วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แมลงสาบ! ภัยเงียบสู่ภูมิแพ้


“แมลงสาบ” สัตว์สกปรกที่เป็นต้นกำเนิดสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของผู้ป่วยภูมิแพ้คนไทย
แมลงสาบที่พบในบ้านเรา ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อเมริกัน สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กล่าวคือหากเราเห็นแมลงสาบในบ้าน 1 ตัว เท่ากับยังมีอยู่ในรังอีก 10-800 ตัว
สารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบจะมาจากส่วนต่าง ๆ ทั้งจากตัวมันเอง และส่วนต่างๆ ของแมลงสาบ เช่น ปีก หนวด ไข่ รวมทั้งสิ่งที่ขับถ่ายออกมา หรือจากสารคัดหลั่งของแมลงสาบ


หลายคนสงสัยว่า “ภูมิแพ้” นั้นคืออะไรกัน อธิบายง่ายๆ ก็คือ โรคภูมิแพ้ เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแบบไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ซึ่งในคนปกติไม่เกิดอาการใดๆ แต่ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อได้รับสารนั้นจะกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้าง immunoglobulin E (IgE) มากเกินไป มีผลทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานมากขึ้น เกิดการอักเสบและมีการหลั่งสารเคมีชนิดต่างๆ ที่รู้จักกันดีคือสาร histamine ทำให้เกิดอาการแพ้และมีอาการแสดงต่างๆ แล้วแต่ว่าจะเกิดกับอวัยวะใด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกระบบและทุกวัย


แม้โรคภูมิแพ้ จะเป็นโรคที่ไม่ติดต่อกัน แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคคือ กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า สิ่งแวดล้อมที่กล่าวถึงนั้น รวมถึงบ้านพักอาศัยด้วย เพราะในบ้านมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ฝุ่นบ้าน ขนสัตว์ ฯลฯ โดยเฉพาะแมลงสาบถือเป็นภัยร้ายใกล้ตัว ที่หลายคนมองข้าม ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นอยู่ หากเป็นอพาร์ทเมนท์ ที่รวมห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัวไว้ที่เดียวกัน จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่อาศัยในบ้านพัก หรือห้องเช่าที่มีการจัดแบ่งห้องต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นสัดส่วน จากการสำรวจพบว่า ในส่วนที่เป็นครัวจะมีสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบมากที่สุด รองลงมาคือ ห้องนั่งเล่นและห้องนอน


จากการศึกษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราชที่ผ่านมา พบว่า มีสาเหตุมาจากแมลงสาบ 44 – 60 % ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทั้งหมด
อาการภูมิแพ้แมลงสาบ อาจมีเพียงเล็กน้อย เช่น คันที่ผิวหนัง คอ ตาและจมูก ที่พบบ่อยคือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis) และโรคหืด (asthma) ซึ่งมักมีอาการเกิดขึ้นได้ตลอดปี หากเกิดอาการในกลุ่มเด็กจะมีความรุนแรงมากกว่า อาจทำให้เกิดโรคหอบหืดและหายใจไม่ออก จนต้องไปโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉินหรือเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และมีโอกาสเสียชีวิตได้ถ้านำส่งโรงพยาบาลไม่ทัน


แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยกำจัดหรือลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว และหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือได้รับสารก่อภูมิแพ้อย่างมุ่งมั่นและจริงจัง ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการรักษาโรคภูมิแพ้ การกำจัดแมลงสาบต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม โดยการรักษาความสะอาด กำจัดขยะและเศษอาหาร การควบคุมโดยใช้สารเคมี และใช้อุปกรณ์กำจัดแมลงสาบ


อย่างไรก็ตามโรคภูมิแพ้ไม่เฉพาะที่มาจากแมลงสาบนับวันจะพบมากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป สิ่งที่เป็นปัญหาของการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยนั้น ส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าในบ้านจะมีสารก่อภูมิแพ้ใด จึงทำให้แพทย์เกิดแนวคิดในการทำชุดทดสอบต่าง ๆ เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ในบ้านโดยเฉพาะเพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในอดีตจะใช้ชุดตรวจสอบจากต่างประเทศซึ่งเป็นแมลงสาบคนละสายพันธุ์กับไทย ทำให้ไม่ได้มาตรฐาน แต่วันนี้เราสามารถพัฒนาน้ำยาดังกล่าวได้สำเร็จ และนำมาใช้ในการตรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


นอกจากนี้คณะผู้วิจัยนำโดย ศาสตราจารจารย์ ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา ยังได้พัฒนาวัคซีน โดยการนำโปรตีนของแมลงสาบกว่า 20 ชนิด มาตรวจสอบว่าชนิดใดก่อให้เกิดภูมิแพ้ เมื่อทราบว่าโปรตีนจากแมลงสาบชนิดใดที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้และเป็นโปรตีนที่ไม่พบในคน จึงนำมาพัฒนาเป็นวัคซีนต้นแบบสำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้แมลงสาบได้สำเร็จเรียกว่า วัคซีนดีเอ็นเอ โดยการนำดีเอ็นเอที่สร้างโปรตีนแมลงสาบมาเชื่อมกับดีเอ็นเอของสารช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของคน ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้ป่วย


แม้ภูมิแพ้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่ไม่อาจพูดได้ว่าหายขาด 100 % จากข้อมูลที่ผ่านมา มีเด็กประมาณ 30 – 50 % ถ้าได้รับการดูแลรักษาดี โตขึ้นอาจหายได้ แต่ในรายที่ไม่หายขาด สามารถดูแลรักษาไม่ให้อาการกำเริบได้


ถ้าไม่อยากเป็นภูมิแพ้แมลงสาบ ต้องหมั่นทำความสะอาด ดูแลสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและรอบๆ ป้องกันดีกว่าแก้ไขนะคะ

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

4 วิธี ช่วยกระดูกให้แข็งแรง


             
ทำอย่างไรดี ไปตรวจความหนาแน่นของกระดูกแล้วพบว่า กระดูกบางลง
               โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ  65  ปีขึ้นไป
               เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนจะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง  กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้  ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน  เรามีวิธีบำรุงรักษากระดูกให้แข็งแรงมาฝากค่ะ

               1. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และ รับประทานแคลเซียมเสริม
               ผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า  50  ปี  ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000  มิลลิกรัม  อายุมากกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม  แหล่งที่มาของแคลเซียมได้จาก อาหารหลายประเภท  เช่น  นม   โยเกิร์ต   ชีส  ปลาตัวเล็กทอด  กุ้งแห้ง  กะปิ  ผักคะน้า  ใบยอ  ดอกแค  เต้าหู้แข็ง  ถั่วแดง  และงาดำ โดยทั่วไปการรับประทานอาหารไทยจะได้รับแคลเซียมประมาณ 400 - 500  มิลลิกรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่ร่างกายควรได้รับ จึงควรดื่มนมเสริม  แต่หากไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ แนะนำให้รับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดซึ่งมีหลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมดังนี้
                   1. ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์  ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่  เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย
                   2. ดูว่าใน เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม 
                   3. ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด  เนื่องจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา
                    4. ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดจะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย
                อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อความปลอดภัย
                  2. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight-bearing exercise) อย่างสม่ำเสมอ
                  ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยเฉพาะผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน  เน้นการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก  เช่น  เดินไกล  วิ่งเหยาะๆ  รำมวยจีน  เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก การออกกำลังกายชนิดนี้ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น  อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย

                  3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
             ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ลดเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน  เช่น  ชา  กาแฟ  เนื่องจากจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ลดลง  ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ และยาลูกกลอน ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระดูกพรุนมากขึ้นได้

                 4.  ปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม ส่งตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นของกระดูกในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และให้การรักษาเมื่อตรวจพบภาวะโรคกระดูกพรุน

                   สุดท้ายคงต้องบอกว่า การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงสามารถทำได้ทุกวัย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนอายุ 30 ปี  เป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดและต้องไม่ลืมว่าการออกกำลังกายแต่พอเหมาะและรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีกนาน .

อ.พญ. จันทนรัศม์ จันทนยิ่งยง
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เวียนศีรษะ โลกหมุน สูญเสียการทรงตัว



อาการเวียนศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อย เป็นความรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริง ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนไป รู้สึกว่าตัวผู้ป่วยเองหมุนหรือไหวไป ทั้ง ๆ ที่ตัวผู้ป่วยเองอยู่เฉย ๆ ความรู้สึกดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการรับข้อมูล หรือการเสียสมดุลของระบบประสาททรงตัวของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยตา, ประสาทสัมผัสบริเวณข้อต่อ, อวัยวะควบคุมการทรงตัวในหูชั้นใน และระบบประสาทส่วนกลางที่ฐานสมอง และตัวสมองเอง ทำงานเกี่ยวเนื่องกัน  ความผิดปกติดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยเข้าใจไปว่ามีการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่มี เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวและอวัยวะการได้ยิน อยู่ใกล้ชิดสัมพันธ์กันจากหูไปสู่สมอง โรคของระบบทรงตัวจึงมักสัมพันธ์กับการเสียการได้ยิน, หูอื้อ และมีเสียงดังรบกวนในหูได้ เมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะ มักจะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของลูกตา (ตากระตุก หรือ nystagmus), การเซ, การล้ม, อาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตกร่วมด้วยได้

สาเหตุของอาการเวียนศีรษะ
1. สาเหตุทางหู
      หูชั้นนอก
         -  อุดตัน จาก ขี้หู, เนื้องอก, หนอง หรือการอักเสบจากหูชั้นนอก หรือหูชั้นกลางอักเสบ, กระดูกช่องหูหักจากอุบัติเหตุ
      หูชั้นกลาง
         -  เลือดคั่งในหูชั้นกลาง (hemotympanum) จากอุบัติเหตุ หรือการเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศ
         -  หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)
         -  ท่อยูสเตเชี่ยน ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมระหว่างโพรงหลังจมูกและหูชั้นกลาง ทำงานผิดปกติหรือมีการอุดตันจากโรคจมูกอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง (โรคแพ้อากาศ หรือจมูกอักเสบภูมิแพ้), ไซนัสอักเสบ, การดำน้ำ, การขึ้น-ลงที่สูง, ก้อนเนื้องอกที่โพรงหลังจมูก
         -  การทะลุของเยื่อที่ปิดช่องทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลาง และหูชั้นใน (perilymphatic fistula) จากการไอ, เบ่ง หรือจามแรงๆ หรือเกิดจากหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อน
      หูชั้นใน
         -  การติดเชื้อของหูชั้นใน (labyrinthitis) โดยเชื้ออาจลุกลามมาจากหูชั้นกลางที่อักเสบเฉียบพลัน หรือเยื่อหุ้มสมองที่อักเสบ หูชั้นกลางที่อักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก) และมีภาวะแทรกซ้อน หรือเกิดจากการติดเชื้อซิฟิลิส, ไวรัส, แบคทีเรีย, ปรสิต
         -  การอักเสบของหูชั้นในจากสารพิษ (toxic labyrinthitis) ได้แก่ ยาที่มีพิษต่อระบบประสาททรงตัวในหูชั้นใน เช่น ยาต้านจุลชีพ กลุ่ม aminoglycoside, quinine, salicylate, sulfonamide, barbiturate
         -  การบาดเจ็บที่ศีรษะ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน ทำให้มีเลือดออกในหูชั้นใน, ฐานสมอง, ก้านสมอง หรือสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
         -  การได้รับแรงกระแทก เกิดการบาดเจ็บจากเสียงดัง เช่นระเบิด, ประทัด, การยิงปืน หรือการผ่าตัดบริเวณหู
         -  โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคมีเนีย (Meniere’s disease)
         -  โรคก้อนหินปูนเคลื่อนที่ในหูชั้นใน (benign paroxysmal positional vertigo หรือ BPPV) อาการเวียนศีรษะจะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่ศีรษะหันไปทางใดทางหนึ่ง และมักจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ (มักเป็นวินาที มักไม่เกิน 1 นาที)

2. โรคของทางเดินประสาท และสมอง
         -   เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ (vestibular neuronitis)
         -   เนื้องอกของประสาททรงตัว (vestibular schwannoma)
         -  โรคของระบบประสาทกลาง
         -   ความผิดปกติของกระแสโลหิตที่ไปเลี้ยงระบบประสาทกลาง ทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัวไม่พอ อาจเกิดจากไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูง, การสูบบุหรี่ (สารนิโคติน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว), การดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (สารคาเฟอีน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว), เบาหวาน, เลือดข้นผิดปกติ, ซีด, กระดูกคอเสื่อม หรือมีหินปูนบริเวณกระดูกคองอกไปกดหลอดเลือดขณะมีการหันศีรษะหรือแหงน, เครียด หรือวิตกกังวล (ทำให้เส้นเลือดตีบตัวชั่วคราว), โรคหัวใจ (หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจขาดเลือด)
          -   การเสื่อมของระบบประสาทกลางที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
          -   การติดเชื้อของระบบประสาท

3. สาเหตุอื่นๆ 
            เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disease), โรคต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยผิดปกติ (hypothyroidism), โรคเลือด  [มะเร็งเม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือดสูงผิดปกติ, ซีด, เลือดออกง่ายผิดปกติ], โรคหลอดเลือดแข็งและตีบจากโรคไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, โรคกระดูกต้นคอเสื่อม, โรคไต, ระดับยูริกในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตต่ำ, โรคภูมิแพ้

4. ไม่ทราบสาเหตุ
            การวินิจฉัยสาเหตุของอาการเวียนศีรษะ อาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกายโดยเฉพาะ การตรวจทางหู คอ จมูก, การตรวจตา, การตรวจเส้นประสาทสมอง และ ระบบประสาทกลาง, การวัดความดันโลหิต ท่านอน ท่านั่ง และท่ายืน (เพื่อตรวจหาความดันเลือดต่ำขณะเปลี่ยนท่า) และการตรวจพิเศษ เช่น
           -   การเจาะเลือด เพื่อหาภาวะซีด, เลือดข้น, มะเร็งเม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือดมากผิดปกติ,เบาหวาน, ระดับไขมันในเลือดที่สูง, ระดับยูริกในเลือดที่สูง, การอักเสบของร่างกาย (ESR) ซึ่งอาจบ่งถึงโรคแพ้ภูมิตัวเอง, โรคไต, การติดเชื้อซิฟิลิส หรือเอดส์, การทำงานของต่อมธัยรอยด์ที่ผิดปกติ, ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำเกินไป
           -   การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีโรคไตหรือไม่
           -   การตรวจการได้ยิน
           -   การตรวจหาความผิดปกติของหัวใจ (EKG)
           -   การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง (brainstem electrical response audiometry)โดยใช้เสียงกระตุ้นทางเดินประสาทที่ผ่านหู ตั้งแต่หูชั้นใน, ประสาทสมองที่เกิ่ยวกับการได้ยิน ไปสู่ก้านสมอง และผ่านไปกลีบสมอง  วิธีนี้จะตรวจความผิดปกติของโรคในสมองส่วนกลางได้รวดเร็วและแม่นยำ
           -   การตรวจระบบประสาททรงตัวโดยเครื่องวัดการทรงตัว เพื่อแยกความผิดปกติของภาวะข้อเสื่อมจากโรคหูชั้นในและโรคของสมอง
           -   การถ่ายภาพรังสีกระดูกคอ
           -   การถ่ายภาพรังสี เช่นเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) หรือเอ็กซเรย์สนามแม่เหล็ก (MRI)
           -   การตรวจการไหลเวียนของกระแสโลหิต ผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปสู่สมอง โดยใช้อัลตราซาวน์ ซึ่งจะบอกแรงดันเลือด  ความเร็วของการไหล และความไม่สมดุลของการไหลเวียนของกระแสโลหิตได้

การรักษา
1. การรักษาตามอาการ
            -  ให้ยาที่กดการรับรู้ของประสาททรงตัว เพื่อให้หายจากอาการเวียนศีรษะ
            -  ให้ยาสงบ หรือระงับประสาท
            -  ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน
            -  ให้ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว ซึ่งการให้ยาดังกล่าวนี้ เป็นการรักษาปลายเหตุ
            -   เมื่ออาการเวียนศีรษะน้อยลงแล้ว ควรให้เริ่มการบริหารระบบทรงตัว (head balance exercise) เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลของระบบประสาททรงตัวได้  การบริหารดังกล่าวเป็นการฝึกฝนการปรับวิสัยการทรงตัวต่อตัวกระตุ้นสมมุติที่สร้างขึ้น จะสร้างนิสัย“เคยชิน”ต่อสภาวะนั้น ๆ ให้เกิดขึ้นในอวัยวะทรงตัว เพื่อให้สามารถใช้การทรงตัวได้อย่างดีในสภาวะต่างๆ ได้แก่ การฝึกบริหารสายตา  ฝึกกล้ามเนื้อ คอ แขนขา   ฝึกการเคลื่อนไหวศีรษะและคอ รวมทั้งการเดิน และยืน

ถ้าผู้ป่วยหายเวียนศีรษะแล้ว  ควรป้องกันไม่ให้มีอาการเวียนศีรษะอีก โดย
             •  หลีกเลี่ยงเสียงดัง
             •  ถ้าเป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง,ไขมันในเลือดสูง, ไต,โรคกรดยูริกในเลือดสูง,โรคซีด,โรคเลือด ควบคุมโรคให้ดี
             •  หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาททรงตัว เช่น aspirin, aminoglycoside, quinine
             •  หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
             •  หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน
             •  ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ, ชา, เครื่องดื่มน้ำอัดลม, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, งดการสูบบุหรี่
             •  พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว, ลดความเครียด วิตกกังวล และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2. การรักษาตามสาเหตุของโรค
3. การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องขณะเวียนศีรษะ
             -   เมื่อมีอาการเวียนศีรษะขณะเดิน ควรหยุดเดินและนั่งพัก  เพราะการฝืนเดินขณะเวียนศีรษะอาจทำให้ผู้ป่วยล้ม และเกิดอุบัติเหตุได้ เช่นกัน ถ้าอาการเวียนศีรษะเกิดขณะขับรถหรือขณะทำงาน ควรหยุดรถข้างทางหรือหยุดการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าเวียนมากควรนอนบนพื้นราบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น พื้น ผู้ป่วยควรมองไปยังวัตถุที่อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ถ้าอาการเวียนศีรษะน้อยลง ค่อย ๆ ลุกขึ้น แต่อาจรู้สึกง่วงหรือเพลียได้ ถ้าง่วงแนะนำให้นอนหลับพักผ่อน หลังตื่นนอนอาการมักจะดีขึ้น
             -   ไม่ควรว่ายน้ำ, ดำน้ำ, ปีนป่ายที่สูง, เดินบนสะพานไม้แผ่นเดียว หรือเชือกข้ามคูคลอง, ขับรถ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ขณะมีอาการเวียนศีรษะเพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
             -   หลีกเลี่ยงสารคาเฟอีน (ชา น้ำอัดลม กาแฟ)  การสูบบุหรี่ ซึ่งจะลดเลือดที่ไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว
             -   พยายามอย่ารับประทานอาหาร หรือดื่มมากนัก จะได้มีโอกาสอาเจียนน้อยลง
             -   พยายามหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ในระหว่างเกิดอาการ ได้แก่ การหมุนหันศีรษะไว ๆ, การเปลี่ยนท่าทางอิริยาบถอย่างรวดเร็ว, การก้ม เงยคอ หรือหันอย่างเต็มที่
             -   พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิด อาการเวียนศีรษะ เช่นความเครียด, ความวิตกกังวล, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, สารก่อภูมิแพ้ (ถ้าแพ้), การเดินทางโดยทางเรือ, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
             -   รับประทานยาที่แพทย์ให้รับประทาน เวลาเวียนศีรษะ

 รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

จัดฟันแฟชั่น อันตราย!!



ปัจจุบันการจัดฟันเพื่อการรักษา กลายมาเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมจากหมู่วัยรุ่นและประชาชนอย่างมาก  การจัดฟันแฟชั่น โดยผู้ที่ไม่ใช่ทันตแพทย์ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่มีความรู้เพียงพอในการที่จะใส่เครื่องมือจัดฟัน ทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพในช่องปาก  ตามมาภายหลัง
            โดยปกติแล้วผู้ที่มีฟันเรียงตัวเป็นปกติ ไม่มีปัญหาในการใช้งานหรือมีปัญหาเรื่องความสวยงาม เมื่อมาพบทันตแพทย์เพื่อขอจัดฟัน ทันตแพทย์จะปฎิเสธที่จะจัดฟันให้เนื่องจากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการรักษา ทำให้มีกลุ่มบุคคลที่เห็นช่องทางหารายได้จากความต้องการจัดฟันคนเหล่านี้ จึงมีการเปิดรับจัดฟันแฟชั่นขึ้น
            การจัดฟันแฟชั่น ที่แสนจะอันตราย ผู้จัดจะใช้ลวดเส้นเล็ก ร้อยลูกปัดสีต่าง ๆ บางชนิดเคลือบสีและสารปรอทเพื่อให้สวยงาม ซึ่งลวดและลูกปัดดังกล่าวพบว่ามีสารเคมีรุนแรง ทั้ง...
          -  สารตะกั่ว
          -  สารหนู
          -  สารแคดเมียม
            ทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ออกประกาศห้ามผลิตและจำหน่ายลวดจัดฟันแฟชั่น โดยมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน
            ต่อมากระแสนิยมในเรื่องจัดฟันแฟชั่นได้เปลี่ยนไป จากการใช้ลวดเส้นเล็กร้อยลูกปัดสีต่าง ๆ หายไปจากสังคมไทย กลายเป็นการใช้เครื่องมือจัดฟันจริง หรือเลียนแบบใกล้เคียงกับเครื่องมือที่ทันตแพทย์ใช้มากขึ้น ซึ่งรูปแบบของการจัดฟันแฟชั่นที่มีการใส่เครื่องมือแบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ คือ
          1. การใส่เครื่องมือแบบติดแน่น
         2. การใส่เครื่องมือถอดได้
            ขั้นตอนการทำจะยุ่งยากซับซ้อนขึ้น และมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น (แต่ก็ยังอันตรายอยู่ดี) และมักจะโฆษณาชวนเชื่อว่า “เป็นการใช้ลวดและเครื่องมือที่ทันตแพทย์ใช้”  บางแห่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยใช้คำว่า Lab เพื่อให้เข้าใจว่า เป็น Laboratory ที่สามารถทำฟันปลอม เครื่องมือจัดฟันให้กับทันตแพทย์  (ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เลย)
            การจัดฟันแฟชั่นโดยใช้ลวดจัดฟันปลอม นอกจากมีจำหน่ายตามแผงลอยแล้ว ยังระบาดไปตามตลาดนัดในต่างจังหวัด  แหล่งชุมชนไม่เว้นจังหวัดเล็กจังหวัดใหญ่  มีทั้งจำหน่ายให้นำไปใส่เองหรือผู้จำหน่ายใส่ให้ในช่องปาก แต่วัยรุ่นมักจะนิยมให้ผู้จำหน่ายติดให้

อันตรายต่อสุขภาพในช่องปาก จากการจัดฟันแฟชั่น ...
         1. เหงือกอักเสบเป็นแผล มีเลือดไหล  เกิดแผลในช่องปาก  เนื่องจากลวดและพลาสติกอาจกดเหงือกหรือทิ่มเหงือก หรือถ้าลวดยาวและไม่พอดี  ทำให้แทงเหงือกได้
2. สารอันตรายดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย  เนื่องจากการใช้เครื่องมือที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ใช่มาตรฐานที่สามารถใช้ในช่องปากได้ เช่น เกิดสนิมหรือเคลือบปรอท ลูกปัดสีมีสารหนู สารตะกั่ว เจือปนอยู่
          3. เกิดการแพร่กระจายของโรคติดต่อ หรือการติดเชื้อ เนื่องจากผู้ทำไม่ได้ใส่ถุงมือ ไม่มีการล้างมือด้วยน้ำยากำจัดเชื้อก่อนทำ ขั้นตอนในการทำที่สกปรกไม่มีการฆ่าเชื้อโรค อีกทั้งการที่ผู้ทำใส่ลวดให้จะต้องใช้คีม และฝังวัสดุเข้าไปในช่องปากอาจจะไม่สะอาดพอ  โดยปกติเครื่องมือที่นำไปใช้ในช่องปาก  ทันตแพทย์ต้องฆ่าเชื้อโรคก่อนทุกครั้ง
          4. ฟันผุ  เหงือกอักเสบ การมีลวดและลูกปัดติดในช่องปาก  จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟันลดลง เพราะเศษอาหารติดได้ง่าย
          5. ปวดฟัน ฟันเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิม เพราะลวดอาจดันฟัน ยิ่งผู้ทำออกแรงกระทำกับตัวฟันมาก อาจเกิดการเจ็บปวดได้
6. เคลือบฟันบางลง ฟันผุง่ายขึ้น บางครั้งอาจมีการกรอเอาเคลือบฟันออก (ทำให้เสียเคลือบฟันไป ซึ่งทันตแพทย์จะไม่มีการกรอเอาเคลือบฟันที่ดีๆออกไป) แล้วใช้กรดฟอสฟอริก (ชนิดเดียวกับที่ทันตแพทย์ใช้ในการทำฟัน)กัดฟันให้เป็นรูพรุนเล็กๆ เพื่อที่จะให้เกิดการยึดเครื่องมือ Bracket ให้ติดกับฟันได้ ซึ่งการที่เคลือบฟันถูกทำลายไปไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้
          7. อาจถึงแก่ชีวิตโดยไม่รู้ตัว  การใส่ลวดเส้นเล็ก ถ้าไม่แน่นหรือหลวมขยับได้จะเกิดอันตรายอย่างมาก ยิ่งใส่นอนหรือขณะรับประทานอาหาร เนื่องจากลวดมีขนาดเล็กอาจตกลงในลำคอ รวมถึงลูกปัดเล็ก ๆ ที่ติดไม่แน่นกับลวดก็อาจหลุดเข้าคอได้

**เมื่อเกิดอันตรายดังข้างต้น ควรรีบมาพบทันตแพทย์ให้เร็วที่สุด

            วัยรุ่นและประชาชน อย่าเห็นแก่ความสวยงามเพียงเล็กน้อย ซึ่งการจัดฟันแฟชั่น ถ้าดูใกล้ ๆ  ก็ไม่เหมือนการจัดฟันที่มีลวดหรือยางจัดฟันของทันตแพทย์จัดฟัน  มีแต่จะทำให้สุขภาพฟันและอวัยวะอื่น ๆเสียอย่างคาดไม่ถึงตามมามากมาย ซึ่งไม่คุ้มค่ากับความสวยงามที่แลกด้วยความเจ็บปวด
            โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจซื้อและใช้สินค้าเหล่านี้ รวมถึงผู้ทำที่ไม่ใช่ทันตแพทย์ ต่างก็มีความผิดทางกฎหมายในการทำฟันเช่นกันค่ะ

ทพญ.ฉัตรแก้ว บริบูรณ์หิรัญสาร  
งานทันตกรรม Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สมุนไพรกับการรักษามะเร็ง




หลายต่อหลายครั้งที่เห็นคนไข้แล้วเศร้าใจ เพราะเหตุที่คุณผู้หญิงทั้งหลายหันไปรักษามะเร็งด้วยสมุนไพร  มาเจอคนไข้อีกทีก็เข้าขั้นระยะรุนแรง หรือหมดทางเยียวยาแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อย ยิ่งมะเร็งที่เกิดในสตรี เช่น มะเร็งปากมดลูกด้วยแล้ว  หากรายไหนหมอบ่งชี้ว่า  ควรจะรับการรักษาโดยวิธีรังสีรักษา ก็มักจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย   ด้วยความเข้าใจผิดของผู้ป่วยนั่นเอง

อยากจะบอกคุณผู้หญิงทั้งหลายว่า ผู้ที่เป็นมะเร็ง  ไม่ได้แปลว่าตนจะต้องตายสถานเดียว ถ้าตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้ครับ
   
การรักษามาตรฐานที่ใช้กันมี 3 วิธี คือ
1. การผ่าตัดรักษา เช่น  มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งรังไข่ ซึ่งวิธีการผ่าตัดก็หลากหลายแล้วแต่ชนิดของโรค
2. รักษาโดยยาเคมีบำบัด มักใช้ในโรคมะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งชนิดอื่น ๆ เพื่อช่วยกำจัดมะเร็งที่หลงเหลือจากการผ่าตัด หรือเพื่อกันการเกิดซ้ำของโรค โดยหมอจะพิจารณาการใช้ยาเคมีบำบัดอย่างไร ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และปริมาณมะเร็งที่หลงเหลือจากการผ่าตัดหรือขึ้นกับปัจจัยอื่น ๆ  ของคนไข้
3. รักษาโดยรังสีรักษา ซึ่งในปัจจุบันอาจจะรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัด ซึ่งได้ผลดีในการรักษามะเร็งปากมดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูก อย่างไรก็ตาม ผลการรักษายังขึ้นกับระยะของโรค ถ้าเป็นระยะแรกโอกาสหายเกือบจะ 100 % สำหรับภาวะแทรกซ้อนของการรักษานั้น พบน้อยมาก  เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากภาวะแทรกซ้อนจึงแทบจะไม่มี
การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวถือเป็นการรักษาโรคแผนปัจจุบัน ต้องผ่านการศึกษาวิจัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักทางสถิติและทางวิทยาศาสตร์ มีการทดลองในหลอดแก้วและในสัตว์  พิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและใช้ได้ผลในการรักษาจริง  ก่อนจะนำมาใช้รักษากับผู้ป่วย  โดยแพทย์ผู้ชำนาญการ  อีกทั้งผลงานดังกล่าวยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกด้วย

แต่สำหรับการใช้ยาสมุนไพรรักษามะเร็งนั้น  ยังไม่มีรายงานผลการรักษาที่เชื่อถือได้ชัดเจน มักพูดกันปากต่อปาก หรือเป็นไปตามกระแสข่าว  ทำให้เกิดความหลงเข้าใจผิดไป  ยิ่งกว่านั้นยาสมุนไพรบางชนิดยังผสมยาเคมีบำบัดเข้าไปด้วย  อาจทำให้คนไข้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การกดไขกระดูกมากขึ้น และหากผู้ป่วยรักษาร่วมกับแผนปัจจุบันอีก  อาจทำให้การรับยาไม่ได้ตามที่กำหนด  จึงเกิดผลเสียในการตอบสนองต่อยาแผนปัจจุบัน  และอาจทำให้การรักษาล้มเหลวในที่สุด

รศ.นพ.ชัยยศ ธีรผกาวงศ์
 ภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ผื่นแดงที่หน้า (Red face Syndrome)



Red face syndrome หรือ ผื่นแดงที่หน้า มีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กๆคล้ายผดบริเวณใบหน้า อาจมีอาการคันหรือไม่ก็ได้ เวลาลูบจะรู้สึกสากที่ผิวหน้า อาจมีอาการแสบคัน ระคายเคือง ไวต่อแสงแดดและเหงื่อ
ผื่นแดงที่หน้าเป็นปัญหาที่พบบ่อยในปัจจุบัน ส่วนมากพบในผู้หญิง เนื่องจากผิวหนังบริเวณใบหน้า เป็นบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสสารต่างๆ หลายชนิด รวมทั้งในปัจจุบันมีการใช้ผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอางที่ใช้กับใบหน้ามากขึ้น ทำให้พบผื่นแดงที่หน้าได้บ่อย และเป็นปัญหาในการวินิจฉัยและรักษาในปัจจุบัน ซึ่งสาเหตุของผื่นแดงที่หน้านั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุที่สำคัญ คือ
1. ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheic dermatitis)
ลักษณะเป็นผื่นแดงคัน มีขุยสีเหลืองเป็นมัน มักพบบริเวณข้างจมูก คิ้ว ใบหู และหนังศีรษะมีรังแค
2. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีผิวแห้ง มีผื่นแดงคัน บริเวณหน้า คอ ข้อพับของแขนและขา พบในผู้ป่วยที่มีประวัติกรรมพันธุ์เป็นโรคในกลุ่มภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ คันตา หอบหืด เป็นต้น
3. ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis)
            เกิดมีผื่นแดง ผิวหน้าคันอักเสบบริเวณที่สัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น เครื่องสำอาง ส่วนมากมักเกิดอาการหลังใช้เครื่องสำอางหรือสารที่แพ้ ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน
4. ผื่นระคายสัมผัส (Irritant contact dermatitis)
            เกิดขึ้นกับคนที่สัมผัสสารมีฤทธิ์ก่อระคายปริมาณมากและระยะเวลานานพอ พบผื่นแดงอักเสบที่มีขอบเขตชัดเจนในบริเวณที่มีการสัมผัส ซึ่งจะมีอาการบวม แดง ร่วมด้วย นอกจากนี้ อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ที่ใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบเป็นกรดวิตามินเอ กรดผลไม้ หรือสารที่มีฤทธิ์ลอกผิวต่อเนื่องเวลานาน
5. ผื่นสัมผัสจากสารร่วมกับแสง (Photocontact dermatitis)
            มีการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ครีมกันแดด น้ำหอม ร่วมกับโดนแสงแดด ซึ่งจะพบผื่นอักเสบได้บริเวณที่ได้รับแสงนอกร่มผ้า เช่น ใบหน้า หน้าอก แขน
6. ผื่นผิวหนังอักเสบรอบปาก (Perioral dermatitis)
มีลักษณะเป็นผื่นแดง ตุ่มแดง ตุ่มน้ำ หรือ ตุ่มหนอง พบบ่อยรอบริมฝีปาก
7. ผื่นผิวหนังอักเสบชนิด Rosacea
พบมากในคนผิวขาว จะมีอาการหน้าแดง ตุ่มแดงอักเสบ ตุ่มหนอง หลอดเลือดฝอยขยายที่บริเวณใบหน้า มักมีประวัติว่าเป็นผื่นมากขึ้นเมื่อโดนความร้อน แสงแดด มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
8. สิว (Acne)
            ผู้ที่เป็นสิวมักมีผิวมัน พบสิวบนใบหน้าได้หลายรูปแบบ เช่น ตุ่มแดงอักเสบ ตุ่มหนอง ถุงใต้ผิวหนัง หรือพบเป็นสิวหัวเปิดมีจุดดำตรงกลาง
9. ผิวหนังบางและหลอดเลือดฝอยขยายจากยาคอร์ติโค สเตียรอยด์ (Corticosteroid atrophy and telangiectasia)
            เป็นผลข้างเคียงจากการทายาหรือกินยาที่มีส่วนประกอบของคอร์ติโคสตีรอยด์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน พบในผู้ที่ใช้ยานี้นอกการควบคุมของแพทย์
จะเห็นได้ว่าอาการผื่นแดงที่หน้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นเพื่อให้ได้การวินิฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และบางครั้งอาจต้องทำทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง โดยวิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง (Patch test) เพื่อพิสูจน์ว่าผื่นแดงที่หน้าเกิดจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือผื่นแพ้สัมผัส
ประโยชน์ของการทำทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง คือ หากตรวจพบสารที่แพ้ จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันการสัมผัสสารที่แพ้ได้
สารก่อภูมิแพ้ผิวหนังที่เป็นต้นเหตุของผื่นแดงที่หน้าที่พบบ่อย ได้แก่
- ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับใบหน้า เช่น เครื่องสำอาง สบู่ล้างหน้า ครีมบำรุงผิวหน้า ซึ่งส่วนประกอบที่มักเป็นสาเหตุของผื่นแพ้สัมผัส ได้แก่ สารกันเสีย น้ำหอม สารลาโนลิน (Lanolin) สารที่ทำให้เกิดฟอง (Cocamidopropyl betaine) เป็นต้น
- แชมพูสระผมและผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ใช้กับเส้นผม
- โลหะและแผ่นยางที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง เช่น โลหะในถาดแป้ง ขอบแปรงที่ทาตาและปาก แผ่นยางที่ใช้เป็นพัฟทาหน้า
- สารที่มาจากผื่นแพ้สัมผัสบริเวณมือ เช่น โลหะนิเกิล ทอง สารในยาทาเล็บ เป็นต้น
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้มีผื่นแดงที่หน้า คือ
1. หยุดใช้เครื่องสำอางและสารที่สงสัยว่าเป็นต้นเหตุทันที เพราะการใช้สารที่แพ้ต่อไปจะทำให้มีผื่นที่หน้ามากขึ้น
2. ไม่ควรซื้อยามาทาเอง ควรมาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง
3. พบแพทย์เพื่อทำการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง โดยวิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง (Patch test) โดยชุดทดสอบเครื่องสำอาง (Cosmetic series) พร้อมกับนำผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าทำให้เกิดผื่นแดงที่หน้ามาร่วมทดสอบด้วย
            หากท่านมีผื่นแดงที่หน้า ต้องการปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการดูแลรักษาที่ถูกต้อง หรือต้องการทำการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง โดยวิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง (Patch test)
            โปรดติดต่อ นัดหมายล่วงหน้าได้ที่โทรศัพท์ 02-4197380-1 ระหว่างเวลา 13.00-15.00 น. เพื่อมารับการตรวจ  ณ คลินิกผื่นแพ้สัมผัส  ภาควิชาตจวิทยา โรงพยาบาลศิริราช


รศ.พญ. วรัญญา บุญชัย
คนินิกผื่นแพ้สัมผัส ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อาหารข้างถนน


ถาม: รับประทานอาหารอย่างไร

ตอบ: อาหารที่รับประทานนั้น จะต้องเป็นอาหารที่ทำให้สุกหรือไม่ดิบ ๆ สุก ๆ หรือ ดิบ เช่น พวกพล่า หรือยำต่าง ๆ สิ่งนี้จะทำให้เกิดโรคได้ อีกอย่างต้องเป็นอาหารที่รส ไม่จัด ไม่เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด เค็มจัดเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นใหม่ ๆ ร้อน ๆ เพราะพวกแมลง วันยังไม่ตอมภาชนะที่ใส่อาหารต่าง ๆ ก็ต้องสะอาด เป็นภาชนะที่คงทนต่อความร้อน ไม่ละลายง่าย ไม่เจือสีซึ่งมีโลหะหนักผสม จานพลาสติกบางอย่างผสมสี และพลาสติก ที่ไม่มีคุณภาพ หรือคุณภาพไม่ดี เวลาใส่ของร้อน ๆ อาจจะทำให้สีซึ่งมีโลหะหนักพวก ตะกั่วผสมอยู่ หลุดออกมาติดกับอาหารได้ ทำให้คนกินเข้าไปได้รับสารพิษเข้าไปใน ร่างกาย ภาชนะที่ใส่อาหารควรอยู่ในที่เปิดเผย ควรจะมีสิ่งปกปิดมิดชิด มีฝาชีครอบ เพื่อป้องกันแมลงวัน หรือฝุ่นอากาศจากภายนอก ในช่วงนี้รถยนต์ในกรุงเทพฯ มี จำนวนมาก ก็อาจจะเกิดมลพิษจากการเผาไหม้ของเบนซินต่าง ๆ รวมทั้งตะกั่วซึ่งอยู่ ในน้ำมันเบนซิน เมื่อเครื่องยนต์เผาไหม้ สารตะกั่วจะถูกปะปนในบรรยากาศและอาจ ปลิวเข้าไปสะสมอยู่ในอาหารได้ ควรจะเลือกอาหารที่ใส่ผงชูรสน้อย ไม่ใส่มากเกินไป เลือกอาหารที่ไม่เจือสีถ้าอาหารที่เจือสีควรจะถามว่าใช้สีอะไร ไม่ใช่สีย้อมผ้าควรใช้สี ธรรมชาติ

ถาม :ในการรับประทานอาหาร ควรให้ถูกสุขลักษณะทั้งที่บ้าน และนอกบ้าน สำหรับนอกบ้านบางครั้งก็หย่อนยานไปบ้าง ถ้ารับประทานอาหารริมทาง ถือว่าไม่ถูกสุขลักษณะอย่างไรบ้าง
ตอบ :อาหารริมทางหมายถึง อาหารหาบเร่แผงลอยต่าง ๆ บางเจ้าทำได้ดีสะอาดพอ สมควร บางเจ้าก็ไม่สะอาดก็ต้องติงกันบ้าง อย่างเช่น การปรุงอาหารควรจะทำในบ้าน เพราะมีเครื่องไม้เครื่องมือครบ ทำความสะอาดได้ดี เพราะมีน้ำประปาอย่างสมบูรณ์ แต่สำหรับ หาบเร่แผงลอย การทำความสะอาดจานต่างๆ ภาชนะใส่อาหาร เป็นไปด้วย ความยากลำบาก และปรุงในบรรยากาศที่มีคนจอแจ ก็มีอันตราย จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ อย่างเช่น พวกหาบเร่แผงลอยไม่เป็นระเบียบ คนที่จะเดินก็ไม่มีทางเท้าที่จะเดิน ก็ต้อง ลงไปเดินในถนน ซึ่งปัจจุบันรถยนต์มีเป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้ถูกรถชนได้ก็เป็น อุบัติเหตุอันหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งพวกของทอด ๆ เช่น ทอดมัน ทอดปลา ก็ทำกันอย่าง โจ่งแจ้ง ไม่มีเครื่องป้องกันไม่ให้คนเดินเฉียด จริง ๆ แล้วน่าจะมีการห้ามทอดกันอย่าง นั้น และในบริเวณอย่างนั้น เวลาเลิกงาน หรือเด็กต้องไปโรงเรียนคนพลุกพล่าน ต้อง รีบขึ้นเมล์ เป็นการเสี่ยงมากที่อาจจะโดนน้ำได้ เป็นอุบัติเหตุที่เกิดได้ตลอดเวลา นอก จากนั้นพวกลูกชิ้นเสียบไม้ เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว มักจะโยนไม้ที่แหลมลงพื้นแทน ที่จะใส่ถึงขยะก็ปรากฎว่าคนโดนไม้เสียบลูกชิ้นตำเท้า โดยเฉพาะคนที่ไม่สวมรองเท้า หรือคนที่สวมรองเท้าแตะฟองน้ำ

ถาม : ถ้าสมมุติว่ามีความจำเป็นจริง ๆ จะต้องรับประทาน มีข้อแนะนำอย่างไร บ้าง
ตอบ : ก็ต้องยอมรับว่าเห็นใจ ทั้งคนขายและคนซื้อ เรื่องหาบเร่แผงลอยในบ้านเรา ซึ่งมีมานานแล้ว และมีบทบัญญัติผู้เร่ขายว่า จะต้องมีความสะอาดอย่างไรผู้ขายจะ ต้องแต่งตัวอย่างไร

ถาม :ช่วยยกตัวอย่างให้ฟัง สักสองสามข้อ
ตอบ :ในข้อ 9 กล่าวว่าผู้รับใบอนุญาตเร่ขาย จะต้องปฏิบัติดังนี้ เช่น แต่งกายให้ สะอาดเรียบร้อยในเวลาที่ขายอาหารและเครื่องใช้ไม่ให้มีฝุ่น แมลงวันซึ่งเป็นพาหนะนำ โรค รวมทั้งรักษาเครื่องปกปิดนั้นให้ใช้การประกอบปรุงแช่หรือล้างภาชนะเครื่องใช้ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าเราเข้มงวดเต็มที่ก็สามารถใช้ได้ทุกร้านอยู่ที่เราจะเข้มงวดแค่ไหน

ถาม :ในเรื่องสุขอนามัย คืออนามัยในการทำให้สะอาด เพื่อประโยชน์ต่อ สุขภาพแต่ละคน ควรคำนึงในด้านใด
ตอบ : เน้นในเรื่องของตัวคนทำต้องสะอาด ไม่เป็นพาหนะของโรค ผมต้องสะอาด พวกนี้สามารถนำพาโรคมาได้ มือต้องสะอาด เล็บตัดให้เรียบและสะอาด ควรจะใส่ถุง มือภาชนะต่าง ๆ ที่ใส่อาหารต้องมีที่ปกปิดมิดชิด

ถาม :พวกเครื่องดื่มที่ใส่ถุงพลาสติก หรือใส่แก้วควรจะคำนึงถึงอะไร
ตอบ :น้ำแข็งควรเลือกน้ำแข็งที่มีคุณภาพ บางแห่งใช้น้ำที่ไม่สะอาดมาทำ ซึ่งจะเป็น ตัวนำโรค พวกน้ำหวานต่าง ๆ ที่ผสมให้เด็กกิน ต้องใช้สีธรรมชาติไม่ใช่น้ำหวานที่เจือ สี จะเป็นอันตรายได้ สำหรับภาชนะเวลาใช้ไปแล้ว นำมาล้างต้องให้สะอาด ซึ่งเป็น เรื่องยาก เพราะผู้เร่ขายมีน้ำสะอาดจำนวนจำกัด ต้องหาทางแก้ไข

ถาม :มีข้อแนะนำอย่างไรบ้าง
ตอบ :การรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ จะเกิดโทษอย่างมากมายเกี่ยวกับลำ ไส้ เช่น อาหารเป็นพิษส่วนอาหารที่เจือสีก็ต้องระวัง เพราะอาจจะทำให้ปวดท้อง อาการซีดขาดเลือดได้โดยไม่ทราบสาเหตุอีกเรื่องหนึ่งอยากให้กรุงเทพมหานคร หาที่ ให้หาบเร่หรือแผงลอยอยู่ในเขตที่กำหนดให้ และอาจจะให้กรุงเทพมหานครจัด พนัก งาน ซึ่งดูแลเกี่ยวกับความสะอาดคิดว่าพ่อค้าแม่ค้าคงให้ความร่วมมือกันอย่างดี หรือ จัดให้มีการประกวดว่าร้านใดทำร้านได้สะอาดก็จะได้รับรางวัล

ข้อมูลด้านสุขภาพดีๆ จาก
รศ.นพ.ศุภชัย รัตนมณีฉัตร
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

แผลเบาหวาน


เหตุใดแผลเบาหวานตึงหายยาก???
มีหลายปัจจัยด้วยกันโดยปัจจัยหลักๆได้แก่
1.ปลายประสาทเสื่อม โดยสามารถแบ่งย่อยออกไปอีก 3 ข้อ
          1.1 ประสาทรับความรู้สึกเสื่อม ผู้ป่วยเบาหวานจะสูญเสียการรับความรู้สึกเจ็บปวดหรือความรู้สึกร้อนเย็น ดังนั้นเมื่อเป็นแผลขึ้นแล้วผู้ป่วยมักไม่หยุดใช้เท้าเนื่องจากขาดความรู้สึกเจ็บปวด แผลจึงเกิดการอักเสบลุกลามมากขึ้น
          1.2 ประสาทควบคุมกล้ามเนื้อเสื่อม ทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆที่เท้าลีบลง กล้ามเนื้อที่เท้าไม่อยู่ในสภาพสมดุล ทำให้เกิดเท้าผิดรูป (Charcot Foot) ทำให้จุดรับน้ำหนักผิดไป มีโอกาสเกิดตาปลาหรือแผลเป็นได้ง่าย
          1.3 ประสาทอัตโนมัติเสื่อม ทำให้ระบบประสาทควบคุมเกี่ยวกับการหลั่งเหงื่อ การหดและขยายตัวของหลอดเลือดเสียไป ผิวหนังแห้ง มีเหงื่ออกน้อย และผิวหนังแห้งแตกง่าย เชื้อโรคอาจเข้าไปตามรอยแตกแล้วเกิดเป็นแผลลุกลามมากขึ้น และยังทำให้เท้าบวม รองเท้าจึงคับขึ้นและกดเท้าจนเป็นแผลได้
2. ความผิดปกติของหลอดเลือด
            เนื่องจากเกิดภาวะเส้นเลือดตีบแข็งจนบางครั้งก็อุดตัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดเลือดฝอย ทำให้เกิดแผลที่เท้าขึ้นเองได้เนื่องจากเนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งจะพบมากที่ปลายนิ้วเท้าทั้งห้าหรือส้นเท้า ในผู้ป่วยบางรายซึ่งเกิดแผลจากสาเหตุอื่น เช่น อุบัติเหตุ ของมีคม เล็บขบ ยุงกัดและการเกา เป็นต้น การรักษาแผลให้หายเป็นไปได้ยากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากหลอดเลือดเลือดตีบไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงเพียงพอ ทำให้ไม่มีการสมานแผล การตีบตันของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะที่เท้าเท่านั้น ยังเกิดกับหลอดเลือดอื่นๆด้วย เช่น หลอดเลือดหัวใจและสมอง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมที่ทำให้มีการตีบตันเร็วและมากขึ้นอีก คือการสูบบุหรี่ ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง เป็นต้น
3. การติดเชื้อแทรกซ้อน
            แผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีการติดเชื้อร่วมด้วยอยู่เสมอ โดยเฉพาะการมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้การอักเสบลุกลามมากขึ้น เกิดเส้นเลือดฝอยอุดตันทำให้เนื้อเยื่อที่ขาดเลือดส่งกลิ่นเหม็นเน่าได้ ยิ่งหากมีภาวะแทรกซ้อนทางประสาทและหลอดเลือดด้วยแล้ว โอกาสที่จะรักษาให้หายยิ่งยากมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ผู้ป่วยต้องถูกตัดขา

การรักษาแผลที่เท้า
1.การรักษาเบื้องต้น เมื่อเป็นแผลจากของมีคมหรือแผลขีดข่วน ควรล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำอุ่นและสบู่ เช็ดให้แห้งและใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีนอย่างเจือจาง ปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลที่แห้งและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ควรใช้พลาสเตอร์ปิดแผลโดยตรง ถ้าหากแผลบวมแดงขึ้นมีน้ำเหลืองออกมา แม้ว่าจะไม่มีความเจ็บปวดก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
2.การรักษาโดยแพทย์ ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของแผล
          2.1 การทำแผล หากมีหนอง ต้องกรีดเปิดแผลให้กว้างเพื่อระบายหนองออก ตัดเนื้อเน่าตายออก
ล้างด้วยน้ำเกลือ แล้วปิดแผลด้วยผ้ากอซชุบด้วยน้ำเกลือหรือน้ำเกลือผสมน้ำยาเบตาดีน ควรทำแผล 2-4 ครั้งต่อวัน ตามที่แพทย์แนะนำ
          2.2 การใช้ยาปฏิชีวนะ แพทย์จะพิจารณาว่าผู้ป่วยควรได้รับยาปฏิชีวนะหรือไม่ ควรใช้ยาชนิดใดและให้ยาโดยการรับประทาน หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือด โดยแพทย์จะพิจารณาตามลักษณะและความรุนแรงของแผล
          2.3 การหยุดพักบริเวณที่เป็นแผล โดยหากเป็นจุดที่ลงน้ำหนักควรนอนพักเฉยๆ พยายามเดินเท่าที่จำเป็น หรือสวมรองเท้าที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักในบริเวณที่เป็นแผล
          2.4 การผ่าตัดหลอดเลือด ในกรณีที่แผลนั้นได้รับการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมและวินิจฉัยแล้วว่ามีสาเหตุมาจากการขาดเลือดเนื่องจากมีเส้นเลือดตีบแข็ง หากผ่าตัดรักษาเพื่อให้มีเลือดไปหล่อเลี้ยงบริเวณแผลได้ดีขึ้นก็จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินพยาธิสภาพของโรคและความพร้อมของผู้ป่วยว่าเหมาะสมที่จะเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่                
          2.5 การผ่าตัดเท้าทิ้ง จะทำต่อเมื่อไม่สามารถรักษาแผลด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้วให้ได้ผล ระดับที่ผ่าตัดจะอยู่ใต้เข่าหรือเหนือเข่าขึ้นอยู่กับแผล หลังการผ่าตัดแล้วสามารถประกอบขาเทียมได้ ทำให้ผู้ป่วยเดินและเคลื่อนไหวได้ดังเดิม

            นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy) ซึ่งปัจจุบันเข้ามามีบทบาทและเป็นที่ยอมรับในการร่วมรักษาแผลเบาหวานเรื้อรังอีกด้วย (อ่านต่อบทความเรื่องการรักษาผู้ป่วยด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy))
          จะเห็นได้ว่าการรักษาแผลที่เท้านั้นนอกจากทำให้เกิดผลเสียทางด้านจิตใจแล้วยังเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากตามมา ดังนั้นการป้องกัน และการรักษาให้ถูกต้องที่ต้นเหตุของการเกิดโรค คือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด และควบคุมความดันโลหิตให้ดี จึงเป็นวิธีที่การที่สำคัญที่สุดที่สามารถลดโอกาสการเกิดแผลเรื้อรังจากเบาหวานได้ดีที่สุด

การป้องกัน
1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีที่สุด
2. งดการสูบบุหรี่                        
3. ออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ                                 
4. ควบคุมไขมันในเลือดไม่ให้สูงเกินปกติรักษา                
5. โรคความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ                                                           
6. ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ                                                                      
7. หมั่นดูแลเท้าอย่างสม่ำเสมอ

ที่มาของข้อมูลดีๆ
ผศ.พญ.สุภาพร โอภาสานนท์
สาขาวิชาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

หนูปวดขาจัง


ภาวะปวดขาแบบที่ไม่เป็นอันตรายในเด็ก  (Benign Nocturnal Pains of Childhood)  หรือที่มีอีกชื่อว่าภาวะปวดขาจากการเจริญเติบโตในเด็ก (Groeing Pains) เป็นอาการที่พบได้บ่อยในเด็กวัยก่อนเรียนและเด็กวัยเรียนช่วงอายุ  3 ถึง 12 ปี พบได้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง

            เด็กมักมีอาการปวดลึกๆ บริเวณขาทั้ง 2 ข้าง  โดยอาจปวดบริเวณต้นขา  หน้าแข้ง  น่อง  หรือหลังข้อเข่า  โดยไม่มีอาการปวดบริเวณข้อ  หรือพบว่ามีข้อบวม  โดยมากมักมีอาการช่วงเย็นหลังกลับจากโรงเรียน  หรือช่วงกลางคืน  ในบางรายอาจมีอาการปวดมากจนทำให้เด็กตื่นนอนตอนกลางคืนได้  แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าอาการปวดขาจะหายไป  เด็กจะดูสบายดีและสามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ  เด็กมักมีอาการปวดขาหลังจากออกกำลังกาย  เช่น  เรียนวิชาพละอย่างหนัก  และอาการปวดขามักจะบรรเทาลงด้วยการนวดหรือยาแก้ปวด  ความถี่ของการปวดไม่แน่นอนอาจมีอาการทุกวันหรือมีระยะเว้นช่วงการปวดเป็นเดือน  อาการปวดขาแบบที่ไม่เป็นอันตรายในเด็กนี้จะค่อย ๆ หายไปเมื่อเด็กโตขึ้น

            สิ่งที่สำคัญคือ  ภาวะปวดขาแบบที่ไม่เป็นอันตรายในเด็กนี้  เด็กจะไม่มีไข้  เหงื่อออกกลางคืน  น้ำหนักลด  เลือดออกง่าย  มีจุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง  ข้อบวม  ข้อติดฝืดช่วงเช้า  หรือเดินกะเผลกร่วมด้วย  ถ้าเด็กมีอาการดังกล่าวข้างต้น  ผู้ปกครองจำเป็นต้องพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดขาและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ที่มาของข้อมูลดีๆ
อ.พญ.ศิริรัตน์  จารุวณิช
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


เรื้อน


โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันมานาน คนทั่วไปมักมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนที่เป็นโรคนี้อาจจะเป็นเพราะความเชื่อเก่า ๆ ที่ว่า คนเป็นโรคเรื้อนเพราะประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ขัดต่อข้อห้ามทางศาสนาหรือประเพณีต่าง ๆ แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นดังความเชื่อเหล่านั้น เพราะโรคเรื้อนเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียตระกูลเดียวกับวัณโรค แต่อาการจะไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้ อย่างวัณโรค ตรงกันข้างกลับมีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ จนในระยะหลังทำให้เกิดความพิการที่มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ทำให้เป็นที่รังเกียจแก่คนทั่วไป หากมารับการรักษาเสียแต่ในระยะเริ่มแรก โรคเรื้อนก็สามารถหายได้ง่าย และไม่ก่อให้เกิดความพิการดังกล่าว

สาเหตุที่ผู้ป่วยไม่มารับการรักษา
        อาจเกิดจากปัจจัยต่อไปนี้หรือหลายปัจจัยร่วมกัน คือ
- ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรค เนื่องจากผื่นในระยะแรก มักมองเห็นได้ไม่ชัดเจน และไม่มีอาการเจ็บหรือคัน หากเกิดผื่นในตำแหน่งที่ผู้ป่วยมองไม่เห็นเช่นที่หลังหรือที่ก้น ก็จะไม่มารับการรักษา
- ไม่กล้ามารับการรักษาเพราะเกรงว่าผู้อื่นจะรู้ว่าเป็นโรคเรื้อน และจะเป็นที่รังเกียจหรือถูกไล่ออกจากงาน

สาเหตุของการเกิดโรค
           เชื้อโรคเรื้อนเป็นมัยโคแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคเฉพาะในคนหรือสัตว์บางชนิด เช่น ตัวนิ่มเก้าลาย และลิงบางชนิด เท่านั้น หากเชื้อโรคเรื้อนออกมานอกตัวคนและสัตว์มันจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในธรรมชาติ ทางที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายคนยังไม่ทราบแน่นอน แต่เชื่อว่าอาจจะเกิดจากการหายใจและไอจามรดกันเช่นเดียวกับวัณโรค เพราะผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีอาการมากจะมีเชื้อโรคอยู่ในจมูกได้ นอกจากนี้อาจเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล ที่จริงแล้วเชื้อโรคเรื้อนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคในคนได้ง่ายนัก เนื่องจากเชื้อมีความรุนแรงไม่มาก หากผู้ที่ได้รับเชื้อมีสุขภาพแข็งแรงจะมีภูมิคุ้มกันโรคดี และไม่เกิดอาการของโรค ผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อและเป็นโรคเรื้อนมักจะต้องอยู่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อนเป็นระยะเวลานาน

อาการของโรคเรื้อน
           เชื้อโรคเรื้อนจะก่อให้เกิดอาการของโรคที่ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย การอักเสบของเส้นประสาทส่วนปลาย จะทำให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมด้วยเส้นประสาทเส้นนั้นฝ่อลีบไป ทำให้มือเท้าหงิก และกุดได้ในระยะท้ายของโรค ที่จริงแล้วในระยะแรกของโรคมักจะมีผื่นจำนวนเล็กน้อย ผู้ป่วยระยะแรกเริ่มบางรายมีผื่นเพียงแห่งเดียว ซึ่งหากรักษาเสียตั้งแต่ในระยะนี้ก็จะหายสนิท และไม่เกิดความพิการใด ๆ เหลืออยู่ หากปล่อยทิ้งเนิ่นนานเป็นเดือนเป็นปี หรือหลาย ๆ ปี โรคจึงจะลุกลามอย่างช้า ๆ มีผื่นจำนวนมากขึ้น ผื่นระยะนี้จะมีสีแดงก่ำ ผิวเป็นมัน ขนคิ้วร่วง จมูกยุบ ใบหูหนาและบิดผิดรูปดังได้กล่าวแล้ว หากมารับการรักษาในระยะนี้ แม้จะหายจากโรคได้แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขความพิการดังกล่าวได้

การวินิจฉัยโรค
           นอกจากการตรวจดูลักษณะผื่นที่ผิวหนังและอาการของเส้นประสาทส่วนปลายแล้วแพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อที่ผื่น โดยการเจาะช่องเล็ก ๆ ที่ผิวหนัง หรือตัดผิวหนังไปตรวจ และหาเชื้อจากน้ำมูกในจมูกร่วมด้วย

การรักษา
           ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาตามแบบแผนที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก ตามความรุนแรงของโรค ซึ่งการรักษาโดยวิธีดังกล่าวนี้มีประสิทธิภาพดีมาก ผู้ป่วยที่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ก็จะหายขาดจากโรคและไม่แพร่เชื้อไปติดต่อผู้อื่น
 ผู้ป่วยระยะเริ่มแรกที่มีอาการน้อย จะได้รับประทานยา 2 ชนิด นาน 6 เดือน โดย
 ยาชนิดที่ 1  จะเป็นเม็ดเล็กสีขาว รับประทานวันละ 1 เม็ดทุกวัน
 ยาชนิดที่ 2  จะเป็นแคปซูล รับประทานเพียงเดือนละ 1 ครั้ง
 ผู้ป่วยที่มีอาการมาก จะได้รับประทานยา 3 ชนิด นาน 2 ปี โดยมียาชนิดที่ 1 และ 2 เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีอาการน้อย
 ยาชนิดที่ 3  จะเป็นแคปซูลนิ่มสีน้ำตาลเข้ม วิธีการรับประทานจะยุ่งยากเล็กน้อย
ดังนี้คือ รับประทาน 3 เม็ดพร้อมกันเดือนละ 1 ครั้ง พร้อมยาแคปซูลชนิดที่ 2
 วันอื่น ๆ ให้รับประทานวันละ 1 เม็ด พร้อมยาเม็ดเล็กสีขาว
 ยาชนิดที่ 3 นี้เมื่อรับประทานแล้ว จะทำให้ผิวหนังผู้ป่วยมีสีน้ำตาลเข้มขึ้น แต่เมื่อหยุดรับประทานสีของผิวหนังจะกลับเป็นปกติ

           เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเรื้อน และไม่มียาที่จะใช้ป้องกันการเกิดโรค ดังนั้นประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะอยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยโรคเรื้อน ควรจะสำรวจผื่นผิวหนังตามร่างกายหากมีผื่นที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเรื้อนในระยะเริ่มแรก ซึ่งมักจะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ตรงตำแหน่งที่มีผื่นจะไม่มีเหงื่อออกและขนร่วง ให้รีบมาปรึกษาแพทย์

ที่มาของข้อมูลดีๆ
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

กระดูกพรุน

             เป็นโรคที่พบได้ในผู้สูงอายุทุกคน สาเหตุที่สำคัญอันหนึ่งคือ การทำงานของฮอร์ โมนที่ลดลงในผู้สูงอายุ ทำให้การเคลื่อนไหวลดลง แต่ผู้สูงอายุส่วนน้อยเท่านั้นที่มี อาการ เช่น ปวดหลัง หลังค่อม ทำให้ความสูงลดลง จนถึงกระดูกหักง่าย แม้มีอุบัติเหตุ เพียงเล็กน้อย เช่น หกล้มก็ตาม

สาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุน
            1. การไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่ม สาว ซึ่งเป็นช่วงที่ควรสร้างความหนาแน่นของกระดูกมากที่สุด
            2. สาเหตุจากรรมพันธุ์ ซึ่งควรจะพิจารณาถึงบุคคลในครอบครัว เช่น ปู่ ยา ตา ยาย ถ้าท่านเหล่านั้นมีอาการของโรคกระดูกพรุนอย่างชัดเจน โอกาสที่บุตรหลานจะมีอาการ เช่นกันนั้นสูงถึง 80% ส่วน 20% ที่เหลือนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะในการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย
            3. ยาอาจเกิดจากการใช้ยาสำหรับโรคบางอย่างที่นำสู่การลดความหนาแน่นของ กระดูก เช่น ออร์ติโซน สำหรับโรคไขข้ออักเสบ, โรคหืด, ยาเฮปาริน สำหรับโรคหัวใจ และความดันโลหิต การรักษาโดยการฉายรังสี หรือการให้สารเคมีก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่มีการทำลายเซลล์กระดูก ซึ่งนำไปสู่โรคกระดูกพรุน
            4. กายภาพ การสูบบุหรี่ การดื่มสุราเป็นประจำ จะลดประสิทธิภาพการดูดซึม ธาตุแคลเซียม ใน ร่างกาย ทำให้กระดูกเสื่อมและหดลงเร็ว
            5. คาเฟอีน การดื่มกาแฟมาก ๆ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเช่น โค้ก, ชา เป็นต้น ก็ทำให้กระดูกเสื่อมง่ายขึ้น
            6. ฮอร์โมน การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนของหญิงวัยหมดประจำเดือน ทำให้ ประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง เป็นสาเหตุให้เกิดโรคกระดูก พรุนเพิ่มขึ้น
            7. อาหารที่มีแคลเซี่ยมต่ำ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำในวัยชรา และใน คู่สามีภรรยา จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง เป็นสาเหตุให้เกิดโรค กระดูกพรุนเพิ่มขึ้น
            8. การสูญเสียแคลเซียม ผ่านทางผิวหนัง ปัสสาวะและอุจจาระ ควรจะทดแทนการ สูญเสียเหล่านั้น เพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูก
            9. การไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย เมื่อวัยชราโรคกระดูดพรุนเกิดขึ้นรุนแรง ถ้าขาดการออกกำลังกาย และการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูก มักเกิดขึ้นในช่วง ที่ไม่ได้เคลื่อนไหว เช่น ในขณะนั่งรถเข็น หรือนอนพักฟื้น
            10. ขาดวิตามินดี เพราะในวิตามินดีมีความจำเป็นในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ในบ้านเรามักจะไม่มี ปัญหาการขาดวิตามีนดี เนื่องจากมีแสงแดดตลอดปี

การป้องกัน
            1. ออกกำลังกายเป็นกิจวัตร โดยเฉพาะกลางแจ้งตอนที่มีแดดอ่อน เช่น เวลาเช้า หรือเย็น
            2. เมื่อมีความเจ็บป่วยไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรรีบทำกายภาพบำบัด หรือเคลื่อน ไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย
            3. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลากระป๋อง ซึ่งสามารถรับประทาน กระดูกปลาได้ หรือดื่มนมพร่องไขมันเนย ผักผลไม้ เป็นต้น
            4. งดการดื่มสุรา และสูบบุหรี่
            5. ไม่ควรซื้อยารับประทาน เช่น ยาลูกกลอน เพราะมักจะมีสารเสตียรอยด์ผสมอยู่ ทำให้กระดูกพรุนได้โดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลดีๆ จาก
รศ.นพ.ประเสริฐ อัสสัตชัย   
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ถนอมดวงตาลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด


อ.พญ.ศนิตรา อนุวุฒินาวิน
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
อ.นพ.พิทยา ภมรเวชวรรณ
ภาควิชาจักษุวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
สำหรับทารกแรกเกิด ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงทารกกับโลกรอบ ๆ ตัว ความสามารถในการมองเห็นที่ดีคือจุดเริ่มต้นนำไปสู่พัฒนาการที่ดีในด้านต่าง ๆ เช่น ทำให้การประสานงานของมือและตามีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูก และนำไปสู่การพัฒนาทางด้านกายภาพอื่น ๆ ทั้งการนั่ง คว่ำ คลาน หรือการเดิน

การเรียนรู้ทางการมองเห็นเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% เมื่อเทียบกับการเรียนรู้จากทางอื่น เช่น จากการได้ยิน การได้กลิ่น การรับรู้รส และการสัมผัส ดังนั้น เด็กที่มีปัญหาในการมองเห็น จะส่งผลให้การเรียนรู้ถูกจำกัด พัฒนาการไม่ดีเท่าที่ควร และจะเป็นสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ในอนาคต เช่น ขาดความมั่นใจ เป็นเด็กที่มีปมด้อย และมีปัญหาได้

พัฒนาการของระบบการมองเห็นจะเป็นไปอย่างสมบูรณ์ได้นั้น ส่วนประกอบของดวงตาจะต้องสมบูรณ์ทั้งรูปร่างและการทำงาน และจอตาของทารกต้องถูกกระตุ้นด้วยภาพที่คมชัด ดังนั้น สาเหตุที่ทำให้ภาพที่เข้าสู่จอตาไม่คมชัด ได้แก่

- ทารกที่มีภาวะสายตาผิดปกติ (ไม่ว่าจะสายตาสั้นมาก ยาวมาก หรือเอียงมาก ก็ทำให้ภาพที่จอตาไม่ชัด)
- มีภาวะหนังตาตก
- ต้อกระจกในทารก หรือแม้แต่กระจกตา (ตาดำ) เป็นฝ้าขาว ซึ่งเป็นผลจากโรคเยื่อตาอักเสบจากการติดเชื้อหนองใน หรือกระจกตาติดเชื้อ จะทำให้พัฒนาการของระบบการมองเห็นเกิดขึ้นได้ไม่ดี
ทารกที่มีปัญหาดังกล่าว อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ขณะอยู่ในครรภ์ มารดามีความเสี่ยงเหล่านี้
- การติดเชื้อในครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน อีสุกอีใส เชื้อแบคทีเรียซิฟิลิส หรือ เชื้อปรสิต อาจทำให้ทารกในครรภ์มีความผิดปกติทางตา เช่น ตาอักเสบรุนแรง ต้อกระจก ต้อหิน หรือตาบอดได้
(สำหรับโรคหัดเยอรมันและอีสุกอีใสสามารถป้องกันได้ เพียงคุณแม่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต้องฉีดวัคซีนป้องกันก่อนปล่อยให้ตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไป)
- ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกมีความพิการทางตาได้หลายอย่าง เช่น ตาห่าง หนังตาตก ตาเหล่ สายตาสั้น ขั้วประสาทตาผิดปกติ นอกจากนี้ทารกอาจมีความพิการของใบหน้า น้ำหนักตัวน้อย เจริญเติบโตช้าหรือมีพัฒนาการผิดปกติ
- การรับประทานยาบางชนิด อาจมีผลกระทบต่อการเจริญของตาทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้รับในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการพัฒนาอวัยวะของทารก ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์

- โรคตาที่เกิดจากพันธุกรรมในครอบครัวที่มีประวัติเสี่ยง บางโรคอาจสามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยวิธีการเจาะตรวจเนื้อรก น้ำคร่ำ หรือเลือดสายสะดือทารก
สัญญาณอันตราย ต้องหมั่นสังเกตลูกน้อย...
- มีน้ำตาไหลเอ่อตลอด มีขี้ตามาก ตาแดง หรือมีการติดเชื้อของตาบ่อย ๆ
- แก้วตา หรือเลนส์ตาขุ่นขาว
- หนังตาบวม หรือขนาดลูกตาดูใหญ่/เล็กผิดปกติ
- รูม่านตาไม่เท่ากัน
- สีของม่านตาผิดปกติ
- หนังตาตก
- ตาเหล่ ตาเข
- ชอบเอียงหรือหันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่ง

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้เลี้ยงไม่ควรละเลยสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากทารกไม่สามารถสื่อสารหรือพูดคุยได้เหมือนผู้ใหญ่ ความผิดปกติทางตาของทารก สามารถสังเกตได้จากการเลี้ยงดู

ภัยร้ายคุกคามดวงตาน้อย ๆ ของทารกที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ คือ “โรคเยื่อตาอักเสบในทารก” เป็นการติดเชื้อที่พบได้บ่อยในช่วงหนึ่งเดือนแรกของชีวิต และอาจเป็นสาเหตุสำคัญของอาการตาบอดในทารกแรกเกิด ทารกที่ติดเชื้อจะมีอาการหนังตาและเยื่อตาบวมแดง และ ขี้ตาเป็นหนอง

สาเหตุของโรค
มักจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ซึ่งเชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยที่สุดและทำให้เกิดอาการรุนแรงจนทำให้ตาบอด คือ หนองในและหนองในเทียม ซึ่งเป็นเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทารกได้รับเชื้อมาจากช่องทางคลอดของมารดาที่ติดเชื้อ

*โดยโรคเยื่อตาอักเสบจากเชื้อหนองในจะมีอาการรุนแรงมากกว่าการติดเชื้อจากหนองในเทียม


วิธีป้องกัน
วิธีป้องกันโรคเยื่อตาอักเสบของทารกได้ดีที่สุด คือ การตรวจคัดกรองโรคหนองในและหนองในเทียมในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายและให้การรักษาตั้งแต่ก่อนคลอด แต่ข้อจำกัดของวิธีนี้ คือ การติดเชื้อหนองในและหนองในเทียมส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการ และการตรวจคัดกรองในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายอาจไม่สามารถกระทำได้ จึงทำให้สตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง เช่น ไม่ได้รับการฝากครรภ์ มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการใช้สารเสพติด อาจไม่ได้รับการตรวจคัดกรองและไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ก่อนคลอด นอกจากนี้การตรวจคัดกรอง “เชื้อหนองในเทียม” นั้นวิธีการค่อนข้างยุ่งยากและมักจะมีการติดเชื้อซ้ำหลังการรักษาได้บ่อย

ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อโดยการใช้ยาหยอดตาในทารกแรกเกิดทุกราย จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมมากกว่าการตรวจคัดกรองในมารดา เพราะปลอดภัย สะดวก สามารถทำได้ทุกราย ราคาไม่แพง และยังลดอัตราการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อหนองในได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หนองในเทียมอาจมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้ไม่ดีนัก

ยาหยอดตาที่แนะนำให้ใช้ในปัจจุบัน คือ
- 0.5% erythromycin eye ointment
- 1% tetracycline eye ointment
- 1% silver nitrate

ยาหยอดตาทั้ง 3 ชนิดนี้ แพทย์หรือพยาบาล จะเป็นผู้หยอดตาแก่ทารกแรกเกิดทุกรายเพื่อป้องกันโรคเยื่อตาอักเสบ และให้การรักษาเพิ่มเติมถ้าตรวจพบว่ามารดาหรือทารกมีการติดเชื้อ

ผลข้างเคียงของการใช้ยาหยอดตาที่สำคัญ คือ หนังตาและเยื่อบุตาบวมแดงร้อน โดยทั่วไปเกิดภายใน 24 ชั่วโมงและหายได้เองใน 48 ชั่วโมง แต่ไม่เป็นอันตรายกับดวงตาของทารก

การป้องกันทำได้ 4 วิธี คือ
1. สตรีวัยเจริญพันธุ์ต้องรู้จักป้องกันตนเองจากการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
2. เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และรับการรักษาถ้ามีการติดเชื้อ
3. ทารกเมื่อแรกคลอด ควรได้รับการหยอดตาทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคเยื่อตาอักเสบ (ในกรณีนี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์และพยาบาลผู้ทำคลอด)
4. มารดา-บิดาของทารก ควรสังเกตอาการผิดปกติที่กล่าวไว้ข้างต้น และหากพบว่าเข้าข่ายก็ควรพาทารกมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา

ความเชื่อผิด ๆ ที่ผู้ปกครองมักจะทำ และส่งผลต่อทารก

- การถ่ายภาพโดยเปิดแฟลช ถ้าตาของทารกสัมผัสแสงแฟลชในระยะเวลาสั้น จะมีผลเสียน้อย นอกเสียจากว่าจะเปิดแฟลชถ่ายภาพในระยะใกล้กับตาทารกมากและถ่ายบ่อย ๆ จะทำให้ทารกเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก จุดรับภาพชัดเสื่อมเร็วกว่าปกติได้
- ถ้าการถ่ายภาพโดยเปิดแฟลชในระยะห่างจากตาทารกพอสมควรและไม่บ่อยมาก ก็จะไม่มีอันตรายต่อตาทารก)
- หยอดตาทารกด้วยน้ำนมแม่ ในชนบทเชื่อว่าน้ำนมแม่มีความบริสุทธิ์ สามารถรักษาโรคตาได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำนมแม่ถือเป็นแหล่งอาหารที่ดีของเชื้อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านำไปหยอดตาทารกที่เป็นโรคตาแดงติดเชื้อหรือกระจกตาเป็นแผลติดเชื้อ จะยิ่งทำให้โรครุนแรงมากยิ่งขึ้น กระจกตา (ตาดำ) จะขุ่นขาวมากขึ้น และส่งผลต่อการมองเห็นในที่สุด

ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่พบความผิดปกติของตาทารก ควรนำทารกมาพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นของทารก

พบอาการเหล่านี้ อย่ารีรอ รีบพาทารกไปพบแพทย์ทันที
- เปลือกตาและเยื่อบุตาบวมแดง
- มีขี้ตาสีเหลือง หรือสีเขียวคล้ายหนอง

(ในกรณีการติดเชื้อหนองใน จะเริ่มแสดงอาการในวันที่ 2-5 หลังคลอด และพบการติดเชื้อได้น้อยมากถ้าหลังคลอดเกิน 10 วัน ส่วนการติดเชื้อหนองในเทียมอาการจะเกิดขึ้นช้ากว่าประมาณ 5-14 วันหลังคลอด)

ดวงตาของทารกเริ่มเจริญขึ้นขณะอายุครรภ์ประมาณ 4 - 5 สัปดาห์ ช่วงอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ ทารกสามารถลืมตาและตอบสนองต่อแสงสว่างได้ แต่ความสามารถของการมองเห็นยังคงต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ หลังคลอดจนกระทั่งอายุ 6 - 7 ปี ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญต่อสุขภาพตาและการมองเห็นของทารกมากยิ่งขึ้น และเมื่อสงสัยว่าทารกอาจมีการติดเชื้อโรคเยื่อตาอักเสบ ผู้ปกครองควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อรักษา โดยการให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันอาการตาบอดและการกระจายของเชื้อไปสู่อวัยวะต่างๆของร่างกายค่ะ

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อีโคไล ภัยร้ายที่มากับอาหาร

รศ.ดร.นพ.ภัทรชัย กีรติสิน
ภาควิชาจุลชีววิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ข่าวการแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไล  ทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า  3,400 คน ในประเทศเยอรมันนีและประเทศอื่นๆ ในยุโรป   ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 39 คนในขณะนี้ (ข้อมูลเมื่อ 15 มิ.ย. 54) แต่ประเทศไทยจะเกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่  พบคำตอบจากนี้ครับ

เชื้ออีโคไล (E. coli)  เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง  ปกติพบอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารส่วนลำไส้ของคนและสัตว์  โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และนก ซึ่งเชื้ออีโคไลนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนและสัตว์นั้นมักไม่ก่อให้เกิดโรค    สายพันธุ์ที่ก่อโรคในคนได้ มีตั้งแต่ที่ก่อโรคไม่รุนแรง เช่น  โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอาหารเป็นพิษ  ไปจนถึงที่ก่อโรครุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือด  สำหรับสายพันธุ์ของเชื้ออีโคไล กลุ่มอีเฮค (EHEC) หรือเอนเตอโรฮีโมราจิคอีโคไล (Enterohemorrhagic E. coli) ที่พบกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในแถบยุโรปขณะนี้เป็นกลุ่มที่ก่อโรคในทางเดินอาหารที่สามารถก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เชื้ออีเฮคเคยระบาดมาแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา 

โดยปกติแล้วจะพบเชื้ออีโคไลได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในมูลสัตว์ และส่วนใหญ่แพร่สู่คนได้ทางการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่  พบเชื้อได้ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เนื้อหรือผักดิบ ปรุงไม่สุก รวมถึงนมและน้ำที่ไม่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนอย่างเหมาะสม นอกจากนี้การปนเปื้อนของเชื้อโรคจากอุจจาระสู่อาหารและน้ำ อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการเตรียมและการปรุงอาหารได้เช่นกัน

ลักษณะอาการของผู้ที่ได้รับเชื้อกลุ่มอีเฮคมีความหลากหลาย  ตั้งแต่ท้องร่วงเป็นน้ำที่ไม่รุนแรง หายได้เอง จนทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบเป็นแผล  ถ่ายอุจจาระเหลวปนมูกเลือด  ปวดเกร็งท้อง  อาเจียน  อาจมีไข้ร่วมด้วย  เนื่องจากเชื้อสามารถทนความเป็นกรดได้สูง จึงทำให้เชื้อผ่านบริเวณกระเพาะอาหารซึ่งเป็นกรดไปก่อโรคในลำไส้ได้  คุณสมบัติในการก่อโรคที่สำคัญของเชื้อกลุ่มอีเฮค คือสามารถสร้างและปล่อยสารพิษ  ชิกา (Shiga toxin) ออกมา    สารพิษชิกาจะสามารถเข้าสู่กระแสเลือด  และไปทำลายเม็ดเลือดแดงและเกร็ดเลือด  ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะซีดและเลือดออกง่าย  รวมถึงทำลายเซลล์ไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าปริมาณเชื้อกลุ่มอีเฮคที่ก่อโรคได้นั้นอยู่ในระดับต่ำมากเพียง  10 - 100 เซลล์เท่านั้น   ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเชื้อก่อโรคในทางเดินอาหารทั่วไป มักต้องมีเชื้อในปริมาณมากกว่า  1  ล้านเซลล์   สำหรับระยะฟักตัวของเชื้อกลุ่มอีเฮคนี้  เฉลี่ยประมาณ  3 - 4 วัน (อาจแตกต่างกันได้ตั้งแต่ 2 วันถึงหลายสัปดาห์)    ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้น้ำเกลือทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกาย  ร่วมกับการให้ยาฆ่าเชื้อหากมีอาการรุนแรง  ผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงรุนแรง หรือมีอาการปวดเกร็งท้องร่วมกับถ่ายปนมูกเลือด ควรรีบปรึกษาแพทย์

แม้ขณะนี้จะยังไม่พบเชื้ออีโคไลกลุ่มอีเฮคระบาดในประเทศไทย และพบก่อโรคในคนไทยได้น้อยมาก  แต่ควรระมัดระวังและเตรียมพร้อม  การป้องกันที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกถูกสุขลักษณะ เนื่องจากเชื้อจะถูกทำลาย ด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ขึ้นไป  และล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หากสงสัยว่าจะติดเชื้อควรรีบพบแพทย์  ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง  รวมทั้งรักษาสุขอนามัยเรื่องอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ และน้ำดื่ม ตลอดจนความสะอาดของภาชนะที่ใช้ เพื่อลดการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แผลเริมที่อวัยวะเพศ


โดย  นางสุจิตตรา  พงศ์ประสบชัย
นางชนากานต์ เกิดกลิ่นหอม
นางเพียงเพ็ญ ธัญญะตุลย์
ที่ปรึกษา  อาจารย์แพทย์หญิงเจนจิต  ฉายะจินดา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์มานพชัย  ธรรมคันโท
รองศาสตราจารย์นายแพทย์ อัมพัน เฉลิมโชคเจริญกิจ
หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สาเหตุ
  เชื้อที่ทำให้เกิดโรคคือ เชื้อเริมอวัยวะเพศ (Herpes simplex virus type 2) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักติดจากการร่วมเพศกับผู้ที่มีแผลเริม เป็นโรคที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้เนื่องจากภายหลังการติดเชื้อ เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาทได้อย่างถาวรและถูกกระตุ้นให้เกิดโรคซ้ำในบริเวณเดิมได้เป็นครั้งคราว

ระยะฟักตัว  อยู่ระหว่าง 2-14 วัน

อาการ   ผู้ป่วยมักจะมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามร่างกายร่วมกับมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสเล็กๆ ตุ่มน้ำนี้จะแตกภายใน 24-48 ชั่วโมงกลายเป็นแผลตื้นๆคล้ายแผลร้อนในภายในปาก ทำให้อวัยวะเพศบริเวณดังกล่าวบวมแดงแสบร้อนเจ็บปวดมาก ผู้ป่วยที่มีรอยโรคครั้งแรกมักมีรอยโรคจำนวนมากและแผลหายช้า มีอาการอักเสบและแสบบริเวณปากช่องคลอด และท่อปัสสาวะอย่างรุนแรง  ทำให้มีปัสสาวะแสบร่วมด้วยได้  แผลจะตกสะเก็ดแห้งหายไปภายใน 3 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยบางรายถ้าไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม แผลเล็กๆจะขยายรวมเป็นแผลกว้างร่วมกับมีอาการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนกลายเป็นแผลก้นลึกขนาดใหญ่  ทำให้การรักษาลำบาก

            ในกรณีที่กลับเป็นซ้ำมักสัมพันธ์กับปัจจัยหลายอย่างดังต่อไปนี้ เช่น ขณะที่มีประจำเดือน ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย  เป็นต้น แผลมักจะเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ 2-3 ตุ่มในบริเวณเดิม และมักจะหายเองภายใน 1สัปดาห์

            ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีรอยโรคขณะเจ็บครรภ์คลอดถือเป็นข้อบ่งชี้ให้แพทย์ทำการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องเนื่องจากโรคนี้สามารถติดต่อถึงทารกระหว่างคลอดได้

การรักษา
            ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกต้องมาพบแพทย์เพื่อรักษาโดยจะได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเริมเช่น ยา acyclovir  เพราะสามารถทำให้อาการดีขึ้นเร็วและระยะเวลาแพร่กระจายเชื้อสั้นลง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจให้นอนโรงพยาบาล เพื่อให้ acyclovir ฉีดเข้าทางเส้นเลือด อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้ให้การรักษาอาจพิจารณาให้ยาแก้ปวด ลดไข้และยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในผู้ป่วยบางราย และแนะนำการดูแลความสะอาดแผลหรือการนั่งแช่แผลด้วยน้ำอุ่น

            ในรายที่มีอาการเกิดซ้ำมักมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 7 วัน หรือแพทย์อาจให้ยากินหรือทา ในรายที่มีอาการเกิดซ้ำมากกว่า 6 ครั้งต่อปี แพทย์ผู้ดูแลรักษามักจะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเริมระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) เพื่อเป็นการควบคุมเชื้อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

คำแนะนำการปฏิบัติตัว
    1. รับประทานยาตามแผนการรักษา
    2. ดูแลแผลให้สะอาดอยู่เสมอ เช่น การแช่น้ำอุ่น
    3. ควรได้รับการตรวจเลือดและตรวจภายในเพื่อตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
    4. งดเพศสัมพันธ์ระหว่างที่มีแผล เนื่องจากมีการส่งเชื้อเริมให้ผู้ที่สัมผัสแผลและมีการติดเชื้ออื่นได้ง่าย
    5. หากพบว่ามีอาการที่รุนแรงขึ้น หรือการรักษาไม่ได้ผล ให้มาพบแพทย์ก่อนนัดที่หน่วยตรวจได้ในวัน ราชการ เวลา 9.00-12.00น.


ถ้ามีข้อสงสัย   สอบถามได้ที่
หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี (คลีนิก 309)  เวลา  07.00-15.30น.
โทร  02-412-9689 หรือ 02-419-7377

ต้อหิน...วายร้ายตัวทำลายการมองเห็น

รศ.นพ. นริศ  กิจณรงค์
สาขาวิชาโรคต้อหิน  ภาควิชาจักษุวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
                          
            โรคที่ทำให้เกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นชนิดถาวรที่พบมากที่สุดจากทั่วโลกก็คือ “โรคต้อหิน” โดยส่วนใหญ่เมื่อเป็นในระยะแรก ๆ มักไม่ทราบว่าตนเป็นโรคนี้  กว่าจะทราบก็เกือบถึงขั้นตาบอดแล้ว  ในประเทศไทยผู้ป่วยต้อหินโดยส่วนใหญ่จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่วัยรุ่นทั้งหลายก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ  ทางที่ดีควรป้องกันการสูญเสียสายตาแต่เนิ่น ๆ  ด้วยการไปทำความรู้จักโรคนี้กันครับ
โรคต้อหิน คือ กลุ่มโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของขั้วประสาทตา เกี่ยวข้องกับความดันตาหรือการสูญเสียลานสายตา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ กรรมพันธุ์ ได้แก่
- มีญาติสายตรงเป็นต้อหิน
- มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ๆ
- เป็นโรคเบาหวาน
- ผู้สูงอายุ (ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป)

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่อาจทำให้เกิดต้อหินชนิดทุติยภูมิ ได้แก่
-  ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา
-  การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ทั้งชนิดหยอด ยารับประทาน ยาฉีด หรือยากิน
-  โรคต้อกระจกที่ปล่อยทิ้งไว้จนเลนส์ตาสุก
- อุบัติเหตุทางตาต่าง ๆ อาทิ ถูกชก หรือถูกสารเคมี
-  การติดเชื้อ หรือ การอักเสบในตา เป็นต้น

นอกจากนี้ส่วนการใช้สายตามากๆ หรือต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ เป็นเวลาติดต่อกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต้อหินโดยตรง แต่ถ้าสายตาสั้นหรือยาวมากๆอยู่ก่อนแล้ว ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหินได้เช่นกัน

* ยิ่งมีอายุมากก็มีโอกาสเป็นโรคต้อหินมากกว่าคนอายุน้อย ส่วนมากพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป

สาเหตุของโรคต้อหิน
1.มีความดันตาสูง
       เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคต้อหิน ความดันตาถูกควบคุมโดยสารน้ำในตา ถ้าอัตราการสร้างสารน้ำสมดุลกับการระบายออก ความดันตาก็จะปกติ แต่หากความสมดุลนี้เสียไป เนื่องจากการระบายออกของน้ำในตาอุดตันก็จะทำให้ความดันตาสูง ส่งผลให้ เส้นประสาทตาค่อย ๆ ถูกทำลาย ลานสายตาแคบลง และตามัวได้

2.ลานสายตาผิดปกติ
            ผู้ป่วยต้อหินบางรายอาจสังเกตพบความผิดปกติของลานสายตาได้ด้วยตนเอง ส่วนมากจะเสียรอบนอกทำให้มองไม่เห็นด้านข้างก่อนแล้วค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเข้าสู่ตรงกลาง ผู้ป่วยต้อหินทุกรายจึงสมควรได้รับการตรวจลานสายตาเพื่อใช้ในการวินิจฉัยและติดตามการรักษา
ต้อหิน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท

1.ต้อหินชนิดมุมตาเปิด
2.ต้อหินชนิดมุมตาปิด
3.ต้อหินในเด็ก

อาการ ผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรังทั้งชนิดมุมตาเปิดและมุมตาปิดในระยะแรกมักจะไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใด ๆ ในการมองเห็น จึงเป็นการยากที่คนที่เป็นโรคต้อหินจะรู้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อโรคดำเนินต่อไปจะทำให้ลานสายตาค่อย ๆ แคบลงจนตาบอดได้ในที่สุด

 โดยทั่วไป “ผู้ป่วยต้อหิน” มักตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจตาทั่วไปโดยจักษุแพทย์ที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดตา ปวดศีรษะร่วมกับอาการตาแดงหรือตามัวเป็นครั้งคราว ซึ่งจะช่วยวินิจฉัยโรคต้อหินชนิดมุมตาปิด ซึ่งถ้าเกิดภาวะ “ต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน” ก็จะมีอาการปวดตา ตาแดง และตามัวอย่างรวดเร็ว

การวินิจฉัยโรคต้อหิน จะใช้การตรวจหาความผิดปกติของขั้วประสาทตา ร่วมกับการตรวจวัดความดันตา หรือตรวจพบความผิดปกติของลานสายตาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง

การรักษา
ทำได้โดยการลดความดันตาซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถควบคุมโรคต้อหินได้ การรักษาประกอบด้วย

1.การใช้ยา ซึ่งมีทั้ง ยาหยอด ยารับประทาน และยาฉีด
การใช้ยาหยอดตารักษาต้อหินเป็นการรักษาเบื้องต้นที่ดีที่สุด เพราะสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาทุกวันไปตลอดชีวิต ...ปัจจุบันมียาหยอดตารักษาโรคต้อหินหลายชนิด ผู้ป่วยอาจใช้ยาเพียงชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกันก็ได้

บางรายจำเป็นต้องใช้ยารักษาต้อหินชนิดกินหรือฉีดร่วมด้วย ซึ่งในกรณีนี้ จะใช้รักษาโรคต้อหินในระยะสั้นเพื่อเตรียมผ่าตัดเท่านั้น เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง

การใช้แสงเลเซอร์สำหรับโรคต้อหิน มีการยิงเลเซอร์เพื่อเจาะรูที่ม่านตาในคนที่มีมุมตาแคบ สำหรับรักษาหรือป้องกันโรคต้อหินเฉียบพลัน สำหรับผู้ป่วยต้อหินชนิดมุมตาเปิด อาจยิงเลเซอร์ที่มุมตาเพื่อลดความดันตาร่วมกับการใช้ยาหยอดตา  นอกจากนี้ ยังมีการจี้เลเซอร์เพื่อลดความดันตา (cyclophotocoagulation) ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาได้

2.การผ่าตัด
มุ่งเน้นที่การทำช่องเพื่อระบายน้ำภายในลูกตา ความสำเร็จของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย  ทั้งชนิดของต้อหิน อายุ เพศ และการหายของแผลผ่าตัด

การรักษาต้อหินโดยการผ่าตัด ใช้รักษาในผู้ป่วยต้อหินที่
          1. ได้รับการรักษาโดยการใช้ยาและเลเซอร์อย่างเต็มที่แล้ว  แต่ยังไม่สามารถควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้
          2. ถึงแม้จะได้รับการรักษาโดยการใช้ยาและเลเซอร์จนความดันตาอยู่ในระดับปกติ  แต่ยังไม่ปลอดภัยมากพอ โดยยังคงมีการสูญเสียลานสายตา  หรือเส้นใยประสาทตาอย่างต่อเนื่อง

          3. ไม่สามารถใช้ยาสำหรับควบคุมความดันตาได้  หรือใช้ได้แต่ไม่สม่ำเสมอ

การรักษาต้อหินโดยการผ่าตัดมีหลายวิธี เช่น trabeculectomy, การผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายน้ำสำหรับต้อหิน (glaucoma drainage device)  เป็นต้น

ต้อหิน เป็นโรคที่ทำให้เกิดการสูญเสียสายตาแบบถาวรที่พบได้บ่อย แต่สามารถควบคุมรักษาโรคทำให้ผู้ป่วยยังคงมีสายตามองเห็นอยู่ได้ แต่ต้องได้รับความร่วมมืออย่างดีระหว่างผู้ป่วย และแพทย์ผู้รักษา มีผู้ป่วยหลายรายที่ตรวจพบว่าเป็นต้อหินโดยบังเอิญจากการตรวจตาทั่วไปโดยไม่มีอาการอะไร  ดังนั้นการตรวจวัดความดันตาในคนที่มีอายุมากกว่า  40 ปี  อย่างน้อยปีละ  1  ครั้ง  โดยเฉพาะคนที่มีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว  จึงมีความสำคัญมากในการค้นหาผู้ป่วยโรคต้อหิน การวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้นรวมทั้งการรักษาอย่างต่อเนื่องจะสามารถป้องกันการสูญเสียสายตาได้ครับ 

พยาธิขึ้นสมอง...กับอาหารสุกๆดิบๆ


รศ.ดร.ประภาทิพย์ เอี่ยมโสภณา
ภาควิชาปรสิตวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

          จากข่าวดังทางหน้าหนังสือพิมพ์ ที่มีเด็กสาวป่วยด้วยโรคสมองอักเสบแล้วกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุมาจากพยาธิในส้มตำปูปลาร้านั้น สร้างความสงสัยแก่ประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะชาวชนบททางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติ ในด้านอาหารการกินที่มักเป็นพืชและสัตว์ที่มีอยู่ตามแหล่งธรรมชาติของท้องถิ่น ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังนิยมรับประทานอาหารดิบ ปิ้งย่าง  หรือปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ  เช่น ลาบ ก้อย พล่า ยำ น้ำตก อ่อม หมก ฯลฯ อาหารดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการติดโรคและเกิดโรคจากพยาธิหลายชนิด ซึ่งมีระยะติดต่ออยู่ในเนื้อสัตว์หรือปนเปื้อนมากับผักสดที่นำมาบริโภค 

               ในประเทศไทยนั้น พยาธิจากอาหารที่เป็นสาเหตุสำคัญของ “โรคพยาธิขึ้นสมองในคน” ทำให้เกิดโรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จนถึงขั้นเสียชีวิต ที่พบบ่อย ๆ มี 2 ชนิด ได้แก่

1. พยาธิหอยโข่ง (Angiostrongylus cantonensis)

            พยาธิหอยโข่ง หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “พยาธิปอดหนู” เป็นพยาธิตัวกลมที่เป็นสาเหตุของโรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบในคน ซึ่งพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติการกินเนื้อหอยโข่ง หอยเชอรี่ หรือเนื้อสัตว์จำพวก กุ้ง ปู กบ และตะกวด ปรุงแบบดิบๆหรือดิบ ๆ สุกๆ เช่น นำมาทำก้อย ยำ ลาบ พล่า หรือการกินพืช ผักสด หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนด้วยตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิหอยโข่ง  

            พยาธิหอยโข่งนั้น  โดยธรรมชาติเป็นพยาธิของหนู  เช่น หนูนา หนูท่อ หนูป่า พยาธิตัวเต็มวัยเพศผู้และเพศเมียจะอาศัยอยู่ในหลอดเลือดแดงของปอดหนู  เมื่อหนูถ่ายอุจจาระจะมีพยาธิตัวอ่อนปะปนมา เมื่อหอย (ทั้งหอยบก หอยน้ำจืด และตัวทาก) กินตัวอ่อนของพยาธิหรือตัวอ่อนของพยาธิไชเข้าตัวหอยจะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อขดตัวอยู่ในกล้ามเนื้อหรืออวัยวะของหอย และเมื่อคนนำหอยมารับประทานโดยไม่ทำให้สุกก่อน ตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิจะเข้าสู่ร่างกาย ไปตามกระแสเลือด แล้วเคลื่อนที่เข้าสู่สมอง

          พยาธิ เมื่อเข้าไปในสมองแล้ว จะเจริญเติบโตและเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบของสมองและเยื่อหุ้มสมอง ผู้ป่วยจะมีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอสิโนฟิล (eosinophil) ขึ้นสูงในน้ำไขสันหลัง ผู้ป่วยบางรายอาจหมดสติได้ บ่อยครั้งที่พยาธิเคลื่อนที่เข้าไปอยู่ในลูกตา ทำให้เยื่อบุภายในตาฉีกขาดและมีเลือดออก อาจจะทำให้ตาบอดได้   การรับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นที่ปรุงไม่สุก อาทิ กุ้งฝอย ปู กบ ตะกวด ซึ่งกินหอยที่มีพยาธิ   ก็มีโอกาสได้รับพยาธิเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน

สัญญาณอันตราย
         โดยทั่วไป ผู้ติดโรคพยาธิหอยโข่งมีตั้งแต่ไม่แสดงอาการ มีอาการเพียงเล็กน้อย หรือมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนพยาธิที่กินเข้าไป รวมทั้งภาวะภูมิคุ้มกันและสุขภาพพลานามัยของผู้ได้รับพยาธิ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็งและหลังแข็ง บางรายอาจพบอาการอัมพาตบางส่วนของแขน ขา หรือใบหน้าได้

รักษาอย่างไร
          การรักษาโรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากโรคพยาธิหอยโข่งนั้น เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เพราะปัจจุบันไม่มียาชนิดใดที่เฉพาะเจาะจงในการรักษาโรคพยาธิหอยโข่ง ถ้าผู้ป่วยได้รับตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิเข้าไปไม่มากอาการของโรคจะหายได้เอง  การให้ยาแก้ปวด และการเจาะหลังเพื่อเอาน้ำไขสันหลังออกเป็นการลดความดันในสมองจะช่วยลดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงในผู้ป่วยได้ การใช้ยาจำพวกสตีรอยด์ (steroid) จะช่วยลดการอักเสบของสมองในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

เราสามารถป้องกันไม่ให้ติดโรคจากพยาธิหอยโข่งได้โดย....
-งดกินเนื้อหอยทั้งหอยน้ำจืดและหอยบกดิบๆ หรือดิบๆ สุกๆ
-กินแต่เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้ว
-ผักสดที่รับประทานต้องล้างให้สะอาด
-หากต้องดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ต้องดื่มน้ำที่ต้มเดือดแล้ว

2. พยาธิตัวจี๊ด  (Gnathostoma spinigerum)  
พยาธิตัวจี๊ดเป็นพยาธิตัวกลมของสัตว์จำพวก สุนัข แมว สิงโต และเสือ  ผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดโรคพยาธิตัวจี๊ดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ เช่น ปลาน้ำจืด กบ งู เป็ด ไก่ นก ที่ปิ้งหรือย่างไม่สุก หรือปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ  ผู้ป่วยที่ติดโรคพยาธิตัวจี๊ดมักจะมีการบวมเคลื่อนที่โดยเฉพาะที่ผิวหนัง เนื่องจากพยาธิตัวอ่อนที่เข้าไปอยู่ใต้ผิวหนังมีการเคลื่อนไหว  บ่อยครั้งที่พบพยาธิเคลื่อนที่เข้าไปในสมอง ทำให้เกิดอาการอักเสบ มีเลือดออก และเกิดอาการทางประสาท เป็นอัมพาต ชักและหมดสติ บางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิต

 พยาธิตัวจี๊ดระยะตัวเต็มวัยนั้นตามปกติจะพบในผนังกระเพาะอาหารของสุนัข แมว สิงโต เสือ  ไข่พยาธิตัวจี๊ดจะปะปนออกมากับอุจจาระของสัตว์เหล่านี้ ออกสู่สิ่งแวดล้อม  เมื่อไข่ถูกชะพาลงในน้ำ ตัวอ่อนของพยาธิจะฟักออกจากไข่ เมื่อถูกกินโดยกุ้งไร ตัวอ่อนของพยาธิจะเจริญในกุ้งไร เมื่อกุ้งไรถูกกินโดยปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลาช่อน และปลาไหล พยาธิจะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อฝังตัวเป็นซีสต์อยู่ในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของของสัตว์เหล่านี้  

หากคนกินเนื้อปลาที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิตัวจี๊ดซึ่งปรุงไม่สุก หรือกินเนื้อกบ งู เป็ด ไก่ นก ที่เผอิญไปกินตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิตัวจี๊ด ตัวอ่อนที่ฝังตัวเป็นซีสต์อยู่ในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของสัตว์เหล่านี้จะไชทะลุผนังกระเพาะอาหาร เคลื่อนที่ไปตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย

ในรายที่ตัวพยาธิไชเข้าใต้ผิวหนังจะเกิดอาการบวมแดงเจ็บจี๊ด ๆ  พยาธิบางตัวเคลื่อนย้ายที่อยู่ใต้ผิวหนังทำให้เกิดการบวมเคลื่อนที่ ซึ่งพบได้บ่อยบริเวณแขน ขา ใบหน้า เปลือกตา หน้าท้อง  และเท้า ในรายที่พยาธิเคลื่อนที่เข้าสู่สมอง จะทำให้เกิดการอักเสบของระบบประสาทส่วนกลาง พบเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอสิโนฟิลสูงขึ้นในน้ำไขสันหลัง  จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง  โคมาและอาจเสียชีวิต  บางรายเมื่อพยาธิตัวจี๊ดไชเข้าไปในลูกตาก็จะทำให้ตาบอดได้  ยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดโดยเฉพาะ การรักษาให้รับประทานยาอัลเบนดาโซล (Albendazole) ขนาด 400 มิลลิกรัม นาน 21 วัน ให้ผลการรักษาประมาณร้อยละ 94

      การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การหลีกเหลี่ยงการรับประทานเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ทุกชนิดแบบสุกๆ ดิบๆ

โรคพยาธิที่เกิดจากการกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ  แม้เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยเหมือนโรคติดเชื้อชนิดอื่นๆ แต่ก็เป็นโรคที่บั่นทอนสุขภาพ และทำให้เกิดโรครุนแรงและเสียชีวิตได้ เพียงแค่การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อนสูงเท่านั้น ความเสี่ยงในการเกิดโรคพยาธิจากอาหารก็ไม่สามารถมาย่ำกรายเราได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอนค่ะ