วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จะสูดหรือดูดก็เสี่ยงมะเร็งปอด


ผศ.นพ.แจ่มศักดิ์ ไชยคุนา อายุรแพทย์ด้านโรคระบบการหายใจและวัณโรค


มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในอันดับต้น ๆ ของประชากรเกือบทุกประเทศทั่วโลก แม้ว่าอาจไม่ได้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด แต่มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องมาจากการวินิจฉัยโรคนี้ในระยะแรกไม่สามารถทำได้ดี ส่วนใหญ่มักพบผู้ป่วยในระยะของโรคที่มากแล้ว

สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่นอน แต่มีข้อมูลทางการวิจัยว่า ความผิดปกติแรกเริ่มจะเกิดในระดับโครโมโซมของเซลล์ ซึ่งในเซลล์ที่เป็นปกติอยู่จะสามารถแก้ไขความผิดปกตินั้นได้เอง แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดความผิดปกติบ่อยครั้งขึ้น หรือเซลล์นั้นไม่สามารถแก้ไขความผิดปกติที่เกิดได้ก็จะทำให้เกิดเซลล์ที่ผิด ปกติอย่างถาวร ซึ่งจะเจริญเติบโตแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด


ต้องสูบบุหรี่เท่านั้นถึงจะเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ ?
ได้มีการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่า “การสูบบุหรี่” มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งปอดและสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดัง ได้กล่าวแล้วมากที่สุด ซึ่งผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่ สูบบุหรี่ 20 ถึง 30 เท่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนและระยะเวลาที่สูบบุหรี่ แต่ ที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่จำเป็นต้องสูดควันบุหรี่จากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด หรือในบริเวณอับที่มีควันบุหรี่อยู่ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด มากกว่าคนปกติถึง 1.2 ถึง 1.5 เท่า นอกจากนี้ ยังพบว่าการได้รับสารบางอย่างก็ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ด้วย เช่น ควันรถ มลภาวะในอากาศ สารแอสเบสตอส ซีลีเนียม


อย่างไรก็ตาม พบว่าขณะนี้มีผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนมากไม่เคยมีประวัติการสัมผัสสารต่าง ๆ เหล่านี้เลย จึงทำให้วงการแพทย์หันมาค้นคว้าวิจัยหาคำตอบถึงความผิดปกติจากภายในยีนซึ่ง กำลังเป็นที่สงสัยมากขึ้น และอาจมีสาเหตุมาจากสารอื่น ๆ ที่เรายังไม่รู้จักก็เป็นได้


รักษาได้หรือไม่

ปัจจุบัน การรักษาโรคมะเร็งปอดมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยที่เป็นในระยะเริ่มแรกจะสามารถรับการรักษาจนหายขาดและมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น แต่ก็ยังพบว่าปัญหาใหญ่ของการรักษาโรคนี้อยู่ที่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์เมื่อเกิดการลุกลามและแพร่กระจายของเชื้อ มะเร็งในร่างกายแล้ว นั่นเพราะหากป่วยในระยะเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจึงไม่รู้ตัวว่าเกิดความผิดปกติในร่างกาย


วิทยาการความก้าวหน้าในการรักษาปัจจุบัน
1. การวินิจฉัยในระยะแรกเริ่ม แม้ว่าการตรวจเอกซเรย์ปอดและการตรวจเสมหะเพื่อหาเซลล์มะเร็งเป็นประจำทุกปี ในผู้ที่มีความเสี่ยงจะไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ แต่ในผู้ป่วยที่ตรวจพบมะเร็งในระยะแรกเริ่มจะมีผลการรักษาที่ดีกว่า ดังนั้นในบางประเทศก็ยังแนะนำให้ใช้การตรวจชนิดนี้อยู่ นอกจากนี้ยังมีความพยายามใช้การเอกซเรย์ที่มีความละเอียดสูงขึ้นร่วมกับการ ย้อมเสมหะด้วยวิธีพิเศษที่จะทำให้เห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่ายขึ้นซึ่งแม้จะได้ ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำมาใช้กับประชากรทั่วไป


2. การผ่าตัด นับเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน แต่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อระยะของมะเร็งนั้นเป็นไม่มาก และไม่มีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง ขั้วปอด หรือกระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ...การพัฒนาเทคนิคของการผ่าตัดให้มีแผลผ่าตัดที่เล็กลงจากการส่องกล้องและ ใช้การผ่าตัดแบบสงวนปอด ช่วยให้ผู้ป่วยทนต่อการผ่าตัดได้ดีขึ้นและสามารถฟื้นจากการผ่าตัดได้อย่าง รวดเร็ว


3. ยาเคมีบำบัด เป็นการรักษาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งมีประโยชน์ทั้งเป็นการป้องกันการกลับ เป็นใหม่และลดอาการที่เกิดจากโรค การค้นพบยาชนิดใหม่ ๆ ที่มีผลข้างเคียงน้อยลงและได้ผลต่อโรคมากขึ้นและมียาบางชนิดสามารถให้ได้โดย การรับประทาน ทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกมากขึ้น


4. การฉายรังสี ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่ทำให้ก้อนมะเร็งได้รับรังสีในขนาด ที่สูงขึ้น โดยที่อวัยวะรอบข้างไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีชนิดนั้น ๆ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีขึ้น เพราะผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียง


5. การรักษาประคับประคอง เป็นวิธีที่พยายามช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงคนปกติที่สุด โดยอาศัยการควบคุมอาการต่าง ๆ ของโรค เช่น อาการเหนื่อย ไอ จนถึงขั้นไอเป็นเลือด ซึ่งทำได้โดยการดูแลสุขภาพพื้นฐานให้ดีที่สุด


เนื่องจากการ รักษาโรคมะเร็งปอดยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจนัก แม้จะมีวิทยาการการแพทย์ที่ก้าวหน้าในหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรค ซึ่งการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่น่าจะเป็นมาตรการที่ได้ผลดี


อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะสามารถหยุดสูบบุหรี่ได้ แต่บุคคลกลุ่มนี้ก็ยังจะมีอัตราการเกิดโรคมะเร็งปอดที่สูงอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ในอดีต ดังนั้นการรณรงค์ให้มีการตรวจร่างกายเป็นประจำโดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง และผู้ที่มีอาการผิดปกติทางการหายใจ เช่น มีอาการไอเรื้อรัง ไอจนเป็นเลือด อาจทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอดในระยะต้นซึ่งจะทำให้ผลการ รักษาดีขึ้น


แม้ว่ามะเร็งปอดจะเป็นโรคที่ยังมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงอยู่แต่เป็นที่คาด ว่าด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ที่มากขึ้นของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ ประกอบกับความตระหนักของสังคมในด้านการป้องกันและเฝ้าระวังโรค น่าจะทำให้อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งปอดลดลงในอนาคต

------------------------------------------------------------------------------

บุหรี่ 1 มวน
คนสูบ 1 คน พ่นควันพิษให้กับคนอื่น ๆ อีก 9 คน คนที่สูบ 20 มวนต่อวัน มีโอกาสเป็นมะเร็ง

มากขึ้นเป็นเงาตามตัว คนสูบมีโอกาสเป็นสูงถึง 20 เท่าของคนไม่สูบ พ่อที่สูบบุหรี่ขณะที่ลูก

อยู่ด้วย ลูกมีโอกาสป่วยเป็นหอบหืดถึงร้อยละ 20 - 40 ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ชนิดใด ๆ ถือเป็น

อันตรายต่อสุขภาพทั้งนั้น เพราะมีสารพิษ ได้แก่ นิโคติน ทาร์ และสารก่อมะเร็งอื่น ๆ