วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เจาะลึกการมีบุตรยาก ปัญหาอยู่ที่ใคร??



ในการมาพบแพทย์ เพื่อเริ่มตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากนั้น แพทย์จะเริ่มซักประวัติเบื้องต้นทั่วๆไป เช่น การคุมกำเนิดที่เคยใช้ ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ ประวัติประจำเดือน (ซึ่งจะช่วยบอกว่าฝ่ายหญิงนั้นมีปัญหาไข่ไม่ตกหรือไม่) ประวัติการผ่าตัด โรคประจำตัว และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงประวัติทางฝ่ายชาย ที่อาจช่วยบอกถึงคุณภาพของน้ำอสุจิ ได้แก่ ประวัติการเป็นคางทูม การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เป็นต้น จากการซักประวัติเบื้องต้นจะเป็นแนวทางที่ดีในการสืบค้นหาสาเหตุต่อไป ข้อมูลที่มักจะได้ไม่ครบถ้วนมักจะเป็นประวัติประจำเดือน ดังนั้นการจดหรือจำประจำเดือนประมาณ 3-6 เดือนก่อนพบแพทย์จะช่วยในการตรวจรักษาที่ดีขึ้น

ต่อจากนั้นก็จะเป็น การตรวจเลือดทั่วไปได้แก่ การตรวจเอดส์ ซิฟิลิส และตับอักเสบบี ซึ่งโรคเหล่านี้จะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ รวมทั้งอาจตรวจหาพาหะโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ในคู่สมรสที่สงสัยว่าอาจเป็นพาหะ การตรวจทั้งหมดนี้แนะนำตรวจพร้อมกันทั้งสามีและภรรยา

หลังจากนั้นก็จะเริ่มตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยสาเหตุที่พบบ่อยนั้นมีดังนี้

  • สาเหตุจากน้ำอสุจิของฝ่ายชาย พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของคู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก
  • ภาวะไม่ตกไข่ พบได้ประมาณร้อยละ 15
  • ท่อนำไข่อุดตัน
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • โรคทางนรีเวชอื่นๆ เช่น เนื้องอกมดลูก พังผืดในโพรงมดลูก หรือมดลูกผิดปกติแต่กำเนิดเป็นต้น
  • ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน พบได้ประมาณร้อยละ 10
  • ส่วนข้อ 3-5 รวมกันจะพบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของคู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก

การตรวจหาสาเหตุนั้นจะแยกอธิบายเป็นการตรวจทางฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
ทาง ฝ่ายชายนั้นการตรวจน้ำอสุจิเป็นการตรวจขั้นแรก โดยผลการตรวจจะรายงานสภาพทั่วไปของน้ำอสุจิ จำนวนและความเข้มข้นของตัวอสุจิ รวมทั้งการเคลื่อนไหวและรูปร่างของตัวอสุจิ และเพื่อผลการตรวจที่ดีและเชื่อถือได้ ฝ่ายชายควรงดการหลั่งน้ำอสุจิก่อนการตรวจประมาณ 3-7 วัน แต่ถ้างดการหลั่งน้ำอสุจิมากกว่า 7 วัน ผลการตรวจอาจพบจำนวนตัวอสุจิที่เสียชีวิตมากกว่าปกติได้ และถ้าผลการตรวจน้ำอสุจิผิดปกติ แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อดูลักษณะโดยทั่วไป ลักษณะของอัณฑะ และเส้นเลือดขอดบริเวณถุงอัณฑะ หรืออาจต้องตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม

ทางฝ่ายหญิงจะมีการตรวจภายใน และเช็คมะเร็งปากมดลูกเป็นเบื้องต้น และมักจะตรวจอัลตราซาวน์ทางช่องคลอด เพื่อตรวจหาความผิดปกติ ที่ไม่สามารถตรวจพบได้ ด้วยการตรวจภายในเพียงอย่างเดียว ได้แก่ เนื้องอกขนาดเล็กในโพรงมดลูก หรือภาวะถุงน้ำรังไข่ (PCOS) เป็นต้น ส่วนการตรวจว่าท่อนำไข่ ว่ามีการอุดตันหรือไม่ ต้องใช้การตรวจด้วยวิธีฉีดสีเอกซ์เรย์ดูท่อนำไข่ (Hysterosalpingography) ขั้นตอนการทำจะคล้ายการตรวจภายในเพื่อเช็คมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะใช้ท่อเล็กๆ สอดเข้าไปทางรูปากมดลูก แล้วฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในโพรงมดลูก พร้อมกับถ่ายภาพรังสีเอกซ์เรย์ ในขณะที่สารทึบรังสี ไหลผ่านท่อนำไข่ จนผ่านปลายท่อออกไปถึงอุ้งเชิงกราน สามารถดูได้ทั้งลักษณะของท่อนำไข่ และโพรงมดลูก การตรวจวิธีนี้ มักแนะนำให้ทำในรายที่มีประวัติสงสัยว่า จะมีปัญหาของท่อนำไข่ เช่น เคยเป็นมดลูกหรือปีกมดลูกอักเสบ เคยตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือสงสัยว่า เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น แต่อาจพิจารณายกเว้นการตรวจนี้ได้ ในรายที่อายุน้อยและไม่มีความเสี่ยงดังที่กล่าวมา การตรวจนี้ สามารถทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย ระหว่างและหลังการตรวจได้ แต่มากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล แพทย์มักให้ยาแก้ปวดชนิดรับประทาน ก่อนหน้าที่จะทำการตรวจ แต่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจ แพทย์จะไม่ได้ทำให้ผู้รับการตรวจหลับ หรือระงับความรู้สึกแต่อย่างใด และช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการตรวจด้วยวิธีนี้คือ 2-5 วันหลังหมดประจำเดือน แต่ไม่เกิน 10-12 วัน นับจากการมีประจำเดือนวันแรก

ผลการตรวจเบื้อง ต้นทั้งหมดของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงดังกล่าว จะสามารถช่วยบอกสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก ในคู่สมรส ได้เป็นส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 80) แต่อย่างไรก็ตาม จะยังมีคู่สมรสอีกประมาณร้อยละ 10-20 ที่ผลการตรวจเป็นปกติทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถบอกสาเหตุที่ชัดเจนได้ แนวทางการรักษาในขั้นต่อไปก็จะเป็นไปตามสาเหตุนั้นๆ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษา ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com