วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

อากาศเปลี่ยนแปลง

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง หรือเรียกตามชื่อหนังก็ Season Change เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวแดดร้อน เดี๋ยวฝนตกเดากันไม่ถูก เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยถ้าจะหยิบยกโรคแพ้อากาศมาบอกกัน เพราะถ้าเราปฏิบัติตนอย่างถูกต้องและเหมาะสม โรคแพ้อากาศก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กและยังสามารถป้องกันไม่ให้การติดเชื้อนั้นลามออกไปหรือมีผลแทรกซ้อนด้วย
การที่อากาศเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการแพ้อากาศ เพราะจะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวของเยื่อบุจมูก คือจมูกจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ปรับตัวไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนหรือเย็น ความชื้นของอากาศตลอดจนกลิ่นฉุนสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ จึงมักเรียกกันว่า โรคแพ้อากาศ โรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย พบประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งผู้ป่วยประมาณร้อยละ 70 จะมีอาการก่อนอายุ 30 ปี

อาการเบื้องต้นของการแพ้อากาศ
ผู้ป่วยจะมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก ชอบขยี้จมูกจนเกิดรอยบริเวณสันจมูก มีเสมหะในคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย และอาจพบอาการคันตา แสบตา น้ำมูกไหล คันหู หูอื้อได้ ผู้ป่วยมักมีอาการดังกล่าวเวลาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และความชื้นในอากาศ แต่เราต้องสังเกตอาการหน่อยเพราะโรคแพ้อากาศจะคล้ายกับไข้หวัด กล่าวคือ อาการของไข้หวัดจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ช่วงแรกจะใส ต่อมาจะข้น ระยะเวลาเป็นนาน 3-10 วัน มีไข้หรือไม่มีก็ได้ มีจามบ้างโดยไม่มีอาการคันจมูก ส่วนโรคแพ้อากาศจะมีอาการคันจมูก ร่วมกับน้ำมูกใส ๆ มีอาการคันตา น้ำตาไหล ไม่มีไข้ ซึ่งส่วนมากมักจะมีอาการมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป
ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่ออาการเข้าได้กับโรคแพ้อากาศดังที่กล่าวมาแล้ว หรือไม่แน่ใจว่าเป็นโรคแพ้อากาศหรือไม่ เมื่อไปพบแพทย์นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว การตรวจที่ช่วยยืนยันว่าเป็นโรคแพ้อากาศหรือไม่ และแพ้อะไรบ้าง คือการทดสอบทางผิวหนังและการตรวจเลือด ซึ่งผลการตรวจเลือดมีค่าใช้จ่ายสูง และไม่ทราบผลทันที ปัจจุบันนิยมใช้การตรวจทางผิวหนังเป็นหลัก สามารถช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีโรคที่พบร่วมกับโรคแพ้อากาศ ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ น้ำคั่งในหูชั้นกลาง โรคหืดหอบ เจ็บคอ ไอเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก การกรน รวมทั้งภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับอีกด้วย
หลักการรักษา
ในปัจจุบันจะมี 3 ลักษณะ คือ การกำจัดและหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้และการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด การรักษาด้วยยากินและยาพ่นจมูก นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีน สำหรับระยะเวลาในการรักษาไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยว่าสามารถหลีกเลี่ยง ป้องกันและดูแลได้มากน้อยแค่ไหน หากจำเป็นต้องใช้ยาพ่นจมูก ซึ่งสามารถช่วยลดอาการได้ โดยส่วนมากใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน หรือฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ใช้เวลา 3-5 ปีแล้วแต่บุคคล โรคแพ้อากาศสามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นอีก ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยและความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย
วิธีป้องกันโรคแพ้อากาศ

การป้องกันต้องอาศัยความร่วมมือทั้งผู้ป่วยและแพทย์ในการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ การดูแลตนเองของผู้ป่วยและดูแลสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม จะช่วยทำให้อาการของโรคทุเลาลงมากจนไม่มีอาการเลย ผู้ที่เป็นโรคแพ้อากาศ สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติและอยู่ร่วมในสิ่งแวดล้อมเดียวกับผู้อื่นได้ ถ้าสามารถปฏิบัติตัวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

เมื่อใจไม่ตรงกับเพศจะทำอย่างไร

ปัญหาเรื่องจิตใจที่มีความต้องการเป็นเพศตรงกันข้ามกับเพศที่กำเนิด มีประวัติมายาวนานกว่า 2,000 ปี ย้อนไปได้ถึงในสมัยโรมัน ทาสชื่อ Sporus ได้เปลี่ยนอวัยวะเพศจากชายเป็นหญิง และได้เป็นภรรยาของ Nero ซึ่งเป็นซีซาร์องค์สุดท้ายของโรมัน
หากแต่การแปลงเพศยุคปัจจุบันเริ่มตั้งแต่ ปี คศ.1832 ในผู้หญิงที่มีช่องคลอดตีบ ในปี 1963 John Hopkin University ได้ตั้งทีมสหสาขาเพื่อรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ และในปี 1966 Harry Benjamin ซึ่งถือว่าเป็นบิดาแห่งการแปลงเพศได้แต่งตำรา ชื่อ The Transsexual Phenomenon ซึ่งเป็นตำราพื้นฐานเกี่ยวกับความผิดปกติของลักษณะเพศ ( Gender Identity Disorder) เขาได้กำหนดลักษณะที่สำคัญของความผิดปกตินี้ 4 อย่าง คือ
1. มีความต้องการที่จะเป็นเพศตรงกันข้ามไปตลอดชีวิต
2. มีลักษณะภายนอกที่ตรงกันข้ามกับเพศทางพันธุกรรมและแต่งตัวเป็นเพศตรงกันข้ามโดยไม่มีอารมณ์ทางเพศ
3. มีความรู้สึกเกลียดชังอวัยวะเพศของตัวเองและไม่มีความสุขจากมัน
4. ไม่มีความรู้สึกชอบเพศเดียวกันการรักษา
การรักษาผู้ที่ไม่ต้องการเพศของตัวเองเป็นการรักษาที่ซับซ้อน ซึ่งต้องดูแลทั้งด้านจิตใจ สังคม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และรูปลักษณ์ที่แสดงเพศ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เช่น จิตแพทย์ แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อ นักสังคมสงเคราะห์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง และในบางประเทศอาจจะรวมถึงฐานะทางด้านกฎหมายด้วย โดยมีการรักษาตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ให้ผู้ป่วยลองใช้ชีวิตแบบเพศตรงกันข้าม เพื่อยืนยันภาวะนี้และแยกจากความผิดปกติอื่นที่ใกล้เคียงกัน เช่น ความต้องการเป็นเพศตรงกันข้ามจากโรคจิตหลอน (Schizophrenia)
2. การรักษาด้วยฮอร์โมน อาจเริ่มก่อนใช้ชีวิตแบบเพศตรงกันข้าม ในยุโรปอาจเริ่มใช้ฮอร์โมนเร็วก่อนที่ลักษณะทางเพศจะแสดง การใช้ฮอร์โมนก็อาจมีผลแทรกซ้อนขึ้นได้ เช่น มีน้ำนมไหล ไขมันในเลือดสูง สิว ตับอักเสบ เป็นต้น
3. การผ่าตัดเปลี่ยนแปลงลักษณะเพศ มี 2 แบบ คือ จากชายเป็นหญิงและจากหญิงเป็นชาย ซึ่งการผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิงทำมากกว่าการผ่าตัดแปลงหญิงเป็นชาย การผ่าตัดแปลงเพศ แบ่งเป็น
1. อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก คือส่วนของอัณฑะและองคชาติในผู้ชาย ส่วนในผู้หญิงคือรังไข่ และมดลูก
2. รูปลักษณ์แสดงเพศอย่างอื่น เช่นในผู้ชาย คือ กระดูกกล่องเสียง (Adam apple) ในผู้หญิงคือเต้านม
การแปลงเพศจะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนก็ได้ แต่โดยทั่วไปในรายที่ต้องการเปลี่ยนจากชายเป็นหญิงอาจจะเริ่มจากเสริมเต้านมด้วยถุงเต้านมเทียม ต่อมาตัดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก และตัดกระดูกกล่องเสียงเป็นต้นการผ่าตัดแปลงอวัยวะเพศชายเป็นหญิง
ขั้นตอนการผ่าตัดอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายร่วมกับสร้างช่องคลอดและลักษณะอวัยวะเพศหญิง โดยทั่วไปการผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 4 - 5 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะถูกดมยาสลบหรือให้ยาชาเข้าไขสันหลัง หลังจากเตรียมทำความสะอาด แพทย์จะสวนสายยางที่ท่อปัสสาวะ เริ่มสร้างช่องคลอดใหม่โดยกรีดผิวหนังระหว่างถุงอัณฑะและรูทวารหนัก จากนั้นจะเลาะโพรงเข้าไปจนถึงใกล้กับเยื่อบุช่องท้อง องคชาติและท่อปัสสาวะจะถูกตัดให้สั้น โดยเก็บผิวหนังที่หุ้มไว้ เลาะเอาอัณฑะออก หลังจากนั้นผิวหนังของอัณฑะและองคชาติจะถูกดันเข้าไปในช่องคลอดที่เลาะไว้ ถ้าผิวหนังไม่พอก็จะหาผิวหนังจากบริเวณขามาเสริม ผิวหนังโดยรอบจะเย็บปิดพร้อมกับเจาะรูท่อปัสสาวะและตุ่มคริตอริส ส่วนผิวหนังภายนอกจะถูกเย็บแต่งเป็นกลีบปากช่องคลอด แล้วจึงใส่ผ้าก๊อซเข้าไปในช่องคลอดเพื่อกันไม่ให้โพรงตีบแคบ
สำหรับแผลผ่าตัดจะหายภายใน 7-14 วัน และอาจจะต้องนอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 7 วันผลแทรกซ้อนที่พบบ่อยสุดคือ การตีบแคบของช่องคลอด การป้องกันคือต้องมีการขยายช่องคลอดโดยตัวผู้ป่วยเองอีกเป็นเวลา 3-6 เดือน ผลแทรกซ้อนอื่นอาจมีคือ เลือดคั่ง ติดเชื้อ เกิดทางต่อระหว่างช่องคลอดกับปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่การผ่าตัดแปลงเพศหญิงเป็นชาย
มีขั้นตอนยุ่งยากมากกว่า แบ่งออกได้เป็น
1. ตัดเต้านม
2. ตัดอวัยวะสืบพันธุ์ภายใน
3. ตัดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกร่วมกับสร้างอวัยวะเพศชาย
ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่ต้องการมีลักษณะเป็นเพศชายอาจจะทำแค่ตัดเต้านมหรืออวัยวะสืบพันธุ์ภายใน คือ รังไข่และมดลูกออกก็พึงพอใจแล้ว แต่ถ้าต้องการสร้างอวัยวะเพศชาย ขั้นตอนการผ่าตัดก็คือ เลาะเอาเยื่อบุช่องคลอดออก หลังจากนั้นจะสร้างท่อปัสสาวะจากเยื่อบุช่องคลอดร่วมกับการสร้างองคชาติโดยการใช้ผิวหนังจากโคนขาหรือผิวหนังหน้าท้องก็ได้ การผ่าตัดนี้ไม่ยุ่งยากมากนัก แต่จะมีแผลเป็นบริเวณใกล้เคียงกันค่อนข้างมาก ถ้าใช้เนื้อเยื่อที่อยู่ไกลไป เช่น ใช้เนื้อจากแขนหรือต้นขาก็จะได้รูปร่างขององคชาติและท่อปัสสาวะที่ดีกว่า แต่การผ่าตัดจะใช้เวลานานขึ้น การใช้เนื้อเยื่อทั้ง 2 อย่างนี้อาจจะร่วมกับการใส่วัสดุเสริมทำให้องคชาติที่สร้างมีความแข็งแรงมากขึ้น การสร้างอัณฑะจะใช้ผิวหนังจากกลีบปากช่องคลอดร่วมกับการใส่วัสดุเทียมด้านในก็จะได้ผลดี ผลแทรกซ้อนที่พบบ่อย คือ การโผล่ของแกนที่ใส่เข้าไป และการตีบแคบของท่อปัสสาวะ
แต่ไม่ว่าจะพยายามเปลี่ยนลักษณะไปเป็นเพศใดก็ตาม การรักษาต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดจากความคิดที่ยังไม่ชัดเจน การรักษาจะมีประโยชน์แก่ผู้ที่มีความต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ด้วยความมั่นใจมากขึ้น.

ตกขาวคันในสตรี

ตกขาวนับเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสตรี เพราะนอกจากสร้างความเหนอะหนะแล้ว ยังนำมาซึ่งอาการคันที่ช่องคลอดด้วย คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าตกขาวมาจากไหนตกขาว เป็นกันทุกคนหรือ
ผู้หญิงทุกคนต้องมีตกขาวครับ ช่วงเป็นเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นช่วงเริ่มมีประจำเดือน ตกขาวจะมากขึ้นและมีปริมาณที่พอเหมาะจนถึงวัยสูงอายุซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณลดลงจนแทบไม่มีอีกครั้ง ตกขาวที่ปกติ สร้างมาจากต่อมที่ปากช่องคลอดและปากมดลูก รวมทั้งยังสร้างมาจากผนังช่องคลอดด้วย ตกขาวจากแหล่งต่างๆ จะมารวมกันในช่องคลอดเพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น หล่อลื่นช่องคลอด ช่วยขับสิ่งแปลกปลอม ฆ่าเชื้อโรคที่เข้าไปในช่องคลอด และปรับสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอดให้สมดุลเชื้อรา …ปัญหาของตกขาวคัน
เชื้อรา คือเชื้อโรคชนิดหนึ่ง มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Candida albicans เชื้อโรคตัวนี้อยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วไป แต่ชอบสภาพสิ่งแวดล้อมที่ร้อนชื้นเป็นพิเศษ ช่องคลอดของคนเราเป็นอวัยวะที่ชื้นอยู่แล้วเพราะมีตกขาวอย่างที่ว่า ส่วนเรื่องร้อนนั้นขึ้นกับหลายปัจจัยคือ
• สภาพอากาศของบ้านเราที่ค่อนข้างร้อนจนถึงร้อนมาก
• ใส่เสื้อผ้าที่อบมาก
• สภาพร่างกายที่อ้วนมาก บางคนแค่ยืนเฉยๆ ขาก็มาชนกันแล้วทำให้ช่องคลอดถูกอบอยู่ตลอดเวลา
สภาพเหล่านี้แหละที่เชื้อราชอบมาก เหตุนี้จึงทำให้ผู้หญิงไทยเรามีการติดเชื้อราในช่องคลอดกันง่ายมาก บางทีอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ก็ยังเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้ ผิดกับผู้หญิงในเมืองหนาวที่มีการติดเชื้อราน้อยกว่าซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะรายที่เป็นโรคเบาหวาน หรือเป็นโรคที่ต้องกินยากดภูมิต้านทานบางอย่าง เหล่านี้ทำให้เชื้อราชอบมากเช่นกัน อาการติดเชื้อราในช่องคลอด มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่มีการติดเชื้อราโดยไม่มีอาการอะไรเลย ที่รู้ว่ามีเชื้อราก็เพราะเผอิญไปตรวจภายในด้วยเหตุอื่น เช่น ไปตรวจภายในประจำปีหรือตรวจเนื้องอกมดลูก ผู้หญิงกลุ่มนี้อาจไม่จำเป็นต้องให้การรักษาอะไรก็ได้ เพราะเชื้อราที่ไม่ก่ออาการพวกนี้ ส่วนมากก็จะถูกตกขาวขับทิ้งออกไปจากร่างกายได้เอง
แต่มีผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่เมื่อได้รับเชื้อราเข้าไปในช่องคลอด มันจะเจริญเติบโตต่อไป ในระยะแรกจะมีรูปร่างคล้ายดอกเห็ด (blastospore) ซึ่งยังไม่ทำให้เกิดอาการอะไร แต่ถ้าไม่ได้รับยารักษา เชื้อราจะเจริญต่อไปกลายรูปร่างเป็นสายยาวๆ (mycelia) ซึ่งสามารถแทรกเข้าไปในผนังช่องคลอดได้ ถึงขั้นนี้จะเริ่มมีอาการคัน บางคนอาจทนเอาเพราะอายที่จะไปตรวจภายใน แต่พอทิ้งไว้ไม่นานอาการคันกลับมากขึ้นจนทนไม่ไหว เลยเลิกอายรีบไปหาหมอเพื่อตรวจภายในก็มี นอกจากคันแล้วลักษณะของตกขาวที่มีก็จะเปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยเป็นมูกใสๆ หรือขาวขุ่นๆ ก็จะกลายเป็นคล้ายนมที่เด็กอวกออกมา (curd) แต่ของบางคนมีลักษณะคล้ายแป้งก็มีรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเชื้อราในช่องคลอด
แค่เอาตกขาวที่มีเชื้อรามาส่องกล้องจุลทรรศน์ดูก็บอกได้แล้ว สำหรับคุณหมอที่ผ่านการตรวจภายในผู้หญิงเป็นเวลานานๆ ส่วนใหญ่แค่ดูตกขาวโดยไม่ต้องส่องกล้องก็บอกได้ว่าเป็นเชื้อรารักษาอย่างไรดี
การติดเชื้อราในช่องคลอดสามารถรักษาหายได้ด้วยยา แต่ยานั้นมีทั้งกิน เหน็บช่องคลอด และชนิดครีมทาในช่องคลอด ซึ่งทุกชนิดยังแบ่งย่อยออกไปอีก เช่น ยาเหน็บอาจมีชนิดเหน็บครั้งเดียวและเม็ดเดียวเลิก หรือเหน็บวันละเม็ดแต่ต้องเหน็บ 3 - 5 วัน เป็นต้น จึงขอเตือนว่าการจะใช้ยาอย่างไรดี ควรปรึกษาคุณหมอที่รักษาดีกว่า ขืนไปกินหรือเหน็บยามั่วไปเรื่อยอาจทำให้ไม่หายและอาจมีโรคอื่นแทรกซ้อนตามมาได้ โรคนี้มีอันตรายไหม
“โรคนี้มีอันตรายไหม” เป็นคำถามยอดฮิต บางคนกลัวว่าถ้าเป็นตกขาวบ่อยๆ จะทำให้เป็นมะเร็ง คุณแม่ที่ตั้งครรภ์กลัวว่าจะทำให้ลูกพิการ ไม่เป็นอย่างที่คิดครับ โรคนี้ไม่มีอันตรายเช่นนั้น เพียงแต่ทำให้คุณทรมานจากอาการคันเท่านั้นเอง ยิ่งถ้าไปเกามันมาก ๆ อาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อตามมา ก็ยิ่งทรมานเพิ่มขึ้นอีก ป้องกันไม่ให้เป็นได้ไหม
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เชื้อราชอบอากาศร้อนชื้น ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคนี้ ก็อย่าสร้างสภาพแวดล้อมของร่างกาย ให้เชื้อรามีความรักใคร่ชอบพอจนอยากอยู่ด้วยก็แล้วกัน เช่น
• อย่าใส่เสื้อผ้าที่คับ อึดอัด
• อย่าปล่อยให้บริเวณช่องคลอดชื้นแฉะ
• เวลารู้สึกร้อนหรือเหนอะหนะบริเวณปากช่องคลอด ควรทำความสะอาดเช็ดให้แห้ง
• อย่าเอาผ้าอนามัยแผ่นเล็กๆ เช่น แคร์ฟรีปิดปากช่องคลอด เพราะจะยิ่งอบให้มันร้อนมากขึ้น
• และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ อย่าอ้วน เป็นข้อแนะนำที่พูดง่าย แต่ทำยากใช่ไหมครับ

ออกกำลังสมอง ต้านอัลไซเมอร์

ความกังวลของลูกหลานที่มีต่อคุณตา คุณยาย หรือผู้สูงอายุที่บ้านมักมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคที่สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้นอย่างอัลไซเมอร์
อัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อม (DEMENTIA ) ชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากสารหลั่งในสมองที่เกี่ยวกับความจำลดลงและมีการตายของเซลล์สมองพบว่ามีสารผิดปกติ อมัยลอยด์ในสมองผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลงจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย ในช่วง 8 -10 ปี หลังจากเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการสมองเสื่อมรุนแรงยิ่งขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติแม้กระทั่งการแปรงฟัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไป แต่อาจพบในผู้ที่อายุน้อยกว่าก็ได้ซึ่งมักจะมีประวัติสมองเสื่อมในครอบครัวด้วย โรคนี้ต่างจากอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ตรงที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากเพียงแต่ประคับประคองไม่ให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว การดูแลรักษาประคับประคอง เช่น การบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง และรักษาจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด เข้าร่วมสังคมสม่ำเสมอ
และที่สำคัญคือ ออกกำลังสมอง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงาน ไม่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น การออกกำลังสมอง
การออกกำลังสมอง หรือนิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ (Neurobics Exercise) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยไม่ให้สมองเสื่อมเร็วกว่าวัย ทั้งนี้การออกกำลังสมองเปรียบได้กับการออกกำลังของร่างกายที่จะต้องเคลื่อนไหวเพื่อใช้กล้ามเนื้อหลาย ๆ ส่วนให้ทำงานเชื่อมโยงกัน ส่งผลให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ดังนั้นการออกกำลังสมองจึงเป็นเสมือนการฝึกให้สมองส่วนต่าง ๆ มีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กัน ทำให้ระบบการทำงานของสมองแข็งแรงและมีพลังขึ้น เพราะเมื่อฝึกออกกำลังสมองบ่อย ๆ สมองจะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า นิวโรโทรฟินส์ เปรียบเหมือน “อาหารสมอง” ที่ทำให้เซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “เดนไดรต์” ที่เชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโตและเซลล์สมองแข็งแรง
เมื่อเซลล์สมองส่วนใหญ่แข็งแรง ก็จะทำให้เกิด “พุทธิปัญญา” อันหมายถึง ความจำ สมาธิ การรับรู้ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสดงออกรวมไปถึง “การทำงานของสมองระดับสูง” คือ การคิด แก้ปัญหา หรือการตัดสินใจ และการวางแผนที่ดีขึ้น ทำให้การทำงานของสมองยังคงประสิทธิภาพดี แข็งแรง และชะลอความเสื่อม เรียกง่าย ๆ ว่า “สมองแข็งแรง” เหมือนการออกกำลังให้ร่างกายนั่นเอง
สำหรับหลักการออกกำลังสมองนั้น สามารถทำโดยส่งเสริมให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การได้ยิน มองเห็น การได้กลิ่น ลิ้มรส และการสัมผัส ได้ทำงานประสานเชื่อมโยงกับความพึงพอใจ หรือที่เกี่ยวข้องกับ “อารมณ์” (Emotional Sense) ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน โดยใช้กิจกรรมในชีวิตประจำวันเดิมของเราเป็นตัวช่วย เพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการไปจากเดิม
ยกตัวอย่างเช่น มีการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง 2 ข้าง ทำงานประสานกัน เช่น การพรวนดิน การเย็บผ้า เนื่องจากพฤติกรรมและการรับรู้ต่าง ๆ เกิดจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองซีกซ้ายและขวา การใช้มือข้างขวา สมองด้านซ้ายซึ่งบังคับมือขวาจะได้รับการกระตุ้น ขณะที่สมองด้านขวาบังคับการทำงานมือซ้าย ดังนั้นเมื่อเราฝึกทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้ร่างกายซีกซ้ายและขวาทำงานเข้าด้วยกัน ก็เท่ากับช่วยให้สมองทั้งสองซีกได้รับการกระตุ้นและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย
การออกกำลังสมองนั้น สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าอยู่บ้านสามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ที่บ้านได้ เช่น ในขณะฟังเพลงอาจหลับตา เพื่อจะได้มีสมาธิจดจ่อกับดนตรีได้ดีขึ้น การปั้นตุ๊กตาด้วยดินน้ำมัน หรือประดิษฐ์ดอกไม้จากแป้ง ก็จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทางผิวหนังให้ได้รับรู้มากขึ้น
ในระหว่างเดินทางก็ฝึกสมองได้ อย่างเมื่อต้องขับรถไปทำงานทุกวันก็ลองเปลี่ยนเส้นทางที่ใช้อยู่เดิมบ้าง อาจเป็นเส้นทางใหม่ที่รู้อยู่แล้ว หรือเส้นทางทดลองขับก็ได้ เพราะทั้งวิวทิวทัศน์ กลิ่น และเสียงของเส้นทางใหม่จะช่วยกระตุ้นทั้งสมองชั้นนอกและฮิปโปแคมปัสให้สร้างแผนที่เส้นทางชุดใหม่ขึ้นในสมอง หรืออาจเปลี่ยนวิธีการเดินทางบ้าง เช่น จากที่เคยขับรถก็อาจนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้ามาทำงานแทน ส่วนความเคยชินที่เปิดแอร์ระหว่างขับรถทุกวันก็ลองเปิดกระจกขับรถบ้าง แต่ก็ควรเลือกเส้นทางที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อเชื่อมโยงประสาทรับกลิ่นและเสียงภายนอกให้ทำงานประสานกันมากขึ้น
ขณะทำงานก็อาจฝึกสมองไปด้วย เช่น เมื่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยคุยด้วย เพื่อเติมข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับสมอง ทั้งการจำลักษณะใบหน้า เสียงพูดหรืออุปนิสัยส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานคนนั้น หรืออาจจะชวนเพื่อนร่วมงานถกเถียง อภิปรายหรือพูดคุยในประเด็นที่ไม่เคยพูด เพื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ น่าดีใจที่คนไทยตื่นตัวกับความผิดปกติที่เกี่ยวกับความจำมากกว่าแต่ก่อน ถือเป็นเรื่องดีที่ผู้ป่วยหรือญาติจะเอาใจใส่ สังเกตอาการผิดปกติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการรักษา เพราะหากพบอาการผิดปกติเร็ว ยังไม่ร้ายแรง ก็จะสามารถรักษาได้ผลมากกว่าปล่อยทิ้งไว้นาน

สำหรับท่านที่มีผู้สูงอายุในบ้านมีปัญหาความจำเสื่อมหรือความจำบกพร่อง อยากพูดคุยปรึกษา ติดต่อเราได้ที่ คลินิกความจำ โรงพยาบาลศิริราช ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 น.
โทร. 0 2419 7101-2 ได้ทุกวันทำการค่ะ

ภูมิแพ้เด็ก ในหน้าหนาว

ปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้แนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย จากการศึกษาในเด็กนั้น โรคภูมิแพ้ถือจัดเป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับเด็กในอันดับต้น ๆ โดยเด็กหลาย ๆ คนมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้และโอกาสจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีกถ้าพ่อหรือแม่มีประวัติการเป็นภูมิแพ้มาก่อน ซึ่งโรคภูมิแพ้จะส่งผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านคุณภาพชีวิตของตัวเด็กเอง และของผู้ปกครองอีกด้วยโรคภูมิแพ้ในเด็ก แบ่งเป็น 4 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่
1. โรคแพ้อาหาร: พบได้ตั้งแต่อายุน้อย โดยอาหารที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้มากที่สุด ได้แก่ นมวัว นมถั่วเหลือง ถั่วลิสง แป้งสาลี ไข่ และอาหารทะเล
2. โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้: เป็นโรคที่มีอาการผื่นคันบริเวณผิวหนัง โดยตำแหน่งของผื่นมักขึ้นอยู่กับช่วงอายุ
- ระยะเด็กเล็ก ผื่นมักจะพบที่แก้ม หน้าผาก หนังศีรษะ ข้อศอก หัวเข่า
- ระยะเด็กโต พบผื่นที่บริเวณข้อพับแขน ขา ข้อเท้า รวมถึงมือและเท้า
- ระยะผู้ใหญ่ พบผื่นที่ข้อพับ หน้า คอ มือและเท้า* ผู้ป่วยจะมีผื่นคันมากขึ้นเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น ซึ่งโดยทั่วไปในเด็กเล็กสิ่งที่กระตุ้น คือ “อาหารที่แพ้”
3. โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้: ผู้ป่วยจะมีอาการจาม คันจมูก น้ำมูกไหล และแน่นจมูก โดยส่วนใหญ่มักจะมีอาการมากในช่วงเช้าหรือเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้
4. โรคหอบหืด: ถ้าเป็นไม่มาก อาจเริ่มมีอาการไอในช่วงกลางคืน เหนื่อยง่าย ออกกำลังกายแล้วเหนื่อย และถ้ายิ่งได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น สารก่อภูมิแพ้ หรือสารระคายเคืองต่าง ๆ จะทำให้มีอาการหอบหืด หายใจเสียงดังวี้ด ๆ* โดยทั่วไปเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดใดชนิดหนึ่งจะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นร่วมด้วยในช่วงอากาศหนาว ๆ อย่างนี้ จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการภูมิแพ้ต่าง ๆ จะกำเริบซะแล้ว....มีวิธีสังเกตดังนี้
- อาการแพ้ทางผิวหนัง ผิวจะแห้งมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการคัน เด็กจะเกาจนส่งผลให้ผื่นลุกลามมากขึ้น
- จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จะเป็นหวัดมากขึ้น มีอาการจาม น้ำมูกไหล คันจมูกและคัดจมูก ซึ่งอาการเหล่านี้พบได้ในเด็กที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว และหากติดเชื้อซ้ำเติมก็จะทำให้มีอาการเพิ่มมากขึ้น จนอาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ไซนัสอักเสบ หูอักเสบได้
- โรคหอบหืด นอกจากจะเป็นหวัดง่าย และกระตุ้นให้เกิดอาการหอบแล้ว ในกลุ่มที่มีอาการหอบสัมพันธ์กับการออกกำลังกาย จะมีอาการได้ง่ายขึ้นในช่วงอากาศเย็นด้วย อาการที่สังเกตได้ คือ ไอช่วงกลางคืน หรือไอภายหลังจากออกกำลังกาย บางครั้งอาจหายใจมีเสียงวี้ด ๆ และมีอาการหอบโรคภูมิแพ้ทุกชนิดเราป้องกันไม่ให้อาการมากขึ้นในฤดูหนาว โดย.....
1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้โดยเฉพาะกลุ่มเชื้อรา โดยปิดหน้าต่างเมื่อมีลมแรง หมั่นกำจัดใบไม้ร่วงที่ทับถมบนพื้น รวมถึงเศษหญ้าชื้นแฉะในสนามทั่วไป และควรสวมใส่หน้ากาก ถ้าต้องทำกิจกรรมที่เสี่ยงกับการฟุ้งกระจายของเชื้อรา เช่น กวาดใบไม้หรือดูดฝุ่น ส่วนผู้ที่แพ้สารก่อภูมิแพ้ชนนิดอื่น ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่แพ้อย่างเคร่งครัด
2. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการหวัด โดยพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลให้ร่างกายอบอุ่น
3. ควรใช้ยาควบคุมอาการเป็นประจำและสม่ำเสมอ ไม่ควรขาดยาในช่วงนี้ สำหรับการดูแลเฉพาะโรคนั้นอาจมีเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ได้แก่
3.1 โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ควรดูแลไม่ให้ผิวแห้ง โดยหมั่นทาโลชั่นทุกวัน เช้า-เย็น
3.2 โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ถ้าเริ่มมีน้ำมูกควรล้างจมูกทุกวัน เพื่อลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ และยังเป็นการช่วยให้น้ำมูกไม่สะสมในจมูก
3.3 โรคหอบหืด ก่อนออกกำลังกาย ควรมีการอบอุ่นร่างกายก่อนเสมอ และในรายที่มีอาการหอบในช่วงออกกำลังกาย อาจป้องกันโดยใช้ยาพ่นขยายหลอดลม ก่อนออกกำลังกาย ประมาณ 15-30 นาที และควรพกยาขยายหลอดลมติดตัวเสมอ*ที่สำคัญ ผู้ป่วยภูมิแพ้ทุกชนิด หากสังเกตว่าร่างกายเริ่มมีอาการผิดปกติมากขึ้น ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนจริงหรือไม่ เด็กภูมิแพ้ทุกชนิด ควรหลีกไกล “ตุ๊กตาขนปุย”?

โดยทั่วไป สารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้นั้น พบว่า “ไรฝุ่น” เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยที่สุดในเด็กไทย มีผลการวินิจฉัยพบว่าไรฝุ่นมักจะเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส จึงทำให้พบไรฝุ่นตามที่นอน หมอน ผ้าห่ม รวมถึงตุ๊กตาที่อยู่บนเตียงนอน ถึงแม้ว่ายังไม่เคยมีการศึกษาว่าตุ๊กตาขนปุยจะมีไรฝุ่นสะสมมากกว่าตุ๊กตาจากผ้าชนิดอื่น ๆ หรือไม่ แต่การที่มีขนปุยนั้น ก็น่าจะเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่นได้ง่ายกว่า และทางที่ดีที่สุด คือ ผู้ที่แพ้ไรฝุ่น ควรหลีกเลี่ยงตุ๊กตาทุกชนิด
อย่างไรก็ตาม โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่จำเป็นต้องมีความเข้าใจในตัวโรค และมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรักษานอกจากจะเป็นการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังจะต้องกำจัดสิ่งกระตุ้น รวมถึงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมอาการของโรคได้ และยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าลูกมีอาการภูมิแพ้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งจะเป็นผลดีกับลูกน้อยมากยิ่งขึ้น เพราะจะได้หาวิธีป้องกัน ซึ่งจะช่วยลดการขาดเรียนและการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลบ่อย ๆ ของคุณหนู ๆ ได้ นอกจากนั้นยังช่วยลดการลางานของคุณพ่อคุณแม่เอง

บุคลิกภาพสมวัย

บุคลิกภาพเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากพฤติกรรมและการแสดงอารมณ์ เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมและปรับเปลี่ยนขัดเกลาได้โดยสิ่งแวดล้อม แม้บุคลิกภาพจะมีลักษณะแตกต่างไปในแต่ละบุคคล แต่ในที่นี้จะพูดถึงลักษณะโดยรวมอย่างกว้างๆของบุคลิกภาพที่เหมาะสม ซึ่งคำว่าเหมาะสมก็กินความหมายได้หลากหลายและอาจต่างกันสำหรับแต่ละคน
ในฐานะจิตแพทย์ ความเหมาะสมที่คลอบคลุมที่สุดน่าจะหมายถึง บุคลิกภาพที่สามารถทำให้ตนเองและคนรอบข้างมีความสุข โดยจัดการกับปัญหาหรืออุปสรรคที่ผ่านเข้ามาได้เป็นส่วนใหญ่ เพราะคงไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบ ไม่เคยทุกข์หรือขัดแย้งกับคนอื่นเลย
เนื่องจากปัจจัยด้านชีวภาพเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในที่นี้จึงเน้นถึงบุคลิกภาพในส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะนำไปปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเองหรือบุตรหลาน
อย่างไรก็ตามผู้ที่มีบุตรหลานควรระลึกไว้เสมอว่ามีปัจจัยด้านชีวภาพ ซึ่งเป็นผลจากพันธุกรรมทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างทั้งรูปร่างหน้าตา สติปัญญา และนิสัยใจคอ ฉะนั้นการเลี้ยงดูที่ดีจึงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อบุคลิกภาพ และไม่แปลกเลยที่พี่น้องที่ถูกเลี้ยงมาอย่างเดียวกัน จะมีนิสัยที่แตกต่างกัน แต่สำหรับผู้ที่เป็นผู้ใหญ่หรืออายุเกิน 18 ปีแล้ว บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้จะสามารถทำได้ก็ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก ฉะนั้นการคิดเปลี่ยนบุคลิกนิสัยของคนรอบข้างที่เป็นผู้ใหญ่จึงเป็นไปได้ยากกว่าเด็ก เว้นแต่ตัวเขาจะต้องการเปลี่ยนแปลง
เมื่อร่างกายคนเราเติบโตขึ้น สมองพัฒนาขึ้นตามวัย ความคิดก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไป การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรง เช่น คำชมหรือตำหนิ และทางอ้อม โดยสังเกตคนรอบข้างหรือค่านิยมของสังคมก็จะมีผลต่อบุคลิกภาพด้วย มีนักจิตวิทยาหลายท่านได้กล่าวถึงบุคลิกภาพที่เหมาะสม แต่ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการดัดแปลงจากทฤษฎีของ Erikson ซึ่งได้กล่าวถึงทุกช่วงอายุ ดังนี้
1.แรกเกิด - 1 ปี
ช่วงนี้เด็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การมีชีวิตรอดต้องอาศัยผู้อื่น การพัฒนาบุคลิกที่เหมาะสมคือเรียนรู้ที่จะไว้ใจ แล้วเด็กจะรู้สึกมั่นคงได้ ซึ่งการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กมั่นใจว่าความต้องการของเขาจะได้รับการตอบสนอง (แม้จะไม่ใช่ทันที) จะมีผลต่อพัฒนาการนี้
2.1 - 3 ปี
ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กจะพยายามเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เช่นเดิน ควบคุมการขับถ่าย และ กินอาหาร ซึ่งบางครั้งเด็กอาจถูกมองว่าเริ่มดื้อ ผู้ใหญ่ควรส่งเสริมให้เด็กได้ทำอะไรเองและชื่นชม ไม่ควบคุมดูแลมากเกินไป
3.3 - 5 ปี
เด็กจะมีพัฒนาการมากขึ้นทั้งด้านการทำงานของกล้ามเนื้อและสติปัญญา จึงมักริเริ่มทำกิจกรรมต่างๆมากขึ้น และอยากรู้อยากลอง รวมทั้งมีจินตนาการต่างๆ ในบางรายอาจค้นพบการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองโดยบังเอิญและปราศจากเจตนาด้านเพศสัมพันธ์ การกำหนดขอบเขตที่เหมาะสม ไม่เข้มงวดเกินไป จะทำให้การพัฒนาบุคลิกภาพเป็นไปด้วยดี
4.6 - 11 ปี
ในวัยนี้เด็กจะเริ่มเข้าโรงเรียนและพยายามทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้สำเร็จ ซึ่งถ้าทำได้หรือได้รับการชื่นชมก็จะเกิดความมั่นใจและภูมิใจในตนเอง การชื่นชมและให้กำลังใจจึงมีความสำคัญ
5.11ปี – สิ้นสุดวัยรุ่น
ช่วงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงมาก บุคลิกภาพควรจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นจนเป็นลักษณะเฉพาะตัว จะเริ่มรู้ว่าตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ต้องการมีอนาคตอย่างไร มีค่านิยม มาตรฐาน และกฎเกณฑ์ต่างๆของตน ซึ่งกว่าจะได้มาถึงจุดนี้ก็ต้องผ่านการลองผิดลองถูก ทดลองสิ่งใหม่ๆ ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่วัยรุ่นอาจดูสับสนและเปลี่ยนความสนใจบ่อยๆ การมีตัวอย่างที่ดีจะช่วยในการพัฒนาบุคลิกภาพช่วงนี้
6.21- 40 ปี
ในวัยผู้ใหญ่คนเราควรสามารถมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคู่ชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ วัยนี้จะเปลี่ยนจากความสัมพันธ์แบบพึ่งพาในวัยเด็กมาเป็นแบบที่ต่างให้และรับ โดยคำนึงถึงผู้อื่นมากขึ้น มีความมั่นใจในตนเองและความสามารถในการทำงาน
7.40-65 ปี
วัยกลางคนเป็นช่วงที่ควรจะมีชีวิตที่มั่นคงพอควรแล้ว เป็นวัยที่ควรมีความสุขกับการได้ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังซึ่งอาจเป็นลูกหลานหรือคนอื่นที่อ่อนวัยกว่า สุขใจที่ได้เห็นพัฒนาการของเขาเหล่านั้น ภูมิใจกับความสำเร็จของตนและพอใจกับการได้ให้อะไรกับสังคม
8. 65 ปีขึ้นไป
เมื่อผ่านถึงวัยนี้แล้วความพอใจกับชีวิตที่ผ่านมาและรู้สึกว่าตนมีคุณค่า ก็จะปราศจากความกลัวว่าจะต้องจากโลกนี้ไป และได้เตรียมพร้อมที่จะยอมรับความเสื่อมของร่างกาย
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงขอบเขตกว้างๆของบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับแต่ละวัย ซึ่งในรายละเอียดอื่นๆ ย่อมจะมีความแตกต่างกันไป

อาหาร 10 อย่างที่ควรมีไว้ในตู้เย็น

- น้ำเปล่า"น้ำ" ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต ช่วยทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นไม่อย่างปกติ ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดี หัวใจทำงานปกติและมีประสิทธิภาพแข็งแรงขึ้น รวมทั้งช่วยให้การขับถ่ายของเสียทำงานได้ดี ที่สำคัญยังช่วยให้ผิวชุ่มชื่น โดยน้ำที่เหมาะแก่การดื่มคือน้ำอุณหภูมิปกติ

- ผัก"ผัก" ถือเป็นอาหารที่มีคุณค่ามาก เพราะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ อาทิ วิตามิน เกลือแร่ อยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในผักยังมี "ใยพืช" (Fiber) ซึ่งช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ท้องไม่ผูก ป้องกันโรคริดสีดวงทวาร โรคมะเร็งลำไส้

- ไข่ไก่"ไข่ไก่" เพราะในไข่ไก่มีทั้งโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย 9 ชนิด ทั้งยังมีวิตามินกับเกลือแร่อีกหลาย ชนิด เช่น วิตามินเอ , บี, ดี และ อี ธาตุเหล็ก , สังกะสี, ซีลีเนียม และไอโอดีน ส่วนใครที่เคยเชื่อมาผิด ๆ ว่าทานไข่แล้วจะเสี่ยงกับความอ้วนนั้น คุณเข้าใจผิด เพราะโคเลสเตอรอลในไข่แดงมีประมาณ 230 มิลลิกรัมต่อฟอง ซึ่งนับว่าปลอดภัยกว่าการกินเนย แป้ง น้ำตาล และเนื้อสัตว์ติดมันมาก

- นม"นม" ในที่นี้จะเป็นประเภทใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นนมวัว นมถั่วเหลือง หรือนมเปรี้ยว เพราะทุกประเภทล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเราต้องอ่านฉลากข้างกล่องหรือขวดให้ดีก่อนจะซื้อมาเก็บไว้ในตู้ เย็น เพราะในนมแต่ละยี่ห้อแต่ละสูตรก็จะมีปริมาณน้ำนมและสารปรุงแต่งไม่เท่ากัน สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาในเรื่องระบบย่อยอาหารคุณควรดื่มนมวัว เพราะในนมวัวมีแคลเซียมและโปรตีนซึ่งมีความสมบูรณ์ของกรดอะมิโนดีกว่าโปรตีน จากถั่วเหลือง

- เนื้อปลา"เนื้อปลา" เพราะโปรตีนจากเนื้อปลามีไขมันต่ำ ย่อยง่าย และมีสาอาหาร คือ กรดโอเมก้า 3 ซึ่งมีกรด DHA และกรด EPA โดย DHA จะช่วยบำรุงเซลล์สมอง เซลล์ประสาท และเรตินาในดวงตา ส่วนกรด EPA ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอล และลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในร่างกาย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

- ผลไม้รสเปรี้ยวผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม , มะม่วง,ฝรั่ง, กีวี่ ,ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพราะผลไม้ประเภทนี้จะมีวิตามินซีสูง (แถมยังปลอดภัยจากความอ้วนกว่าผลไม้รสหวานที่มีน้ำตาลมาก) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรค ช่วยลดระดับไขมันที่จะไปพอกพูนเส้นเลือดในร่างกายแล้วทำให้หลอดเลือดอุดตัน ทั้งยังช่วยควบคุมโคเลสเตอรอล และป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ที่สำคัญวิตามินซีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุของการเสื่อมของร่างกายอีกด้วย

- โยเกิร์ต"โยเกิร์ต" มีวิตามิน ได้แก่ วิตามิน เอ, บี1, บี2, บี3, บี6, บี12, ดี, อี มีกรดที่ช่วยในการดูดซึมโปรตีน แคลเซียมและเหล็กเข้าสู่ร่างกาย ช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร และระบบการขับถ่าย ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยบำรุงผิวพรรณ แต่ก่อนซื้อต้องอ่านฉลากให้ดีก่อนว่าในโยเกิร์ตรสและยี่ห้อนั้น ๆ มีส่วนประกอบและคุณค่าทางอาหารอะไรบ้าง แนะนำว่าโยเกิร์ตธรรมชาติที่มีน้ำตาลน้อยดีที่สุด

- แอปเปิ้ลแอปเปิ้ลมีสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด อาทิ สารเบตาแคโรทีน วิตามินซี นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยมาก ซึ่งจะทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น และถ้าอยากได้คุณค่าเต็มเปี่ยมแนะนำให้ทานแอปเปิ้ลทั้งเปลือก เพราะเปลือกของแอปเปิ้ลแดง 1 ผลนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่ากับวิตามินซี 820 มิลลิกรัม

- ถั่ว"ถั่ว" ถือเป็นโปรตีนจากพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้โปรตีนจากเนื้อสัตว์เชียว ดังนั้นคนที่อยู่ในช่วงทานเจหรือมังสวิรัติแต่ไม่อยากให้ร่างกายขาดโปรตีน ถั่วจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด และที่สำคัญถั่วยังอุดมไปด้วยวิตามินที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของผิวหนัง ผม การควบคุมความดันโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ไขมันไม่อิ่มตัวในถั่วจะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล

- ธัญพืช"ธัญพืช" จำพวกข้าวโพด , ลูกเดือย ,งา ,ข่าวฟ่าง,เมล็ดทานตะวัน, จมูกข้าว, รำจ้าว (ชนิดที่อบกรอบพร้อมทาน) ติดตู้เย็นไว้จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาได้มากทั้งยังดีต่อสุขภาพ โดยในธัญพืชจะมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ต้องใช้เวลาในการย่อย ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทำเกิดเป็นโรคเบาหวานตามมาในภายหลัง (ต่างจากแป้งขัดขาวซึ่งน้ำตาลจะถูกย่อยเร็ว) นอกจากนี้ธัญพืชยังเปี่ยมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และไฟเบอร์รู้อย่างนี้แล้ว ลองหาอาหารแต่ละชนิดมาติดไว้ในตู้เย็น เพื่อสุขภาพที่ดี

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2552

รู้ทันและป้องกันมะเร็ง

เคล็ดวิธี 13 ประการ ทำตัวให้เป็นที่พิสมัยของ “มะเร็ง” เหมาะสำหรับผู้อยากเป็นมะเร็ง และไม่อยากเป็นมะเร็งว่า กันว่าคนที่มีธาตุจิตหรือภูมิธรรมใกล้เคียงกันจะดึงดูดกันให้อยู่ด้วยกัน ได้ เช่นคนธาตุดีก็จะอยู่สบายกับคนธาตุดีด้วยกัน หรือคนที่นิยมอบายก็มักจะถูกความชั่ว, อบายมุขหรือสถานที่อโคจรทั้งหลายดึงดูดง่าย คล้ายกับเป็นแม่เหล็กต่างขั้วกันที่จะดึงดูดกันด้วยแรงมหาศาล ถ้าเราปล่อยตัวเข้าไปบ่อยๆจากแรงดูดธรรมดาที่ไม่ค่อยมีกำลังก็จะกลายเป็น “พันธะ” ถาวรได้ทำให้ไม่อาจหลุดจากบ่วงโซ่ชั่วร้ายนั้น

ดังจะเห็นว่าบุคคลเมื่อทำผิดครั้งหนึ่งแล้วมักจะมีครั้งที่สองหรือสาม ที่เรียกว่าทำผิดซ้ำซาก แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไปเพราะถ้าได้เข้าใจถึงกฏแรงดึงดูดแห่งธาตุจิตที่เหมือน กันแล้วก็จะพาตัวออกมาฝ่ากฎได้ หรือในกรณีที่บุคคลมีธาตุจิตไม่เหมือนกันที่เรียกว่าภูมิธรรมต่างก็นั้นก็จะ เป็นธรรมดาที่จะอาศัยอยู่ด้วยกันไม่ได้ยืดยาว ด้วยพูดกันไปเดี๋ยวก็ขัดใจกัน จึงเป็นเหตุให้เตียงหักพักรักคืนของหมั้นกันอยู่วุ่นวายดังที่เห็นสำหรับมะเร็งก็เช่นเดียวกันครับ

มะเร็งนี้เป็นธาตุที่ไม่ดีลักษณะนิสัยมันคล้ายสัตว์ประเภทกินเนื้อ โดยดูจากที่เวลามันฝังอยู่ในร่างกายคนมันก็จะพยายามสร้างท่อกลวงสูบเลือดสูบ เนื้อจากกายเราเข้าไปเลี้ยง ดังนั้นถ้าธาตุของมะเร็งเป็นสัตว์กินเนื้อชอบของสดคาว ถ้าเราจะบำรุงมันให้ถูกธาตุก็คือกินเนื้อสัตว์เข้าไปมากๆ โดยเฉพาะเนื้อแดงเช่นเนื้อหมู เนื้อวัว และให้ของทอดของชุ่มน้ำมันแก่มันเพื่อมันจะได้เอาไปสร้างพลังงานให้ก้อนใหญ่ โตขึ้นและขยายสาขาย่อยกระจายไปอวัยวะอื่นในร่างกายเราได้เร็วขึ้น ดังนั้นจึงพบได้ว่าบุคคลที่พิสมัยเนื้อสัตว์ ร่างอ้วนใหญ่ ไม่พักผ่อนและก่อความเครียดอยู่เป็นประจำนี้จึงเป็นเสมือน “เนื้อคู่” ที่ชิดเชื้อกับมะเร็งยิ่งกว่าเป็นโซลเมทเสียอีก ครั้นเมื่อมะเร็งโปรดปรานแล้วมันก็จะอยู่นานในร่างกายเราเพราะจากเริ่มแรก แค่แรงดึงดูดระหว่างธาตุมะเร็งกับธาตุกายเรา ต่อมาก็จะกลายเป็น “พันธะ” ถาวรเป็นรูปธรรมเลยทีเดียว

เป็นต้นว่ามีหลอดเลือดเชื่อมระหว่างมะเร็งกับร่างกาย มีก้านสวยต่อยาวออกมาเป็นมะเร็งทางไกล เหล่านี้ซึ่งไม่น่าจะมีใครพิสมัยเป็นแน่ ถ้า ท่านยังไม่อยากสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในกายประเภทสวนลอยแห่งมะเร็งไว้แข่งกับบา บิโลนก็ขอให้เลี่ยงวิถีที่จะเปลี่ยนกายให้เป็นแม่เหล็กดูดมะเร็งชั้นดีจนมี การสร้างพันธะผูกพันระหว่างมันกับกายเท่าน โดยขอให้เลี่ยงพฤติกรรมที่มะเร็งโปรดทั้งหลายต่อไปนี้ครับ
1) นอนดึก ทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนั้นยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่นได้เช่น ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูงและโรคอ้วนด้วยว่าเมื่อนอนดึกแล้วมักจะหิวและต้องหาของขบเคี้ยวมา กินแก้ปากว่างกัน
2) คึกสูบบุหรี่และขี้เหล้า ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก แม้จะสูบซิการ์ซึ่งมีนิโคตินต่ำกว่าบุหรี่ก็ตามที หรือดื่มเหล้าแบบกลั่นอย่างดีของฝรั่ง แต่ตัวมันเองก็สร้าง “สนิมมะเร็ง” ออกมาไม่น้อย ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็งครับ
3) เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะ ใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่ มันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือเลือดอัน สมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ตัวเราจึงผอมเอาๆตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไวไม่มีลิมิตชีวิตหดหู่แน่
4) แฝงด้วยเครียดจัด จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็วราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น
5) ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย ดังที่กล่าวไปว่าถ้าภูมิดีก็มีพลังต้านมะเร็งได้ตั้งแต่ในเซลล์แรกที่อุตริ เกิดขึ้นมา ด้วยตามปกติในกายเราก็มีเซลล์แบบมะเร็งนี้เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆทุกวัน วานอยู่แล้ว ถ้าไม่มีภูมิที่ดีนี้เราคงได้เห็นเด็กเล็กเริ่มเป็นมะเร็งกันพร้อมๆกับการ หัดพูดแล้ว สำหรับในคนที่ภูมิไม่ดีไม่มีการออกกำลัง พักผ่อนน้อย โดยเฉพาะในผู้อายุมากที่ภูมิต่ำก็จะได้มะเร็งแถมเข้ามาในชีวิตทันที ดังนั้นถ้าเคยมีประวัติไวรัสตับอักเสบบีแล้วก็ต้องพยายามเสริมภูมิต้านโรค ไว้ให้รู้สึกอยู่เสมอว่าเรามีระเบิดเวลาในกายจะได้ไม่ประมาทครับ
6) ปล่อยกายให้อ้วน สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย
7) ล้วนขาดวิตามิน ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไปก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา กินของร้อนจัดไป เช่นซดชาร้อนหรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น
8) ทำให้โคเลสเตอรอลลดต่ำ พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดีครับ มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา
9) ทำกลั้นปัสสาวะ น้ำปัสสาวะเป็นของเสียยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมันก็ไม่ต่างอะไร กับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เราก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้
10) ปะทะเค็มจัด พบว่าสิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวกเนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย
11) ประวัติมะเร็งในครอบครัว มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ เช่นมะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆแล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมาครับ
12) ตัวตากแดดบ่อย แสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนหมด ครับ เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
13) ไม่ค่อยช่วยใคร ถ้าพูดให้ง่ายเข้าคือเห็นแก่ตัวและไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้วเรามักไม่ค่อยได้นึก ถึงตัวเองนักและเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ “อยาก” อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี “สารสุข” หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้วครับด้วยวิถีแห่งการมี “ไลฟสไตล์มรณะ” ทั้ง 13 ประการดังที่ได้กล่าวไปก็จะทำให้ได้มะเร็งมาเป็นเจ้าของอย่างง่ายดายตามเท รนด์ใหม่ในปัจจุบันนี้ที่ผู้บริหารใหญ่ๆ ทั้งหลายมักเป็นกันไม่ทันได้ใช้เงินที่สู้อุตส่าห์หามาเก็บไว้ ไม่ค่อยยอมใช้นอกจากจะไม่ใช่เงินของตัว บุคคลประเภทที่แม้จะทำบุญก็ยังขอใช้เงินหลวงเพื่อเอาหน้า อย่างนี้แม้คนทั่วไปจะชื่นชม แต่ลึกๆในใจตัวเองจะไม่ยินดีสักเท่าไรจึงไม่มีสารสุขออกมาเติมเสริมภูมิต้าน มะเร็งได้ แถมด้วยคนเหล่านี้มักมีชีวิตที่แช่อยู่ในกองอัตตาด้วยความเต็มใจ ไม่อยากแม้จะขยับกายพาใจเข้าหาฝั่งที่แห้งกว่าหาอัตตาได้น้อย มิหนำซ้ำยังปล่อยตัวให้กระแสอัตตาพาดูดลงลึกขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยิ่งอึดอัดแต่ก็หลงคิดไปว่าเป็นความสบายเลยปล่อยลมหายใจที่อดกลั้นไว้ ออกมาจนหมดปอด กว่าจะรู้ตัวตอนถึงก้นบ่อก็ไม่เหลืออากาศไว้ให้หายใจยามต้องกลับขึ้นเหนือ น้ำเสียแล้วการระวังภัยจากมะเร็งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าชะล่าใจหลงไปอยู่ในชีวิตคิด“สุขนิยม” จมไปด้วยวัตถุ, อาหารรสโอชา หาเงินได้เท่าไรก็ปรนเปรอกายด้วยการนอนดึกและหาสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ตอนแรกก็จะดูเหมือนสบายแต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไม่มีแรงที่จะต่อสู้กับมะเร็ง ร้ายที่กัดกินตัวไปทั่วแล้ว ได้แต่มองตาปริบด้วยความสลดใจว่าไม่น่าชะล่าใจหลงสร้างกายให้เป็นรังใหญ่ของ มะเร็งน่าเซ็งเป็ดนี้เลย แค่เตือนใจเอาไว้ว่าอย่าใช้ชีวิตแบบสบายจนเกินไปสร้างธาตุให้มะเร็งชอบโดย การทำตามบัญญัติทั้ง 13 ข้อนี้ นอกจากจะทำให้ท่านไม่มีอะไรเป็นที่น่าพิสมัยของมะเร็งแล้วโรคร้ายในภายหน้า ก็จะไม่มาย่างกรายหายห่วงได้ครับ
เรื่องโดย : นพ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์
อายุรวัฒน์นานาชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์
drkrisda@gmail.com

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

นวดเพื่อสุขภาพ

รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิชภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู

1.ความเป็นมาของการนวดแผนโบราณตอบ การนวดอาจกล่าวได้ว่าเป็นการรักษาอาการปวดวิธีแรกที่มนุษย์เรารู้จัดตังแต่โบราณกาล เป็นวิธีทางธรรมชาติที่เกิดจากการเรียนรู้ เช่น ปวดตรงไหนก็ถู บีบนวดตรงนั้น ต่อมามีการสั่งสมประสบการณ์จนเป็นศาสตร์หนึ่งในการรักษา สำหรับการนวดแผนไทย หรือบางครั้งเรียกนวดแผนโบราณ มีบันทึกตั้งแต่สมัยสุโขทัย มาเจริญรุ่งเรืองมากสมัยอยุธยา แล้วจืดจางลงเมื่อแพทย์แผนใหม่เข้ามาสู่ประเทศของเรา ปัจจุบันกลับได้รับความนิยมอย่างมากอีกครั้งเนื่องจากสรรพคุณที่ปรากฏให้เห็น ที่น่าประหลาด คือ คนที่เห็นคุณค่ากลับเป็นคนต่างชาติ

2. การนวดแบ่งออกเป็นกี่ประเภทตอบ การนวดแบ่งตามสรรพคุณออกเป็น 3 อย่าง คือ นวดเพื่อสนุขภาพ นวดเพื่อการบำบัดรักษาและนวดเพื่อการฟื้นฟูสรรถภาพ นอกจากนี้การนวดแผนโบราณยังแบ่งออกได้ตามกรรมวิธีการนวดเป็น 2 อย่างใหญ่ๆ คือ นวดเชลยศักดิ์ และนวดราชสำนัก บางแห่งแบ่งนวดฝ่าเท้าออกมาต่างหาก

3. การนวดกับการจับเส้นแตกต่างกันหรือไม่อย่างไรตอบ การจับเส้นเป็นอันเดียวกับการนวดแบบเชลยศักดิ์ เช่น นวดรักษาอาการปวดเมื่อย ที่เรียกว่าเส้นจม

4. ปัญหาสุขภาพใดบ้างที่สามารถใช้การนวดเป็นการบำบัดรักษาตอบ ถ้านวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพก็นวดได้ทุกคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะการนวดสามารถกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกายทำให้กระปี๋กระเปร่า ผ่อนคลาย นอนหลับสบาย ถานวดเพื่อการบำบัดรักษา จะมีประโยชน์มากในกลุ่มอาการปวด โดยเฉพาะปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดคอ ปวดคอ โรคเครียด โรคนอนไม่หลับ

5.การนวดมีข้อห้าม ข้อควรระวังในกรณีใดบ้างหรือไม่ตอบ การนวดมีข้อห้าม ข้อควรระวังที่ต้องให้ความสนใจ ได้แก่
- ในระยะที่มีไข้ไม่ควรนวดเพราะกล้ามเนื้อยอกระบบได้ง่าย
- ปวดข้อและกล้ามเนื้อที่อยู่ในระบบเฉียบพลัน เช่น มีอาการปวดมาก บวม แดงร้อนของข้อ ให้หลีกเลี่ยงจนกว่าอาการจะทุเลาก่อน
- ผู้ที่มีภาวะข้อหลวมหรือเคลื่อน เช่น ผู้ป่วยไขข้อรูมาตอยด์ ผู้ที่มีกระดูกสันหลังเคลื่อน ไหล่หลวม ควรหลีกเลี่ยงการบีบนวดบริเวณนั้น บริเวณใกล้เคียงสามารถนวดแต่ต้องให้ความระมัดระวังโดยไม่นวดรุนแรงและหลีกเลี่ยงการดัด
- บริเวณที่กระดูกหักยังไม่ติดสนิท เพราะความแข็งแรงอาจจะยังไม่เพียงพอต่อแรงนวด
- บริเวณที่ใส่ข้อเทียมควรหลีกเลี่ยงการนวดที่รุนแรง- สตรีตั้งครรภ์ไม่นวดที่ท้อง- ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง
- ผู้ที่มีภาวะผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด เพราะอาจทำให้เลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำ หรือเป็นก้อนเลือดในกล้ามเนื้อได้แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เคยนวดไทยมาก่อน นวดครั้งรกๆ หรือผู้ที่กล้าๆ กลัวๆไม่แน่ใจ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งไม่ผ่อนคลายขณะถูกนวด มักจะเกิดอาการปวดยอกระบบกล้ามเนื้อได้ อาการต่างๆเหล่านี้มักจะหายไปใน 2 - 3 วัน หลังจากนั้นจะกลับรู้ยึกสบายหายปวดเมื่อย แต่ถ้าอาการยังมากควรปรึกษาแพทย์


6. องค์ประกอบที่สำคัญในการนวดที่มีประสิทธิอะไรบ้างภาพ และความปลอดภัยจะต้องประกอบไปด้วย
อะไรบ้างตอบ ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับความรู้ของผู้นวด ผู้นวดจะต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานทางกายวิภาคและวินิจฉัยโรคหรือภาวะต่างๆที่เป็นข้อห้ามหรือข้อควรระวัง อาจจะดูได้จากหลังสูตรหรือใบประกาศที่ผู้นวดได้ผ่านการอบรมมา ตลอดจนสถานบัน ส่วนประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความชำนาญของผู้นวด ผู้ที่มีประสบการณ์การนวดเวลานวดจะให้ความรู้สึกที่นิ่งดูนุ่มนวลถึงแม้จะหนัก สามารถทราบได้ว่าควรใช้แรงนวดหนักเบาต่างกัน ในแต่ละราย ผู้ที่ชำนาญในการนวดจะมีผลงานการนวดดีมาก เรียกฝีมือดี ตามศัพย์พื้นบ้านว่ารสมือเด็ด นอกจากนี้ยังขึ้นกับสถานที่ ควรเป็นสถานที่ที่สะอาดและบรรยากาศผ่อนคลาย

7. การนวดในบ้างครั้งเห็นมีการใช้น้ำมัน ครีม มีความจำเป็นมากน้อยเพียงไรตอบ การนวดด้วยครีม เป็นการเสริมความลื่นทำให้นวดไล้ไปตามลำตัว กล้ามเนื้อได้ง่ายขึ้น แต่ความแรงหรือน้ำหนักจะควบคุมลำบาก ส่วนการนวดด้วยน้ำมัน หมายถึง น้ำมันหอมระเหย เรียกว่า หรือ สุคนธบำบัด เป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยที่เชื่อว่าผลในการบำบัดรักษาโดยการสูดกลิ่นหรือซึมผ่านทางผิวนัง น้ำมันระเหยแต่ละชนิดมีสรรพคุณต่างกัน เช่น น้ำมันเซจช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย น้ำมันกุหลาบลดอาการเครียดกระตุ้นอารรณืโรแมนติก เป็นต้น การนวดน้ำมันจะต้องเปลืองผ้าหมด เป็นที่นิยมในสปาทั่วไปแต่ราคาค่อนข้างแพง ผลใกล้เคียงกัน เพราะนวดน้ำมันหลายแห่ง ก็คือ การนวดแผนไทยที่ดัดแปลงมา

8.การนวดต้องนวดบ่อยมากเพียงไรตอบ ไม่มีหลักตายตัว แต่โดยทั่วไปถ้านวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพอาทิตย์ละครั้ง หรือ สองอาทิตย์ครั้ง ถ้านวดเพื่อรักษาอาการปวดเมื่อยควรนวดวันเว้นวัน เมื่ออาการทุเลาก็ทิ้งช่วงห่างขั้น จนอาการหายก็หยุดนวด ในกรณีนี้ไม่ควรนวดทุกวันเพราะต้องการให้กล้ามเนื้อได้พัก

9. ทราบว่าทางภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทย์ฯ จะเปิดนวดแผนไทยให้บริการอยากให้ช่วยแนะนำแก่ผู้สนใจตอบ เราเห็นถึงความสำคัญและผลประโยชน์ของการนวดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการนวดเพื่อสงเสริมสุขภาพ ผ่อนคลายความเครียด นวดบำบัดอาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดคอ ปวดหัว นับว่าเป็นการรักษาทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่นิยมการทายยารักษาอาการปวด จึงเปิดบริการนวดไทยขึ้น ที่
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ตึกศรีสังวาลย์ โรงพยาบาลศิริราช
โดยมีอาจารย์หมอเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ผอ. กองแพทย์แผนไทย
กระทรวงสาธารณสุข และอาจารย์ปรีดา ตั้งตรงจิตร ผอ. การแพทย์แผนไทยวัดพระเชตุพนธ์
หรือ วัดโพธิเป็นที่ปรึกษา
การให้บริการเราคำนึงถึงความปลอดภัย จึงขอให้มีการตรวจสุขภาพเบื้องต้น
โดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูก่อนในครั้งแรก ตอนนี้อยู่ในระหว่างเริ่มดำเนินการ
ให้บริการทุกวันพฤหสับดี ผู้สนใจสามารถสอบถามติดต่อสอบถาม คุณญาณณี วงศรานุชิต
ได้ที่หมายเลข 0-24197504 หรือ 0-24111098

10. ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการตอบ การนวดมีประโยชน์มากต่อสุขภาพ แต่ควรพิจารณาถึงผู้นวดและข้อควรระวัง แต่ที่อยากแนะนำ คือ ควรมีการออกกำลังร่วมด้วย เพราะจะทำให้สุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น

หอบหืด

โรคหอบหืด หรือโรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ (asthma) เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย
ประมาณร้อยละ 10-15 ของประชากร พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จากการสำรวจพบว่าอุบัติ
การณ์ของโรคนี้ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าแต่ก่อนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรคนี้เกิด
จากเยื่อบุหลอดลมมีความไวผิดปกติ ทำให้เกิดอาการ ไอ หอบเหนื่อย หายใจขัด แน่น
หน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบากหรือหายใจเร็ว โดยเฉพาะตอนกลางคืน ตอนเช้ามืด
หรือขณะออกกำลังกาย หรือขณะเป็นไข้หวัด สาเหตุเชื่อว่า เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม
และสิ่งแวดล้อม


อาการของโรคหอบหืดจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ด้อยกว่าคนปกติทั่วไป เช่น ทำให้
ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, ทำให้เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่, ไม่สามารถทำกิจวัตร
ประจำวัน หรือเล่นกีฬาได้ตามปกติ เด็กอาจเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ หรือมีพัฒนาการ
เรียนรู้ที่ช้าได้ นอกจากนั้นการที่ไม่ได้รักษาโรคนี้อย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน
ตามมา เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือเสียชีวิตได้จากสมองขาดออกซิเจน การให้การรักษา
โรคนี้อย่างถูกต้อง นอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแล้ว ยังสามารถป้องกันโรคแทรก
ซ้อนดังกล่าวได้ด้วย


ผู้ป่วยโรคหอบหืด มักพบว่ามีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วยถึงร้อยละ 50-85
เมื่อผู้ป่วยมีอาการทางจมูกมากขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบมากขึ้นได้ และในทางตรงกัน
ข้าม ถ้าได้ควบคุมอาการของโรคจมูกได้ดี ก็จะทำให้อาการหอบหืดน้อยลงด้วย

การรักษาโรคหอบหืด มีขั้นตอนในการรักษา 4 ขั้นตอน คือ
1. การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่แพ้ หรือกระตุ้นทำให้เกิด
อาการ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการรักษาและป้องกันที่สาเหตุ โดยพยายาม
ดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์และแข็งแรงอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้
ครบทุกประเภท รวมทั้งผักและผลไม้ ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้
เพียงพอ และรักษาสุขภาพจิตให้สดชื่น แจ่มใส พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้สัมผัสกับสิ่งที่
กระตุ้นทำให้เกิดอาการ นอกจากนั้นควรกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ หรือ
สารกระตุ้นให้เกิดอาการที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด และควรหลีกเลี่ยง
สารระคายเคืองต่างๆ หรือปัจจัยชักนำบางอย่าง ที่จะทำให้อาการของโรคมากขึ้น เช่น ฝุ่น,
ควันบุหรี่, ควันจากท่อไอเสียรถยนต์, ควันธูป, กลิ่นฉุนหรือแรง, อากาศที่เย็นหรือร้อนเกินไป,
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงการอดนอน,
การดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ จะเห็นได้ว่าการรักษาโรคหอบหืดแท้ที่จริงแล้วเป็นการปรับ
เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงสิ่งที่คิดว่าจะทำให้เกิดอาการนั่นเอง

2. การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยารับประทาน, ยาสูด หรือพ่นคอ เพื่อปรับความไวของ
หลอดลม หรือช่วยขยายหลอดลม ซึ่งมีความจำเป็นในระยะแรก แต่ยาเป็นเพียงการรักษา
ปลายเหตุ เมื่อสามารถดูแลตนเอง ออกกำลังกายและควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ความจำ
เป็นในการใช้ยาก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติของจมูก เช่น มีการอักเสบของ
โพรงจมูก (เช่นเป็นหวัด) หรือไซนัส ควรให้การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้
อาการของโรคหอบหืดแย่ลงได้

3. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหอบ
เข้าไปในร่างกายทีละน้อย แล้วค่อยๆเพิ่มจำนวน เพื่อให้สร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ วิธีนี้
จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก ไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา หรือไม่สามารถทนผล
ข้างเคียงของยาได้ หรือผู้ที่มีโรคภูมิแพ้หลายชนิดร่วมด้วย เช่น มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ วิธีนี้จะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง ถ้าได้ผลดี อาจต้องฉีด
ต่อเนื่องไปอีก 3-5 ปี


โดยสรุป….. โรคหอบหืดนั้น สามารถรักษาให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้ สามารถใช้ชีวิตได้
เหมือนบุคคลปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ทั้งนี้การรักษามิได้ขึ้นอยู่กับการใช้ยาเพียง
อย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องของผู้ป่วยด้วย

โรคแพ้อากาศ

อาจารย์นายแพทย์อนัญญ์ เพฑวณิชภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
นิยามของโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายเราต่อสารที่ได้รับเข้าไป เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยงในบ้าน วัชพืช หรือเชื้อรา เป็นต้น ลักษณะใดถึงเรียกว่าโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้อาจมีอาการได้หลายอย่างแม้ว่าอาการจะดูต่างกัน แต่ก็มีกระบวนการเกิดแบบเดียวกัน ได้แก่
- จมูกอักเสบเนื่องจากการแพ้หรือโรคแพ้อากาศ โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คัดจมูก จาม คันจมูก น้ำมูกไหล น้ำมูกไหลลงคอ อาการดังกล่าวอาจเกิดตามฤดูกาลในช่วงที่มีเกสรดอกไม้มาก ๆ ซึ่งพบได้น้อย หรืออาจมีอาการตลอดทั้งปีก็ได้
- เยื่อบุตาอักเสบเนื่องจากการแพ้ โดยจะมีอาการคันรอบ ๆ ตา หนังตาด้านในแดง น้ำตาไหล หนังตาบวม
- ผื่นแพ้พันธุกรรม มีอาการคือ ผิวหนังบริเวณข้อศอก หัวเข่าและข้อพับต่าง ๆ มีลักษณะแดง แห้งและคัน มักพบมากในเด็กเล็ก
- ผื่นลมพิษ ผิวหนังมีลักษณะคัน บวม นูนหนา
- อาการแพ้เฉียบพลัน มีอาการหน้าแดง เยื่อบุจมูกบวม คัด เกิดการบวมของเนื้อเยื่ออ่อนใต้ผิวหนัง มีผื่นลมพิษ คลื่นไส้อาเจียน หายใจมีเสียงวี๊ด ถ้าเป็นมากอาจมีความดันตก เป็นอันตรายถึงชีวิตอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่าแพ้อากาศได้อย่างไร

ผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวของเยื่อบุจมูก คือจมูกจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ปรับตัวไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนหรือเย็น ความชื้นของอากาศตลอดจนกลิ่นฉุนสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ จึงมักเรียกกันว่า โรคแพ้อากาศ โรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย พบประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งผู้ป่วยประมาณร้อยละ 70 จะมีอาการก่อนอายุ 30 ปี

จะทราบได้อย่างไรว่ามีปัญหาเรื่องการแพ้อากาศ ลักษณะอาการที่ผิดปกติ
ผู้ป่วยจะมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก ชอบขยี้จมูกจนเกิดรอยบริเวณสันจมูก มีเสมหะในคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย และอาจพบอาการคันตา แสบตา น้ำมูกไหล คันหู หูอื้อได้ ผู้ป่วยมักมีอาการดังกล่าวเวลาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และความชื้นในอากาศการเป็นหวัดบ่อยเป็นลักษณะของโรคแพ้อากาศใช่หรือไม่

โรคแพ้อากาศจะต่างจากไข้หวัด กล่าวคือ อาการของไข้หวัดจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ช่วงแรกจะใส ต่อมาจะข้น ระยะเวลาเป็นนาน 3-10 วัน มีไข้หรือไม่มีก็ได้ มีจามบ้างโดยไม่มีอาการคันจมูก ส่วนโรคแพ้อากาศจะมีอาการคันจมูก ร่วมกับน้ำมูกใส ๆ มีอาการคันตา น้ำตาไหล ไม่มีไข้ ซึ่งส่วนมากมักจะมีอาการมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป

ความสำคัญในการพบแพทย์ หรือเมื่อใดควรมาพบแพทย์
ควรพบแพทย์เมื่ออาการเข้าได้กับโรคแพ้อากาศดังที่กล่าวมาแล้ว หรือไม่แน่ใจว่าเป็นโรคแพ้อากาศหรือไม่ เมื่อไปพบแพทย์นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว การตรวจที่ช่วยยืนยันว่าเป็นโรคแพ้อากาศหรือไม่ และแพ้อะไรบ้าง คือการทดสอบทางผิวหนังและการตรวจเลือด ซึ่งผลการตรวจเลือดมีค่าใช้จ่ายสู และไม่ทราบผลทันที ปัจจุบันนิยมใช้การตรวจทางผิวหนังเป็นหลัก สามารถช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจมีภาวะแทรกซ้อน คือ โรคไซนัสอักเสบ โรคริดสีดวงจมูก และโรคหอบหืด เป็นต้นการรักษาในปัจจุบันมีกี่วิธี หลักการรักษาในปัจจุบันจะมี 3 ลักษณะ คือ- การกำจัดและหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้และการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
- การรักษาด้วยยากินและยาพ่นจมูก
- การฉีดวัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้

สำหรับระยะเวลาในการรักษาไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ขึ้นอยู่กับว่าสามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้มากน้อยแค่ไหน หากจำเป็นต้องใช้ยาพ่นจมูก ซึ่งสามารถช่วยลดอาการได้ โดยส่วนมากใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน หรือฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ใช้เวลา 3-5 ปีแล้วแต่บุคคล โรคแพ้อากาศสามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นอีก ขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย

วิธีการป้องกัน
การป้องกันต้องอาศัยความร่วมมือทั้งผู้ป่วยและแพทย์ในการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ การดูแลตนเองของผู้ป่วยและดูแลสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมจะช่วยทำให้อาการของโรคทุเลาลงมากจนไม่มีอาการเลย ผู้ที่เป็นโรคแพ้อากาศสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติและอยู่ร่วมในสิ่งแวดล้อมเดียวกับผู้อื่นได้ ถ้าสามารถปฏิบัติตัวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

การรักษาโรคภูมิแพ้ 2

2. การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยารับประทาน, ยาพ่นจมูก, ยาทาผิวหนัง, ยาสูด หรือพ่นคอ, ยาหยอดตา ซึ่งมีความจำเป็นในระยะแรก เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองต่างๆได้ 100% อย่างไรก็ตาม ยาเป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ เมื่อสามารถดูแลตนเอง และควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ความจำเป็นในการใช้ยาก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและไม่ควรซื้อยามาใช้เอง ยาบางชนิดที่แพทย์สั่งให้ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนชนิด หรือขนาดของยา แล้วแต่การตอบสนองต่อการรักษา จึงควรมาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการใช้ยาสูงสุด และเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุดในกรณีที่ผู้ป่วยจะเดินทาง ควรเตรียมยาชนิดต่างๆที่รักษาอาการโรคภูมิแพ้ของตนให้พร้อม เช่น ยาแก้แพ้, ยาแก้อาการคัดจมูก, ยารักษาไข้หวัด, ยาขยายหลอดลม, ยาทาผิวหนังอักเสบ, โลชั่นปรับผิว ลดการระคายเคืองและโลชั่นบำรุงผิวป้องกันผิวแห้ง ในกรณีที่มีอาการกำเริบจะได้มียาไว้ใช้ในการรักษาหรือบรรเทาอาการ ผู้มีอาการมากหรือมีอาการเป็นประจำควรปรึกษาแพทย์เพื่อควบคุมอาการให้ดีก่อนเดินทาง 1-2 สัปดาห์ และระหว่างเดินทางก็ควรใช้ยาให้ต่อเนื่องตามที่แพทย์แนะนำ และควรมีบันทึกของแพทย์ติดตัวอยู่ตลอดว่าเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดใด มีอาการอะไรบ้าง ในกรณีฉุกเฉินเกิดอาการแพ้ขึ้น จะให้การรักษาอย่างไร

3. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (allergen immunotherapy) เป็นการรักษา โดยฉีดสารก่อภูมิแพ้ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เข้าไปในร่างกายทีละน้อย แล้วค่อยๆเพิ่มจำนวน เพื่อให้สร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ วิธีนี้จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก ไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา หรือไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาได้ หรือผู้ที่มีโรคภูมิแพ้หลายชนิดร่วมด้วย วิธีนี้จะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง ถ้าได้ผลดี อาจต้องฉีดต่อเนื่องไปอีก 3-5 ปี

4. การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกไหล ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีโรคบางอย่างร่วมด้วย เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด เยื่อบุจมูกบวมมากผิดปกติ ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ ซึ่งไม่ดีขึ้นหลังให้การรักษาด้วยยา

โดยสรุป….. โรคภูมิแพ้นั้น สามารถรักษาให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้ สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนบุคคลปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้โดยปราศจากโรคแทรกซ้อน ทั้งนี้การรักษามิได้ขึ้นอยู่กับการใช้ยาเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องของผู้ป่วยด้วย

การรักษาโรคภูมิแพ้ 1

การรักษาโรคภูมิแพ้ มีขั้นตอนในการรักษา 4 ขั้นตอน คือ
1. การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่แพ้ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการรักษาและป้องกันที่สาเหตุ โดยพยายามดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์และแข็งแรงอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท รวมทั้งผักและผลไม้ ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาสุขภาพจิตให้สดชื่น แจ่มใส เพราะถ้ามีอาการเครียด เศร้า โกรธ หรือกังวล อาจทำให้อาการของโรคมากขึ้นได้ พยายามอยู่ห่างจากผู้ที่ไม่สบายทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน เนื่องจากอาจรับเชื้อโรค ทำให้มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ และเมื่อมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด ไซนัสอักเสบ ฟันผุ คอหรือต่อมทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อที่ตา, ผิวหนัง หรือระบบทางเดินอาหาร ควรรีบไปหาแพทย์ เพื่อให้การรักษาเสียแต่เนิ่นๆ เพราะจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้กำเริบหรือแย่ลงไปได้ ควรดูแลสุขภาพของฟันและช่องปากให้ดี โดยไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้สัมผัสกับสิ่งที่แพ้ อาจใช้วิธีสังเกตว่า สัมผัสกับอะไร อยู่ในสิ่งแวดล้อมใดหรือรับประทานอะไรแล้วมีอาการ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้น นอกจากนั้นควรกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด แม้ว่าสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกบ้าน เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่สิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายในบ้านโดยเฉพาะห้องนอน เราสามารถควบคุมได้ เช่น
- ทำความสะอาดบ้าน โดยเฉพาะ ห้องนอน ห้องทำงาน รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์, พัดลม, เครื่องปรับอากาศ โดยใช้เครื่องดูดฝุ่น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แล้วถูด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ไม่ควรใช้ไม้กวาดหรือที่ปัดฝุ่น เพราะจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายมากขึ้น ถ้าจำเป็นต้องทำความสะอาดเอง ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น ขณะทำความสะอาดด้วย นอกจากนั้นควรล้างแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศทุก 2 สัปดาห์
- ควรใช้เตียงที่ไม่มีขา ขอบเตียงควรแนบชิดกับพื้นห้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นขังอยู่ใต้เตียง
- ควรนำที่นอน หมอน ผ้าห่ม มุ้ง ผ้าคลุมเตียง มาตากแดดจัดๆ ทุกสัปดาห์ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที แสงแดดจะฆ่าตัวไรฝุ่นให้ลดจำนวนลงได้
- ควรซักทำความสะอาด ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มุ้ง ผ้าห่ม ผ้าคลุมเตียง ผ้าม่าน อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ถ้าสามารถซักในน้ำร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 30 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้งได้ก็ยิ่งดี เพราะจะช่วยฆ่าตัวไรฝุ่นที่อาศัยอยู่ได้
- ควรใช้หมอน หมอนข้าง ที่นอน ที่ทำด้วยใยสังเคราะห์ หรือฟองน้ำ ไม่ควรใช้ชนิดที่มีนุ่น, ขนเป็ด, ขนไก่ หรือขนนก อยู่ภายใน ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรหุ้มพลาสติกหรือผ้าไวนิลก่อนสวมปลอกหมอนหรือคลุมเตียง เพื่อไม่ให้มีการฟุ้งกระจายของฝุ่น หรืออาจใช้ผ้าคลุมที่นอน ปลอกหมอน ที่ทำจากผ้าหุ้มกันไรฝุ่นร่วมด้วย แล้วจึงปูผ้าปูที่นอนและใส่ปลอกหมอน ผ้าหุ้มกันไรฝุ่นชนิดพิเศษนี้ควรซักด้วยน้ำธรรมดาทุก 2 สัปดาห์ ผ้าห่มควรเลือกชนิดที่ทำด้วยใยสังเคราะห์ หรือผ้าแพร หลีกเลี่ยงชนิดที่ทำด้วยขนสัตว์ ผ้าฝ้าย หรือผ้าสำลี
- ควรจัดห้องนอนให้โล่ง และมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นที่สุด และไม่ควรใช้พรมปูพื้นห้อง พื้นควรเป็นไม้หรือกระเบื้องยาง ไม่ควรใช้พรมหรือผ้าเช็ดเท้าหน้าเตียง ไม่ควรมีกองหนังสือ หรือ กระดาษเก่าๆ ควรเก็บหนังสือและเสื้อผ้าในตู้ที่ปิดมิดชิด ไม่ควรใช้เฟอร์นิเจอร์ชนิดที่เป็นเบาะหุ้มผ้า ควรทำพลาสติกหุ้มหรือใช้ชนิดที่เป็นหนังแท้ หรือหนังเทียม หรือเป็นไม้ ไม่ควรมีของเล่นสำหรับเด็กที่มีนุ่น หรือเศษผ้าอยู่ภายใน หรือ ของเล่นที่เป็นขนปุกปุย หรือทำด้วยขนสัตว์จริง เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นที่กักเก็บฝุ่นได้ ไม่ควรใช้ผ้าม่าน ควรใช้มูลี่แทนเพราะทำความสะอาดง่าย
- กำจัดแมลงสาบ มด แมลงวัน ยุง และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์เหล่านี้ เนื่องจากทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ควรให้ผู้อื่นกำจัด และทำในเวลาที่ผู้ป่วยไม่อยู่บ้าน
- ผู้ป่วยที่แพ้สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว นก หนู กระต่าย เป็ด หรือไก่ ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์ และไม่ควรนำสัตว์ดังกล่าวมาเลี้ยงไว้ในบ้าน ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ควรให้อยู่นอกบ้าน หรือถ้าจำเป็นต้องเลี้ยงในบ้าน อย่างน้อยไม่ควรให้สัตว์นั้นอยู่ในห้องนอน สัตว์ที่ผู้ป่วยสามารถเลี้ยงได้ โดยปลอดภัยคือ ปลา
- เชื้อราในอากาศก็ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ควรพยายามอย่าให้เกิดความชื้น หรือมีบริเวณอับทึบเกิดขึ้นในบ้าน โดยพยายามเปิดหน้าต่าง ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้แสงแดดส่องถึง ตู้เสื้อผ้าควรให้มีอากาศถ่ายเทพอสมควร อย่าให้มีน้ำท่วมขังอยู่นานๆ โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักๆ ตรวจและทำความสะอาดห้องน้ำ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศบ่อยๆ พยายามกำจัดแหล่งเพาะเชื้อรา เช่น ใบไม้ที่ร่วงทับถมอยู่บนพื้น เศษหญ้าที่ชื้นแฉะในสนาม ไม่ควรนำพืชที่ใส่กระถางปลูกมาไว้ภายในบ้าน เพราะดินในกระถางอาจเป็นที่เพาะเชื้อราได้ กำจัดอาหารที่เชื้อราขึ้นโดยเร็ว เมื่อเกิดมีเชื้อราขึ้นที่ใด เช่น ผนังห้องน้ำ ห้องครัว กระเบื้องปูพื้น ควรทำลายโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เช่น น้ำยาไลโซล น้ำยาฟอกผ้าขาวเช่น คลอร็อกซ์
- ละอองเกสรดอกไม้ หรือของหญ้าและวัชพืช อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ถ้าบริเวณบ้านมีสนามหญ้า ควรให้ผู้อื่นตัดหญ้า และวัชพืชในสนามบ่อยๆ เพื่อลดจำนวนละอองเกสรของมัน และไม่ควรนำต้นไม้ ดอกไม้สดหรือแห้งไว้ในบ้าน ในช่วงที่มีละอองเกสรมาก ควรปิดประตูหน้าต่าง และใช้เครื่องปรับอากาศ และทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเช้า เพราะละอองเกสรจะปลิวมากช่วงตอนเย็น
- ในรถยนต์ส่วนตัวที่ผู้ป่วยนั่ง ควรดูดฝุ่นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ไม่ควรใช้ผ้าเป็นวัสดุคลุมเบาะรองนั่ง หมั่นตรวจและทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ เพราะอาจมีเชื้อราสะสมอยู่ได้ เวลาเดินทางควรใช้เครื่องปรับอากาศเสมอ และไม่ควรเปิดหน้าต่าง นอกจากนั้นควรออกเดินทางแต่เช้ามืดและกลับตอนดึกๆ เพื่อหลีกเลี่ยงมลภาวะจากการจราจรที่คับคั่ง

การกระทำดังกล่าวข้างต้นจะสามารถบรรเทาอาการของโรคลงได้อย่างมาก นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยง สารระคายเคืองต่างๆ หรือปัจจัยชักนำบางอย่าง ที่จะทำให้อาการของโรคมากขึ้น เช่น ฝุ่น, ควันบุหรี่, ควันจากท่อไอเสียรถยนต์, มลพิษจากโรงงาน, ควันธูป, กลิ่นฉุนหรือแรง เช่น กลิ่นสีหรือน้ำหอม กลิ่นจากน้ำยาหรือสารเคมีต่างๆ อากาศที่เย็นหรือร้อนเกินไป การเปิดแอร์หรือพัดลมเป่าโดยตรง การดื่มหรืออาบน้ำเย็น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศอย่างรวดเร็ว ถ้าต้องการเปิดแอร์นอน ควรตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ถ้าใช้พัดลม ไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด ควรนอนอยู่ห่างจากเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมพอสมควร ไม่ควรเปิดแอร์หรือพัดลมจ่อ ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ เช่น ควรนอนห่มผ้า, ใช้ผ้าพันคอ หรือใส่ถุงเท้าเวลานอนด้วย ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้า หรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว ควรใส่เสื้อหนาๆ แขนยาว หรือใส่เสื้อ 2 ชั้นและกางเกงขายาวเข้านอน นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงการอดนอน การดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ อาหารบางชนิดที่แพ้โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยเป็นโรคแพ้อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ นม เนื้อสัตว์ หลีกเลี่ยงยาบางชนิดโดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืด เช่น แอสไพริน ยาแก้ปวดกระดูก ยาคลายกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยควรสังเกตว่าสารใด หรือภาวะแวดล้อมอะไร หรือการปฏิบัติอย่างไร ที่ทำให้อาการของโรคมากขึ้นจะได้พยายามหลีกเลี่ยง

โรคภูมิแพ้ 1

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย จากการสำรวจพบว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าแต่ก่อนมากและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โรคนี้เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย แล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ภายหลังเมื่อได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการ ซึ่งจะเกิดอาการเฉพาะในคนที่แพ้เท่านั้น ในคนปกติจะไม่เกิดอาการ สาเหตุเชื่อว่า เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงอาจมีคนอื่นในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วยได้ สิ่งแวดล้อมซึ่งแย่ลงเรื่อยๆ ในปัจจุบันก็เป็นปัจจัยเสริมทำให้อาการของโรคภูมิแพ้มากขึ้น

โรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น ซึ่งพยาธิสภาพนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงานมากเกินไปทำให้เยื่อบุที่อวัยวะต่างๆ มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป ทำให้เกิดการตอบสนองที่มากผิดปกติของอวัยวะนั้นๆ เช่น
- ถ้าเป็นที่ตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) ผู้ป่วยจะมีอาการคันและเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล หนังตาบวม แสบตา
- ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ ผู้ป่วยจะมีอาการจาม คันจมูก น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ คัดจมูก คันเพดานปากหรือคอ
- ถ้าเป็นที่หลอดลม เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด (asthma) ผู้ป่วยจะมีอาการ ไอ หอบเหนื่อย หายใจขัด แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบากหรือหายใจเร็ว โดยเฉพาะเวลาตอนกลางคืน ตอนเช้ามืด หรือขณะออกกำลังกาย หรือขณะเป็นไข้หวัด
- ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (atopic dermatitis) ผู้ป่วยจะมีอาการคัน มีผดผื่นตามตัว ผื่นมักแห้ง แดง มีสะเก็ดบางๆ หรือมีน้ำเหลืองแห้งกรังปกคลุมอยู่ ในเด็กเล็ก มักเป็นที่แก้ม, ก้น, หัวเข่าและข้อศอก ในเด็กโตมักเป็นที่ข้อพับของแขนและขา ในรายที่เป็นเรื้อรัง ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะหนาตัวขึ้นและมีสีคล้ำขึ้น นอกจากนั้นผิวหนังอาจเกิดการอักเสบจากการสัมผัสกับสารบางชนิดที่แพ้ได้ เช่น ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ผิวหนังอาจมีการอักเสบเป็นตุ่มนูนคัน หรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดง และคันมากที่เรียกว่า ลมพิษ ซึ่งมักจะเกิดจากการแพ้อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล หรือ แพ้แมลงกัดต่อย หรือแพ้ยา
- ถ้าเป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy) ผู้ป่วยจะมีอาการ อาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย ปากบวม ปวดท้อง ท้องอืด อาจมีอาการของระบบทางเดินหายใจ (เช่น หอบหืด, แพ้อากาศ) และผิวหนัง (เช่น ผื่นคัน, ลมพิษ) ร่วมด้วย อาหารที่เป็นสาเหตุได้บ่อย ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ผักและผลไม้บางชนิด ผงชูรส สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและสี

อาการของโรคภูมิแพ้จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้อยกว่าคนปกติทั่วไป เช่น ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, ขาดสมาธิทำให้เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่, ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน หรือเล่นกีฬาได้ตามปกติ เสียบุคลิกภาพที่ดีในการเข้าสังคม
นอกจากนั้นการที่ไม่ได้รักษาโรคนี้อย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น ไซนัสอักเสบ ผนังคอและต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบโดยเฉพาะในเด็ก ภาวะมีน้ำขังในหูชั้นกลาง การเจริญเติบโตของรูปหน้าผิดปกติในเด็กเล็ก จมูกไม่ได้กลิ่น นอนกรน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคผิวหนังติดเชื้อ หรือถ้าเป็นมากอาจมีอาการบวมที่ริมฝีปาก ลิ้น ลำคอ กล่องเสียงและหลอดลมทำให้หายใจไม่ได้ และอาจทำให้เกิดอาการช็อค (anaphylactic shock) ได้

การให้การรักษาโรคนี้อย่างถูกต้อง นอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแล้ว ยังสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้ด้วย

ทอนซิลอักเสบ

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ต่อมทอนซิล (tonsils) เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อ ประเภทต่อมน้ำเหลือง มีหน้าที่ เกี่ยวข้องกับ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ภายในต่อม มีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด ต่อมทอนซิลยังพบได้หลายตำแหน่ง ต่อมที่เราเห็น จะอยู่ด้านข้างของช่องปาก มีชื่อเรียกว่า พาลาทีนทอนซิล (palatine tonsil) นอกจากนี้ ต่อมทอนซิลยังพบได้บริเวณโคนลิ้น (lingual tonsil) และช่องหลังโพรงจมูก (adenoid tonsil)


ทอนซิลอักเสบ เป็นภาวะอักเสบของต่อมทอนซิล ผู้ป่วยที่มีทอนซิลอักเสบเฉียบพลันจะมีอาการไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ โดยเฉพาะ เวลากลืนอาหาร จะเจ็บมาก โรคทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย โรคทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน ในเด็กก่อนวัยเรียน มักจะเกิดจากเชื้อไวรัส และติดต่อกันได้ง่าย เพราะไม่รู้จัก การป้องกัน ส่วนโรคทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน ในเด็กโตและผู้ใหญ่ มักจะเกิดจาก การติดเชื้อแบคทีเรีย

การรักษาทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน: ปกติแพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บคอ ยาลดน้ำมูก หรือลดไข้ ให้ยาต้านจุลชีพ หรือยาแก้อักเสบ เพื่อกำจัดเชื้อต้นเหตุ ถ้าการอักเสบนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ในรายที่มีอาการมากๆ เช่น เจ็บคอมาก จนรับประทาน อาหาร ไม่ได้ และมีไข้สูง แพทย์จะแนะนำให้ นอนพักรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือ และยาต้านจุลชีพ ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งจะทำให้อาการทุเลา ดีขึ้น เร็วกว่า การให้ยากลับไปรับประทานที่บ้าน หากแพทย์พิจารณาว่า สาเหตุมาจากไวรัส ก็จะ ให้ยาตามอาการเท่านั้น เพราะยาต้านจุลชีพ ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน การอักเสบของต่อมทอนซิล อาจจะกระจายกว้างออกไป จนเกิดเป็นหนอง บริเวณรอบต่อมทอนซิล แล้วอาจลุกลาม ผ่านช่องคอ เข้าสู่ช่องปอด และหัวใจได้ นอกจากนั้น เชื้อแบคทีเรีย อาจเข้ากระแสเลือด แล้วกระจายไปทั่วร่างกาย ซึ่งนับเป็นภาวะที่เป็นอันตรายอย่างมาก เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

หากเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลันบ่อยๆ ต่อมทอนซิลจะโตขึ้น แล้วเปลี่ยนสภาพ เป็นแบบเรื้อรัง และอาจมีการอักเสบอย่างเฉียบพลันได้ การที่ต่อมทอนซิลโต จะทำให้เกิดร่อง หรือซอก ซึ่งเศษอาหารอาจเข้าไปตกค้างอยู่ได้ อาจทำให้เกิดการอักเสบ ยืดเยื้อออกไปโดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาตัดต่อมทอนซิลก็ต่อเมื่อ
1. เป็นภาวะต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือเกิดการอักเสบ ปีละหลาย ครั้ง หลายปีติดต่อกัน ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง เช่นต้องขาดงาน หรือขาดเรียนบ่อย
2. เมื่อต่อมทอนซิลโตมากๆ ทำให้เกิดอาการนอนกรน และ/ หรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
3. ผู้ป่วยที่มีต่อมทอนซิลโต และแพทย์สงสัยว่า อาจเป็นมะเร็งของต่อมทอนซิลโดยตรง หรือมีมะเร็ง ที่ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ แล้วหาตำแหน่งมะเร็งต้นเหตุไม่เจอ แต่แพทย์สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งที่มาจากต่อมทอนซิล
การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก ไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือของช่องปากลดลงแต่อย่างใด

โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย

ปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคมที่รุนแรงมาก ทำให้เกิดความเครียด อย่างรุนแรง และรวดเร็วแก่ทุกคน นำมาซึ่งความรู้สึกซึมเศร้า และอาจทำให้หลายคนคิดฆ่า ตัวตายได้ ทุกคนจึงควรเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน และเฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย โดยการสังเกตและ สอบถามคนที่อยู่ใกล้ชิดเสมอเมื่อสงสัยว่าเขาจะเกิดอารมณ์ซึมเศร้าหรือคิดฆ่าตัวตาย

คนที่คิดฆ่าตัวตายมักจะเกิดอารมณ์ซึมเศร้านำมาก่อน อาการอาจมีน้อย เช่น เริ่มต้นจาก อารมณ์เบื่อ ไม่สนุกสนาน ไม่ร่าเริงแจ่มใส ไม่ค่อยสนใจหรืออยากจะทำอะไรแม้แต่ กิจกรรมที่เคยชอบทำหรือเคยเพลิดเพลิน เบื่องาน หรือ เบื่อการเรียน เบื่อคนที่อยู่รอบข้าง เบื่อ โลก เบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่อยากพูดคุยกับใคร ฉุนเฉียวง่าย หงุดหงิด ง่าย กังวลง่าย ท้อแท้ เบื่ออาหาร รับประประทานอะไรไม่อร่อย ไม่มีรสชาติ น้ำหนักลดลงเร็ว นอนไม่หลับหรือหลับ ๆ ตื่นๆ หรือตื่นดึกๆ แล้วนอนหลับต่อไปไม่ได้ สมาธิความจำเสียไป การฝึกและเคลื่อนไหวช้าลง ทำงานหรือเรียนได้ช้าจนเสียงาน รู้สึกตนเองผิด ไม่มีประโยชน์ ไร้ค่า เบื่อชีวิต และคิดอยากตาย อาการเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วในเวลาเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน อาการที่เบาบางที่สุดคือการฆ่าตัวตาย
คนที่คิดอยากตายหรือมักจะฆ่าตัวตาย มักมีสัญญาณเตือนออกมาให้คนใกล้ชิดรับทราบ เช่น - การบ่นเรื่องอารมณ์เบื่อหน่าย ซึมเศร้า ท้อแท้

- การพูดถึงชีวิตในทางหมดหวัง เศร้าสร้อย
- การสงสัยในชีวิต เช่น เกิดมาทำไม คนเราทำไมถึงมีความทุกข์
- การบ่นเรื่องเบื่อชีวิต อยากตาย
- การฝากฝังลูกเมียแก่คนอื่น
- การทำพินัยกรรมในเวลาที่ยังไม่สมควร

สัญญาณเตือนเหล่านี้อย่าถือเป็นเรื่องล้อเล่น ควรเอาจริงและสงสัยว่าเขาอาจจะคิดและมี แผนที่ จะกระทำจริงๆ
เมื่อสงสัยว่าคนใกล้ตัวคิดอยากตาย ควรพูดคุยสอบถามเขาถึงเรื่องอารมณ์ซึมเศร้า ถ้ามี อารมณ์ซึมเศร้ามากๆ ก็ควรถามต่อไปถึงเรื่องความรู้สึกต่อตัวเอง ความรู้สึกผิดหรือไร้ค่า รู้สึกเป็นภาระแก่ผู้อื่น รู้สึกเบื่อชีวิตหรือไม่ ถ้ามีความรู้สึกเบื่อชีวิตด้วยก็ควรถามต่อไปว่า ความรู้สึกเบื่อชีวิตนั้นมากจนคิดอยากตายหรือไม่ ถ้าคิดอยากตายคิดถึงขนาดฆ่าตัวตาย หรือ เคยวางแผนจะกระทำหรือไม่ และมีอะไรยับยั้งเขาเอาไว้จนเขายังไม่ได้กระทำในขณะนี้

คนทั่วๆไปกลัวว่าการถามเรื่องการฆ่าตัวตาย จะเป็นการกระตุ้นหรือชักนำให้ผู้นั้นคิด กระทำ แต่ความจริงแล้ว การถามเรื่องการฆ่าตัวตาย จะช่วยให้ผู้ที่กำลังคิดจะทำอยู่แล้ว ได้ เปิดเผยเรื่องอารมณ์ซึมเศร้า และเรื่องการคิดอยากตาย เมื่อเปิดเผยแล้วความรู้สึกจะดีขึ้นจน ไม่ฆ่าตัวตาย สำหรับคนที่ไม่ได้คิดเรื่องนี้ไม่เป็นการกระตุ้นให้คิดหรือกระทำแต่อย่างใด การสอบถามกันเรื่องนี้ยังสื่อให้ผู้นั้นเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ ที่มีคนสนใจเป็นห่วงใยเอื้ออาทร เกิดความรู้สึกดีต่อสังคมและการมีชีวิตอยู่ต่อไป และเมื่อทราบว่าใครกำลังคิดทำร้ายตัวเอง หรือซึมเศร้ามาก ๆ ควรพยายามชักจูงให้เขาได้มาพบจิตแพทย์ เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษา อย่างถูกต้อง การรักษาได้ผลดีมาก บางคนหายเป็นปกติกลับไปต่อสู้ชีวิตต่อไปได้ อารมณ์ ซึมเศร้ามากๆ มักเกิดจากโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคทางอารมณ์ชนิดหนึ่งรักษาให้หายได้ด้วยยา และการพูดคุยกัน ไม่ใช่โรคจิตโรคประสาทที่น่ากลัวแต่ประการใด

สุขภาพจิตดีด้วยการปรับวิธีคิดให้เหมาะสม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
1. ฉันไม่มีคุณค่าพอที่จะรัก เพราะไม่เคยมีใครแสดงท่าทีว่ารักฉันการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม วิธีแสดงออกของความรักความห่วงใยของคนมีหลากหลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม ลองพิจารณาดูใหม่อาจจะเห็นอะไรที่ต่างไปจากเดิมก็ได้ อีกประการหนึ่งแค่เป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ถือว่ามีคุณค่าระดับหนึ่งแล้ว จงภูมิใจในตัวเองทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีใครๆก็ต้องชื่นชม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
2. เป็นหน้าที่ของฉันเท่านั้นที่จะต้องแก้ปัญหาทั้งหลายการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม ปัญหาในชีวิตประจำวันของคนเรามักเกี่ยวข้องกับคนอื่นๆด้วย อย่าคิดแทนคนอื่นว่าเขาทำไม่ได้ทำให้เราต้องรับผิดชอบทุกเรื่อง การหันหน้าเข้าหากัน ร่วมกันปรึกษาหาทางออกจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่เป็นหน้าที่คนใดคนหนึ่ง หรือคิดว่าเป็นเรื่องเสียหน้าหรือต้องเกรงใจที่จะขอความช่วยเหลือคนอื่น เพราะถ้าคิดอย่างนั้นนอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้หรือได้อย่างยากเย็นแล้วยังทำให้เหนื่อยหน่าย หมดกำลังใจและรู้สึกท้อแท้กับชีวิต

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
3. ใครๆทุกคนต้องชอบฉันการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม ไม่มีใครในโลกนี้ไม่เคยถูกนินทา ธรรมชาติของสิ่งต่างๆย่อมมีคู่กัน มีมืด มีสว่าง มีดี มีเลว มีคนชอบชมคนอื่น มีคนชอบติเตียนคนอื่น ฯ การคิดอะไรที่ฝืนธรรมชาตินอกจากจะไม่ถูกต้องแล้วยังทำให้ไม่สบายใจด้วย ทำตัวเองให้เป็นคนดีและมั่นใจตัวเองโดยไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกมีความสุขกว่าอะไรทั้งหมด เพราะไม่ต้องเหนื่อยที่ต้องเที่ยวเอาใจคนอื่นเพื่อให้เขามาชม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
4. ฉันต้องทำสิ่งต่างๆได้ดีที่สุด และต้องไม่มีการล้มเหลวเรื่องใดๆทั้งสิ้นการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม การคิดอะไรแบบสุดโต่งนอกจากจะต้องเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาแล้ว โอกาสสำเร็จก็เป็นไปได้ยากเพราะการงานหรือการดำเนินชีวิตของคนเราไม่สามารถเป็นอิสระในตัวเอง ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นหรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ข้อจำกัดเหล่านี้อาจทำให้สิ่งที่คิดไว้อย่างดีแล้วไม่เป็นไปตามแผนก็ได้

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
5. ในชีวิตนี้ฉันสามารถมีความรักได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม การจำกัดขอบเขตตัวเองในเรื่องต่างๆ หรือยึดติดกับความคิดที่ขาดความยืดหยุ่นจะทำให้เครียด และหวั่นไหวมากเมื่ออะไรไม่เป็นไปอย่างที่คิด ฉะนั้นควรเปิดใจให้กว้างสำหรับเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจะทำให้มีความสุขขึ้น กรณีของความรักก็มีหลายแบบทั้งความรักของพ่อแม่เพื่อนฝูงและความรักแบบชู้สาว ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเท่านั้นแต่มีอีกฝ่ายอยู่ด้วยเราไม่สามารถบังคับให้คนอื่นทำตามที่เราต้องการได้เสมอไป และชีวิตของคนเรายังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายไม่ใช่ว่ามีแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว อย่าเอาตัวเองไปผูกติดอยู่กับอะไรแน่นเกินไป เพราะอาจจะพลาดโอกาสดีๆอย่างอื่นก็ได้

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
6. ถ้าฉันเล่าปัญหาของฉันให้คนอื่นฟังเขาต้องหัวเราะเยาะฉันแน่ๆการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม ไม่มีใครในโลกที่ไม่มีปัญหา และแต่ละคนก็รับรู้หรือรู้สึกต่อปัญหาในระดับที่ต่างกันแม้ว่าจะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม ไม่มีใครผิดใครถูก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งจากตัวเองและพื้นฐานการที่ถูกเลี้ยงดูมา ร่วมกับมาตรฐานสังคมของตนเอง การคิดว่าเรื่องของเราเหลวไหลไร้สาระในสายตาคนอื่นเป็นสิ่งที่เราไปคิดแทนคนอื่นซึ่งความจริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ หรือถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นจริงๆก็เป็นเรื่องธรรมดา ใครๆก็เป็นได้ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่จะต้องเกรงกลัวหรืออับอาย

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
7. บางครั้งฉันมีความรู้สึกเศร้า หดหู่ ฉันต้องเป็นโรคจิตแน่ๆการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม คนที่จะบอกว่าใครเป็นโรคจิตต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ไม่ใช่ใครๆก็บอกได้ คำพูดเล่นๆติดปากเวลาเห็นใครมีลักษณะท่าทางที่ไม่ปกติว่าเป็นโรคจิตจึงไม่ใช่ว่าถูกต้องเสมอไป เช่นเดียวกับอารมณ์เศร้า หดหู่ ก็เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดได้ในคนปกติทั่วๆไปที่มีเรื่องทุกข์ใจหรือเจ็บป่วยเรื้อรัง เมือสถานการณ์ผ่านไปก็ดีขึ้น ถ้ามีอาการคงอยู่นานหรือมีอาการมากจนรบกวนการดำรงชีวิตประจำวันตามปกติก็ควรไปพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เพื่อรับการประเมินหรือตรวจให้ชัดเจน ไม่ควรคิดเอาเองจนป่วยไปในที่สุด

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
8. อารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้น ไม่มีทางดีขึ้นหรือหายได้เลยการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม อย่าคิดเอาเอง ควรพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจดูในแน่ชัดว่าเป็นอะไรแล้วรับคำแนะนำการปฏิบัติตัวหรือการรักษาที่เหมาะสม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
9. ถ้าฉันแก้ปัญหาไม่สำเร็จ ฉันก็ไม่คิดจะลองใหม่เพราะรู้ว่ายังไงก็ไม่มีทางสำเร็จอยู่ดีการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม การคิดอะไรในด้านเดียวและเป็นด้านร้ายมีแต่จะทำให้ล้มเหลว เพราะมันล้มเหลวตั้งแต่คิดไม่สู้แล้ว ควรปรับวิธีคิดใหม่เช่นถ้าไม่ลองแก้ไขผลก็คือลบแต่ถ้าลองแก้ดูผลอาจจะออกมาลบหรือบวกก็ได้ ฉะนั้นลองแก้ดูอย่างน้อยก็เสมอตัวไม่ได้มีอะไรเสียมากขึ้น

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
10. ฉันไม่สามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเองได้การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม วิถีชีวิตของคนเราเกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างทั้งจากตัวเองเช่นบุคลิกภาพ ความฉลาด การศึกษาและโอกาส และจากคนและสิ่งแวดล้อมที่กำหนดความเป็นไปได้ ปัจจัยเหล่านี้ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่เสมอไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่เราสามารถกำหนดวิถีชีวิตตัวเองได้โดยใช้คุณลักษณะดีๆที่มีอยู่ให้เต็มที่โอกาสจากสิ่งแวดล้อมก็น่าจะดีได้ระดับหนึ่ง การที่คิดว่าไม่สามารถกำหนดตัวเองได้เป็นการยอมรับชะตากรรมโดยดุษฎี หรืออาจจะเป็นข้อแก้ตัวที่จริงๆแล้วไม่กล้าสู้ กลัวล้มเหลวซึ่งการคิดอย่างนี้ไม่เป็นผลดีกับตัวเองเลย

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
11. การหนีไปให้พ้นจากปัญหาเป็นเรื่องที่ฉันจะทำมากกว่าเข้าไปเผชิญหน้ากับมันการคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม การคิดอย่างนี้เท่ากับยอมแพ้ต่อเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่ต้น และไม่มีทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ นอกจากนั้นก็จะทำให้เกิดปมปัญหาเพิ่มขึ้นทุกวัน คนเราไม่มีทางที่จะหนีปัญหาได้ทุกเรื่องหรือตลอดเวลา การค่อยๆพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นมองหาสิ่งที่จะช่วยการแก้ปัญหาได้แล้วขอความช่วยเหลือ หรือความร่วมมือดีกว่าที่จะต้องหนีไปตลอดชีวิต ซึ่งอาจจะยากและเหนื่อยกว่าเสีย

นอนไม่หลับ

ความต้องการในการพักผ่อนของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ อายุ สภาพร่างกาย และสุขภาพ เช่น คนอายุน้อยจะต้องการการพักผ่อนมากกว่าคนสูงอายุ สภาพร่างกายคนบางคนพักผ่อนน้อยก็สดชื่นทำงานได้ดี และในคนที่สุขภาพไม่ดีมีโรคทางกายก็ต้องการการพักผ่อนมากกว่าคนที่สุขภาพดีกว่า เป็นต้นนอนไม่หลับถือว่าเป็นโรคหรือไม่

นอนไม่หลับไม่ใช่โรคแต่เป็นภาวะหรืออาการที่เกิดขึ้นร่วมกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่ทำให้เครียดหรือไม่สบายใจ ความผิดปกติทางกายหรือจิตใจ หรือ สภาพแวดล้อมบางอย่าง เช่น การแปลกสถานที่ เมื่อใดจึงจะเรียกว่ามีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ

มีข้อสังเกตว่าเมื่อรู้สึกว่านอนไม่หลับ หลับไม่สนิทหรือหลับไม่พอเป็นเวลา 3 วันใน 1 สัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน และรู้สึกวิตกกังวลต่ออาการที่เป็นร่วมกับหน้าที่การทำงานที่แย่ลง ก็จะถือว่านอนไม่หลับเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขการนอนไม่หลับเกิดจากสาเหตุใด

สาเหตุของการนอนไม่หลับ เกิดจากปัจจัยทางกาย ทางจิตใจ และสภาพแวดล้อมของการนอน ปัจจัยทางกาย ได้แก่ โรคที่ทำให้มีอาการเจ็บปวดมาก หายใจไม่สะดวกหรือผลจากยา และสารกระตุ้นบางอย่าง เช่น กาแฟ ปัจจัยทางจิตใจ ได้แก่ เหตุการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้น อาจเป็นเรื่องที่ทำให้เสียใจ ไม่สบายใจ หรือเป็นอาการเริ่มแรกของโรคทางจิต บางอย่าง ส่วนสภาพแวดล้อมของการนอน ได้แก่ สภาพห้องนอน หรือการแปลกต่อสถานที่ก็อาจทำให้นอนไม่หลับได้ลักษณะอาการที่พบร่วมกับอาการนอนไม่หลับ

นอนไม่หลับมักพบร่วมกับอาการของความเครียด ความไม่สบายใจ และเมื่อเริ่มนอนไม่หลับ เราก็มักจะเริ่มรู้สึกกลัวการนอนไม่หลับ หมกมุ่นเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ พยายามบังคับให้ตนเองนอนให้หลับ โดยปกติการนอนเป็นธรรมชาติบังคับไม่ได้ ทำให้การนอนในคืนถัดไปแย่ลงจากความกังวลของเราเอง เกิดเป็นวงจรที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การนอนไม่หลับรุนแรงมากขึ้น ถึงแม้บางครั้งสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับจะหมดไปแล้วก็ตามส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่อย่างไร

การนอนไม่หลับจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจอาจทำให้เกิดโรคทางกาย หรือทำให้โรคทางกายแย่ลง ส่วนทางจิตใจก็จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ ความเครียด ไม่มีสมาธิในการทำงาน กลัวว่าจะเป็นโรคร้ายแรง หรือกลัวการนอนไม่หลับได้เมื่อใดจึงควรมาพบแพทย์ ควรมาพบแพทย์เมื่อการนอนไม่หลับเกิดเป็นปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น เพราะการที่มาพบแพทย์เร็วจะทำให้พบสาเหตุโดยเร็ว การรักษาจะง่ายขึ้นถ้าปล่อยให้เป็นมาก การรักษาจะยากขึ้น หรือถึงแม้ว่าจะไม่มีโรคใด ๆ ก็ตาม ก็จะได้รับคำแนะนำการปฏิบัติเกี่ยวกับการนอนหลับที่ถูกต้อง ทำให้ป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตได้การแก้ไข /การปฏิบัติตนที่ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาการนอนไม่หลับการแก้ไขปัญหานอนไม่หลับ ได้แก่ การค้นหาสาหตุที่แท้จริงและทำการรักษาร่วมกับการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนเป็นสิ่งที่สำคัญมากกับทุกคน เพราะจะป้องกันปัญหาการนอนไม่หลับ หรือช่วยให้การนอนไม่หลับดีขึ้นได้ การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอน ได้แก่
- ตื่นนอนให้เป็นเวลา ถึงแม้จะนอนได้น้อยเพียงใดก็ตาม การตื่นนอนตรงเวลาจะทำให้ร่างกายปรับวงจรการนอนปกติได้ในคืนถัดไปจะทำให้หลับได้ง่ายขึ้นเอง
- จัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้ดี เช่น อากาศที่ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป เสียงไม่ดังเกินไป แสงต้องไม่สว่างมากเกินไป
- ใช้เตียงนอนเพื่อการนอนเท่านั้น ห้ามใช้ทำกิจกรรมอื่น เช่น อ่านหนังสือ หรือทำงานเล็กๆ น้อยๆ ควรจะนอนก็ต่อเมื่อรู้สึกง่วง ถ้านอนไม่หลับใน 10 นาที ให้ลุกจากเตียงไปทำกิจกรรมที่สบายใจ เมื่อง่วงจึงมานอนใหม่
- ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวันในตอนเย็น ห้ามออกก่อนนอนเพราะคิดว่าจะทำให้เพลียหลับง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้หลับยากขึ้นกว่าเดิม
- งดสารกระตุ้นหลังเที่ยงวัน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม การดื่มสุรา เบียร์ทำให้หลับง่ายตอนแรกแต่จะทำให้หลับไม่สนิท
- การอาบน้ำอุ่น ดื่มนมอุ่น ๆ การผ่อนคลายต่าง ๆ เช่น การทำสมาธิ จะช่วยให้หลับง่ายขึ้น
- อย่าบังคับให้นอนหลับ เพราะบังคับไม่ได้ หรืออย่าคิดว่าการนอนคืนนี้จะเหมือนคืนก่อน จะทำให้เกิดความกังวลมาก ทำให้หลับยากขึ้น
- อย่าไปนอนชดเชยตอนกลางวัน จะทำให้นอนไม่หลับตอนกลางคืน ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรใช้ยาเพื่อทำให้หลับ เพราะจะทำให้ติด และเมื่อหยุดยาจะทำให้นอนไม่หลับมากขึ้นกว่าเดิมปัญหาความไม่สบายใจเพียงเล็กน้อย แล้วทำให้นอนไม่หลับ อาจนำไปสู่ปัญหาการนอนไม่หลับที่รุนแรงและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องได้อย่างมาก การมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขโดยเร็วตั้งแต่แรก จะทำให้ปัญหารุนแรงน้อยลง รวมทั้งป้องกันปัญหาการนอนไม่หลับในอนาคตได้

ความเครียด

ความเครียดเป็นสภาวะที่บุคคลรู้สึกไม่เป็นสุขซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองหรือจากการถูกเร้าด้วยบางสิ่งบางอย่างในสิ่งแวดล้อมที่อยู่ก็ได้ มีผู้จำแนกที่มาและการแสดงออกของความเครียดไว้ดังนี้
• จากสิ่งเร้า เช่นความกดดันจากเวลา ความคับข้องใจในความสัมพันธ์กับคนบางคนหรืออุบัติเหตุ (Brief & George,1995 ; Kahn & Byosiere,1992)
• เป็นเรื่องของการที่บุคคลรับรู้ คาดหวัง ตีความ และจัดการกับสถานการณ์ต่างๆที่ประสบ (Lazarus,1966)
• เกิดจากการที่ความต้องการของบุคคลไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นจริงในสิ่งแวดล้อม (Edwards,1992)
• อาการทางสรีระต่างๆเป็นสิ่งที่บอกถึงการมีความเครียดกดดันอยู่ เช่นเหงื่อออกมาก ใจสั่น หายใจหอบถี่ หน้าซีด ปวดท้อง ปั่นป่วน วิงเวียน ปวดศีรษะ ฯ ที่ไม่พบ


สาเหตุทางกาย (Selye,1956)ความเครียดในที่ทำงานมาจาก
• สิ่งเร้าทางกายภาพ เช่น มลพิษต่างๆในที่ทำงานทั้งกลิ่น เสียง ฝุ่น ความร้อน ความเย็น สารเคมี สารพิษ ความสกปรก• ลักษณะงาน เช่นความกดดันจากเวลางาน งานหนักหรือซับซ้อน งานซ้ำซากจำเจ หรือเครื่องมืออุปกรณ์ไม่สมบูรณ์ หรือเสียบ่อย
• บทบาท เช่นไม่ชัดเจนหรือขัดแย้งกัน มีการทำงานที่ทับซ้อนหรือก้าวก่ายกัน
• ลักษณะสังคม เช่นมีปัญหากับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน มีปัญหาการปรับตัวทางเพศที่ไม่เหมาะสม มีม็อบ และความรุนแรง หรือการที่ต้องทำงานกับคนที่เรื่องมากจุกจิกจู้จี้กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
• เวลางาน เช่น ระยะเวลาทำงาน การเข้าเวร หรือทำงานเป็นกะ การมีช่วงเวลาทำงานที่นานเกินไปหรือการทำงานล่วงเวลา
• ตำแหน่งงาน เช่น ความมั่นคงและโอกาสของความก้าวหน้ามีน้อย• อุบัติเหตุ เช่น การประสบอุบัติเหตุจากงานที่ทำ ทำงานที่เสี่ยงอันตรายหรือการได้รับพิบัติภัยของที่ทำงาน กลุ่มทหาร ตำรวจ หรือพนักงานดับเพลิงอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้
• การเปลี่ยนแปลงขององค์กร เช่น การต้องรวมกับที่อื่นเพื่อความอยู่รอด การลดขนาด รวมทั้งการนำเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยมาใช้ อาจจะทำให้รู้สึกหวั่นไหวต่อความมั่นคงในงานได้


ความคิดความเชื่อที่นำไปสู่ความเครียด
• แสวงหาความพึงพอใจอย่างฉาบฉวย เพ้อฝันสร้างวิมานในอากาศ
• เลี่ยงการทำงานให้สำเร็จ ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ
• เฉื่อยชา ไม่เรียนรู้จากประสบการณ์ทำให้ทำผิดซ้ำๆ
• ไม่อดทนต่อสิ่งที่มากระทบ หันไปหลงใหลไสยศาสตร์
• จู้จี้เจ้าระเบียบ ไม่ยืดหยุ่น
• หลีกเลี่ยงที่จะพัฒนาตัวเอง ฯลฯ

ความคิดความเชื่อที่ทำให้ปรับตัวได้
• ยอมรับความเป็นจริงในภาวะต่าง ๆและพร้อมที่จะเผชิญหน้าและแก้ไขอย่างยืดหยุ่น
• เชื่อมั่นในตนเองและมีความมั่นคงเข้มแข็งทางจิตใจ
• ยอมรับปมด้อยของตัวเอง แต่ไม่ท้อถอยที่จะสร้างสิ่งทดแทน
• ขอความช่วยเหลือจากคนข้างเคียงหรือสังคมในแง่กำลังใจ วัตถุ เงินทองเมือจำเป็น• ระมัดระวังป้องกันอันตรายอย่างเหมาะสม
• ใจกว้าง สนใจและสามารถยอมรับความคิดเห็นคนอื่นๆได้
• เรียนรู้จากความผิดพลาด
• มีความมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพในการดำเนินชีวิต


เทคนิคการผ่อนคลายความเครียด
1. ระบายกับบุคคลที่ไว้วางใจ
2. ทำงานอดิเรกที่ชอบเช่น กีฬา / ดนตรี / ศิลปะ / ปลูกต้นไม้ / เลี้ยงสัตว์เลี้ยง
3. ฝึกการหายใจอย่างถูกต้องให้อ็อกซิเจนเข้าถึงปอดได้เต็มที่
4. สร้างจินตนาการถึงสิ่งที่ทำให้มีความสุขและรู้สึกผ่อนคลาย
5. ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดความตึงเครียดทางร่างกาย จิตใจก็จะผ่อนคลายตามมา
6. การปรับความคิดให้เหมาะสมคืออยู่กับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ติดอยู่กับเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้วหรือกังวลกับเรื่องในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงมากเกินไป
7. การผ่อนคลายด้วยวิถีตะวันออก เช่นการทำสมาธิ โยคะ ชิกง ไท้เก็ก การนวด การทำอโรม่าเป็นต้น

เทคนิคคลายเครียด

ปัจจัยทางจิตวิทยาได้รับการยอมรับว่ามีความสำคัญต่อการแพทย์ตั้งแต่สมัย Hippocrates ดังได้มีประมาณการว่า 60% ของผู้ป่วยที่พบแพทย์มีสาหตุเบื้องต้นทางอารมณ์มากกว่าทางกายจริง ๆ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนี้ก็ใกล้เคียงกับประมาณการในปัจจุบันที่พบ ประมาณ 50-80% ดังนั้น ไม่ว่าผู้ป่วยจะมาด้วยโรคอะไร การให้การดูแลทางด้านจิตใจก็จะช่วยให้ผลการรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การรักษาด้านจิตใจมีวิธีการหลายแบบทั้งแบบเรียบง่าย เช่น การให้กำลังใจ และแบบที่มีขั้นตอนซับซ้อนและต้องระมัดระวัง เช่น การรักษาทางยาหรือช๊อกไฟฟ้า นอกจากนั้นยังมีการรักษาอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่ต้องใช้ทั้งยาและการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า แต่จะให้ความสำคัญกับการฝึกให้ผู้ป่วยแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาให้กลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขด้วยตนเองซึ่งเรียกว่าพฤติกรรมบำบัด การทำพฤติกรรมบำบัดจะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วย 2-3 เรื่อง คือ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการทำ biofeedback ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ


หลักการทั่วๆ ไปในการสร้างความผ่อนคลายด้วยตนเอง
คุณสามารถทำให้ร่างกายผ่อนคลายได้ด้วยวิธีมุ่งความสนใจไปที่กล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มให้เกร็งให้แน่นแล้วค้างไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วจึงค่อย ๆ คลายออก การเกร็งเต็มที่แล้วคลายออกจะทำให้คุณรู้สึกหนักและอบอุ่น เพราะคลื่นบาง ๆ ของกระแสเลือดจะเคลื่อนไหวไปยังอวัยวะส่วนนั้น ๆ เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว คุณก็รู้สึกผ่อนคลายสบาย ข้อสำคัญต้องไม่เร่งการเกร็งกล้ามเนื้อส่วนที่กำลังมีความเครียดให้แน่นจนเกินไปเพราะจะทำให้เป็นตะคริวได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการเกร็ง ปวดเมื่อยที่กล้ามเนื้อส่วนคอ วิธีการแก้ไขก่อนจะทำการผ่อนคลายคือนวดเบา ๆ ให้กล้ามเนื้อคลายตัวลงก่อน

การเริ่มต้นทำที่ง่ายที่สุด มักจะนิยมให้เกร็งนิ้ว ไม่ใช่ฝ่ามือ เกร็งทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน นับในใจ ช้า ๆ ถึง 10 แล้วค่อย ๆ คลายมือออก ให้ดูเหมือนกลีบดอกไม้ค่อย ๆ บาน ให้อยู่กับความรู้สึกอบอุ่น สบาย เมื่อกล้ามเนื้อตัวหลังจากเกร็งมาระยะหนึ่งแล้ว ต่อไปจึงทำที่กล้ามเนื้อกลุ่มอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น ที่แขน ให้เกร็งแขนค้างไว้ 10-20 วินาทีแล้วคลายออก
ตัวอย่างวิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่อวัยวะต่าง ๆ ไหล่
- จินตนาการว่ามีเชือกผูกที่ไหลทั้งสองของคุณ เชือกนั้น ๆ ค่อย ๆ ดึงไหล่ของคุณให้ยกสูงขึ้น ๆ ทีละน้อย จนกระทั่งใกล้ติ่งหูมากที่สุด
- เอาละปล่อยเชือกลงให้ไหล่ลงมาอยู่ตามปกติ แล้วจึงดึงเชือกให้ดึงรั้งไปข้างหลัง จนคุณรู้สึกเกร็งที่ส่วนหลังค้างไว้ แล้วค่อย ๆ ผ่อนเชือก จนกระทั่งไหล่ทั้ง 2 ของคุณกลับคืนสู่สภาพปกติ
- ต่อไปให้ห่อไหลทั้ง 2 ไปข้างหน้าโดยแขนทั้ง 2 เหยียดเกร็ง ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วจึงปล่อยลง ขาอ่อน
- ให้เท้าทั้ง 2 กดลงกับพื้นให้แน่นที่สุดจนรู้สึกเกร็งตลอดขา
- ยกขาทั้ง 2 ขึ้นจากพื้น ยืดตรงเข่าไม่งอ กระดกนิ้วเท้าให้ชี้ขึ้นสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เกร็งค้างไว้....ปล่อยลง เท้า - น่อง
- เอาปลายเท้าทั้ง 2 กดพื้นไว้ แล้วยกส้นเท้าให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เกร็งค้างไว้...ปล่อยลง
- กดส้นเท้าไว้กับพื้น กระดกเท้าขึ้นให้มากที่สุด เกร็งค้างไว้ ......ปล่อยลง ก้น - ขมิบเกร็งก้น จนรู้สึกเหมือนนั่งสูงขึ้น ค้างไว้....ปล่อยลง หลัง
- แอ่นตัวไปข้างหน้ามากที่สุด จนตัวโค้งเหมือนคันศร เกร็งค้างไว้....ปล่อย กระเพาะลำไส้ - แขม่วหน้าท้องให้มากที่สุด จินตนาการว่ากระเพาะลำไส้เข้าไปใกล้กระดูกสันหลังมากที่สุดเกร็งไว้.....ปล่อยลงตามปกติ หน้าอก
- เอาฝ่ามือทั้ง 2 ประกบกันข้างหน้าอก แล้วดันเข้าหากันช้า ๆ จนแน่นที่สุดเกร็งค้างไว้....ปล่อย ใบหน้า - ศีรษะ
- เลิกคิ้วให้สูงสุดเหมือนคุณประหลาดใจเต็มที่ ค้างไว้......ปล่อย
- ยิ้มกว้าง ๆ ที่สุดจนเห็นฟันมากที่สุดเท่าที่คุณไม่เคยเป็นมาก่อน ค้างไว้...ปล่อย..กดคางลงให้เข้าใกล้หน้าอกให้มากที่สุด ค้างไว้....ปล่อยคืนที่ คอ
- เกร็งกล้ามเนื้อคอ ยื่นส่วนใบหน้าไปข้างหน้า ค่อย ๆ หมุนศีรษะช้า ๆ ตามเข็มนาฬิกา 1 รอบ ทวนเข็มนาฬิกา 1 รอบ


การนำไปใช้
เมื่อเกิดภาวะสงบหรือผ่อนคลาย คุณจะพร้อมที่จะรับคำแนะนำต่าง ๆ ดังนั้นช่วงนี้จึงควรพูดกับตัวเองถึงสิ่งที่ต้องการให้ตัวเองเป็นหรือจดจำ เพราะมันจะค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปสู่จิตใจใต้สำนึกของคุณในที่สุด ตัวอย่างคำพูด
1. จิตใจฉันสงบเยือกเย็นขึ้นทุกวัน
2. ฉันยอมรับสภาพของตัวเองทั้งในด้านร่างกายและอารมณ์ความรู้สึก
3. เมื่อเกิดความเครียด ฉะนั้นสามารถผ่อนคลายลงได้ด้วยตนเอง
4. ฉันสามารถพูดคุยกับเจ้านายหรือคนแปลกหน้าได้เหมือนปกติ
5. ฉันเป็นคนดีและสามารถให้ความรักกับคนอื่น ๆ ได้
6. ฉันสามารถเลิกคิดเรื่องไร้สาระหรือสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ได้
7. ฉันเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ
8. สมาธิและความจำของฉันดีขึ้นทุกวัน
9. ฉันมีความอดทนต่อเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี
10. ฉันไม่กลัวสิ่งที่คนอื่น ๆ ส่วนมากไม่กลัวกัน

ทำไมวิธีการผ่อนคลายจึงได้ผล
จากที่กล่าวมาแล้วว่าความคิดมีผลต่ออารมณ์และปฏิกิริยาทางร่างกาย ดังนั้น ถ้าเปลี่ยนการคิดกังวลกับเรื่องที่ทำให้ไม่สบายไปสู่สิ่งดี ๆ หรือทำการผ่อนคลายส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ก็จะช่วยให้เกิดภาวะสมดุลขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเรื่องของการรับรู้ความคิด การได้ยิน ตลอดจนการทำงานของต่อมไร้ท่อ เมื่อหลอดเลือดขยายตัวปริมาณโลหิตที่ไหลเวียนไปยังอวยวะต่าง ๆ ก็มีมากขึ้น มีอ๊อกซิเจนมากขึ้น ขจัดกรดแลคติกไปได้มากขึ้น ความตึงตัวของกล้ามเนื้อก็ลดลงไป ความผ่อนคลาย สงบ สบาย ก็เข้ามาแทนที่ นอกจานั้นการผ่อนคลายยังมีประโยชน์ ดังต่อไปนี้ คือ
1. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อยังช่วยลดการเร้าอารมณ์ในระบบประสานส่วนกลาง ทำให้ระบบสมองส่วนลิมปิค (limbic) ถูกกระตุ้นน้อยลง ความเครียดทางอารมณ์จึงลดลงไปและก็จะรู้สึกดีขึ้นทั้งจิตใจและร่างกาย
2. ภาวะผ่อนคลายจะทำให้คุณกลับสู่ปกติทั้งร่างกายและจิตใจ รู้สึกอารมณ์ปลอดโปร่งแจ่มใส สามารถรู้เท่าทันกับปฏิกิริยาของตัวเองเมื่อเกิดความเครียด และคิดแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหานั้น ๆ ได้อย่างมีเหตุผลและมีประสิทธิภาพต่อไป
3. จะเห็นได้ว่าการจัดการกับความเครียดด้วยการใช้เทคนิคผ่อนคลายนี้ จึงเป็นบันไดขั้นแรกที่จะเตรียมตัวให้พร้อมกับการที่จะเริ่มต้นติดแก้ปัญหาที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง นอกจากนั้นยังเป็นวิธีการที่จะช่วยเหลือขจัดโรคอันเนื่องมาจากความเครียดต่าง ๆ ด้วย ข้อสำคัญที่สุด วิธีผ่อนคลายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกผ่อนคลายคล้ามเนื้อ การสร้างจินตนาการถึงสถานที่พิเศษ การทำสมาธิ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ทำได้สะดวก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องมีอุปกรณ์ประกอบ ดังนั้นใคร ๆ ก็ทำได้ไม่ว่าจะมีฐานะหรือยากจน สิ่งสำคัญมีอยู่เพียงว่าวิธีการต่าง ๆ ที่จะใช้ ควรเลือกให้เหมาะกับตัวเอง ทั้งนี้เนื่องจากบางวิธีอาจจะไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่างอยู่ก่อนแล้วก็ได้ ถ้าจะได้ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่า ตนเองจะทำวิธีที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ก็จะได้ประโยชน์สูงสุด

สวยด้วย..คอนแทคเลนส์?

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า การใส่คอนแทคเลนส์หรือเลนส์สัมผัส เป็นทางเลือกหนึ่งของการแก้ไขสายตาผิดปกติที่นิยมกัน เพราะนอกจากจะเสริมบุคลิกภาพแล้วยังให้ความมั่นใจแก่ผู้ใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางสาขาอาชีพที่ไม่สามารถสวมแว่นตาได้ แต่ทราบหรือไม่ว่าการใส่คอนแทคเลนส์นี้เสี่ยงต่อการสูญเสียดวงตาได้


คอนแทคเลนส์ มีลักษณะเป็นพลาสติกใส บาง โค้ง กลม มีขนาดเล็ก ใช้แตะติดกับกระจกตาดำ เพื่อใช้ในการแก้ไขสายตาผิดปกติต่าง ๆ เช่น สายตาสั้น ยาว เอียง และยังใช้เปลี่ยนสีของตาเพื่อความสวยงาม รวมทั้งใช้รักษาโรคบางโรคของกระจกตา นอกจากนี้การใส่คอนแทคเลนส์ยังช่วยให้มองเห็นภาพได้กว้างกว่าและขนาดภาพใหญ่กว่าการใส่แว่นตาในผู้ที่มีสายตาสั้น ส่วนผู้ที่มีสายตายาวจะมองเห็นภาพเล็กกว่า

ชนิดของคอนแทคเลนส์
คอนแทคเลนส์ มีหลายชนิดขึ้นกับคุณสมบัติของวัสดุที่เลือกใช้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
1.คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Contact lens) เป็นคอนแทคเลนส์ชนิดแรกที่ใช้กัน ปัจจุบันนิยมใช้น้อยลง ผลิตจากพลาสติกชนิดแข็ง จึงทำให้ไม่รู้สึกสบายตาเมื่อสวมใส่ แต่มีข้อดีคือ ทนทาน มีอายุการใช้งานนานถึง 3 ปี และยังดูแลรักษาง่ายกว่าเลนส์สัมผัสชนิดนิ่ม ไม่โค้งตามรูปทรงของกระจกตา จึงสามารถแก้ไขสายตาเอียงได้บ้างบางส่วน
2.คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม เป็นเลนส์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด ปัจจุบันผลิตจากพลาสติกซึ่งมีคุณสมบัติอมน้ำได้ ทำให้นิ่ม ยืดหยุ่นได้และออกซิเจนผ่านเข้าตาได้ดี ผู้สวมใส่จะรู้สึกสบายตา มีอายุการใช้งานสั้นกว่าเลนส์ชนิดแข็ง คือประมาณ 1-2 ปี แต่ต้องรักษาความสะอาดตามที่จักษุแพทย์แนะนำ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการติดเชื้อและการแพ้ได้
เลนส์สัมผัสชนิดนิ่มมีหลายชนิดให้เลือก ได้แก่
- ชนิดที่ถอดล้างทุกวัน เป็นชนิดที่ใช้กันทั่วๆไป
- ชนิดที่ใส่ค้างคืนได้หลายๆวัน เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการถอดล้างทุกวัน เช่น เด็กเล็กหรือผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยผู้อื่นถอดใส่เลนส์ให้
- ชนิดที่ใส่ครั้งเดียวแล้วทิ้ง มีระยะใช้งานนาน 1-2 สัปดาห์ ไม่ควรใส่ต่อเนื่องโดยไม่ถอดเลนส์เลย ควรใส่ถอดล้างทุกวัน เมื่อครบ 1-2 สัปดาห์ จึงเปลี่ยนคู่ใหม่
- ชนิดที่แก้ไขสายตาเอียง
- ชนิดที่ใช้เปลี่ยนสีตาได้ เพื่อความสวยงาม มีหลายสี เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เทา น้ำตาล
3.คอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง เป็นเลนส์ที่มีคุณสมบัติคล้ายเลนส์ชนิดแข็ง แต่สามารถให้ออกซิเจนผ่านเข้ากระจกตาได้ดีกว่า สวมใส่สบายตากว่าชนิดแข็ง เป็นการรวมข้อดีของเลนส์ชนิดแข็งและชนิดนิ่มมาไว้ด้วยกัน

ดวงตาใดเหมาะกับคอนแทคเลนส์
ผู้ที่ต้องการใส่คอนแทคเลนส์ ควรได้รับการตรวจตาโดยละเอียด วัดสายตาและวัดความโค้งของกระจกตาจากจักษุแพทย์ก่อน จากนั้นจักษุแพทย์จะเลือกชนิดและขนาดของคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับสายตาของท่าน โดยให้ทดลองใส่ ตรวจดูเลนส์เมื่อใส่เข้ากับตาของท่านเรียบร้อยแล้ว สอนการถอด-ใส่ ทำความสะอาดและวิธีดูแลรักษาเลนส์

อย่างไรก็ตามควรล้างมือฟอกสบู่หลายครั้งก่อนทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ โดยการถูทั้งพื้นผิวนอกและผิวในด้วยน้ำยาทำความสะอาดสำหรับคอนแทคเลนส์ ก่อนแช่ในน้ำยาที่เปลี่ยนใหม่ทุกครั้งอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หลังจากล้างตลับแช่เลนส์แล้วทุกครั้ง

เมื่อจะนำคอนแทคเลนส์มาใส่ตา ควรล้างน้ำยาที่อาจตกค้างอยู่ในเนื้อเลนส์ด้วยน้ำเกลือสะอาดที่ปราศจากเชื้อขวดเล็กที่สุดเพื่อใช้ให้หมดเพียงครั้งเดียว เพราะหากใช้ขวดใหญ่อาจมีเชื้อโรคในอากาศเข้าไปเจริญเติบโตได้ เท่ากับเพิ่มโอกาสติดเชื้อเป็นแผลที่กระจกตาและอาจลุกลามจนถึงขั้นตาบอด หากมีการติดเชื้อโรคดื้อยาที่ไม่สามารถตอบสนองต่อการรักษาได้ อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนกระจกตาหรือผ่าตัดเอาลูกตาออก

ผลแทรกซ้อนจากการใส่คอนแทคเลนส์
ที่สำคัญคือ การดูแลรักษาความสะอาดเลนส์ เป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้ใส่เลนส์จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันนี้มีน้ำยาที่ใช้ทำความสะอาดเลนส์ และแช่เลนส์เพื่อฆ่าเชื้อโรคหลายชนิด วิธีการใช้อาจแตกต่างกันไปบ้าง ฉะนั้นการเลือกใช้น้ำยา ควรดูวันหมดอายุและใช้ให้หมดขวดไม่เกิน 2 เดือนหลังจากเปิดขวดแล้ว ถึงแม้ว่าน้ำยาเหล่านี้จะมีสรรพคุณฆ่าเชื้อโรคต่างๆ แต่ก็ยังมีเชื้อโรคบางชนิดที่ไม่สามารถกำจัดได้ จึงควรระมัดระวังเต็มที่ในการใส่คอนแทคเลนส์ และควรศึกษารายละเอียดให้ทราบแน่นอนก่อนใช้ มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนจากการใส่คอนแทคเลนส์ได้ เช่น
1.กระจกตาขาดออกซิเจน จึงไม่ควรใส่นอน หรือใส่นานเกินไป
2.หลอดเลือดเข้ากระจกตา จากการที่กระจกตาขาดออกซิเจนหรือมีปฏิกิริยากับสารเคมีที่อยู่ในน้ำยาที่ใช้ล้างหรือแช่เลนส์สัมผัส
3.เยื่อตาอักเสบ จากสารเคมีที่อยู่ในน้ำยาล้างเลนส์ชนิดต่างๆ ที่มีความสามารถฆ่าเชื้อโรค
4.กระจกตาอักเสบติดเชื้อ พบเพิ่มมากขึ้น 10 - 20 เท่า หากใส่นอนค้างคืน มักพบในรายที่ใช้วิธีฆ่าเชื้อโรคด้วยสารเคมี นอกจากนี้การเกิดสิ่งสะสมบนเลนส์หรืออาการตาแห้ง จะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น

ข้อควรระวังสำหรับผู้ใส่คอนแทคเลนส์
ในรายที่มีอาการตาแห้ง เปลือกตาอักเสบ หรือเยื่อตาอักเสบจากสาเหตุต่างๆ ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์อย่างยิ่ง จึงควรได้รับการตรวจตาอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจว่าจะใส่คอนแทคเลนส์ได้หรือไม่นอกจากนี้ในปัจจุบัน ยังมีการโฆษณาใช้คอนแทคเลนส์แฟชั่นที่ทำให้ตาโต ตาหวาน หรือหลายสี เพื่อความสวยงาม ซึ่งควรพิจารณาให้ดีก่อนจะเลือกใช้ว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นที่ยังไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อดวงตา ทั้งนี้เมื่อใส่คอนแทคเลนส์แล้ว หากมีอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ควรรีบมารับการรักษาจากจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อดวงตาคู่สวยจะอยู่คู่ท่านไปอีก