วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

รู้ทัน...มะเร็งตับ


มะเร็งตับ (liver cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชายและอันดับ 2 ในเพศหญิง และเป็นมะเร็งที่มีการดำเนินโรคเร็วมาก มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน คนที่มีไวรัสตับอักเสบมาก่อน เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ไวรัสตับอักเสบชนิดซี เป็นมาระยะหนึ่งจะเป็นตับแข็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งได้ คนที่ดื่มสุรา การกินอาหารที่มีอัลฟาท๊อกซินบ่อยๆ วิธีการที่จะติด อาจจะเกิดจากการคลอด การได้รับเลือด การร่วมเพศ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

ตับ เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ในการจัดการกับสารอาหารที่ดูดซึมเข้าจากลำไส้ สร้างสารต่างๆ เช่น สารประกอบที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน การแข็งตัวของเลือด และทำลายสารพิษที่รับประทานเข้าไป

ประเภทของมะเร็งตับ

1.ชนิดที่เกิดกับตับโดยตรง (มะเร็งปฐมภูมิ) ในประเทศไทยพบมากมี 2 ชนิด คือ

มะเร็งชนิดเซลล์ตับ เป็นมะเร็งที่พบได้ทั่วทุกภาค
มะเร็งชนิดเซลล์ท่อน้ำดี เป็นมะเร็งที่พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2.ชนิดที่ลุกลามมาจากมะเร็งของอวัยวะอื่น (มะเร็งทุติยภูมิ) เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ และ ทวารหนักที่กระจายไปยังตับ


ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี จะพบในอัตรา 0.4–0.6 % ของผู้ป่วยดังกล่าว
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี
ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส จากการใช้ยา จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จากธาตุเหล็กและแคลเซี่ยม
ผู้ป่วยที่ได้รับสารอะฟลาทอกซิน
ผู้ป่วยที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือโรคไวรัสตับอักเสบบี
อัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งตับ เฉลี่ยระหว่างผู้ชายและผู้หญิงคือ 4.6 : 1 คือพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค เช่น โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี พยาธิใบไม้ในตับ สารเคมีต่างๆ ยารักษาโรคบางชนิด ยาฆ่าแมลง สารพิษที่เกิดจากเชื้อรา สารเคมีที่เกิด จากอาหารหมักดอง สุรา ฯลฯ ภาวะทุพโภชนาการ ภาวะทางระบบอิมมูน คุณสมบัติ ทางพันธุกรรม และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุช่วยในการเกิดโรค
อาการ

เบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก
อ่อนเพลีย น้ำหนักลด และมีไข้ต่ำๆ
ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา อาจคลำก้อนได้
ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโตและบวมบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง
มะเร็งที่มีขนาดเล็กหรือมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ผู้ป่วยในระยะนี้มักจะไม่มีอาการทางกายที่ชัดเจนมากนัก อาจเรียกว่าไม่มีอาการเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นแล้ว อาจส่งผลแสดงอาการต่างๆ ได้ เช่น ปวด แน่นท้องบริเวณด้านขวาบน หรือหากเป็นก้อนตรงตับกลีบซ้าย อาจมีอาการบริเวณลิ้นปี่ อาจมีอาการเหม็นเบื่ออาหาร ทานไม่ค่อยได้ ซึ่งส่งผลให้น้ำหนักลดลงโดยไม่รู้ตัว บางคนอาจมีอาการเกี่ยวการย่อยอาหาร ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เพราะเคมีน้ำดีในตับบกพร่อง คนที่ก้อนโตมากขึ้น อาจคลำก้อนได้บริเวณใต้ชายโครงขวา รู้สึกท้องโต แน่นตึง บางคนอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีน้ำไปที่ช่องท้องที่เรียกว่า ท้องมาน เกิดขึ้นได้หากก้อนลุกลามมาก แต่อาการเหล่านี้บางครั้ง อาจเกิดจากภาวะตับแข็งเฉยๆ โดยที่ยังไม่ได้เป็นมะเร็งก็ได้

การตรวจวินิจฉัย
การตรวจและรักษามะเร็งตับในระยะแรกเริ่มมักได้ผลดี แต่มะเร็งตับระยะแรกเริ่มมักไม่มีอาการ ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์

การตรวจโดยเจาะเลือดหาระดับของสารแอลฟาฟีโตโปรตีน ซึ่งเป็นสารที่มะเร็งตับ ชนิดเซลล์ตับผลิตออกมา
การตรวจดูก้อนในตับโดยใช้อุลตราซาวด์ คอมพิวเตอร์เอ็กซเรย์ คลื่นแม่เหล็ก MRI หรือฉีดสีเข้าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ

สารแอลฟาฟีโตโปรตีน
การตรวจวัดระดับของสารแอลฟาฟีโตโปรตีนในเลือด ถือเป็นการตรวจทางชีวเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ alpha-fetoprotein (AFP) จัดเป็นสารที่บ่งชี้มะเร็งตับ โรคมะเร็งที่มีกำเนิดจากเซลตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ ตรวจพบระดับของ AFP ในเลือดสูงขึ้นมาก โดยพบได้ประมาณร้อยละ 70-80 ของคนไข้มะเร็งตับทั้งหมด นอกจากจะมีประโยชน์ช่วยในการวินิจฉัยโรคแล้ว แพทย์ยังใช้วิธีตรวจหาระดับของ AFP ในเลือดเพื่อติดตามผลการรักษาของโรคมะเร็งตับอีกด้วย

สารแอลฟาฟีโตโปรตีน เป็นไกลโคโปรตีน หมายถึงเป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างของน้ำตาลเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย AFP สร้างโดยเซลของตับในระยะที่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์มารดา ซึ่งเป็นเซลตับที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ อยู่ระหว่างการแบ่งตัวจำนวนมากและอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เซลตับดังกล่าวสร้างไกลโคโปรตีนชนิดนี้แล้ว จะหลั่งออกมาในกระแสเลือด ทำให้สามารถตรวจพบ AFP ได้ในกระแสเลือด และตรวจพบระดับสูงในเลือดของทารกในครรภ์มารดา ซึ่งระดับของ AFP ในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็วภายหลังคลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงขวบปีแรก จนกระทั่งแทบจะตรวจไม่พบเลยเมื่อเป็นผู้ใหญ่

โรคมะเร็งที่มีกำเนิดมาจากเซลตับ โดยเฉพาะมะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ มักจะพบว่ามีระดับของ AFP สูงขึ้นมากในเลือด เป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งตับนั้นพบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มสุราประจำเป็นเวลานานๆ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็ง อาการที่ควรสงสัยคือปวดหรือมีก้อนที่ใต้ชายโครงขวา ตาเหลืองตัวเหลือง ท้องมาน มีน้ำในท้อง อาการอื่นๆที่พบได้ เช่น อาเจียนเป็นเลือดดำหรือแดง ขาบวม โดยทั่วไปแพทย์สามารถตรวจหามะเร็งตับได้โดยอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน และตรวจระดับของ AFP ในเลือด

ในปัจจุบันจึงแนะนำให้ตรวจสารแอลฟาฟีโตโปรตีนในเลือด และตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีอาการชวนสงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งตับ สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาแล้ว พบว่าการติดตามตรวจหาระดับของ AFP ในเลือดเป็นระยะๆ จะช่วยในการติดตามการดำเนินของโรคและสามารถใช้ติดตามการรักษาได้เป็นอย่างดี ถ้าระดับของ AFP ลดลงจนถึงระดับปกติ มักจะแปลว่าการรักษาได้ผล และเกิดการฝ่อลงของก้อนมะเร็ง ในทางตรงกันข้าม ระดับ AFP ที่สูงขึ้นในผู้ป่วยที่เคยมีระดับลดลงเป็นปกติแล้ว มักจะบ่งถึงว่ามีการเติบโตของมะเร็งขึ้นใหม่อีก อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีแล้ว ระดับของสารแอลฟาฟีโตโปรตีน AFP ที่สูงผิดปกติ อาจพบได้ในโรคมะเร็งอื่นๆ ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งของทางเดินน้ำดี มะเร็งตับอ่อน และอาจพบได้ในผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือภายหลังตับอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากนี้การตรวจวัดระดับ AFP ในเลือดระหว่างที่ตั้งครรภ์ ยังช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์มารดาได้อีกด้วย

ที่มา :ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com

จากเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พฤติกรรมลดโอกาสมีบุตร

ช่วงต้นสัปดาห์ ‘มุมสุขภาพ’ กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับโรคภัยที่ทำให้หญิงและชายมีบุตรยาก วันนี้ ‘สามัญประจำบ้าน’ เผยพฤติกรรมที่จะบั่นทอนโอกาสการมีบุตรให้ยากเข็ญขึ้นไปอีก โดยนายแพทย์พูลศักดิ์ ไวความดี สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้แนะนำให้คู่รักลด ละ เลิก พฤติกรรมดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ หากอยากมีบุตรแข็งแรงสมบูรณ์

เริ่มจากการสำรวจตนเองว่าสูบบุหรี่มากเกินกว่า 13 มวนต่อวัน ก็จะยิ่งเพิ่มความยากในการมีบุตรอีก 13% ส่วนนักดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าดริ้งค์มากกว่า 20 แก้วต่อสัปดาห์ รวมทั้งการบริโภคเครื่องดื่มประเภทชา-กาแฟเกิน 7 แก้วต่อวัน ก็ไม่ควรทำ

ด้านอาหารการกินควรจัดสรรให้ครบ 5 หมู่ และรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะฝ่ายหญิงจำเป็นต้องควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิน 70 กิโลกรัม หรืออาจคำนวณจากดรรชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) อัตราส่วนที่เหมาะสมและสมดุลระหว่างน้ำหนักและส่วนสูง ของทั้งเพศชาย - หญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ในสูตร น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม / (ความสูงเป็นเมตร)² ค่าที่ได้ควรอยู่ระหว่าง 18.5 – 24.9 จึงจะถือว่ามีรูปร่างสมส่วน ที่สำคัญทั้งฝ่ายหญิงและชายไม่มีควรตกอยู่ในภาวะเครียด เนื่องจากจะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน

อย่างไรก็ตามหากแต่งงานแล้ววางแผนที่จะมีทายาท ฝ่ายหญิงก็ไม่ควรมีบุตรหลังจากอายุ 35 ปี ส่วนฝ่ายชายความสมบูรณ์ของน้ำเชื้ออสุจิจะลดลงหลังจากเลยวัย 45 ปีแล้ว.

takecareDD@gmail.com

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เทคนิค ‘ดื่มน้ำ’ เพิ่มพลังสุขภาพ

ความใส่ใจเลือกรับประทานอาหารที่ปราศจากสารพิษ อย่าง ผัก ผลไม้ และอาหารที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูปน้อยที่สุด ถือเป็นการดูแลรักษาสุขภาพโดยพึ่งพาธรรมชาติตามรูปแบบของ ‘ดร.ทอม อู๋’ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับการดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำเปล่า อย่างต่ำ 8 แก้วต่อวัน ซึ่งควรจัดสรรเวลาในการดื่มน้ำให้เหมาะสม และควรดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร 1 ชั่วโมง

สำหรับเทคนิคการดื่มน้ำ ควรเปลี่ยนจากการดื่มเป็นอึก หรือดื่มทีเดียวหมดแก้ว มาเป็นการค่อย ๆ จิบ ค่อย ๆ กลืน เทคนิคดังกล่าว นอกจากจะไม่ทำให้รู้สึกจุกหรือปวดปัสสาวะหลังจากดื่มน้ำแล้ว ยังเป็นการเติมความชุ่มชื้นให้แก่เซลล์ทั่วร่างกาย ถือเป็นการแก้กระหายและบำรุงร่างกายจากภายในสู่ภายนอก

ทั้งนี้ ดร.ทอม อู๋ ยังแนะนำให้ลำดับการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้ร่างกายย่อยอาหารได้อย่าง สะดวก โดยเริ่มจากการรับประทานผลไม้ก่อน จากนั้นจึงตามด้วยสลัดผักสด ที่จะต้องเคี้ยวคำละ 40 ครั้ง สุดท้ายเป็นอาหารปรุงสุกหรืออาหารจานหลัก

ส่วน เหตุผลที่ให้จัดลำดับการรับประทานอาหารตามคำที่กล่าว เพราะผลไม้เป็นอาหารที่ย่อยง่ายมากกว่าผักสดและเนื้อสัตว์ เพื่อให้ร่างกายได้ย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ.

takecareDD@gmail.com

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พบวิธีดับเสียงกรน ดังสนั่นลั่นโลกได้แล้ว ฉีดยาเข็มละ 200 บ.

หมอเมืองน้ำชาพบวิธีดับเสียงกรนอันทรมานคู่นอนให้เงียบลงได้ ชั่วแต่เพียงการฉีดน้ำยามูลค่าเข็มละประมาณ 200 บาท เพียงเข็มเดียวเท่านั้น...

หมอฮาดี อัล ยัสซิม ศัลยแพทย์ที่ปรึกษาโรคหู คอ จมูก ได้พบวิธีปราบเสียงกรน ด้วยเทคนิคทางศัลยกรรมซ่อมแต่งอวัยวะ โดยการฉีดน้ำยาโซเดียม เตตราดีซิลเข้าที่เพดานปาก มันจะช่วยทำให้เนื้อเยื่อของเพดานแข็งกระชับขึ้น หายหย่อนยานไหวกระเพื่อมเมื่อเวลาหายใจเข้าออก ก่อให้เกิดเสียงกรนอีกต่อไป

หนังสือ พิมพ์รายวัน "เดอะ เดลี เอกซเปรสส์" รายงานข่าวว่า หมอฮาดีเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเขตเซาสพอร์ทและออมสเคริกเผยว่า ได้รักษาผู้ที่เป็นเจ้าลมกรนด้วยวิธีนี้มา 400 รายแล้ว โดยบางราย อาจจะต้องฉีดปีหนึ่ง 3 เข็ม แต่บางคนแค่หนเดียว ก็ไม่กรนได้ทั้งปี

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สารในขมิ้นฆ่าเซลล์มะเร็ง

นักวิจัยในแดนผู้ดีเปิดผลการศึกษา พบว่า สารเคอร์คูมิน (Curcumin) ใน "ขมิ้นชัน" มีฟ หลอดอาหาร

ข้อมูล จากวารสารมะเร็งวิทยา ประเทศอังกฤษ รายงานว่า ศูนย์ วิจัยมะเร็งคอร์กทำการทดลองพบว่า สารดังกล่าวจากขมิ้นชันสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งหลอด อาหารในห้องทดลองได้ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะกระตุ้นให้เกิดสัญญาณว่าเซลล์ตายแล้วเพื่อให้เซลล์เริ่มย่อย ตัวเอง

ด้านดร.เลสลีย์ วอล์กเกอร์ ผู้อำนวยการข้อมูลมะเร็งที่ศูนย์วิจัยมะเร็งอังกฤษ ให้ความเห็นว่า งานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยปูทางไปสู่การนำเคอร์คูมิน ซึ่งเป็นสารสกัดธรรมชาติในขมิ้นไปพัฒนาเพื่อใช้รักษามะเร็งหลอดอาหาร ต่อไป

ทั้งนี้ เชื่อว่าสารเคอร์คูมินมีคุณสมบัติรักษาโรคได้หลายชนิด เช่น มะเร็ง ข้ออักเสบ สมองเสื่อม ส่วนสถานการณ์มะเร็งหลอดอาหารในอังกฤษพบผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ช่วงหลังคริสต์ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา สาเหตุคาดว่าเกี่ยวข้องกับการที่ชาวอังกฤษเป็นโรคอ้วน กรดไหลย้อน และดื่มสุรามากขึ้น

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Pic_42626

พบปล่อยคลื่นแม่เหล็กรุนแรง หากเหน็บติดเข็มขัดนานกว่า 15 ชม.ต่อวันส่ง อาจผลให้กระดูกเชิงกรานบางลง ...

ลอง สำรวจดูซิว่าคุณพกโทรศัพท์มือถือไว้ ที่ไหน แขวนไว้ที่เข็มขัดติดเอวตลอดเวลาหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นก็โปรดทราบข่าวใหม่ล่าสุด ว่ารังสีของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทร.มือถือนั้นนำไปสู่การลดลงของมวลกระดูกบริเวณ กระดูกเชิงกรานลงได้

การศึกษาของ ดร.โทลกา อะตาย และคณะ จากมหาวิทยาลัยสุไลมาน เดมิเรล ที่ตุรกี พบว่าการสัมผัสกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานานจะทำ ให้กระดูกบริเวณเชิงกรานอ่อนแอลง โดยนักวิจัยได้วัดความหนาแน่นของกระดูกบริเวณขอบกระดูกเชิงกรานของชาย 150 คนที่มักจะพกโทรศัพท์มือถือติดเข็มขัดเฉลี่ย 15 ชม. ต่อวัน โดยเฉลี่ยใช้โทร.มือถือมาประมาณ 6 ปี พบว่า



ความหนาแน่นของกระดูกเชิงกรานด้านที่พกโทรศัพท์นั้นค่อนข้างบางลง เมื่อเทียบกับด้านตรงข้าม แต่ก็ไม่ถึงขนาดว่าต่างอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าชายหนุ่มในการศึกษาครั้งนี้ยังมีอายุค่อนข้างน้อย คือเฉลี่ย 32 ปี และอาจจะพบว่ากระดูกอ่อนลงมากกว่านี้หากมีการศึกษาติดตามต่อไป

นัก วิจัยเน้นย้ำว่าข้อค้นพบนี้ เป็นการศึกษาขั้นต้น และได้สรุปว่า "คงจะเป็นการดีกว่าหากจะวางโทรศัพท์ มือถือไว้ให้ห่างไกลตัว ในระหว่างที่ใช้ชีวิตประจำวัน".

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ระบุยอดอาหารช่วยบำรุงสติปัญญา จุดประกายให้กับสมอง

การศึกษาจากต่างประเทศ พบว่าการรับประทาน ผลบลูเบอรี่ ไข่ มัสตาร์ดปลาแซลมอน และผักเคล จะช่วยบำรุงเพราะไปกระตุ่นเซลล์ประสาทชะลอโรคสมองเสื่อม...

รายงานการศึกษาระหว่างประเทศ ได้พบว่าอาหาร 5 ชนิดมีคุณประโยชน์ ช่วยจุดประกายความคิดให้กับสมองของเราได้ 5 ชนิด

ผลบลูเบอรี่ ส่วนผสมในผลไม้ชนิดนี้ มีสรรพคุณป้องกันขบวนการ ที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม และยังชะลอสมองไม่ให้แก่ชราลงเร็วด้วย

ไข่ อาหารเช้าชนิดนี้ อุดมด้วยเซเลเนียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุช่วยบำรุงสมอง ให้คงหนุ่มสาวอยู่เสมอได้นานแรมปี

มัสตาร์ด สิ่งที่ทำให้มันมีคุณสมบัติอันน่าทึ่ง อยู่ที่หัวขมิ้นชัน ซึ่งได้บริโภควันละ 17 มิลลิกรัม หรือเท่ากับกินมัสตาร์ดวันละ 1 ช้อนชา จะไปช่วยปลุกยีนซึ่งควบคุมการกำจัดขยะของเซลล์ในสมอง ให้แข็งขันขึ้น

ปลาแซลมอน ปลาเนื้อสีชมพูนี้อุดมด้วยกรดไขมันโอเมกา-3 ชนิดที่เชื่อว่ามีสรรพคุณต่อต้านความแก่ชราของสมองมากที่สุด

ผักเคล อันเป็นกะหล่ำปลีชนิดหนึ่ง ถ้าหากได้กินผักใบดกนี้อย่างน้อยวันละ 3 มื้อ สารคาโรทีนอยด์และฟลาโวนอยด์ที่มีอยู่ในผัก จะช่วยชะลอสมองเสื่อมเพราะความแก่ชราให้ช้าลง

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เจาะลึกการมีบุตรยาก ปัญหาอยู่ที่ใคร??



ในการมาพบแพทย์ เพื่อเริ่มตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากนั้น แพทย์จะเริ่มซักประวัติเบื้องต้นทั่วๆไป เช่น การคุมกำเนิดที่เคยใช้ ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ ประวัติประจำเดือน (ซึ่งจะช่วยบอกว่าฝ่ายหญิงนั้นมีปัญหาไข่ไม่ตกหรือไม่) ประวัติการผ่าตัด โรคประจำตัว และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงประวัติทางฝ่ายชาย ที่อาจช่วยบอกถึงคุณภาพของน้ำอสุจิ ได้แก่ ประวัติการเป็นคางทูม การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เป็นต้น จากการซักประวัติเบื้องต้นจะเป็นแนวทางที่ดีในการสืบค้นหาสาเหตุต่อไป ข้อมูลที่มักจะได้ไม่ครบถ้วนมักจะเป็นประวัติประจำเดือน ดังนั้นการจดหรือจำประจำเดือนประมาณ 3-6 เดือนก่อนพบแพทย์จะช่วยในการตรวจรักษาที่ดีขึ้น

ต่อจากนั้นก็จะเป็น การตรวจเลือดทั่วไปได้แก่ การตรวจเอดส์ ซิฟิลิส และตับอักเสบบี ซึ่งโรคเหล่านี้จะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ รวมทั้งอาจตรวจหาพาหะโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ในคู่สมรสที่สงสัยว่าอาจเป็นพาหะ การตรวจทั้งหมดนี้แนะนำตรวจพร้อมกันทั้งสามีและภรรยา

หลังจากนั้นก็จะเริ่มตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยสาเหตุที่พบบ่อยนั้นมีดังนี้

  • สาเหตุจากน้ำอสุจิของฝ่ายชาย พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของคู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก
  • ภาวะไม่ตกไข่ พบได้ประมาณร้อยละ 15
  • ท่อนำไข่อุดตัน
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • โรคทางนรีเวชอื่นๆ เช่น เนื้องอกมดลูก พังผืดในโพรงมดลูก หรือมดลูกผิดปกติแต่กำเนิดเป็นต้น
  • ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน พบได้ประมาณร้อยละ 10
  • ส่วนข้อ 3-5 รวมกันจะพบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของคู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก

การตรวจหาสาเหตุนั้นจะแยกอธิบายเป็นการตรวจทางฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
ทาง ฝ่ายชายนั้นการตรวจน้ำอสุจิเป็นการตรวจขั้นแรก โดยผลการตรวจจะรายงานสภาพทั่วไปของน้ำอสุจิ จำนวนและความเข้มข้นของตัวอสุจิ รวมทั้งการเคลื่อนไหวและรูปร่างของตัวอสุจิ และเพื่อผลการตรวจที่ดีและเชื่อถือได้ ฝ่ายชายควรงดการหลั่งน้ำอสุจิก่อนการตรวจประมาณ 3-7 วัน แต่ถ้างดการหลั่งน้ำอสุจิมากกว่า 7 วัน ผลการตรวจอาจพบจำนวนตัวอสุจิที่เสียชีวิตมากกว่าปกติได้ และถ้าผลการตรวจน้ำอสุจิผิดปกติ แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อดูลักษณะโดยทั่วไป ลักษณะของอัณฑะ และเส้นเลือดขอดบริเวณถุงอัณฑะ หรืออาจต้องตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม

ทางฝ่ายหญิงจะมีการตรวจภายใน และเช็คมะเร็งปากมดลูกเป็นเบื้องต้น และมักจะตรวจอัลตราซาวน์ทางช่องคลอด เพื่อตรวจหาความผิดปกติ ที่ไม่สามารถตรวจพบได้ ด้วยการตรวจภายในเพียงอย่างเดียว ได้แก่ เนื้องอกขนาดเล็กในโพรงมดลูก หรือภาวะถุงน้ำรังไข่ (PCOS) เป็นต้น ส่วนการตรวจว่าท่อนำไข่ ว่ามีการอุดตันหรือไม่ ต้องใช้การตรวจด้วยวิธีฉีดสีเอกซ์เรย์ดูท่อนำไข่ (Hysterosalpingography) ขั้นตอนการทำจะคล้ายการตรวจภายในเพื่อเช็คมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะใช้ท่อเล็กๆ สอดเข้าไปทางรูปากมดลูก แล้วฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในโพรงมดลูก พร้อมกับถ่ายภาพรังสีเอกซ์เรย์ ในขณะที่สารทึบรังสี ไหลผ่านท่อนำไข่ จนผ่านปลายท่อออกไปถึงอุ้งเชิงกราน สามารถดูได้ทั้งลักษณะของท่อนำไข่ และโพรงมดลูก การตรวจวิธีนี้ มักแนะนำให้ทำในรายที่มีประวัติสงสัยว่า จะมีปัญหาของท่อนำไข่ เช่น เคยเป็นมดลูกหรือปีกมดลูกอักเสบ เคยตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือสงสัยว่า เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น แต่อาจพิจารณายกเว้นการตรวจนี้ได้ ในรายที่อายุน้อยและไม่มีความเสี่ยงดังที่กล่าวมา การตรวจนี้ สามารถทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย ระหว่างและหลังการตรวจได้ แต่มากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล แพทย์มักให้ยาแก้ปวดชนิดรับประทาน ก่อนหน้าที่จะทำการตรวจ แต่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจ แพทย์จะไม่ได้ทำให้ผู้รับการตรวจหลับ หรือระงับความรู้สึกแต่อย่างใด และช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการตรวจด้วยวิธีนี้คือ 2-5 วันหลังหมดประจำเดือน แต่ไม่เกิน 10-12 วัน นับจากการมีประจำเดือนวันแรก

ผลการตรวจเบื้อง ต้นทั้งหมดของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงดังกล่าว จะสามารถช่วยบอกสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก ในคู่สมรส ได้เป็นส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 80) แต่อย่างไรก็ตาม จะยังมีคู่สมรสอีกประมาณร้อยละ 10-20 ที่ผลการตรวจเป็นปกติทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถบอกสาเหตุที่ชัดเจนได้ แนวทางการรักษาในขั้นต่อไปก็จะเป็นไปตามสาเหตุนั้นๆ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษา ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com

ความสุขกันมะเร็งได้ ผู้มีความสุขในชีวิตหนีโรคร้ายได้1ใน 4


เป็นอิทธิพลจากการสะสมความชอกช้ำ แนะทำจิตเป็นสุขช่วยไล่โรคร้าย เตือนหญิงวัยทองเข้ากลุ่มเสี่ยง เมืองผู้ดีเผย 80% สตรีอายุ 50 ปีขึ้นไป ล้วนเป็นมะเร็งเต้านม...

นักวิทยาศาสตร์ยิว พบว่าผู้ที่มีความสุข จะสามารถตัดความเสี่ยงของการที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ลงได้ถึง 1 ใน 4 ขณะที่การมีความคิดชอบ และความสุข ช่วยให้รอดพ้นจากโรคภัยได้ แต่ความเศร้าสร้อยที่เกิดจากการหย่าร้าง และความโศกเศร้าที่เกิดจากการสูญเสีย ก็อาจ ดึงดูดโรคร้ายอย่างมะเร็งเต้านม ให้เข้ามาใกล้ตัวได้เหมือนกัน

หัว หน้าคณะศึกษา ดร.โรนิท เปเล็ด แห่งคณะวิทยาศาสตร์ สุขภาพ มหาวิทยาลัยเบน กูเรียน รายงานผลการศึกษาว่า "หญิงสาวผู้ที่ต้องประสบกับเคราะห์กรรมของเหตุร้ายในชีวิตมาหลายครั้งหลายหน ควรจะถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม และควรจะให้การบำบัดรักษาไปตามนั้น และความชอกช้ำจากเหตุร้ายในชีวิต ที่ก่อความเสี่ยงกับการเป็นมะเร็ง ดูเหมือนจะสะสมเพิ่มพูนขึ้น ผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องประสบกับเหตุการณ์แบบนั้นในชีวิตส่วนตัวไม่ต่ำกว่าสอง หนขึ้นไป จะรู้สึกถึงผลของมันได้อย่างชัดเจน" เขาไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลของการค้นพบ หากแต่ได้กล่าวว่าควรจะให้มีการศึกษาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม องค์การต่อต้านโรคมะเร็งเต้านมของอังกฤษ กล่าววิจารณ์ว่า การศึกษาจับเอาแต่กลุ่มหญิงสาวเท่านั้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว มักถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็งเต้านม น้อยกว่าพวกสตรีวัยทอง อย่างเช่นตามสถิติของอังกฤษเอง ผู้ป่วยล้วนแต่เป็นผู้หญิง อายุเกิน 50 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 80.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แนะนำผู้เกษียณ อย่าหยุดทำงานหมดเลย สุขภาพจะทรุดโทรม


วารสารวิชาการ "จิตวิทยาการชีวอนามัย" ของสหรัฐฯเผย ผู้เกษียณที่หางานชั่วคราวหรือบางเวลาทำจะลดความเครียดได้มากกว่าผู้ว่างงาน เหตุเพราะปรับตัวให้เข้ากับงานได้...

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ กล่าวแนะนำผู้เกษียณทั้งหลายว่า การวางมือจากงานหมดเลย จะทำให้สุขภาพทรุดโทรม

วารสาร วิชาการ "จิตวิทยาการชีวอนามัย" ของสหรัฐฯเปิดเผยว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ได้ศึกษาจากผู้เกษียณจำนวน 12,189 ราย เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ได้พบว่า ผู้เกษียณที่ยังคงหางานชั่วคราวหรือบางเวลาทำบ้าง ล้วนแต่ไม่ค่อยจะเจ็บป่วยเป็นอะไรหนักหนา และยังคงทำการทำงานแต่ละวันได้ดี

ผล การศึกษาแสดงว่า ผู้ที่ยังคงหางานที่ใกล้เคียงกับงานเก่าทำหลังเกษียณได้ ยังคงมีขวัญดีกว่าเพื่อนฝูงคนที่หยุดทำงานหมดเลย แต่ขณะเดียวกันไม่พบหลักฐานส่อว่าคนที่ต้องไปทำงานที่ต่างจากงานเก่าทำ จะมีสภาพจิตใจดีเหมือนกันไปด้วย อาจจะเป็นเพราะว่า ต้องปรับตัวให้เข้ากับงาน และสิ่งแวดล้อมที่ต่างออกไป จึงทำให้เกิดความเครียดมากกว่า.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สุขภาพช่องปาก คนไทย ยิ่งสูงวัย-สูญเสียฟันอื้อ


เผยผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากในระดับประเทศ ปี 2549-2550 พบ กลุ่มวัยทำงาน-สูงอายุ มีปัญหาการสูญเสียฟัน ร้อยละ 83 - 94 ส่วน 21 ต.ค. วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ ทำฟันฟรีทั่วประเทศ

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในวันที่ 21 ต.ค. วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดรณรงค์ตรวจรักษาโรคในช่องปากให้ประชาชนทุกกลุ่มอายุ ทุกอาชีพฟรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้ให้โรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 1,800 แห่ง เปิดให้บริการตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูนและเคลือบหลุมร่องฟันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตลอดวันที่ 21 ต.ค.เวลา 08.30 -16.30 น. ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากในระดับประเทศ ปี 2549-2550 พบว่าในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ มีปัญหาการสูญเสียฟัน โดยพบวัยทำงานสูญเสียฟันร้อยละ 83 ผู้สูงอายุสูญเสียฟันร้อยละ 94

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นั่งราบกับพื้นเหยียดมือให้เลยพ้นนิ้วเท้า วัดความเสี่ยงโรคหัวใจ


แพทย์สรีรวิทยาสมาคมอเมริกัน แนะวิธีผู้อายุเกิน 40 ปี หากอยากรู้หลอดเลือดแดงในตัว เกิดแข็งตัวขึ้นขนาดไหน ก็ให้ลองนั่งเหยียดขากับพื้นแล้วยื่นมือให้พ้นนิ้วเท้า...

แพทย์ สรีรวิทยาสมาคมอเมริกัน บอกแนะ นำว่า ผู้ที่อายุเกิน 40 ปี ไปแล้วคนใด อยากจะรู้ ว่าหลอดเลือดแดงในตัว เกิดแข็งตัวขึ้นขนาดไหน ก็ให้ลองนั่งเหยียดขากับพื้น แล้วยื่นมือให้เหยียดยาวออกไป ให้เลยพ้นนิ้วเท้าก็จะรู้ได้ เพราะท่านี้จะเป็นการทดสอบให้รู้ว่าหลอดเลือดแดงยังอ่อนตัวดีอยู่อย่างเดิม หรือไม่

ประกาศของสมาคมกล่าวว่า การมีหลอดเลือดแดงแข็ง จะทำให้เป็นโรคหัวใจขึ้นได้ ท่าทดสอบท่านี้ จึงเป็นเครื่องวัดในเวลาอันสั้น ให้รู้ตัวว่ามีความเสี่ยงกับการเสียชีวิตก่อนวัย ด้วยโรคหัวใจล้มและหลอดเลือดสมอง อยู่มากน้อยเท่าใด

หมอเคนตา ยามาโมโต ผู้ร่วมร่างคำประกาศ อธิบายว่า การค้นพบของเรานับว่ามีส่วนที่สำคัญ เนื่องด้วยความอ่อนตัวของลำตัว จะดูออกได้ง่าย การทดสอบอย่างง่ายแบบนี้ จึงอาจช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งที่เสื่อมตามวัยได้ ทั้งที่ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่า เหตุใดในคนวัยกลางคนและผู้สูงวัย การแข็งตัวของหลอดเลือด ถึงมาผูกพันกับความอ่อนตัวของลำตัวได้

อย่าง ไรก็ดี แพทย์ผู้มีชื่อเสียงขยายให้ฟังว่า แต่มีสิ่งที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งว่า การออกกำลังเพื่อให้กล้ามเนื้อยืดเหยียด อาจก่อปฏิกิริยาทางสรีรวิทยา ซึ่งช่วยชะลอการแข็งตัวของหลอดเลือดให้เกิดช้าลงได้.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ภูมิแพ้หายใจได้สะดวก ไม่ต้องผ่าตัดอีกต่อไป




"RFTVR" เป็นวิธีการรักษาโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง อุปกรณ์ในด้านการรักษาพัฒนามากขึ้น เพื่อลดความเจ็บปวด และความเสี่ยงจากการ "ผ่าตัด" โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อที่สำคัญ ในโพรงจมูกที่อาจทำให้ไม่สามารถหายใจได้สะดวก อันเป็นอาการสำคัญของผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้

“โรคภูมิแพ้” ได้กลายเป็นโรคฮิตสำหรับคนเมือง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการพัฒนาทางด้าน อสังหาริมทรัพย์ มีการก่อสร้างอาคารหรืออื่นๆ ที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองก็เป็นเหตุให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ขึ้นมาได้ และยากที่จะหลีกเลี่ยงในเขตชุมชนเมือง
อาการของโรคภูมิแพ้นี้ เมื่อเป็นนานขึ้นก็อาจทำให้เนื้อเยื่อในโพรงจมูกมีอาการบวมหรือขยายตัวขึ้น มา ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการหายใจ หรือหายใจติดขัด หายใจไม่ออก เรียกว่า อาการคัดจมูก เดิมนั้นทางการแพทย์ต้องใช้วิธีการ "ผ่าตัด" แต่วันนี้ด้วยเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ ได้มีการพัฒนาใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้คลื่นวิทยุแทนมีดผ่าตัด เป็นการรักษาโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง ทำให้หายใจได้โล่งขึ้น ด้วยพลังงานจากคลื่นวิทยุที่ปล่อยเข้าไปในบริเวณเนื้อเยื่อที่อุดกั้นทาง เดินหายใจ พลังงานจากคลื่นวิทยุนี้จะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ ไม่ให้สูงมากนัก ความร้อนที่ไม่สูงมากนี้จะไม่ทำลายเซลล์หรือเนื้อเยื่อ แต่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน มีผลทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ต้องการรักษาเกิดการหดตัวลง

ด้วยหลัก การนี้จึงนำมาใช้ในการรักษาอาการกรน ซึ่งมักจะมีสาเหตุมาจากการที่มีเนื้อเยื่อในช่องทางเดินหายใจที่ใหญ่หรือหนา ตัวมากกว่าปกติ ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น เสียงกรน และภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับหายไป

สำหรับอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดคลื่น วิทยุนี้ เป็นอุปกรณ์ที่มีการการใช้รักษาโรคต่างๆ มานานมากกว่า 30 ปีแล้ว โดยใช้ในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งไม่พบว่ามีผลเสียใดๆ จากการใช้เครื่องมือดังกล่าว จึงมั่นใจได้ว่การนำเครื่องมือนี้มาใช้ในการรักษาอาการกรน จะไม่ทำให้เกิดผลเสียใดๆ ต่อร่างกาย

การรักษานี้ใช้วิธีฉีดยาชา เฉพาะที่ไม่ต้องดมยาสลบจึงไม่มีความเสี่ยงในการดมยาสลบ ไม่เจ็บ โดยทั่วไปอาจมีเพียงอาการระคายคอ คัดจมูกบ้าง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ทำการรักษา ใช้เวลาในการทำประมาณ 15-20 นาที ทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้ ยกเว้นการทำบริเวณโคนลิ้น อาจจำเป็นต้องสังเกตอาการ ประมาณ 1 คืน

อัตราการได้ผลอยู่ในเกณฑ์ ดี คือประมาณ 75-85% ข้อจำกัดของการรักษาด้วยการใช้คลื่นวิทยุ โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยคลื่นวิทยุประมาณสองครั้ง อาการต่างๆ จึงจะดีขึ้น โดยมีระยะเวลาห่างกันแต่ละครั้งประมาณ 6-8 อาทิตย์ ผลการรักษาจะค่อยๆ ดีขึ้นทีละน้อย โดยเริ่มรู้สึกดีขึ้นหลังทำประมาณ 4 อาทิตย์ และอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนได้ผลสูงสุดที่ 6-8 อาทิตย์



นอก จากการใช้คลื่นวิทยุในการรักษาโรคนอนกรนแล้วอุปกรณ์ชนิดนี้ยังสามารถใช้ รักษา โรคโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจเกิดจากภูมิแพ้ หรืออื่นๆ ที่ไม่คอยตอบสนองต่อยากินได้อีกด้วย

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

เตือนประชากรสูบบุหรี่เสี่ยงเกิดมะเร็งตับ1.51เท่า

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เตือนประชากรที่สูบบุหรี่มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.51 เท่า และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.12 เท่าของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่...

วันนี้ (27 ก.ย.) มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยรายงานการวิจัยที่พบ ว่า การสูบบุหรี่ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ งานวิจัยดังกล่าว ตีพิมพ์ในวารสารระบาดวิทยานานาชาติ ฉบับเดือนสิงหาคม 2552 โดยการทบทวนรายงานวิจัยการติดตามศึกษาระยะยาว 38 ชิ้น และรายงานการศึกษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับกับประชากรกลุ่มเปรียบเทียบ 58 รายงาน พบว่า ประชากรที่สูบบุหรี่มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.51 เท่า และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.12 เท่าของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยข้อมูลการศึกษาจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกในห้วงเวลาต่าง ๆ มีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติไอเออาร์ซี ได้สรุปอย่างเป็นทางการแล้วว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งตับ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกาเพียงแต่ระบุว่า หลักฐานบ่งบอกว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ แต่ยังไม่ชี้ชัดลงไปทีเดียว

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ กล่าวว่า มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของชายไทยภาคอีสานและเป็นมะเร็งอันดับสองรองจาก มะเร็งปอดของชายไทยภาคอื่นทุกภาค ที่ผ่านมาเชื่อกันว่า มะเร็งตับในคนไทยมาจากหลายสาเหตุอันมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี การติดเชื้อพยาธิในตับ การได้รับสารก่อมะเร็งจากเชื้อราอะฟลาท็อกซินในถั่ว การกินอาหารดิบและหมักดองที่มีสารก่อมะเร็งปะปน แต่ข้อมูลที่พบว่า คนสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เนื่องจากตับมีหน้าที่ดักกรองและทำลายสารพิษทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งสารพิษและสารก่อมะเร็งจากควันบุหรี่

"การสูบบุหรี่จึงทำให้ตับได้รับสารก่อมะเร็งมากขึ้น นานเข้าก็เกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้ ในคนไทยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้น เช่น คนที่เป็นพาหะเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรอย่างยิ่งที่จะไม่สูบบุหรี่รวมทั้งหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดมะเร็งตับ ซึ่งเป็นมะเร็งที่ร้ายแรงและแทบจะไม่มีทางรักษาเลย ซึ่งเกิดจากการทำงานที่เกี่ยวข้องพร้อมระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพแลพการทำงานเพื่อยกมาตรฐานการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น"ศ.นพ.ประกิต

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

ใส่ฟันปลอม ต้องถอดบ้าง


ไม่ควรใส่ตลอดเพราะอาจเกิดระคายเคือง ต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก ส่งผลให้เกิดการอักเสบใต้ฐานฟันปลอม รวมทั้งอาจมีกลิ่นปาก-ฟันผุได้ง่าย...

ไม่มีใครอยากเจอภาวะ "เหงือกจ๋าฟันลาก่อน" แต่ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ ก็ต้องตัดสินใจแล้วล่ะว่าจะใช้ฟันปลอมแบบไหน

โดย ทั่วไปฟันปลอมมีให้เลือกใส่ได้ 2 แบบคือ ฟันปลอมถอดได้ กับ ฟันปลอมติดแน่น จะใช้ชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพปัญหา และแต่ละชนิดมีรายละเอียดต่างกันอยู่ในด้านวัสดุที่นำมาใช้ ซึ่งสัมพันธ์กับราคาและความทนทานอีกด้วย

หลังจากเลือกได้ฟันปลอมมาใส่ติดปากแล้ว มีข้อควรปฏิบัติที่ต้องดูแลอวัยวะชิ้นใหม่ในปากของเราดังต่อไปนี้

ข้อแรก ควร ถอดฟันปลอมทำความสะอาดทุกครั้ง หลังการรับประทานอาหาร

ข้อถัดมา ควร ใช้แปรงสีฟันแปรงที่ฟันปลอมให้ทั่วทั้งซี่ฟันและฐาน ของฟันปลอม จะใช้ร่วมกับยาสีฟันด้วยก็ได้ แล้วล้างน้ำให้สะอาด

ข้อ สุดท้าย ก่อนนอน หลังแปรงฟันปลอมสะอาดแล้ว ให้แช่น้ำเปล่าไว้ ไม่ควรใส่ฟันปลอมตลอดเวลา เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก มีผลทำให้เกิดการอักเสบใต้ฐานฟันปลอมได้ อาจทำให้มีกลิ่นปาก และฟันผุได้ง่ายข้อปฏิบัติเหล่านี้นำมาจากคอลัมน์ คุยเรื่องฟันกับผู้บริโภค โดย ทพญ.นิธิมา เสริมสุธีอนุวัฒน์ ชมรมทันตสาธารณสุขภูธร ในนิตยสาร "ฉลาดซื้อ" ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่มีข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตในบริโภคนิยมอีกมากมาย.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

กินอาหารไขมันสูงเสี่ยงความจำเสื่อมได้


ผล วิจัยมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดชี้การกินอาหารไขมันสูงเสี่ยงเป็นโรคอ้วนโรคหัวใจ ในได้ รวมทั้งส่งผลให้ความจำเสื่อมเร็วขึ้น หลังทดลองเลี้ยงหนูด้วยอาหารไขมันสูง

ดร.แอนดรูว์ เมอร์เรย์ และคณะวิจัยมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด สหราชอาณาจักร ศึกษาผลของการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปในหนูทดลอง พบว่า ทำให้หนูมีความอดทนทางร่างกายน้อยลง และความสามารถของระบบความจำแย่ลง เมื่อเลี้ยงหนูด้วยอาหารที่มีไขมันสูงแทนอาหารสูตรมาตรฐานแบบเดิมที่มีไขมัน ต่ำ ทำให้พวกมันมีการแสดงออกทางกายภาพลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากผ่านไป 9 วัน หนูวิ่งได้ไกลเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ของระยะทางที่เคยวิ่งเมื่อครั้งถูกเลี้ยงด้วยอาหารไขมันต่ำ" ดร.เมอร์เรย์ เผยผลการวิจัยดังกล่าว

อาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และหัวใจล้มเหลว รวมทั้งมีส่วนทำให้ความสามารถของสมองส่วนความจำเสื่อมลงด้วย โดยอาหารไขมันต่ำที่ใช้เลี้ยงหนูในที่นี้ เทียบเท่ากับอาหารจำพวกธัญญาพืช ถั่ว และผลไม้ ที่คนเราบริโภคกัน ส่วนอาหารไขมันสูงที่ใช้ในการทดลอง ซึ่งดูเหมือนมีไขมันสูงมากแต่ไม่มากไปกว่าอาหารไขมันสูงที่คนเราบริโภคกัน อยู่ทุกวันนี้ หรือจำพวกอาหารขยะ

ทั้งนี้ นักวิจัย หวังว่าผลการทดลองที่ได้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริโภคอาหารของนักกีฬา รวมถึงคนทั่วไปที่ชอบบริโภคอาหารขยะที่มีไขมันสูง และอาจนำแนวทางนี้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ป่วย ที่มีความมบกพร่องของระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายได้ด้วยเช่นกัน เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้จะมีไขมันในเลือดสูง มีความอดทนต่อการออกกำลังกายน้อย บางคนอาจมีปัญหาด้านระบบความจำร่วมด้วย และอาจนำไปสู่โรคจิตเสื่อมได้

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

ผู้สูงอายุออกกำลังอยู่ประจำช่วยตัวเอง หนีความตายได้เกินครึ่ง

นักวิจัยสหรัฐฯ แนะให้ผู้สูงอายุการออกกำลังประจำทุกๆ 2 นาที จะช่วยให้ลดภาวะอัตราการตายลงได้ถึงร้อยละ 10 แม้แต่การเดินไวๆ ก็ช่วยหนีความตายได้... นักวิจัยสหรัฐฯศึกษากลุ่มชายสูงอายุ วัย 70-92 ปี เปรียบเทียบอัตราการตายของผู้ที่ออกกำลังหนักบ้างเบาบ้างกับคนที่นั่งๆนอนๆ พบว่า แม้แต่การเดินไวๆ วันละชั่ว 20-40 นาที จะทำให้หลีกหนีความตายได้ไกลมากตั้งครึ่ง ดร.ปีเตอร์ คอกคินอส กับคณะแห่งศูนย์กิจการแพทย์ทหารผ่านศึกอเมริกัน ยังคำนวณออกมาได้ว่า การออกกำลังประจำทุกๆ 2 นาที จะช่วยให้ลดภาวะอัตราการตายลงได้ถึงร้อยละ 10 เขารายงานผลการศึกษาต่อที่ประชุมสภาแพทย์โรคหัวใจแห่งยุโรปว่า "ถึงแม้การแก่และความตายจะเป็นของเที่ยงแท้ แต่อาจจะปรับเปลี่ยนอัตราของสองสิ่งนั้นได้ โดยการพยายามรักษาความสมบูรณ์ของร่างกายเอาไว้ ไม่ว่าจะอายุเท่าใด ข้าพเจ้าไม่อาจจะกล้าประกันได้ว่า การออกกำลังประจำจะทำให้อายุยืน แต่เกือบจะแน่นอนว่า มันจะไม่มีวันทำให้เราอายุสั้นลงไป

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ตะลึง!คนไทยใช้ยาเก่งแซงหน้าจีดีพี


ยาแก้ปวด-กล่อมประสาทแชมป์ ขณะที่คนกรุงกินยาเป็นประจำเก่งสุด ยังพบการใช้ยาของคนไทย1 ใน 3 ตัดสินใจ-เลือกใช้ยาจากคำแนะนำของผู้บริโภคเอง หรือไม่ก็ญาติ เพื่อน แนะนำ

ผู้ สื่อข่าวรายงานวันนี้ (1ก.ย.) ว่า สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เปิดเผยรายงานสถานการณ์การใช้ยาของคนไทย ว่า ขณะนี้คนไทยมีการใช้ยามากเกินความจำเป็นสูงกว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา โดยรายจ่ายด้านสุขภาพของคนไทยขณะนี้สูงถึง 6.1 % ของจีดีพี แซงหน้าประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจสภาวะการสาธารณสุขไทยปี 2548 -2550 โดยน.พ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ พบว่า ในรอบ 25 ปี รายจ่ายสุขภาพของคนไทยเพิ่มจาก 25,000 ล้านในปี 2523 เป็น 434,000 ล้านในปี 2548 และคาดว่าอาจจะเพิ่มถึงกว่า 5 แสนล้านในระยะเวลาอันใกล้นี้

รายงานของสำนักพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร สุขภาพ ระบุว่า การบริโภคยาของคนไทยในปี 2548 มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 103,517 ล้านบาท ในราคาขายส่ง หรือประมาณ 186,331 ล้านบาท ในราคาขายปลีก คิดเป็น ร้อยละ 42.8 ของรายจ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด ขณะที่ประเทศอื่นๆ มีสัดส่วนมูลค่าการบริโภคยาอยู่ที่ ร้อยละ 10-20 ของรายจ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดเท่านั้น

นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า การใช้ยาของคนไทย1 ใน 3 เป็นการตัดสินใจและเลือกใช้ยาจากคำแนะนำของผู้บริโภคเอง โดยอาจมาจากคำแนะนำจากญาติ เพื่อน หรือการโฆษณา

“ผู้ป่วยหายามาบริโภคเองก่อนไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อป่วยด้วยอาการผิดปกติที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น เจ็บคอ เป็นไข้ ฯลฯ และระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย เป็นต้น ทำให้เกิดการใช้ยาโดยไม่จำเป็นหรือใช้ยาไม่ครบขนาด ซึ่งก่อให้เกิดการดื้อยา นำไปสู่ผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว” รายงานระบุ พร้อมกับชี้ว่า สถานการณ์การใช้ยามากเกินจำเป็นของคนไทย มีสาเหตุสำคัญประการหนึ่งจากอิทธิพลของการโฆษณา ยาที่คนไทยใช้เป็นประจำมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ยาแก้ปวด ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยาลดความอ้วน และยาบำรุง และพบว่า คนในภาคเหนือใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำมากที่สุด ขณะที่คนกรุงเทพใช้ยาประเภทยาบำรุงมากที่สุด ส่วนความถี่ในการใช้ยาพบว่า คนกทม.ใช้ยาเป็นประจำสูงกว่าคนในภาคอื่นๆ ขณะที่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้ยาเป็นประจำน้อยที่สุด

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน



โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน นับเป็นโรคที่ก่อให้เกิดขึ้นอัตราการเสียชีวิตของคนไทย มากเป็นอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ด้วยอาการของโรคที่มักเกิดขึ้นเฉียบพลัน ผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด โดยนายแพทย์ชาญพงศ์ ตังคณะกุล กล่าวถึงสาเหตุของโรคว่า โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน นั้นเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น ภาวะเผชิญกับความเครียด พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ทั้งนี้มักพบร่วมอาการกับโรคอื่นๆ ด้วย อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือมีประวัติเคยเป็นมาก่อน ซึ่งในอดีตเชื่อว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุ ทว่าในปัจจุบันกลับพบผู้ป่วยที่อยู่ในวัยกลางคนมากขึ้นตามลำดับ โดยในประเทศไทยเองมักพบในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเรียกว่า Big 3 คือ 1.ผู้ที่มีความดันสูง 2.ผู้ที่สูบบุหรี่ และ 3.คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวาน ภัยเงียบ...ที่ไม่ควรละเลย ส่วนหนึ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากลัว คือ อาการนำซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถล่วงรู้ได้ก่อนว่าจะเกิดขึ้นเวลาใด อันเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน จะเกิดจากไขมันหรือ ลิ่มเลือดอุดตัน คั่งในเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสมอง ทำให้เส้นเลือด ตีบ ตัน และแตกในที่สุด ส่งผลให้เซลล์สมองถูกทำลายเนื่องจากขาดออกซิเจน ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิต หรือทุพพลภาพได้

สัญญาณเตือนภัย

5 หลักสากล ซึ่งผู้ป่วยควรใช้สังเกตอาการเบื้องต้นก่อนภัยร้ายมาเยือน คือ
Walk
- เดินไม่ตรง มีอาการเซ

Talk - ออกเสียงไม่ชัด พูดไม่ออก

Reach
- เอื้อมหยิบสิ่งของไม่ได้ ไม่มีแรง ชาบริเวณ มือ แขน ขา 

See
- มองภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน
Feel - มีอาการปวดศีรษะ หรือ เวียนศีรษะอย่างรุนแรง

การรักษา

ระยะที่ 1 หากมีอาการเส้นเลือดตีบ และตัน จนผู้ป่วยมีการการนำเช่น ชาตามร่างกาย หมดสติ ซึ่ง ภายใน 2-3 ชั่วโมงแรก ญาติควรพาคนไข้มาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ในกรณีนี้หากไม่เกิน 3 ชั่วโมงแพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดในสมอง ซึ่งผลการรักษาจะดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา
ระยะที่ 2 ในกรณีที่เส้นเลือดในสมองแตก พบเลือดออกในสมอง ต้องรักษาต้องผ่าตัดช่วยเหลือ ซึ่งปัจจุบันมีนวัตกรรมการผ่าตัดที่เรียกว่า Key Hole Surgery หรือการเจาะรูเล็กๆ คล้ายรูกุญแจที่ศรีษะ เพื่อดูดเลือดออกจากสมอง ซึ่งนวัตกรรมๆ ดังกล่าวมีข้อดีอย่างมาก เพราะมีแผลผ่าตัดที่เล็กมาก และใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นไม่นาน ทว่าคนไข้กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะทุพพลภาพ หรืออาจฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มแรก

ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย คือ หากมีอาการนำควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด (ภายใน 3 ชั่วโมง) โดยเลือกศูนย์พยาบาล ที่ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญ และคอยดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการทำเวชศาสตร์ฟื้นฟู “โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน ป้องกัน และรักษาได้หากเข้าใจ และสังเกตตนเองอย่างสม่ำเสมอ”

ที่มา : ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com


วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ภัยมะเร็งปากมดลูก คร่าชีวิตหญิงไทยวันละ7คน

Pic_24123

พบมากในอายุ 35 – 50 ปี เสียชีวิตเฉลี่ย 7 คนต่อวันหรือปีละประมาณ 3,000 คน และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของหญิงทั่วโลก....

วันนี้(4 ส.ค.)นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดมหกรรมตรวจมะเร็งปากมดลูก 10,000 ราย ถวายสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2552 ว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายให้ทุกจังหวัดตรวจค้นหามะเร็งปากมดลูก ในผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป เพื่อให้การรักษาก่อนที่เซลล์มะเร็งจะลุกลามไปอวัยวะอื่น ซึ่งจะสามารถลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตได้ผลดีที่สุด เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในหญิงไทย พบมากในอายุ 35 – 50 ปี เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตเฉลี่ย 7 คนต่อวันหรือปีละประมาณ 3,000 คน และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของหญิงทั่วโลก

ด้านนพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ทำได้ 2 วิธีคือ วิธีแป็บสเมียร์ ซึ่งเป็นการขูดเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูก ตรวจดูความผิดปกติของเซลล์ รู้ผลในเวลา 1 เดือน และตรวจด้วยวิธีที่เรียกว่าวีไอเอ (VIA : Visual Inspection with Acetic Acid) พยาบาลวิชาชีพสามารถทำได้ โดยใช้กรดน้ำส้มสายชู 3-5 เปอร์เซ็นต์ ป้ายที่บริเวณปากมดลูก แล้วทิ้งไว้ 1 นาที เพื่อดูความผิดปกติของปากมดลูกในระยะก่อนที่จะเป็นมะเร็ง วิธีนี้ทำได้ง่าย รู้ผลเร็ว หากพบเนื้อเยื่อที่ปากมดลูกเป็นฝ้าสีขาว แสดงว่าผิดปกติ หากทิ้งไว้อาจกลายเป็นมะเร็ง ก็จะทำการรักษารอยฝ้าด้วยการจี้เย็นทันที ทำให้เซลล์ที่ผิดปกติตายและหลุดลอกออกไปหมด ตัดวงจรไม่ให้เซลล์พัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง การตรวจค้นหาด้วยวีธีวีไอเอและรักษาด้วยการจี้เย็นทันที ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ถึงร้อยละ 35 มีค่าใช้จ่ายน้อย ความคุ้มทุนสูง ได้มอบให้กรมอนามัยเร่งอบรมพยาบาลวิชาชีพ สามารถตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีวีไอเอในหญิงอายุ 30 – 45 ปีให้ครอบคลุมทุกจังหวัด.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กาแฟเย็นทำให้อ้วน ให้แคลอรีมากเท่ากับข้าวมื้อใดมื้อหนึ่ง


กองทุนวิจัยต่อต้านโรคมะเร็งโลก เตือนกาแฟเย็นของร้านกาแฟชื่อดังระดับโลก หลายเจ้าให้พลังงานแคลอรีมากเสียยิ่งกว่ากินข้าวหนึ่งมื้อเสียอีก…

กองทุนวิจัยต่อต้านโรคมะเร็งโลก กล่าวเตือนว่า กาแฟเย็นของร้านกาแฟชื่อดังระดับโลก หลายเจ้าให้พลังงานแคลอรีมากเสียยิ่งกว่ากินข้าวหนึ่งมื้อเสียอีก ดังนั้น ผู้ที่คิดกินกาแฟต่างข้าวมื้อใดมื้อหนึ่ง ควรจะสังวรไว้

กองทุนได้ทำการสำรวจกาแฟเย็นที่ขายตามร้านกาแฟเครือข่ายยี่ห้อที่มีชื่อเสียง อย่าง สตาร์บัคส์ แคฟเฟ เนโร และคอสตา คอฟฟี่ ตรวจวัดปริมาณแคลอรี ในการศึกษาหาความเกี่ยวพันของความอ้วนกับการเป็นมะเร็ง พบว่ากาแฟเย็นบางชนิดให้แคลอรีมากถึง 561 แคลอรี บางชนิดก็ไม่ต่ำกว่า 450 ส่วนใหญ่ล้วนแต่ไม่ต่ำกว่า 200 แคลอรีทั้งนั้น

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพได้เคยแนะนำว่า ผู้ต้องการรักษาน้ำหนักตัวไว้ให้คงที่ ผู้ชายโดยเฉลี่ยควรจะบริโภคอาหาร ควรให้ได้รับพลังงานไม่เกิน 2,500 แคลอรี ส่วนผู้หญิงก็ควรจะอยู่ประมาณวันละ 2,000 แคลอรี ในขณะที่ผู้ที่จำเป็นต้องควบคุมอาหาร ควรจะอยู่ในระหว่างแค่ 1,000 ถึง 1,500 แคลอรีเท่านั้น.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

วัคซีนสำหรับรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ อาจไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ แต่ก็ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลได้ ซึ่งอาจจะช่วยป้องกันไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ผสมกับไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ จนกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ที่รุนแรงมากกว่าเดิม

ทั้งนี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนชนิดฉีด และเป็นวัคซีนเชื้อตาย จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 1 สายพันธุ์ ทุกปีจะมีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาใหม่ โดยองค์กรอนามัยโลกจะคาดเดาว่า ในปีนั้นจะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใดระบาด และแยกผลิตเป็นสองสูตร สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือ และประเทศในซีกโลกใต้

วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่นี้ สามารถฉีดได้ในเด็ก ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ปี หากไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนในปีแรก ให้ฉีด 2 เข็ม โดยห่างกัน 1 เดือน จากนั้นให้ฉีด 1 เข็ม ในแต่ละปี หากเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ให้ฉีดวัคซีนปีละครั้ง

โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ 60-90 หรือหากเป็นขึ้นมา อาการของโรคก็จะไม่รุนแรงนัก ทั้งนี้หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาจมีอาการปวดบวมแดงเฉพาะที่ หรืออาจมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัว นาน 1-2 วัน

แม้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไม่มากนัก และผู้ติดเชื้อในประเทศไทยจะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม แต่อย่างไรเราก็ควรต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถเตรียมการป้องกัน และเฝ้าระวังได้อย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ดีที่สุด ก็คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และล้างมือบ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกไปนั่นเอง

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ มติชน
ไทยรัฐ

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งวิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งผู้ที่ป่วยเป็นหวัด ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันโอกาสการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่จะเข้าไปผสมกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลในตัวผู้ป่วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเชื้อใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ดื้อยาเพิ่มขึ้น และแพร่ระบาดจากคนสู่คนมากขึ้นต่อไป

นอกจากนี้หากใครที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และมีไข้สูง ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที เพื่อจะได้เฝ้าระวังและรักษาได้ทัน

ไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

องค์การ อนามัยโลก ระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ยังไม่สามารถป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ได้ แต่จากผลการทดสอบในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ คือ

1. "โอเซลทามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู) เป็นยาที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึงผู้ใหญ่ มีตัวยาทั้งที่เป็นเม็ดและเป็นน้ำ แต่มีผลข้างเคียง ที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน นอกจากนั้นในเด็กอาจมีอาการปวดท้อง เลือดกำเดาออก ปัญหาเรื่องหู และโรคตาแดง

2."ซานามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า รีเลนซา) เป็นยาที่ใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยอายุมากกว่า 5 ปี และไม่แนะนำให้ใช้ในคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหืด หรือผู้ป่วยในสถานพยาบาล และผู้ที่มีอาการแพ้สารแลคโตส ตัวยามีลักษณะเป็นเบบชนิดพ่นเท่านั้น ผลข้างเคียงของยานี้คือ เพิ่มความเสี่ยงของอาการหายใจลำบาก ในเด็กวัยเล็กและวัยรุ่น อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากอาการชัก อาการสับสน ความประพฤติผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก

ทั้งนี้ ยาทั้งสองชนิด สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว แต่ต้องรับยาภายใน 48 ชั่วโมง เพราะมีโอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์ได้อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกกำลังเร่งผลิตวัคซีนเพื่อป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้อยู่ ซึ่งยังคงต้องใช้เวลา อย่างน้อย 5-6 เดือน เพื่อให้ได้วัคซีนที่ใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ที่ต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วพบว่าตัวเองมีไข้สูง 38.5 องศา มีไข้นานเกิน 7 วัน เจ็บหน้าอก ปวดท้อง อาเจียน มีจุดเลือดตามตัว ตาเหลือง เจ็บคอมาก มีเสมหะสีเขียวๆ เหลืองๆ ผิวสีม่วง หรือได้พยายามรักษาตัวเองแล้ว แต่ยังไม่หาย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ด้วยวิธี PCR ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้สามารถหาเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และควรเข้ารับการตรวจรักษาภายในห้องตรวจพิเศษ Negative Pressure เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อไวรัสต่อไปยังผู้อื่น


ไข้หวัดหมู

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

เมื่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่าและรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม เบื่่ออาหาร บางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที


ระยะติดต่อ

ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้ นาน 10 วัน

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดอักเสบตามมา รวมถึงหัวใจวาย และอาจจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งโรคแทรกซ้อนนี้สามารถคร่าชีวิตได้ หากผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และติดยาเสพติด เป็นต้น

ไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

การติดต่อโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

การติดต่อโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

เชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป และเชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยระยะฟักเชื้อของไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้นอยู่ที่ประมาณ 3-7 วัน หากผู้ป่วยได้รับเชื้อมากระยะฟักตัวก็จะเร็ว ซึ่งทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยด้วยว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากน้อยแค่ ไหน

ทั้งนี้เชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมทั้งติดต่อกันทางลมหายใจ หากอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ และสามารถติดต่อได้จากมือ หรือสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา ซึ่งสามารถแพ้เชื้อได้ ตั้งแต่ผู้ติดเชื้อยังไม่ปรากฎอาการ หรือหลังจากปรากฎอาการไข้แล้ว

ขณะที่นักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60

โรคไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

วิวัฒนาการไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

วิวัฒนาการไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

ก่อนที่ไข้หวัดหมูดั้งเดิมจะกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่างๆ ก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วย 61% มีประวัติสัมผัสหมู และมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ.1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหาร (Fort Dix) ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คน

ต่อมาใน ค.ศ.1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งเสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู จึงเกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน (classic H1N1) จนกระทั่งปี ค.ศ.1998 จึงพิสูจน์พบว่า หมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกา มีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม (Triple assortant virus) H3N2, H1N2, และ H1N1 (วารสารโรคติดเชื้อ JID 2008) และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชีย และแคนาดา

ไข้หวัดใหญ่ 2009


จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ที่ประเทศสเปน จากหญิงอายุ 50 ปีที่ทำงานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ คันตา และหนาวสั่น แต่อาการเหล่านี้หายไปได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ จึงไม่มีการคาดการณ์ว่า ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะเป็นอันตรายมากนัก

จนกระทั่งล่าสุด เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู หรือที่มีการบัญญัติชื่อใหม่ว่า ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ลามไปทั่วโลก และมีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า โรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่คน เนื่องจากเชื้อโรคได้วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แล้ว

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ อ.ส.ม.ท.

รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009


รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีชื่อเรียกในประเทศต่างๆ หลายชื่อ คือ ไข้หวัดเม็กซิโก, ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอชวัน เอ็นวัน 2009, ไข้หวัดใหญ่จากสุกร (Swine Influenza) เป็นต้น เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้ ทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรค

สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เริ่มแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลกนั้น เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน และไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

แนะวิตามิน 3 ชนิด เสริมภูมิคุ้มกันสู้ไข้หวัดใหญ่ 2009


แนะสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อหวัด เตือนอาหารที่อร่อยจะยิ่งมีส่วนทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง....

วันนี้(31 ก.ค.)นพ.กฤษฎา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในขณะนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน ภูมิแพ้ มะเร็ง รวมทั้งโรคอ้วน ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ต่างก็มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ อย่างไรก็ตามมีอีกวิธีที่จะสามารถป้องกันการติดเชื้อหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ได้ คือ การสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อหวัดดังกล่าวได้ โดยอาหารที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายก็คือ อาหารสดที่มีวิตามิน เอ ซี หรืออี รวมทั้งพืชผักที่ีมีสีม่วง พวกเครื่องแกงต่างๆก็มีส่วนที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันด้วย ส่วนเมนูอาหารที่ควรรับประทานเพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย คือ ต้มยำ ซึ่งจะมีพวกขิง ข่า หัวหอม พะโล้ จะมีโป๊ยกั๊ก ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้จะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย และอยากขอเตือนว่าอาหารที่อร่อยจะยิ่งมีส่วนทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง เพราะอาหารที่มีความอร่อยมากๆส่วนใหญ่มักจะมีส่วนผสมของแป้ง และน้ำตาลเป็นหลัก.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แม่ใช้เคี้ยวอาหารป้อนใส่ปากทารก เอาเชื้อเอดส์ไปติดลูก

Pic_21797

แพทย์ เตือน แม่ และพี่เลี้ยงเด็กอ่อนที่ติดเชื้อเอดส์ ให้เลิกการเคี้ยวอาหารป้อนให้ทารกรับประทาน เพราะมารดาหรือพี่เลี้ยงอาจแพร่เชื้อเอดส์ และไวรัสตับอักเสบบีผ่านทางน้ำลาย...

วารสารวิชาการ "กุมารเวชศาสตร์" ของสหรัฐฯรายงานว่า นักวิจัยได้ค้นพบว่า ทารกติดเชื้อโรคเอดส์ เนื่องจากมารดา หรือพี่เลี้ยงที่เป็นโรค เคี้ยวอาหารแล้วจึงป้อนให้ทารกมา 3 รายแล้ว

ดร.อาทิตยา กัวร์ หัวหน้านักวิจัยโรงพยาบาลวิจัยโรคเด็กเซนต์ จัด เชื่อมั่นว่า เป็นเพราะมารดาหรือพี่เลี้ยงมีเชื้ออยู่ในน้ำลายของตน แล้วมาเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารก

รายงานส่อว่าผลการค้นพบครั้งนี้ ควรจะเป็นเครื่องเตือนให้หมอและสถานพยาบาล ได้เตือนมารดาหรือพี่เลี้ยงที่เป็นโรค งดเว้นการกระทำดังกล่าว และหาวิธีป้อนทารกที่ปลอดภัยแทน

ดร.อาทิตยากล่าวว่า ก่อนนั้นเคยรู้ แต่ว่าการเคี้ยวอาหารป้อนทารกอาจจะทำให้ ทารกติดเชื้อที่ก่อให้เกิดการอักเสบ อย่างเช่น เชื้อสเตรดโคคัสและเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิดบีได้ แต่ยังไม่เคยปรากฏหลักฐานแสดงว่าเชื้อเอดส์ในเลือดอาจจะติดต่อกันได้แบบนี้ มาก่อน โดยเลือดในน้ำลายนั้น อาจจะเป็นเลือดที่ออกจากไรฟัน หรือจากส่วนอื่นในปาก.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปรับพฤติกรรมเด็กยากจริงหรือ!

ปรับพฤติกรรมเด็กยากจริงหรือ!

อ. พญ.จริยา ทะรักษา
กุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
เด็กวัย 2 - 5 ขวบ เป็นวัยเตาะแตะที่จอมป่วนไม่มากก็น้อย ผู้เป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองจะมีวิธีรับมือกับเจ้าตัวน้อยอย่างไร ติดตามอ่านเลยค่ะ
โดยทั่วไปธรรมชาติของเด็กวัยนี้ยังพูดสื่อสารได้ไม่ดี นัก เด็กจะชอบสำรวจสิ่งแวดล้อม ชอบทำตามหรือเลียนแบบผู้ใหญ่ แม้จะห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง จนดูเหมือนดื้อต่อต้าน นอกจากนี้ยังคิดว่าของทุกอย่างเป็นของตัวเอง หวงของเล่น ไม่รู้จักแบ่งปันสิ่งของ และอารมณ์ก็แปรปรวนง่าย ถ้าไม่ได้อะไรดั่งใจก็อาจจะร้องอาละวาดได้ ผู้เลี้ยงดูเด็กจึงควรมีความเข้าใจพัฒนาการและปัจจัยต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมเด็ก ซึ่งจะช่วยให้การปรับพฤติกรรมเด็กประสบผลสำเร็จด้วยดี
1. พัฒนาการตามวัย เมื่อเด็กเติบโตเข้าสู่ขวบปีที่สอง เด็กจะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการความเป็นอิสระมากขึ้น ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ และอาจมีลักษณะดื้อ ต่อต้านมากขึ้น สังเกตจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การกิน การนอน การร้องอาละวาด เอาแต่ใจตนเอง เป็นต้น ผู้เลี้ยงดูจึงต้องเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้และไม่ควรคาดหวังกับเด็กมาก เกินไป ควรมีความยืดหยุ่น เลือกใช้วิธีการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
2. พื้นฐานอารมณ์ เด็กแต่ละคนจะมีนิสัยหรือพื้นฐานอารมณ์ที่แตกต่างกันไป บางคนเรียบร้อยแต่บางคนกลับค่อนข้างซุกซน เป็นต้น หากพ่อแม่คาดหวังว่าลูกควรจะเรียบร้อย แต่ลูกไม่ได้มีพื้นฐานอารมณ์เป็นดั่งที่คาดหวัง พ่อแม่อาจจะมองว่าลูกซนมากผิดปกติและเกิดความหงุดหงิดกับพฤติกรรมของลูก ทำให้เกิดปัญหาการเลี้ยงดูตามมาได้ ซึ่งพื้นฐานทางอารมณ์นี้เป็นสิ่งที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด จึงจำเป็นที่ผู้เลี้ยงดูต้องเข้าใจและปรับทัศนคติต่อเด็กและการเลี้ยงดูให้ เหมาะสมด้วย
3. สิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องสำรวจสิ่งแวดล้อมด้วยว่ามีอะไรที่เป็นตัวกระตุ้น หรือส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กหรือไม่ เช่น ในสถานที่เลี้ยงเด็กซึ่งแออัด มีเด็กมากเกินไป หรือมีของเล่นน้อยไม่เพียงพอสำหรับเด็กทุกคน ทำให้เด็กมีโอกาสทะเลาะแย่งของเล่นกันได้บ่อยๆ และเด็กอาจถูกมองว่าเป็นเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวไป
4. ความสามารถในการเรียนรู้ เด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ แม้ว่าในขณะนี้เด็กอาจจะยังไม่เข้าใจหรือไม่สามารถปฏิบัติตามที่ผู้ใหญ่สอน ได้ทุกอย่างก็ตาม หากเราหมั่นสอนเด็กอย่างสม่ำเสมอ เด็กก็จะค่อยๆ เรียนรู้และสามารถปฏิบัติตามได้ในที่สุด ดังนั้น ผู้ใหญ่จึงไม่ควรบังคับ ต่อว่า หรือเร่งรัดเด็กมากเกินไป
5. ปัญหาทางอารมณ์จิตใจ เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม ปล่อยปละละเลย ขาดความรัก ความอบอุ่น อาจแยกตัวไม่สนใจใคร หรือก้าวร้าว แย่งของเล่น ทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ในเด็กกลุ่มนี้นอกจากจะปรับพฤติกรรมแล้ว จำเป็นที่จะต้องแก้ไขสาเหตุคือ การให้ความรักและปรับวิธีการเลี้ยงดูเด็กให้เหมาะสมด้วย ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาซน สมาธิสั้น ซึ่งอาจเกิดจากโรคสมาธิสั้นและส่งผลให้เด็กมีปัญหาการเรียนหรือพฤติกรรมตาม มา ดังนั้นพ่อแม่จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาและช่วยเหลือเด็กอย่างเหมาะ สมต่อไป นอกจากนี้ความเจ็บป่วยหรือไม่สบายของเด็กต่างๆ ก็สามารถส่งผลต่อปัญหาพฤติกรรมได้เช่นกัน

วิธีการปรับพฤติกรรมเด็ก
1. ปรับสิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น และจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการห้ามปรามหรือพูดสั่งเด็กบ่อยๆ ว่า “ไม่” “ทำไม่ได้” “อย่านะ” และยังป้องกันการเกิดอารมณ์เสียต่อกัน เช่น การเก็บยา สารเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแก้ว ของมีคมต่าง ๆ ให้พ้นมือเด็ก เนื่องจากเด็กวัยนี้ชอบปีนป่ายสำรวจสิ่งของอยู่แล้ว หรือจัดสถานที่เล่นให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เอาของเล่น หรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายออกไป เป็นต้น
2. จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ เช่น จัดตารางการกิน การนอนให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น ร่วมมือมากขึ้นในการทำกิจวัตรต่างๆ
3. เบี่ยงเบนความสนใจ เป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ หรือสมาธิค่อนข้างสั้น จึงสามารถใช้วิธีเบี่ยงเบนให้เด็กหันไปสนใจอย่างอื่นแทน เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการได้ เช่น หากเด็กกำลังเล่นของที่แตกหัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ อาจชวนให้เด็กเล่นอย่างอื่นแทน หรือหากเด็กกำลังจะเข้าไปกวนพี่ซึ่งกำลังทำการบ้านอยู่ อาจชวนให้เด็กมาอ่านหนังสือกับแม่แทน เป็นต้น
4. ชี้แนะ โดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน เช่น หากเด็กกำลังขีดเขียนเล่นบนหนังสือ ผู้ใหญ่ควรรีบเอาหนังสือออก และบอกเด็กว่า “เขียนบนหนังสือไม่ได้” แล้วหากระดาษหรือสมุดวาดเขียนให้เด็กเขียนหรือวาดรูปแทน เป็นต้น
5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ เช่น เมื่อเด็กร้องไห้อาละวาดอยู่ที่พื้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ ไม่ควรตามใจเด็ก ควร ปล่อยให้เด็กร้องไปเรื่อยๆ และทำเป็นไม่สนใจ แต่อยู่ในสายตาว่าเด็กปลอดภัยดี สักพักเด็กจะหยุดร้องไปเอง เมื่อเด็กหยุดร้องแล้วถึงจะเข้าไปหาเด็ก พูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหาหรือชวนทำกิจกรรมอื่นต่อไป แต่ไม่ใช่เข้าไปโอ๋หรือต่อรองกับเด็ก
6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป เช่น หากเด็กไม่ยอมกินข้าว ก็ต้องปล่อยให้เด็กรู้จักความรู้สึกหิว เด็กจะได้ยอมกินอาหารมื้อต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากพฤติกรรมใดที่ก่อให้เกิดผลตามธรรมชาติที่รุนแรง ก็ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น ต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที เช่น หากเด็กจะปีนป่ายที่สูงแล้วอาจตกลงมาศีรษะแตกหรือขาหัก เป็นต้น
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น เด็กวัยนี้ชอบเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่อยู่แล้ว การที่ผู้ใหญ่หรือคนในบ้านแสดงพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำทั้งหมดก็ตาม แต่เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้และซึมซับว่าการที่ผู้ใหญ่ทำพฤติกรรมดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่สมควรทำตามและเป็นที่ยอมรับ เช่น การที่ผู้ใหญ่เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านอย่างนุ่มนวล การพูดคุยในบ้านด้วยถ้อยคำที่สุภาพ การเข้านอนหรือทานอาหารเป็นเวลา เป็นต้น
8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out) ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี เมื่อเด็กทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้เด็กแยกออกมาอยู่ตามลำพังชั่วคราวเพื่อสงบอารมณ์
โดยมีวิธีการดังนี้
- เตือนบอกล่วงหน้าว่าจะให้เด็กทำอะไร เช่น “ลูกต้องหยุดขว้างของเล่นเดี๋ยวนี้ แล้วไปนั่งที่เก้าอี้นั่น”
- หากเด็กไม่ยอมไปนั่งเอง ให้จูงมือหรืออุ้มเด็กไปนั่งที่เก้าอี้หรือจุดสงบที่เตรียมไว้ ในเด็กเล็กๆ อาจจะให้เด็กนั่งที่จุดเดิมก็ได้ แต่ควรเอาสิ่งของอื่นๆ หรือของเล่นออกไปจากบริเวณนั้นด้วย
- กำหนดเวลาให้เด็กรู้ว่าต้องนั่งสงบนานเท่าไร โดยทั่วไปจะให้นั่งเป็นเวลานานเท่ากับอายุของเด็กเป็นปี แต่ไม่ควรเกิน 10 นาที เช่น เด็กอายุ 3 ปี ให้นั่งนาน 3 นาที เป็นต้น เนื่องจากในเด็กเล็กอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเวลา ควรหานาฬิกาใหญ่ๆ มาตั้งใกล้ๆ และชี้ให้เด็กดูเข็มนาฬิกาแทนว่าต้องนั่งนานเท่าใด
- ระหว่างให้เด็กนั่งสงบ ไม่ควรให้ความสนใจหรือพูดโต้ตอบกับเด็ก ไม่ควรให้เด็กนั่งอยู่ในบริเวณที่มีของเล่น โทรทัศน์ หรือสิ่งเพลิดเพลินอื่นๆ และไม่ควรขังเด็กในห้องน้ำหรือห้องมืดต่างๆ ด้วย
- เมื่อหมดเวลาแล้ว ควรให้ความสนใจกับเด็กทันที พูดคุยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สอนให้เด็กรู้ว่าคราวหน้าควรปฏิบัติอย่างไรแทน ไม่ควรใส่อารมณ์หรือพูดยั่วยุให้เด็กโมโหต่อ
9. การให้แรงเสริมทางบวก คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด ลูบศีรษะ การชมเด็กควรทำด้วยความจริงใจและเจาะจงกับพฤติกรรมที่เด็กทำด้วย เด็กจะได้รู้ว่าผู้ใหญ่ให้ความสนใจกับเรื่องอะไร เด็กจะเรียนรู้และพยายามทำพฤติกรรมนั้นต่อ ระมัดระวังการพูดเสียดสีหรือเปรียบเทียบเด็กกับผู้อื่นในขณะที่ชมเด็กด้วย
• ตัวอย่างคำชมที่ถูกต้อง เช่น
“ลูกโอ๋เก่งมากเลยที่เล่นเสร็จแล้วเก็บของเข้ากล่องได้เรียบร้อย แม่ภูมิใจในตัวหนูมาก”
“บอยยอดเยี่ยมมาก วันนี้กินข้าวเองหมดจานเลย”
• ตัวอย่างคำชมที่ไม่เหมาะสม เช่น
“ลูกเก่งมากที่กินข้าวหมดจาน แต่วันหลังกินอย่าให้หกเลอะเทอะอย่างนี้นะ”
“บีเขียนหนังสือสวยขึ้นเยอะเลย หัดเขียนให้สวยๆ นะจะได้เก่งเหมือนพี่เอ”
10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้ ควรเลือกใช้วิธีลงโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที หรืออาจเคยใช้วิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล การลงโทษอย่างรุนแรงบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล นอกจากจะไม่ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพและจิตใจของเด็กด้วย การลงโทษไม่จำเป็นต้องเป็นการดุว่า ตำหนิ หรือ การตีเสมอไป อาจใช้วิธีอื่นๆ แทนได้ เช่น การตัดสิทธิหรือรางวัล การจำกัดหรือกักบริเวณ การให้ออกกำลังกายเพิ่ม เป็นต้น
โดยสรุปการปรับพฤติกรรมเด็กให้ได้ผลนั้น นอกจากจะต้องเข้าใจพัฒนาการตามวัยของเด็กแล้ว ผู้เลี้ยงดูจะต้องให้ความรัก ความเมตตาต่อเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอด้วยท่าที
ที่ หนักแน่นจริงจัง รู้วิธีการสื่อสารกับเด็กอย่างถูกต้อง และที่สำคัญ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในบ้านแก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กให้เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน ถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งถอนใจ ยากหรือไม่อยู่ที่ก้าวแรกของการเริ่ม ลองดูนะคะ หมอเอาใจช่วยค่ะ

โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ


โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ รอดอนันต์
จักษุแพทย์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

“ดวงตา เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของคนเรา แต่หากตาคู่นั้นกำลังจะมืดมิดในวัยสูงอายุ คุณเคย คิดไหมว่าหากย้อนเวลา เราจะรับมืออย่างไร"

โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมคืออะไร
โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม (Macular degeneration) เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการเสื่อมของบริเวณจุดภาพชัดของจอตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางของภาพ หากพบในผู้มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป จะเรียกว่า “โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ” (Age related Macular degeneration) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น โดยจะทำให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะภาพตรงส่วนกลาง โดยที่ภาพด้านข้างของการมองเห็นยังดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นเวลาอะไร

ผู้ที่มีโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม อาจไม่มีอาการในระยะเริ่มต้น ถ้าบริเวณที่เสื่อมมีขนาดเล็กมาก และหากจุดภาพชัดของตาอีกข้างยังปกติ เมื่อใช้ตา 2 ขัางร่วมกัน ผู้ป่วยอาจไม่สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลง ต่อมาเมื่อความเสื่อมมากขึ้นจึงมีอาการมองภาพไม่ชัด เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำ หรือจุดบอดที่บริเวณส่วนกลางภาพในที่สุด โดยไม่มีอาการเจ็บปวด ดังนั้น โดยตัวของโรคจอประสาทตาเสื่อม จะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมาก คนไข้จะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และพอที่จะช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง

โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การเสื่อมสภาพของร่างกายตามวัย ซึ่งโดยธรรมชาติสัดส่วนของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายของคนเราจะแปรผันไป ตามอายุที่มากขึ้นทำให้มีการสะสมของอนุมูลอิสระและเกิดการเสื่อมของส่วน ต่างๆในร่างกายมากขึ้นโดยเฉพาะที่จอตา และจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน มีพฤติกรรมการใช้สายตาที่ต้องเผชิญกับแสงแดดนานๆ หรือมีการสูบบุหรี่ร่วมด้วย จากหลักฐานทางการแพทย์พบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และมีโอกาสเกิดโรคนี้เร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10 ปี นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและมีระดับไขมันในเลือดสูง รวมถึงสตรีวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้กินฮอร์โมนทดแทน ก็พบว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเป็นโรคนี้เช่นกัน

2 แบบของโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ
1. แบบแห้ง เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของบริเวณศูนย์กลางรับภาพของจอตา ทำให้การมองเห็นค่อย ๆ ลดลง โดยที่อาการของโรคจะเป็นไปอย่างช้า ๆ
2. แบบเปียก พบได้ประมาณ 15-20% ของโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมโดยมีเส้นเลือดผิดปกติงอกขึ้นมาใหม่ หากเส้นเลือดที่งอกใหม่นี้เปราะบาง จะเกิดการรั่วซึม ทำให้จุดภาพชัดบวม มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และสูญเสียการมองเห็นในส่วนกลางในที่สุด

ปัญหาของโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ
ส่วน ใหญ่คนไข้มักจะไม่รู้ตัวว่า มีอาการของโรคดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากากรเสื่อมอาจเกิดในตาข้างเดียว หรือเสื่อมไม่เท่ากันในการทั้ง 2 ข้าง ทำให้การมองเห็นโดยรวมยังดีอยู่ จนกว่าจะมีการเสื่อมที่ค่อนข้างมากแล้วจึงจะสังเกตได้ว่าการมองเห็นผิดไปจาก เดิม เช่น ตาพร่ามัวลง ความชัดเจนในการมองเห็นลดลง มองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองเห็นตรงกลางของภาพไม่ชัดเจน ดังนั้นถ้าพบความผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ อย่านิ่งนอนใจ เนื่องจากการตรวจพบและรักษาในระยะแรก จะป้องกันการเกิดจุดบอดที่จุดภาพชัดได้

หลากวิธีรักษาและถนอมดวงตา
โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมนั้นมีการรักษาหลายวิธี ทั้งการรักษาด้วยการยิงเลเซอร์ การฉีดยาเพื่อยับยั้งเส้นเลือดใหม่ที่งอกขึ้นมา หรือแม้กระทั่งการผ่าตัด เหล่านี้สู้การดูแลสุขภาพดวงตาตั้งแต่ยังหนุ่มสาวไม่ได้ ซึ่งนับเป็นหนทางที่ดีที่สุด สรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
1. งดสูบบุหรี่
2. หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัดเป็นประจำ หรือถ้าจำเป็นควรใช้แว่นตากันแดดที่มีการกรองแสงยูวี
3. ควบคุมน้ำหนักตัว ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูง ควรเพิ่มการกินผักใบเขียวและผลไม้ทุกวัน
4. การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุก 1-2 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีอาการผิดปกติ ใด ๆ แต่ก็เริ่มจะมีปัญหาเรื่องสายตาเปลี่ยนแปลง หรืออาจมีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับดวงตาที่ไม่แสดงอาการอย่างอื่น เช่น ต้อหิน ต้อกระจก การตรวจพบและให้การรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรก จะสามารถเยียวยาให้ดวงตาสามารถใช้งานได้ต่อไป

ทดสอบสภาพจอตาด้วยตารางตรวจจุดภาพชัด (Amsler Grid)
จักษุ แพทย์จะแนะนำให้ผู้สูงอายุที่มีโอกาสเกิดโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม หรือผู้ที่เป็นโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมแล้ว ทดสอบสภาพจอตาเป็นประจำด้วยการมองตารางตรวจจุดภาพชัด (Amsler grid) โดยสามารถทำการทดสอบได้ด้วยตนเอง ดังนี้
1. เมื่อจะทดสอบการมองเห็น ไม่ต้องถอดแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่ใส่อยู่ออก
2. มองแผ่นภาพนี้ในระดับสายตา บนผนังที่มีแสงสว่างเพียงพอ
3. ยืนห่างจากแผ่นภาพตารางประมาณ 14 นิ้ว ใช้มือปิดตาข้างหนึ่งไว้ มองที่จุดตรงกลางแผ่นภาพ ด้วยตาข้างที่เปิดอยู่
4. ขณะที่จ้องจุดตรงกลางนี้ให้สังเกตว่าตารางสี่เหลี่ยมที่เห็นเป็นเส้นตรงหรือไม่ และมีขนาดเท่ากันหรือไม่
5. ถ้าพบว่าส่วนไหนของตารางไม่ชัด หรือโค้งเป็นลักษณะคลื่น บิดเบี้ยว ขาดจากกัน พร่ามัว หรือบางพื้นที่หายไปจากพื้นที่ที่มองเห็น หรือมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบ กับการตรวจครั้งสุดท้าย ควรพบจักษุแพทย์ทันที
6. ทำการทดสอบซ้ำเช่นเดียวกับตาอีกข้าง

"หากหมั่นใส่ใจเสียแต่วันนี้ สุขภาพตาต้องดีครับ"

ไข้หวัดนก



รวมพลังรับมือ...ไข้หวัดนก
ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล
ภาควิชาจุลชีววิทยา

จาก สถานการณ์ปัจจุบันโรคไข้หวัดนกได้กลับมาเกิดขึ้นอีกในบ้านเรา ทั้งที่จังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร และอาจจะขยายวงกว้างออกไปหากไม่ช่วยกันแก้ไขและเอาใจใส่เป็นพิเศษ

โรคไข้หวัดนก เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ influenza viruses พบในสัตว์ปีกเช่น เป็ด ไก่ และ นก ดังนั้นจึงเรียกโรคไข้หวัดนกว่า avian influenza หรือ bird flu ในประเทศไทยได้เกิดการระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2547 ทำให้มีสัตว์ปีกป่วยตายจำนวนมาก ซึ่งสายพันธุ์ที่สร้างก่อให้เกิดการระบาดนี้ เชื้อไวรัส Influenza A H5N1 ซึ่งเป็นไวรัสที่มีความรุนแรงสูงถึงขั้นเสียชีวิตในสัตว์หลายชนิดรวมทั้งคน การระบาดในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นระลอกหลายรอบ โดยการระบาดส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ถึงแม้ว่าหลังปี 2549 เป็นต้นมา ขนาดของการระบาดในประเทศไทยจะเล็กลงมาก แต่เชื้อไวรัสชนิดนี้ก็ยังไม่หมดไปจากประเทศไทย และมีโอกาสเกิดการระบาดรุนแรงขึ้นใหม่ได้เสมอหากมาตรการป้องกันย่อหย่อนลง


จากรายงานปัจจุบัน พบว่า H5N1 เป็นเชื้อที่สามารถติดต่อจากสัตว์ปีกสู่สัตว์ปีกและสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดได้ รวมทั้งสามารถติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คน แต่ การติดต่อจากคนสู่คนนั้นแม้สามารถเกิดได้แต่มีประสิทธิภาพต่ำมาก แต่จากสมมติฐานเชื้อนี้อาจกลายพันธุ์แล้วสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งหากเชื้อ H5N1เกิดกลายพันธุ์ในลักษณะดังกล่าวก็จะทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก เพราะไม่เคยมีใครมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนี้มาก่อน คนอาจจะตายหลายล้านคนเหมือนไก่ ซึ่งการป้องกันการแพร่ระบาดในคนทำยากกว่ามาก เพราะเราไม่สามารถเอาคนที่สัมผัสโรคมาทำลายเหมือนไก่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องป้องกันไว้ก่อนโดยไม่สัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย เนื่องจากเชื้อที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และมูลของสัตว์ป่วยอาจติดมากับมือและเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของจมูกและตา จะทำให้เกิดโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ ระยะฟักตัวโดยทั่วไปจะกินเวลาประมาณ 7 วัน แต่ในหลายกรณีอาจสั้นเพียง 2-5 วันก็ได้ ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการรุนแรงเกิดปอดอักเสบและมีโอกาสเสียชีวิตสูง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอาจมีผู้ติดเชื้อบางรายที่มีอาการไม่รุนแรง


ขณะ นี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในประเทศไทย แต่ได้มีการทดสอบวัคซีนหลายชนิดแล้วในคน ซึ่งพบว่าได้ผลดี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้ หวัดนกได้ อย่างไรก็ตามมีข้อแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้กับกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อ การติดเชื้อไข้หวัดนก เช่น ผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีก ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยไข้หวัดนก ทั้งนี้เนื่องจากหากมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกในคนคนเดียวกัน จะมีโอกาสทำให้เชื้อสองชนิด คือเชื้อไข้หวัดใหญ่และเชื้อไข้หวัดนกมีการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมระหว่างกัน และอาจทำให้เกิดไวรัสลูกผสมที่ก่อโรครุนแรงและติดต่อจากคนไปคนได้ดี ซึ่งจะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ได้ การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนกจึงช่วยลดความเสี่ยงนี้


สำหรับโรงพยาบาลศิริราชได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคไข้หวัดนก โดยกำหนดมาตรการรองรับและเฝ้าระวัง ตั้งแต่การจัดสถานที่ตรวจ หอพักผู้ป่วยเฉพาะ พร้อมให้ความรู้แก่แพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง กรณีผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยจะได้รับเชื้อไข้หวัดนก โรงพยาบาลศิริราชได้กำหนดแนวทางในการคัดกรองดังนี้

1. มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปทราบว่ามีช่องทางพิเศษในการบริการตรวจผู้สงสัยและประชาสัมพันธ์ไปตามสถานที่ต่างๆ ภายในโรงพยาบาลพร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำ ณ ตึกตรวจโรค
2. กำหนดให้มีพยาบาลซักประวัติผู้ป่วยเบื้องต้น และให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย แล้วส่งไปยังห้องคัดกรอง
3. ห้องคัดกรอง จะมีพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ ซักประวัติและวัดอุณหภูมิผู้ป่วย หากพบว่าไม่มีเกณฑ์เกี่ยวข้องจะส่งผู้ป่วยไปห้องตรวจรักษาตามปกติ แต่ถ้าพบว่ามีเกณฑ์เกี่ยวข้องแม้เพียงข้อเดียว จะแจ้งแพทย์ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วย โดยแพทย์จะประสานงานส่งตรวจเพื่อรับการวินิจฉัย อาทิ ตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด และ ตรวจหาเชื้อไวรัสจากตัวอย่างตรวจที่เก็บจากทางเดินหายใจ ฯลฯ ตามแผนการรักษาของแพทย์
4.จัดเตรียมหอผู้ป่วยพร้อมรับสำหรับผู้ที่สงสัยเป็นไข้หวัดนก และมีระบบการรายงานต่อสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข

ในส่วนของยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก มีเพียง 2 – 3 ชนิด เท่านั้น สำหรับประเทศไทย เราใช้ oseltamivir ซึ่งเป็นยาที่ใช้กิน และต้องให้ยาในระยะแรกของโรคจึงจะได้ผลดี

อย่าง ไรก็ตาม หากท่านพบเห็นผู้ใดมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ตาแดง อ่อนเพลียปวดเมื่อยตามตัว เจ็บคอ ไอ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ร่วมกับประวัติสัมผัสสัตว์ปีก ขอให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก หากสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้หรือบริเวณใกล้เคียงตายมากผิดปกติ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือปศุสัตว์จังหวัดทันทีและหลีกเลี่ยงการ สัมผัสสัตว์ที่ป่วยหรือตายด้วยมือเปล่า ส่วนแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวควรใช้ความร้อนในการ หุงต้ม จะสามารถทำลายเชื้อได้หมดสิ้น

เสมหะในคอ


ว้า! มีเสมหะในคอตลอดเลย...น่ารำคาญจัง


ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ถ้าท่านมีเสลดหรือเสมหะในคอตลอด เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี จะทำอย่างไรดี บทความนี้มีคำตอบ

เสลด หรือเสมหะ คือสารคัดหลั่งที่ร่างกายสร้างออกมาจากต่อมสร้างสารคัดหลั่ง ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ การที่มีเสมหะหรือเสลดในคอเรื้อรัง อาจเกิดจากโรค หรือภาวะบางอย่างดังนี้

1.โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้
เนื่องจากเยื่อบุของผู้ป่วยโรคนี้มีความไวผิดปกติ เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ จะกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในจมูก ซึ่งอาจไหลออกมาทางจมูกส่วนหน้า หรือไหลลงคอ ซึ่งน้ำมูกที่ไหลลงคอ ก็จะกลายเป็นเสลด หรือเสมหะในคอนั่นเอง

2.โรคไซนัสอักเสบ
เนื่องจากโรคนี้มีการอักเสบของเยื่อบุจมูก และไซนัส จะมีการกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกให้มีเสมหะไหลลงคอได้เหมือนข้อ1 นอก จากนี้สารคัดหลั่งที่ออกจากไซนัส อาจผ่านรูเปิดของไซนัสในโพรงจมูกออกมา และไหลลงคอ กลายเป็นเสมหะได้

3.โรคกรดไหลย้อน
เมื่อกรดไหลขึ้นมาที่คอหอยจากหลอดอาหาร จะกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะในลำคอ ทำให้มีเสมหะในลำคอได้ นอกจากนั้นกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาที่คอ จะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุลำคอ ทำให้กลไกในการกำจัดเสมหะของเยื่อบุลำ คอผิดปกติไป ทำให้มีเสมหะค้างอยู่ที่ลำคอได้

4. การใช้เสียงผิดวิธี
การที่ใช้เสียงในการพูดมาก มักทำให้ผู้พูดต้องหายใจทางปาก คล้ายกับการออกกำลังกายให้เหนื่อย ซึ่งจะมีการหายใจทั้งทางจมูกและปาก จมูกซึ่งมีหน้าที่ปรับอากาศที่หายใจเข้า ไปให้ชื้นและอุ่นขึ้น และกรองสารระคายเคืองต่าง ๆในอากาศก่อนเข้าสู่ลำคอ จึงไม่ได้ทำหน้าที่ ทำให้อากาศที่ผ่านลำคอ แห้ง และเย็น ร่างกายอาจปรับตัวโดยสร้างเสมหะในคอขึ้นมามากขึ้น เพื่อทำให้ผนังคอชุ่มชื้นขึ้น นอกจากนั้นสารระคายเคืองต่างๆในอากาศ อาจเข้าไปสัมผัสกับลำคอโดยตรง และไปกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะให้ทำงานมากขึ้นได้

5.โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและโรคหืด
โรคทั้งสองดังกล่าวนี้ มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุหลอดลม ซึ่งสามารถกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะ ที่เยื่อบุหลอดลม ทำให้มีเสมหะในคอตลอดได้

นอก จากนั้น การที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารระคายเคืองมาก หรืออยู่ในห้อง หรือสถานที่ที่มีอากาศเย็นมาก อาจกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะในคอ ให้ผลิตเสมหะออกมามากกว่าปกติได้ จะเห็นว่ามีสาเหตุที่ทำให้เกิดเสมหะในคอมากมาย การรับประทานยาละลายเสมหะ จึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ซึ่งยาละลายเสมหะที่ดีที่สุดคือน้ำ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาเสมหะในคอ ควรมาพบแพทย์หู คอ จมูก เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการส่องกล้องตรวจหู คอ จมูกและไซนัส เพื่อให้ได้การวินิจฉัยสาเหตุของเสมหะในคอที่ถูกต้อง การรักษาเสมหะในคอนั้น รักษาตามสาเหตุ.

คัดจมูก


อาการคัดจมูกเป็น อาการทางจมูกที่พบได้บ่อยและไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่ง จึงต้องวินิจฉัยแยกโรคจากโรคของจมูกหลายโรค อาการคัดจมูกในโรคบางโรค สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่ โรคหวัด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่มีอาการเล็กน้อย อาการคัดจมูกอย่างมาก หรือคัดจมูกตลอดเวลาทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือเกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้ เนื่องจากอาการคัดจมูกเป็นอาการที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของอาการคัดจมูก จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกาย และการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค

สาเหตุของอาการคัดจมูก
1. โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
2. โรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้
3. โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้
4. ผนังกั้นช่องจมูกคด
5. สิ่งแปลกปลอมอยู่ในโพรงจมูก ซึ่งมักพบบ่อยในเด็ก
6. เนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก หรือเนื้องอกชนิดร้าย
7. โรคเยื่อบุจมูกเหี่ยวฝ่อ
8. ภาวะเลือดคั่งในผนังกั้นช่องจมูก
9. ภาวะกระดูกอ่อนของจมูกทางด้านข้างยุบตัว เวลาหายใจเข้า (nasal valve collapse)
10. ภาวะกระดูกเทอร์บิเนตด้านข้างโพรงจมูกบวมโต
11. ภาวะรูเปิดของโพรงจมูกด้านหลังตีบตัน (choanal atresia)
12. ต่อมแอดีนอยด์หลังโพรงจมูกโต
13. เกิด จากยาขยายหลอดเลือดบางชนิด เช่นใช้ยาหดหลอดเลือดนานเกินไป, ยาจำพวก aspirin, nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS), beta-blocker (oral and ophthalmic), bromocriptine, estrogens, oral contraceptive, prazosin, methyldopa, phentolamine, guanethidine, reserpine และ tricyclic antidepressant

การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการคัดจมูก

ประวัติ
1. เวลาที่เริ่มมีอาการคัดจมูก ระยะเวลาที่มีอาการคัดจมูก สิ่งใดที่ทำให้อาการคัดจมูกเป็นมากขึ้น หรือน้อยลง
2. อาการคัดจมูกเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง อาการคัดจมูกเป็นๆหายๆ หรือเป็นตลอดเวลา
3. ลักษณะของน้ำมูกที่ไหลออกมาเป็นอย่างไร
4. มีเลือดกำเดาไหล หรือน้ำมูกปนเลือดหรือไม่
5. อาการปวดจมูกสัมพันธ์กับอาการปวดตาหรือไม่
6. มีอาการหูอื้อหรือไม่ มีอาการไอหรือไม่ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับโรคหอบหืด
7. ประวัติการใช้ยา การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า
8. อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดจมูก

การตรวจร่างกาย

เริ่มตั้งแต่ลักษณะภายนอกของจมูก แพทย์จะตรวจดูว่ามีจมูกส่วนนอกโก่งหรือยุบตัวหรือไม่ การกระแทกบริเวณกระดูกอ่อนด้านข้างส่วนบน สามารถทำให้ผนังกั้นช่องจมูกเคลื่อน หรือคดได้ การพบเส้นแนวขวาง ที่สันจมูก อาจเกิดจากการใช้มือขยี้จมูกในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การเคาะหรือกดเจ็บบริเวณข้างแก้ม อาจพบได้ในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ
การตรวจ ภายในโพรงจมูก แพทย์จะตรวจทั้งด้านหน้าและด้านหลังของโพรงจมูก โดยไม่ใช้ยาหดหลอดเลือด ลดอาการบวมในขั้นแรก การตรวจทางด้านหน้าโพรงจมูก แพทย์จะดูลักษณะและสีของน้ำมูก ลักษณะผนังกั้นช่องจมูก ลักษณะเยื่อบุจมูก ตรวจบริเวณรูเปิดไซนัส ถ้าพบว่ามีผนังกั้นช่องจมูกคดมาด้านใดด้านหนึ่ง อาจพบว่ามีเยื่อบุจมูกของอีกข้างหนึ่งโตกว่าปกติได้ การตรวจทางด้านหลังโพรงจมูก อาจพบต่อมแอดีนอยด์ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองหลังโพรงจมูกโตได้ หลังการตรวจดังกล่าวแล้วแพทย์อาจพ่นยาหดหลอดเลือดลดการบวมของเยื่อบุจมูก แล้วตรวจซ้ำ หากอาการคัดจมูกดีขึ้นมากหลังการพ่นยาหดหลอดเลือด แสดงว่าผู้ป่วยมีเยื่อ บุของเทอร์บิเนทอันล่างบวมโต หากอาการคัดจมูกดีขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ดีขึ้น อาจเป็นจากผู้ป่วยใช้ยาหดหลอดเลือด ลดการบวมของเยื่อบุจมูกนานเกินไปจนเกิดเยื่อจมูกอักเสบที่เรียกว่า rhinitis medicamentosa หรือาจเป็นจากปัญหาผนังกั้นช่องจมูกคด มีเนื้องอกหรือริดสีดวงจมูก หรือมีโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติไป
ในกรณีที่ เป็นเด็ก แพทย์อาจใช้ที่ตรวจหู ตรวจในจมูกแทนได้ หรือในผู้ใหญ่บางรายที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้กล้องส่องตรวจภายในจมูกชนิดแข็งหรือชนิดอ่อนที่ทำจากเส้นใยไฟ เบอร์ (rigid or fiberoptic nasal endoscope ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น

การวัดความกว้างของช่องจมูก

แพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจออกบน ไม้กดลิ้น แล้ววัดขนาดวงของไอน้ำบนไม้กดลิ้น โดยเปรียบเทียบกันสองข้าง ถ้ามีปัญหาเรื่องผนังกั้นช่องจมูกคด อาจจะมีวงของไอน้ำขนาดต่างกันได้ นอกจากนี้แพทย์อาจวัดปริมาตรของจมูกโดยการใช้คลื่นเสียง (acoustic rhinometry) โดยปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงและวัดคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมา หรือวัดความดันและปริมาตรของอากาศที่ผ่านเข้าออกในช่องจมูก (rhinomanometry)

การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี

1. เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดย ใช้ฟิลม์ธรรมดา (plain film) สามารถเห็นลักษณะผนังกั้นช่องจมูกที่คด, เทอร์บิเนทอันล่างโต หรือภาวะไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดอาการคัดจมูกได้
2. เอ็กซเรย์กระดูกของจมูก (lateral nasal bone) ดูว่ามีการหักของกระดูกสันจมูกหรือไม่
3. เอ็กซเรย์ จมูกและไซนัสโดยใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT nose and paranasal sinus) ช่วยประเมินโครงสร้างจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดีขึ้น โดยเห็นโครงสร้างส่วนที่เป็นกระดูกได้ชัดเจน
4. เอ็กซเรย์จมูกและไซนัส โดยใช้คลื่นแม่เหล็ก (MRI nose and paranasal sinus) สามารถบอกรายละเอียดของเยื่อบุจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดี แต่ดูโครงสร้างจมูกส่วนที่เป็นกระดูกได้ไม่ชัดเจน


การรักษา อาจทำได้โดยการรับประทานยาหรือพ่นยาในจมูก หรือการผ่าตัดแล้วแต่สาเหตุ

คราบหินปูน


คราบหินปูน
ทพ.มหิศร วิเศษจัง


ถาม.คราบฟันหรือหินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไร
ตอบ. หินปูนหรือหินน้ำลาย คือ แผ่นคราบจุลินทรีย์ที่แข็งตัวเนื่องจากมีธาตุแคลเซียมจากน้ำลายเข้าไปตก ตะกอน แผ่นคราบจุลินทรีย์ หรือ Bacterial plaque คือ คราบสีขาวขุ่นนิ่มที่ประกอบด้วยเชื้อโรค ติดอยู่บนตัวฟัน แม้ว่าจะบ้วนน้ำก็ไม่สามารถหลุดออกได้ ขบวนการเกิดคราบจุลินทรีย์เริ่มต้นหลังจากที่แปรงฟัน แล้วเพียง 2-3 นาที โดยจะมีเมือกใสของน้ำลายมาเกาะที่ตัวฟัน จากนั้นเชื้อโรคที่มีอยู่มาก ในปากจะมาเกาะทับถมกันมาก ๆ เข้าเกิดเป็นคราบจุลินทรีย์ คราบจุลินทรีย์นี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคฟันผุและโรคปริทันต์ เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป คราบจุลินทรีย์นี้จะใช้น้ำตาลจากอาหารสร้างกรดและสารพิษ โดยกรดจะทำลายเคลือบฟันทำให้ฟันผุ สารพิษจะทำให้เหงือกอักเสบ ทำให้เกิดโรคปริทันต์ ถ้าไม่กำจัดคราบจุลินทรีย์ โดยการทำความสะอาดฟันและเหงือกอย่างดีทุกวัน คราบนี้จะเพิ่มมากขึ้นและทำอันตรายต่อฟันและเหงือก มักพบคราบจุลินทรีย์มากโดยเฉพาะที่คอฟัน บริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน สามารถใช้สีย้อมให้เห็นคราบได้ชัดเจน แต่ในรายที่คราบหนามาก ๆ สามารถเห็นและรู้สึกได้เมื่อใช้ลิ้นสัมผัสไปตามฟัน

ถาม.ความสำคัญและความจำเป็นในการขูดหินปูน
ตอบ. บนพื้นผิวหินน้ำลาย จะมีคราบจุลินทรีย์ปกคลุม หินน้ำลายที่โผล่พ้นขอบเหงือกจะมองเห็นได้ แต่ส่วนที่อยู่ใต้เหงือกจะมองไม่เห็น หินปูนหรือคราบจุลินทรีย์ที่ยึดติดอยู่บนหินปูนใต้เหงือกไม่สามารถกำจัดออก ได้ โดยวิธีการทำความสะอาดฟันด้วยตัวเองต้องอาศัยทันตแพทย์ช่วยกำจัดหินปูนให้ ทันตแพทย์จะขูดหินปูนออกทั้งเหนือเหงือกและใต้เหงือก จากนั้นทำรากฟันให้เรียบ (root planning) ปราศจากสารพิษใด ๆ เพื่อให้เหงือกยึดแน่นรอบตัวฟันเหมือนเดิม
การขูดหินปูนให้หมดจริง ๆ อาจต้องใช้เวลาพอควร อาจต้องนัดครั้งละ 30-45 นาที เป็นเวลา 2-4 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ขึ้นกับความมากน้อยของหินปูน ความลึกของร่องลึกปริทันต์ ความแข็งของหินปูนเป็นต้น
หลังจากนั้นประมาณ 4-6 อาทิตย์ ทันตแพทย์จะประเมินผลดูว่าผู้ป่วยหายจากโรคปริทันต์หรือไม่ โดยดูลักษณะเหงือกว่ากลับสู่สภาพเดิมหรือยัง มีเลือดออกเวลาแปรงฟันและเมื่อใช้เครื่องมือวัดร่องลึกปริทันต์ ว่าตื้นขึ้นหรือเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่ ถ้ายังมีความลึกของ ร่องลึกปริทันต์อยู่ ทันตแพทย์จะพิจารณาว่าควรจะทำการผ่าตัดหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นกับการร่วมมือของผู้ป่วยในการทำความสะอาดด้วย แม้ว่าเหงือกจะกลับคืนสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ถ้าผู้ป่วยละเลยไม่ทำความสะอาดอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ก็สามารถที่จะกลับมาเป็นโรคปริทันต์ได้อีก

ถาม. ควรเริ่มขูดหินปูนตั้งแต่วัยใด
ตอบ.สามารถขูดหินปูนได้ทุกวัย แม้กระทั่งในวัยเด็กที่มีฟันน้ำนมขึ้นแล้วไปจนกระทั่งผู้สูงอายุ

ถาม.ระยะความถี่ห่างของการขูดหินปูนที่เหมาะสม
ตอบ. ในระยะแรก ๆ หลังการขูดหินปูน ควรกลับมาให้ทันตแพทย์ตรวจและทำความสะอาดภายใน 2-3 เดือน จากนั้นถ้าผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดได้ดี ไม่มีเหงือกอักเสบหรือไม่มีร่องลึกปริทันต์ ทันตแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาตรวจและขูดหินปูน ภายใน 5-6 เดือน โดยทุกครั้งจะดูความร่วมมือของผู้ป่วยและอาจทบทวนวิธีการทำความสะอาดฟันและ เหงือกด้วย

ถาม. การขูดหินปูนบ่อย ๆ จะมีผลกระทบต่อฟันหรือไม่
ตอบ. ในบางครั้งจะทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้บ้าง ภายหลังการขูดหินปูนและอาจมีการเจ็บเหงือกบ้างบางครั้ง แต่การดูแลรักษาความสะอาดที่ถูกต้อง จะทำให้อาการดังกล่าวหายไป

ถาม.ถ้าไม่ขูดหินปูนจะเกิดผลเสียอย่างไร
ตอบ.จะทำให้เกิดโรคปริทันต์ โดยท่านอาจมีอาการดังนี้
1. เลือดออกขณะแปรงฟัน
2. เหงือกบวมแดง
3. มีกลิ่นปาก
4. เหงือกร่น
5. มีหนองออกจากร่องเหงือก
6. ฟันโยก
7. ฟันเคลื่อนออกจากกัน

ถาม. ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกกับเลือดหยุดยาก สามารถขูดหินปูนได้หรือไม่
ตอบ. ผู้ป่วยที่มีเลือดหยุดยาก ควรจะมีการปรึกษาแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ปรึกษาและวางแผนการรักษาร่วมกับทันตแพทย์ โดยอาจจะต้องหยุดยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า หรือในกรณีที่มีเลือดที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดอาจต้องให้เลือด หรือสารทดแทนก่อนขูดหินปูน เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนหรือเลือดไหลไม่หยุด

ถาม. การป้องกันในการเกิดคราบหินปูน
ตอบ.ประกอบด้วยการทำความสะอาดฟัน นั้นคือ การแปรงฟันให้ถูกวิธี
การ ทำความสะอาดซอกฟัน รวมทั้งการนวดเหงือก ซึ่งมีหลายวิธี เช่นการใช้เส้นใยขัดฟัน (flossing) ปุ่มนวดเหงือก (rubber tip) แปรงระหว่างซอกฟัน (proxmal brush) ผ้าก็อซ (gauze strip) ไม้กระตุ้นเหงือก การที่จะเลือกใช้อุปกรณ์ตัวใด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาและคำแนะนำของทันตแพทย์

ถาม. ข้อแนะนำท้ายรายการ
ตอบ.ท่านสามารถป้องกันโรคฟันผุและโรคปริทันต์ ได้โดยการกำจัดคราบจุลินทรีย์ในช่องปากของท่านโดยการ
1. แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน การแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อเป็นสิ่งที่ดีมากแต่ถ้าไม่สามารถกระทำได้ให้บ้วน น้ำแรง ๆ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร
2. ทำความสะอาดซอกฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
3. หลีกเลี่ยงอาหารหวาน ๆ โดยเฉพาะระหว่างมื้อ
4. พบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสภาพเหงือกและฟัน เพื่อทำความสะอาดฟันบริเวณที่เหลือจากการทำความสะอาดและรับการรักษาระยะ เริ่มแรก ก่อนที่ท่านจะต้องสูญเสียฟันของท่าน เนื่องจากโรคฟันผุและปริทันต์

ที่มา http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

ท้องอืด.... อาหารไม่ย่อย

สังเกตไหมคะว่า น้อยคนนักที่จะไม่เคยมีอาการท้องอืดเลย โดยเฉพาะคนในเมืองหลวง แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ที่มีอาการนี้กันทุกครัวเรือน

ผู้ที่มีอาการท้องอืด จะรู้สึกปวดท้องส่วนบน ทำให้แน่นท้อง มีลมในท้อง ต้องเรอบ่อยๆ บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว หรืออาจมีอาการแน่นท้อง แม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย และแสบบริเวณหน้าอก

สาเหตุนั้น เกิดจากหลายอย่างด้วยกัน ตั้งแต่
1. โรคในระบบทางเดินอาหารเอง ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร อาการแสบบริเวณหน้าอก ซึ่งอาจจะเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อนได้
2. โรคที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่
• ยาต่าง ๆ ที่กิน ยาหลายชนิดจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ ยาแก้ปวดข้อทั้งหลาย
• ยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวน้อยลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง
• เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เช่น สุรา เบียร์ หรือน้ำชา กาแฟ จะทำให้กระเพาะอาหาร
อักเสบ รวมทั้งการระคายเคืองจากบุหรี่
• ตลอดจนอาหารที่ย่อยยากหลายอย่าง รวมทั้งอาหารที่มีกากมาก ๆ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง
3. โรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี
4. โรคของตับอ่อน
5. โรคทางร่างกายอย่างอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์
6. พฤติกรรมในการกิน ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการท้องอืด โดยเฉพาะอาหารรสจัด จะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ การกินอาหารรีบร้อน เคี้ยวไม่ละเอียด หรือกินครั้งละมากๆ รวมทั้งกินอาหารที่ย่อยยาก อาหารมัน


สำหรับผู้ที่ชอบกินผัก แม้จะมีเส้นใยมาก ถ้ากินมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้นได้ เนื่องจากร่างกายเราไม่มีน้ำย่อยเส้นใยเหล่านี้ ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นตัวช่วยย่อยสลาย อย่างไรก็ตามอาหารประเภทผักก็มีประโยชน์ เพราะทำให้การขับถ่ายสะดวก

เช่นเดียวกับอาหารประเภทนมนั้น ในคนแถบเอเชียจะไม่มีน้ำย่อยที่ย่อยนม หรือถ้ามีก็มีปริมาณน้อย เมื่อกินนมเข้าไปมาก อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องเสีย ควรงดหรือค่อย ๆ ดื่มนมทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัวจนดื่มนมได้ในปริมาณที่ต้องการ แต่หากดื่มนมเปรี้ยว จะไม่มีอาการ เนื่องจากในนมเปรี้ยวจะมีการย่อยนมไปเป็นบางส่วนแล้ว


ท้องอืดบ่อย ๆ ผิดปกติหรือไม่
อาการท้องอืด ถ้านาน ๆ เป็นครั้งคราว จะไม่เป็นไร แต่ปัญหาที่พบบ่อยในคนที่ท้องอืด คือ โรคกระเพาะ อาจเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ บางคนอาจเป็นโรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือจากอาหารที่เรากินเข้าไป แต่ถ้าเป็นบ่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มักจะเป็นสัญญาณเตือนถึงอาการนำอย่างหนึ่งของมะเร็งในช่องท้อง ร่วมด้วยอาการอื่น ๆ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ซีด ซึ่งควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด

แก้ไขเบื้องต้น
การแก้ไขเบื้องต้น อาจใช้ยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาขับลม หรือ ยาธาตุน้ำแดง ลองกินดูก่อน และปรับอาหารโดยกินอาหารอ่อนๆ ย่อยง่ายแต่พอควร ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์
ส่วนการกินยาช่วยย่อย อาจช่วยลดอาการท้องอืดได้บ้าง แต่ถ้าต้องกินทุกวัน คงจะไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการท้องอืด ซึ่งอาจจะทำให้โรคเป็นมากขึ้นได้

เมื่อใดควรไปพบแพทย์
ผู้ที่มีอาการดังนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษา
1. ในผู้สูงอายุ เช่น อายุเกิน 40 ปี เพิ่งจะเริ่มมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ
เนื่องจาก พบว่ามะเร็งของกระเพาะอาหาร หรือตับมักจะพบในคนอายุเกินกว่า 40 ปี
2. ในคนที่มีอาการท้องอืดร่วมกับมีน้ำหนักลด
3. มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ
4. มีอาเจียนติดต่อกัน หรือกลืนอาหารไม่ได้
5. ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง
6. ปวดท้องมาก
7. ท้องอืดแน่นท้องมาก
8. การขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น เช่น อาการท้องผูกมากขึ้น จนต้องกินยาระบายหรืออาการท้องผูกสลับท้องเดิน เป็นต้น

การรักษา
ถ้าในคนอายุน้อยไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคที่อันตราย แพทย์อาจให้ยามากิน และแนะนำวิธีปฏิบัติตัว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน และนัดมาพบเพื่อดูอาการ ถ้าไม่ดีขึ้น แพทย์อาจดำเนินการสืบค้นหาสาเหตุ ที่แท้จริงต่อไป

เรื่องเล็กที่ไม่เล็ก หากละเลย สุขภาพดีเกิดขึ้นได้ถ้าคุณ