอาการเรียกชื่อสีหรือเห็นสีผิดไปจากเดิม โดยมากพบความผิดปกติของการมองสีน้ำเงินเหลืองมากกว่าแดงเขียว ความผิดปกติของตาทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเป็นตาเดียวหรือทั้ง 2 ตา มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นหรือลดลงได้ รวมทั้งมีความผิดปกติของสายตาด้านอื่น ๆ เช่น การมองเห็นและลานสายตาลดลงได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรคตรวจ และวินิจฉัย โดยจักษุแพทย์จะซักประวัติ อาการผู้ป่วยร่วมกับการตรวจการรับรู้ของสี และตรวจตา เพื่อหาสาเหตุแผนการรักษา การตรวจอาจใช้เครื่องมือช่วยการตรวจหลายอย่าง เช่น ให้อ่านสมุดภาพ Ishihara, ให้ทดสอบเรียงเม็ดสีตามแบบที่กำหนดไว้ การดูแลรักษาตนเองเมื่อได้รับการรักษาแล้ว
หากเป็นแบบที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ยังไม่พบวิธีรักษาที่ได้ผล ส่วนประเภทที่เกิดจากโรคต่าง ๆ ที่มีผลต่อจอประสาทและเส้นประสาทตา เมื่อเกิดอาการมองเห็นสีผิดปกติไปให้รีบมารับการตรวจรักษา อาจป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติถาวรได้ข้อควรจำ
ในผู้ป่วยที่มีภาวะตาบอดสีแต่กำเนิด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำถึงโอกาสการถ่ายทอดทางพันธุกรรมและโอกาสหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะตาบอดสีในหมู่ญาติ ส่วนผู้ที่มีภาวะตาบอดสีภายหลัง ควรรับการตรวจวินิจฉัยถึงสาเหตุ เพื่อแพทย์จะได้วางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ภัยจากรองเท้าส้นสูง

รองเท้าเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต เพราะนอกจากช่วยป้องกันเท้าในการบาดเจ็บ ความสกปรก และเชื้อโรคต่าง ๆ แล้ว ปัจจุบันรองเท้ายังมีข้อดี ช่วยเสริมสร้างบุคลิกที่ดีแก่ผู้สวมใส่ด้วย จะเห็นได้ว่ารองเท้ามีหลายแบบหลายลักษณะ แต่ที่นิยมในหมู่สตรีนี้คือ "รองเท้าส้นสูง " เพราะนอกจากสวมใส่แล้วยังช่วยเพิ่มความสูง น่ องดูเรียว ขาดูยาวขึ้นในขณะที่เท้าดูเล็กลง ยังทำให้ผู้ใส่รู้สึกมั่นใจขึ้น สวยขึ้น แต่ถ้ารองเท้าสูงมากเกินไปอาจทำให้เกิดโทษได้ค่ะ
ภัยจากรองเท้าส้นสูง

สิ่งแรกคือ เกิดอาการปวดเท้า เจ็บเท้า เนื่องจากเท้าต้องเขย่งตลอดเวลา และถ้ารูปของรองเท้าส้นสูงเป็นแบบหน้าแคบ หัวแหลม จะทำให้บีบหน้าเท้า ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดแก่ผู้สวมใส่ยิ่งขึ้น และอาจเกิดเท้าผิดรูปตามมา เช่น นิ้วหัวแม่เท้าเก นิ้วเท้างอ เป็นต้น
นอกจากนี้การใส่รองเท้าส้นสูงจะทำให้น้ำหนักลงบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้ามากกว่าส้นเท้า ทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า อาจมีหนังด้านแข็ง หรือการอักเสบของเอ็นที่เท้าตามมาด้วย บางคนใส่รองเท้าส้นสูงเดินทั้งวันจนเกิดอาการปวดน่องในเวลากลางคืน และบางคนถึงกับเป็นตะคริวเพราะการยืนเขย่งบนรองเท้าส้นสูงนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อน่องต้องทำงานหนักขึ้น จนน่องเกร็งเป็นลูกก็มี
ฉะนั้นการใส่รองเท้าส้นสูง นอกจากมีผลกระทบต่อเท้าและน่องแล้ว อาจทำให้ปวดเข่า เข่าเสื่อมก่อนวัย เนื่องจากการเดินบนรองเท้าส้นสูง จะมีแรงกระแทกมาที่ข้อเข่ามากกว่าการใส่รองเท้าส้นเตี้ย ซึ่งถ้าใส่รองเท้าส้นสูงแล้วเดินจ้ำเร็วๆ หรือลงบันไดด้วยแล้ว แรงกระแทกก็ยิ่งมากขึ้นตามน้ำหนักตัวและความเร็วในการเดิน และหากใส่รองเท้าที่สูงมากๆ เวลายืนมักจะตามมาด้วย หลังจะแอ่นมากขึ้นและเกิดอาการปวดหลังตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อแนะดีๆ ในการใช้รองเท้าส้นสูง
แน่นอนว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง แต่อาจเป็นวิธีที่ทำไม่ได้ในผู้หญิงบางคน เนื่องจากหน้าที่การงานบังคับให้ต้องใส่รองเท้ามีส้น หรือถ้าไม่ใส่รองเท้าส้นสูงก็อาจทำให้ขาดความมั่นใจ เรามี 8 วิธีดีๆ มาแนะนำดังนี้ค่ะ
1. ใส่รองเท้าส้นสูงเฉพาะเวลาจำเป็น โดยเฉพาะรองเท้าสูงมากๆ อาจมีรองเท้าส้นเตี้ยสำหรับเปลี่ยนในรถหรือที่ทำงาน
2. เลือกรองเท้าอย่าให้ส้นสูงเกินไป เช่น 1½ - 2½ ก็พอ
3. เลือกรองเท้าที่มีความกว้างของหน้ารองเท้าพอ ๆ กับหน้าเท้าของเรา พยายามเลี่ยงรองเท้าหัวแคบ หัวแหลม
4. ถ้าต้องการเพิ่มความสูงให้กับตนเองมากๆ ควรเลือกรองเท้าส้นตึกที่มีส้นทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง เพราะความสูงจริง ๆ จะไม่มาก ไม่ต้องเขย่งเท้ามาก แต่ถ้าเลือกรองเท้าส้นสูงๆ แนะนำรองเท้าที่มีสายรัดทางด้านหลังหรือรองเท้ารัดส้น เปลือยส้นเพราะช่วยให้รองเท้ากระชับกับเท้า จะได้ไม่ต้องเกร็งเท้ามากขณะก้าวเดิน
5. เลือกรองเท้าส้นหนาดีกว่าส้นเข็ม เพื่อป้องกันเท้าพลิก
6. ส้นรองเท้าที่ทำจากยางดีกว่าไม้แข็ง ๆ เพราะช่วยดูดซับแรงกระแทกได้
7. หลังจากใส่รองเท้านาน ๆ ถ้ามีอาการปวดเท้า ควรแช่น้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้า
8. ถ้าน่องตึง ควรบริหารน่องโดยการใช้มือ 2 ข้างยันกำแพง ย่อเข่าข้างหนึ่งชิดกำแพง ส่วนขาอีกข้างยืดให้ตึงค้างไว้พอทนได้ ทำสลับข้างท่าละ 10 ครั้ง เพื่อยืดกล้ามเนื้อจะช่วยให้ไม่ปวดน่อง

ปัญหาสุขภาพเท้าป้องกันได้ แน่นอนที่สุดรองเท้าที่ดีที่สุดของแต่ละคน แต่ละสถานการณ์ย่อมไม่เหมือนกัน ถ้าต้องไปงานราตรี เดินบนพรมไม่กี่ก้าว การเลือกสวมรองเท้าส้นสูง ส้นเข็ม ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องเดินถนน วิ่งไล่รถเมล์ รองเท้าส้นเตี้ยหน่อยน่าจะดีกว่า.