วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สารในขมิ้นฆ่าเซลล์มะเร็ง

นักวิจัยในแดนผู้ดีเปิดผลการศึกษา พบว่า สารเคอร์คูมิน (Curcumin) ใน "ขมิ้นชัน" มีฟ หลอดอาหาร

ข้อมูล จากวารสารมะเร็งวิทยา ประเทศอังกฤษ รายงานว่า ศูนย์ วิจัยมะเร็งคอร์กทำการทดลองพบว่า สารดังกล่าวจากขมิ้นชันสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งหลอด อาหารในห้องทดลองได้ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะกระตุ้นให้เกิดสัญญาณว่าเซลล์ตายแล้วเพื่อให้เซลล์เริ่มย่อย ตัวเอง

ด้านดร.เลสลีย์ วอล์กเกอร์ ผู้อำนวยการข้อมูลมะเร็งที่ศูนย์วิจัยมะเร็งอังกฤษ ให้ความเห็นว่า งานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยปูทางไปสู่การนำเคอร์คูมิน ซึ่งเป็นสารสกัดธรรมชาติในขมิ้นไปพัฒนาเพื่อใช้รักษามะเร็งหลอดอาหาร ต่อไป

ทั้งนี้ เชื่อว่าสารเคอร์คูมินมีคุณสมบัติรักษาโรคได้หลายชนิด เช่น มะเร็ง ข้ออักเสบ สมองเสื่อม ส่วนสถานการณ์มะเร็งหลอดอาหารในอังกฤษพบผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ช่วงหลังคริสต์ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา สาเหตุคาดว่าเกี่ยวข้องกับการที่ชาวอังกฤษเป็นโรคอ้วน กรดไหลย้อน และดื่มสุรามากขึ้น

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Pic_42626

พบปล่อยคลื่นแม่เหล็กรุนแรง หากเหน็บติดเข็มขัดนานกว่า 15 ชม.ต่อวันส่ง อาจผลให้กระดูกเชิงกรานบางลง ...

ลอง สำรวจดูซิว่าคุณพกโทรศัพท์มือถือไว้ ที่ไหน แขวนไว้ที่เข็มขัดติดเอวตลอดเวลาหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นก็โปรดทราบข่าวใหม่ล่าสุด ว่ารังสีของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทร.มือถือนั้นนำไปสู่การลดลงของมวลกระดูกบริเวณ กระดูกเชิงกรานลงได้

การศึกษาของ ดร.โทลกา อะตาย และคณะ จากมหาวิทยาลัยสุไลมาน เดมิเรล ที่ตุรกี พบว่าการสัมผัสกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานานจะทำ ให้กระดูกบริเวณเชิงกรานอ่อนแอลง โดยนักวิจัยได้วัดความหนาแน่นของกระดูกบริเวณขอบกระดูกเชิงกรานของชาย 150 คนที่มักจะพกโทรศัพท์มือถือติดเข็มขัดเฉลี่ย 15 ชม. ต่อวัน โดยเฉลี่ยใช้โทร.มือถือมาประมาณ 6 ปี พบว่า



ความหนาแน่นของกระดูกเชิงกรานด้านที่พกโทรศัพท์นั้นค่อนข้างบางลง เมื่อเทียบกับด้านตรงข้าม แต่ก็ไม่ถึงขนาดว่าต่างอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าชายหนุ่มในการศึกษาครั้งนี้ยังมีอายุค่อนข้างน้อย คือเฉลี่ย 32 ปี และอาจจะพบว่ากระดูกอ่อนลงมากกว่านี้หากมีการศึกษาติดตามต่อไป

นัก วิจัยเน้นย้ำว่าข้อค้นพบนี้ เป็นการศึกษาขั้นต้น และได้สรุปว่า "คงจะเป็นการดีกว่าหากจะวางโทรศัพท์ มือถือไว้ให้ห่างไกลตัว ในระหว่างที่ใช้ชีวิตประจำวัน".

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ระบุยอดอาหารช่วยบำรุงสติปัญญา จุดประกายให้กับสมอง

การศึกษาจากต่างประเทศ พบว่าการรับประทาน ผลบลูเบอรี่ ไข่ มัสตาร์ดปลาแซลมอน และผักเคล จะช่วยบำรุงเพราะไปกระตุ่นเซลล์ประสาทชะลอโรคสมองเสื่อม...

รายงานการศึกษาระหว่างประเทศ ได้พบว่าอาหาร 5 ชนิดมีคุณประโยชน์ ช่วยจุดประกายความคิดให้กับสมองของเราได้ 5 ชนิด

ผลบลูเบอรี่ ส่วนผสมในผลไม้ชนิดนี้ มีสรรพคุณป้องกันขบวนการ ที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม และยังชะลอสมองไม่ให้แก่ชราลงเร็วด้วย

ไข่ อาหารเช้าชนิดนี้ อุดมด้วยเซเลเนียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุช่วยบำรุงสมอง ให้คงหนุ่มสาวอยู่เสมอได้นานแรมปี

มัสตาร์ด สิ่งที่ทำให้มันมีคุณสมบัติอันน่าทึ่ง อยู่ที่หัวขมิ้นชัน ซึ่งได้บริโภควันละ 17 มิลลิกรัม หรือเท่ากับกินมัสตาร์ดวันละ 1 ช้อนชา จะไปช่วยปลุกยีนซึ่งควบคุมการกำจัดขยะของเซลล์ในสมอง ให้แข็งขันขึ้น

ปลาแซลมอน ปลาเนื้อสีชมพูนี้อุดมด้วยกรดไขมันโอเมกา-3 ชนิดที่เชื่อว่ามีสรรพคุณต่อต้านความแก่ชราของสมองมากที่สุด

ผักเคล อันเป็นกะหล่ำปลีชนิดหนึ่ง ถ้าหากได้กินผักใบดกนี้อย่างน้อยวันละ 3 มื้อ สารคาโรทีนอยด์และฟลาโวนอยด์ที่มีอยู่ในผัก จะช่วยชะลอสมองเสื่อมเพราะความแก่ชราให้ช้าลง

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เจาะลึกการมีบุตรยาก ปัญหาอยู่ที่ใคร??



ในการมาพบแพทย์ เพื่อเริ่มตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากนั้น แพทย์จะเริ่มซักประวัติเบื้องต้นทั่วๆไป เช่น การคุมกำเนิดที่เคยใช้ ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ ประวัติประจำเดือน (ซึ่งจะช่วยบอกว่าฝ่ายหญิงนั้นมีปัญหาไข่ไม่ตกหรือไม่) ประวัติการผ่าตัด โรคประจำตัว และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงประวัติทางฝ่ายชาย ที่อาจช่วยบอกถึงคุณภาพของน้ำอสุจิ ได้แก่ ประวัติการเป็นคางทูม การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เป็นต้น จากการซักประวัติเบื้องต้นจะเป็นแนวทางที่ดีในการสืบค้นหาสาเหตุต่อไป ข้อมูลที่มักจะได้ไม่ครบถ้วนมักจะเป็นประวัติประจำเดือน ดังนั้นการจดหรือจำประจำเดือนประมาณ 3-6 เดือนก่อนพบแพทย์จะช่วยในการตรวจรักษาที่ดีขึ้น

ต่อจากนั้นก็จะเป็น การตรวจเลือดทั่วไปได้แก่ การตรวจเอดส์ ซิฟิลิส และตับอักเสบบี ซึ่งโรคเหล่านี้จะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ รวมทั้งอาจตรวจหาพาหะโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ในคู่สมรสที่สงสัยว่าอาจเป็นพาหะ การตรวจทั้งหมดนี้แนะนำตรวจพร้อมกันทั้งสามีและภรรยา

หลังจากนั้นก็จะเริ่มตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยสาเหตุที่พบบ่อยนั้นมีดังนี้

  • สาเหตุจากน้ำอสุจิของฝ่ายชาย พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของคู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก
  • ภาวะไม่ตกไข่ พบได้ประมาณร้อยละ 15
  • ท่อนำไข่อุดตัน
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • โรคทางนรีเวชอื่นๆ เช่น เนื้องอกมดลูก พังผืดในโพรงมดลูก หรือมดลูกผิดปกติแต่กำเนิดเป็นต้น
  • ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน พบได้ประมาณร้อยละ 10
  • ส่วนข้อ 3-5 รวมกันจะพบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของคู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก

การตรวจหาสาเหตุนั้นจะแยกอธิบายเป็นการตรวจทางฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
ทาง ฝ่ายชายนั้นการตรวจน้ำอสุจิเป็นการตรวจขั้นแรก โดยผลการตรวจจะรายงานสภาพทั่วไปของน้ำอสุจิ จำนวนและความเข้มข้นของตัวอสุจิ รวมทั้งการเคลื่อนไหวและรูปร่างของตัวอสุจิ และเพื่อผลการตรวจที่ดีและเชื่อถือได้ ฝ่ายชายควรงดการหลั่งน้ำอสุจิก่อนการตรวจประมาณ 3-7 วัน แต่ถ้างดการหลั่งน้ำอสุจิมากกว่า 7 วัน ผลการตรวจอาจพบจำนวนตัวอสุจิที่เสียชีวิตมากกว่าปกติได้ และถ้าผลการตรวจน้ำอสุจิผิดปกติ แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อดูลักษณะโดยทั่วไป ลักษณะของอัณฑะ และเส้นเลือดขอดบริเวณถุงอัณฑะ หรืออาจต้องตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม

ทางฝ่ายหญิงจะมีการตรวจภายใน และเช็คมะเร็งปากมดลูกเป็นเบื้องต้น และมักจะตรวจอัลตราซาวน์ทางช่องคลอด เพื่อตรวจหาความผิดปกติ ที่ไม่สามารถตรวจพบได้ ด้วยการตรวจภายในเพียงอย่างเดียว ได้แก่ เนื้องอกขนาดเล็กในโพรงมดลูก หรือภาวะถุงน้ำรังไข่ (PCOS) เป็นต้น ส่วนการตรวจว่าท่อนำไข่ ว่ามีการอุดตันหรือไม่ ต้องใช้การตรวจด้วยวิธีฉีดสีเอกซ์เรย์ดูท่อนำไข่ (Hysterosalpingography) ขั้นตอนการทำจะคล้ายการตรวจภายในเพื่อเช็คมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะใช้ท่อเล็กๆ สอดเข้าไปทางรูปากมดลูก แล้วฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในโพรงมดลูก พร้อมกับถ่ายภาพรังสีเอกซ์เรย์ ในขณะที่สารทึบรังสี ไหลผ่านท่อนำไข่ จนผ่านปลายท่อออกไปถึงอุ้งเชิงกราน สามารถดูได้ทั้งลักษณะของท่อนำไข่ และโพรงมดลูก การตรวจวิธีนี้ มักแนะนำให้ทำในรายที่มีประวัติสงสัยว่า จะมีปัญหาของท่อนำไข่ เช่น เคยเป็นมดลูกหรือปีกมดลูกอักเสบ เคยตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือสงสัยว่า เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น แต่อาจพิจารณายกเว้นการตรวจนี้ได้ ในรายที่อายุน้อยและไม่มีความเสี่ยงดังที่กล่าวมา การตรวจนี้ สามารถทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย ระหว่างและหลังการตรวจได้ แต่มากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล แพทย์มักให้ยาแก้ปวดชนิดรับประทาน ก่อนหน้าที่จะทำการตรวจ แต่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจ แพทย์จะไม่ได้ทำให้ผู้รับการตรวจหลับ หรือระงับความรู้สึกแต่อย่างใด และช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการตรวจด้วยวิธีนี้คือ 2-5 วันหลังหมดประจำเดือน แต่ไม่เกิน 10-12 วัน นับจากการมีประจำเดือนวันแรก

ผลการตรวจเบื้อง ต้นทั้งหมดของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงดังกล่าว จะสามารถช่วยบอกสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก ในคู่สมรส ได้เป็นส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 80) แต่อย่างไรก็ตาม จะยังมีคู่สมรสอีกประมาณร้อยละ 10-20 ที่ผลการตรวจเป็นปกติทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถบอกสาเหตุที่ชัดเจนได้ แนวทางการรักษาในขั้นต่อไปก็จะเป็นไปตามสาเหตุนั้นๆ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษา ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com

ความสุขกันมะเร็งได้ ผู้มีความสุขในชีวิตหนีโรคร้ายได้1ใน 4


เป็นอิทธิพลจากการสะสมความชอกช้ำ แนะทำจิตเป็นสุขช่วยไล่โรคร้าย เตือนหญิงวัยทองเข้ากลุ่มเสี่ยง เมืองผู้ดีเผย 80% สตรีอายุ 50 ปีขึ้นไป ล้วนเป็นมะเร็งเต้านม...

นักวิทยาศาสตร์ยิว พบว่าผู้ที่มีความสุข จะสามารถตัดความเสี่ยงของการที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ลงได้ถึง 1 ใน 4 ขณะที่การมีความคิดชอบ และความสุข ช่วยให้รอดพ้นจากโรคภัยได้ แต่ความเศร้าสร้อยที่เกิดจากการหย่าร้าง และความโศกเศร้าที่เกิดจากการสูญเสีย ก็อาจ ดึงดูดโรคร้ายอย่างมะเร็งเต้านม ให้เข้ามาใกล้ตัวได้เหมือนกัน

หัว หน้าคณะศึกษา ดร.โรนิท เปเล็ด แห่งคณะวิทยาศาสตร์ สุขภาพ มหาวิทยาลัยเบน กูเรียน รายงานผลการศึกษาว่า "หญิงสาวผู้ที่ต้องประสบกับเคราะห์กรรมของเหตุร้ายในชีวิตมาหลายครั้งหลายหน ควรจะถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม และควรจะให้การบำบัดรักษาไปตามนั้น และความชอกช้ำจากเหตุร้ายในชีวิต ที่ก่อความเสี่ยงกับการเป็นมะเร็ง ดูเหมือนจะสะสมเพิ่มพูนขึ้น ผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องประสบกับเหตุการณ์แบบนั้นในชีวิตส่วนตัวไม่ต่ำกว่าสอง หนขึ้นไป จะรู้สึกถึงผลของมันได้อย่างชัดเจน" เขาไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลของการค้นพบ หากแต่ได้กล่าวว่าควรจะให้มีการศึกษาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม องค์การต่อต้านโรคมะเร็งเต้านมของอังกฤษ กล่าววิจารณ์ว่า การศึกษาจับเอาแต่กลุ่มหญิงสาวเท่านั้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว มักถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็งเต้านม น้อยกว่าพวกสตรีวัยทอง อย่างเช่นตามสถิติของอังกฤษเอง ผู้ป่วยล้วนแต่เป็นผู้หญิง อายุเกิน 50 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 80.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แนะนำผู้เกษียณ อย่าหยุดทำงานหมดเลย สุขภาพจะทรุดโทรม


วารสารวิชาการ "จิตวิทยาการชีวอนามัย" ของสหรัฐฯเผย ผู้เกษียณที่หางานชั่วคราวหรือบางเวลาทำจะลดความเครียดได้มากกว่าผู้ว่างงาน เหตุเพราะปรับตัวให้เข้ากับงานได้...

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ กล่าวแนะนำผู้เกษียณทั้งหลายว่า การวางมือจากงานหมดเลย จะทำให้สุขภาพทรุดโทรม

วารสาร วิชาการ "จิตวิทยาการชีวอนามัย" ของสหรัฐฯเปิดเผยว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ได้ศึกษาจากผู้เกษียณจำนวน 12,189 ราย เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ได้พบว่า ผู้เกษียณที่ยังคงหางานชั่วคราวหรือบางเวลาทำบ้าง ล้วนแต่ไม่ค่อยจะเจ็บป่วยเป็นอะไรหนักหนา และยังคงทำการทำงานแต่ละวันได้ดี

ผล การศึกษาแสดงว่า ผู้ที่ยังคงหางานที่ใกล้เคียงกับงานเก่าทำหลังเกษียณได้ ยังคงมีขวัญดีกว่าเพื่อนฝูงคนที่หยุดทำงานหมดเลย แต่ขณะเดียวกันไม่พบหลักฐานส่อว่าคนที่ต้องไปทำงานที่ต่างจากงานเก่าทำ จะมีสภาพจิตใจดีเหมือนกันไปด้วย อาจจะเป็นเพราะว่า ต้องปรับตัวให้เข้ากับงาน และสิ่งแวดล้อมที่ต่างออกไป จึงทำให้เกิดความเครียดมากกว่า.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สุขภาพช่องปาก คนไทย ยิ่งสูงวัย-สูญเสียฟันอื้อ


เผยผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากในระดับประเทศ ปี 2549-2550 พบ กลุ่มวัยทำงาน-สูงอายุ มีปัญหาการสูญเสียฟัน ร้อยละ 83 - 94 ส่วน 21 ต.ค. วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ ทำฟันฟรีทั่วประเทศ

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในวันที่ 21 ต.ค. วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดรณรงค์ตรวจรักษาโรคในช่องปากให้ประชาชนทุกกลุ่มอายุ ทุกอาชีพฟรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้ให้โรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 1,800 แห่ง เปิดให้บริการตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูนและเคลือบหลุมร่องฟันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตลอดวันที่ 21 ต.ค.เวลา 08.30 -16.30 น. ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากในระดับประเทศ ปี 2549-2550 พบว่าในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ มีปัญหาการสูญเสียฟัน โดยพบวัยทำงานสูญเสียฟันร้อยละ 83 ผู้สูงอายุสูญเสียฟันร้อยละ 94

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นั่งราบกับพื้นเหยียดมือให้เลยพ้นนิ้วเท้า วัดความเสี่ยงโรคหัวใจ


แพทย์สรีรวิทยาสมาคมอเมริกัน แนะวิธีผู้อายุเกิน 40 ปี หากอยากรู้หลอดเลือดแดงในตัว เกิดแข็งตัวขึ้นขนาดไหน ก็ให้ลองนั่งเหยียดขากับพื้นแล้วยื่นมือให้พ้นนิ้วเท้า...

แพทย์ สรีรวิทยาสมาคมอเมริกัน บอกแนะ นำว่า ผู้ที่อายุเกิน 40 ปี ไปแล้วคนใด อยากจะรู้ ว่าหลอดเลือดแดงในตัว เกิดแข็งตัวขึ้นขนาดไหน ก็ให้ลองนั่งเหยียดขากับพื้น แล้วยื่นมือให้เหยียดยาวออกไป ให้เลยพ้นนิ้วเท้าก็จะรู้ได้ เพราะท่านี้จะเป็นการทดสอบให้รู้ว่าหลอดเลือดแดงยังอ่อนตัวดีอยู่อย่างเดิม หรือไม่

ประกาศของสมาคมกล่าวว่า การมีหลอดเลือดแดงแข็ง จะทำให้เป็นโรคหัวใจขึ้นได้ ท่าทดสอบท่านี้ จึงเป็นเครื่องวัดในเวลาอันสั้น ให้รู้ตัวว่ามีความเสี่ยงกับการเสียชีวิตก่อนวัย ด้วยโรคหัวใจล้มและหลอดเลือดสมอง อยู่มากน้อยเท่าใด

หมอเคนตา ยามาโมโต ผู้ร่วมร่างคำประกาศ อธิบายว่า การค้นพบของเรานับว่ามีส่วนที่สำคัญ เนื่องด้วยความอ่อนตัวของลำตัว จะดูออกได้ง่าย การทดสอบอย่างง่ายแบบนี้ จึงอาจช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งที่เสื่อมตามวัยได้ ทั้งที่ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่า เหตุใดในคนวัยกลางคนและผู้สูงวัย การแข็งตัวของหลอดเลือด ถึงมาผูกพันกับความอ่อนตัวของลำตัวได้

อย่าง ไรก็ดี แพทย์ผู้มีชื่อเสียงขยายให้ฟังว่า แต่มีสิ่งที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งว่า การออกกำลังเพื่อให้กล้ามเนื้อยืดเหยียด อาจก่อปฏิกิริยาทางสรีรวิทยา ซึ่งช่วยชะลอการแข็งตัวของหลอดเลือดให้เกิดช้าลงได้.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ภูมิแพ้หายใจได้สะดวก ไม่ต้องผ่าตัดอีกต่อไป




"RFTVR" เป็นวิธีการรักษาโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง อุปกรณ์ในด้านการรักษาพัฒนามากขึ้น เพื่อลดความเจ็บปวด และความเสี่ยงจากการ "ผ่าตัด" โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อที่สำคัญ ในโพรงจมูกที่อาจทำให้ไม่สามารถหายใจได้สะดวก อันเป็นอาการสำคัญของผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้

“โรคภูมิแพ้” ได้กลายเป็นโรคฮิตสำหรับคนเมือง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการพัฒนาทางด้าน อสังหาริมทรัพย์ มีการก่อสร้างอาคารหรืออื่นๆ ที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองก็เป็นเหตุให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ขึ้นมาได้ และยากที่จะหลีกเลี่ยงในเขตชุมชนเมือง
อาการของโรคภูมิแพ้นี้ เมื่อเป็นนานขึ้นก็อาจทำให้เนื้อเยื่อในโพรงจมูกมีอาการบวมหรือขยายตัวขึ้น มา ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการหายใจ หรือหายใจติดขัด หายใจไม่ออก เรียกว่า อาการคัดจมูก เดิมนั้นทางการแพทย์ต้องใช้วิธีการ "ผ่าตัด" แต่วันนี้ด้วยเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ ได้มีการพัฒนาใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้คลื่นวิทยุแทนมีดผ่าตัด เป็นการรักษาโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง ทำให้หายใจได้โล่งขึ้น ด้วยพลังงานจากคลื่นวิทยุที่ปล่อยเข้าไปในบริเวณเนื้อเยื่อที่อุดกั้นทาง เดินหายใจ พลังงานจากคลื่นวิทยุนี้จะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ ไม่ให้สูงมากนัก ความร้อนที่ไม่สูงมากนี้จะไม่ทำลายเซลล์หรือเนื้อเยื่อ แต่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน มีผลทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ต้องการรักษาเกิดการหดตัวลง

ด้วยหลัก การนี้จึงนำมาใช้ในการรักษาอาการกรน ซึ่งมักจะมีสาเหตุมาจากการที่มีเนื้อเยื่อในช่องทางเดินหายใจที่ใหญ่หรือหนา ตัวมากกว่าปกติ ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น เสียงกรน และภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับหายไป

สำหรับอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดคลื่น วิทยุนี้ เป็นอุปกรณ์ที่มีการการใช้รักษาโรคต่างๆ มานานมากกว่า 30 ปีแล้ว โดยใช้ในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งไม่พบว่ามีผลเสียใดๆ จากการใช้เครื่องมือดังกล่าว จึงมั่นใจได้ว่การนำเครื่องมือนี้มาใช้ในการรักษาอาการกรน จะไม่ทำให้เกิดผลเสียใดๆ ต่อร่างกาย

การรักษานี้ใช้วิธีฉีดยาชา เฉพาะที่ไม่ต้องดมยาสลบจึงไม่มีความเสี่ยงในการดมยาสลบ ไม่เจ็บ โดยทั่วไปอาจมีเพียงอาการระคายคอ คัดจมูกบ้าง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ทำการรักษา ใช้เวลาในการทำประมาณ 15-20 นาที ทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้ ยกเว้นการทำบริเวณโคนลิ้น อาจจำเป็นต้องสังเกตอาการ ประมาณ 1 คืน

อัตราการได้ผลอยู่ในเกณฑ์ ดี คือประมาณ 75-85% ข้อจำกัดของการรักษาด้วยการใช้คลื่นวิทยุ โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยคลื่นวิทยุประมาณสองครั้ง อาการต่างๆ จึงจะดีขึ้น โดยมีระยะเวลาห่างกันแต่ละครั้งประมาณ 6-8 อาทิตย์ ผลการรักษาจะค่อยๆ ดีขึ้นทีละน้อย โดยเริ่มรู้สึกดีขึ้นหลังทำประมาณ 4 อาทิตย์ และอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนได้ผลสูงสุดที่ 6-8 อาทิตย์



นอก จากการใช้คลื่นวิทยุในการรักษาโรคนอนกรนแล้วอุปกรณ์ชนิดนี้ยังสามารถใช้ รักษา โรคโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจเกิดจากภูมิแพ้ หรืออื่นๆ ที่ไม่คอยตอบสนองต่อยากินได้อีกด้วย

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com