วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ต้อหิน...วายร้ายตัวทำลายการมองเห็น

รศ.นพ. นริศ  กิจณรงค์
สาขาวิชาโรคต้อหิน  ภาควิชาจักษุวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
                          
            โรคที่ทำให้เกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นชนิดถาวรที่พบมากที่สุดจากทั่วโลกก็คือ “โรคต้อหิน” โดยส่วนใหญ่เมื่อเป็นในระยะแรก ๆ มักไม่ทราบว่าตนเป็นโรคนี้  กว่าจะทราบก็เกือบถึงขั้นตาบอดแล้ว  ในประเทศไทยผู้ป่วยต้อหินโดยส่วนใหญ่จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่วัยรุ่นทั้งหลายก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ  ทางที่ดีควรป้องกันการสูญเสียสายตาแต่เนิ่น ๆ  ด้วยการไปทำความรู้จักโรคนี้กันครับ
โรคต้อหิน คือ กลุ่มโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของขั้วประสาทตา เกี่ยวข้องกับความดันตาหรือการสูญเสียลานสายตา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ กรรมพันธุ์ ได้แก่
- มีญาติสายตรงเป็นต้อหิน
- มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ๆ
- เป็นโรคเบาหวาน
- ผู้สูงอายุ (ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป)

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่อาจทำให้เกิดต้อหินชนิดทุติยภูมิ ได้แก่
-  ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา
-  การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ทั้งชนิดหยอด ยารับประทาน ยาฉีด หรือยากิน
-  โรคต้อกระจกที่ปล่อยทิ้งไว้จนเลนส์ตาสุก
- อุบัติเหตุทางตาต่าง ๆ อาทิ ถูกชก หรือถูกสารเคมี
-  การติดเชื้อ หรือ การอักเสบในตา เป็นต้น

นอกจากนี้ส่วนการใช้สายตามากๆ หรือต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ เป็นเวลาติดต่อกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต้อหินโดยตรง แต่ถ้าสายตาสั้นหรือยาวมากๆอยู่ก่อนแล้ว ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหินได้เช่นกัน

* ยิ่งมีอายุมากก็มีโอกาสเป็นโรคต้อหินมากกว่าคนอายุน้อย ส่วนมากพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป

สาเหตุของโรคต้อหิน
1.มีความดันตาสูง
       เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคต้อหิน ความดันตาถูกควบคุมโดยสารน้ำในตา ถ้าอัตราการสร้างสารน้ำสมดุลกับการระบายออก ความดันตาก็จะปกติ แต่หากความสมดุลนี้เสียไป เนื่องจากการระบายออกของน้ำในตาอุดตันก็จะทำให้ความดันตาสูง ส่งผลให้ เส้นประสาทตาค่อย ๆ ถูกทำลาย ลานสายตาแคบลง และตามัวได้

2.ลานสายตาผิดปกติ
            ผู้ป่วยต้อหินบางรายอาจสังเกตพบความผิดปกติของลานสายตาได้ด้วยตนเอง ส่วนมากจะเสียรอบนอกทำให้มองไม่เห็นด้านข้างก่อนแล้วค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเข้าสู่ตรงกลาง ผู้ป่วยต้อหินทุกรายจึงสมควรได้รับการตรวจลานสายตาเพื่อใช้ในการวินิจฉัยและติดตามการรักษา
ต้อหิน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท

1.ต้อหินชนิดมุมตาเปิด
2.ต้อหินชนิดมุมตาปิด
3.ต้อหินในเด็ก

อาการ ผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรังทั้งชนิดมุมตาเปิดและมุมตาปิดในระยะแรกมักจะไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใด ๆ ในการมองเห็น จึงเป็นการยากที่คนที่เป็นโรคต้อหินจะรู้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อโรคดำเนินต่อไปจะทำให้ลานสายตาค่อย ๆ แคบลงจนตาบอดได้ในที่สุด

 โดยทั่วไป “ผู้ป่วยต้อหิน” มักตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจตาทั่วไปโดยจักษุแพทย์ที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดตา ปวดศีรษะร่วมกับอาการตาแดงหรือตามัวเป็นครั้งคราว ซึ่งจะช่วยวินิจฉัยโรคต้อหินชนิดมุมตาปิด ซึ่งถ้าเกิดภาวะ “ต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน” ก็จะมีอาการปวดตา ตาแดง และตามัวอย่างรวดเร็ว

การวินิจฉัยโรคต้อหิน จะใช้การตรวจหาความผิดปกติของขั้วประสาทตา ร่วมกับการตรวจวัดความดันตา หรือตรวจพบความผิดปกติของลานสายตาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง

การรักษา
ทำได้โดยการลดความดันตาซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถควบคุมโรคต้อหินได้ การรักษาประกอบด้วย

1.การใช้ยา ซึ่งมีทั้ง ยาหยอด ยารับประทาน และยาฉีด
การใช้ยาหยอดตารักษาต้อหินเป็นการรักษาเบื้องต้นที่ดีที่สุด เพราะสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาทุกวันไปตลอดชีวิต ...ปัจจุบันมียาหยอดตารักษาโรคต้อหินหลายชนิด ผู้ป่วยอาจใช้ยาเพียงชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกันก็ได้

บางรายจำเป็นต้องใช้ยารักษาต้อหินชนิดกินหรือฉีดร่วมด้วย ซึ่งในกรณีนี้ จะใช้รักษาโรคต้อหินในระยะสั้นเพื่อเตรียมผ่าตัดเท่านั้น เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง

การใช้แสงเลเซอร์สำหรับโรคต้อหิน มีการยิงเลเซอร์เพื่อเจาะรูที่ม่านตาในคนที่มีมุมตาแคบ สำหรับรักษาหรือป้องกันโรคต้อหินเฉียบพลัน สำหรับผู้ป่วยต้อหินชนิดมุมตาเปิด อาจยิงเลเซอร์ที่มุมตาเพื่อลดความดันตาร่วมกับการใช้ยาหยอดตา  นอกจากนี้ ยังมีการจี้เลเซอร์เพื่อลดความดันตา (cyclophotocoagulation) ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาได้

2.การผ่าตัด
มุ่งเน้นที่การทำช่องเพื่อระบายน้ำภายในลูกตา ความสำเร็จของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย  ทั้งชนิดของต้อหิน อายุ เพศ และการหายของแผลผ่าตัด

การรักษาต้อหินโดยการผ่าตัด ใช้รักษาในผู้ป่วยต้อหินที่
          1. ได้รับการรักษาโดยการใช้ยาและเลเซอร์อย่างเต็มที่แล้ว  แต่ยังไม่สามารถควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้
          2. ถึงแม้จะได้รับการรักษาโดยการใช้ยาและเลเซอร์จนความดันตาอยู่ในระดับปกติ  แต่ยังไม่ปลอดภัยมากพอ โดยยังคงมีการสูญเสียลานสายตา  หรือเส้นใยประสาทตาอย่างต่อเนื่อง

          3. ไม่สามารถใช้ยาสำหรับควบคุมความดันตาได้  หรือใช้ได้แต่ไม่สม่ำเสมอ

การรักษาต้อหินโดยการผ่าตัดมีหลายวิธี เช่น trabeculectomy, การผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายน้ำสำหรับต้อหิน (glaucoma drainage device)  เป็นต้น

ต้อหิน เป็นโรคที่ทำให้เกิดการสูญเสียสายตาแบบถาวรที่พบได้บ่อย แต่สามารถควบคุมรักษาโรคทำให้ผู้ป่วยยังคงมีสายตามองเห็นอยู่ได้ แต่ต้องได้รับความร่วมมืออย่างดีระหว่างผู้ป่วย และแพทย์ผู้รักษา มีผู้ป่วยหลายรายที่ตรวจพบว่าเป็นต้อหินโดยบังเอิญจากการตรวจตาทั่วไปโดยไม่มีอาการอะไร  ดังนั้นการตรวจวัดความดันตาในคนที่มีอายุมากกว่า  40 ปี  อย่างน้อยปีละ  1  ครั้ง  โดยเฉพาะคนที่มีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว  จึงมีความสำคัญมากในการค้นหาผู้ป่วยโรคต้อหิน การวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้นรวมทั้งการรักษาอย่างต่อเนื่องจะสามารถป้องกันการสูญเสียสายตาได้ครับ