วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รองเท้ากีฬา ความเหมือนที่แตกต่าง


อ.พญ.กุลภา ศรีสวัสดิ์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

“เท้า” อวัยวะที่เป็นรากฐานของมนุษย์ คนเราใช้เท้าทุกวันในการนั่ง เดิน ยืน วิ่ง กระโดด หากดูจากลักษณะภายนอกอาจเห็นว่าเท้าเป็นเพียงอวัยวะเล็กๆ แต่ที่จริงแล้วประกอบด้วยกระดูกข้างละ 26 ชิ้น และกล้ามเนื้อและเอ็นอีก 32 มัด เมื่อนับรวมจำนวนกระดูกเท้าทั้งสองข้างจะพบว่าเป็นจำนวนถึง 1 ใน 4 ของจำนวนกระดูกทั่วร่างกาย กระดูกเล็กๆ เหล่านี้ทำงานประสานกันอย่างน่าทึ่งในแต่ละก้าวเดิน จากการวิเคราะห์วงจรการเดินและการวิ่งพบว่าจังหวะและการรับน้ำหนักของเท้า นั้นแตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกรองเท้ากีฬาให้เหมาะสมกับชนิดกีฬาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ ควรมองข้ามนะคะ

ชนิดของรองเท้ากีฬา แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. รองเท้าวิ่ง (Running Shoes) มีการศึกษาพบว่าร้อยละ 50 - 70 ของนักวิ่งได้รับบาดเจ็บจากการวิ่ง เพราะในขณะวิ่ง จะมีน้ำหนัก 2 - 3 เท่าของน้ำหนักตัวกดลงบริเวณส้นเท้า (หรือปลายเท้าในนักวิ่งเร็วระยะสั้น) ดังนั้นรองเท้าวิ่งจึงควรมีลักษณะ ดังนี้
- ช่วยรับและกระจายน้ำหนัก วัสดุที่ใช้โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าจะมีคุณสมบัติพิเศษในการกระจายแรงกระแทกไป สู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งช่วยถ่ายเทน้ำหนักลงสู่พื้น
ส่วนพื้นรองเท้าชั้นนอกจะมีลักษณะบานกว้างออก เพื่อเพิ่มความมั่งคงในการก้าววิ่ง
- ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการวิ่ง ลดปริมาณการใช้งานของกล้ามเนื้อน่องและขา
2. รองเท้ากีฬาประเภทคอร์ท (Court Shoes) กีฬาประเภทคอร์ท เช่น แบดมินตัน เทนนิส สควอช จะมีลักษณะการเคลื่อนไหวเฉพาะตัวที่แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่น ได้แก่ ลักษณะการยืนในท่าเตรียมพร้อมโดยน้ำหนักกดลงบริเวณปลายเท้า มีการเคลื่อนไหวทั้งในแนวหน้าหลังและด้านข้าง เป็นไปอย่างรวดเร็วและหยุดกะทันหัน และนอกจากการเคลื่อนไหวในแนวระนาบแล้วยังมีการกระโดดอีกด้วย ดังนั้นรองเท้าที่ใช้จึงต้องมีลักษณะและบทบาทเฉพาะตัว คือ
- ช่วยรับและกระจายน้ำหนัก วัสดุที่ใช้โดยเฉพาะบริเวณฝ่าเท้าส่วนหน้าและส้นเท้าจะมีคุณสมบัติในการรับ และถ่ายเทแรงที่มาจากทิศทางต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และช่วยลดปริมาณการใช้งานของกล้ามเนื้อ ป้องกันการเกิดการบาดเจ็บ เพราะวัสดุที่ใช้มีความแข็งแรงทนทาน กระชับบริเวณฝ่าเท้าและส้นเท้าเพื่อรองรับการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ และช่วยประคองข้อเท้าสำหรับรองเท้าชนิดหุ้มข้อลวดลายรูปแบบของพื้นด้านนอก จะมีลักษณะพิเศษซึ่งจะมีผลต่อความยืดหยุ่น ความลื่น และเป็นจุดหมุนของรองเท้า
ขอบพื้นรองเท้าชั้นนอกจะหนา เพื่อป้องกันการสึกของขอบพื้นรองเท้าจากการเคลื่อนไหวและการลากเท้าในทิศทางต่าง ๆ
3. รองเท้ากีฬาประเภทสนาม (Field Shoes) ต้องรองรับการเคลื่อนไหวในทุกทิศทางอย่างรวดเร็วและหยุดกะทันหัน รวมทั้งมีการกระโดด และอาจมีการใช้เท้าเตะบอล ดังนั้นบทบาทสำคัญของรองเท้าประเภทนี้ คือ
- กระชับกับรูปเท้าและยืดหยุ่นดี เพื่อให้ผู้เล่นสามารถรู้สึกถึงสัมผัสในขณะสัมผัสลูกบอล ในขณะเดียวกันวัสดุที่ใช้ต้องสามารถป้องกันการเกิดอาการเท้าบาดเจ็บได้ด้วย
บริเวณ พื้นรองเท้าจะมีปุ่มเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะกับพื้นสนาม และป้องกันการลื่นล้ม (สำหรับรองเท้ากอล์ฟที่มีคุณภาพดี จะช่วยในการถ่ายน้ำหนักซ้ายขวา ตามวงสวิงของผู้เล่นด้วย) เห็นมั้ยคะ รองเท้ากีฬาทั้ง 3 ประเภท ต่างมีจุดเด่นแตกต่างกันไป แต่ไม่ว่ารองเท้าจะดีแค่ไหน ก็ไม่ควรลืมสวมถุงเท้า เพราะนอกจากจะช่วยลดการเสียดสีระหว่างเท้ากับรองเท้าแล้ว ยังช่วยดูดซับและระบายความชื้น แถมช่วยในการรับและส่งผ่านแรงกระแทก ที่สำคัญ ยังช่วยควบคุมอาการบวมที่อาจเกิดขึ้นจากการเล่นกีฬา ส่วนอุปกรณ์อีกหนึ่งชิ้นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ แผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นใน มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเท้า หรือใส่รองเท้าไม่พอดี หากมีปัญหาเพียงเล็กน้อยก็สามารถหาซื้อแผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นในซึ่งมีขาย ทั่วไปในท้องตลาดได้ แต่หากมีปัญหามากควรไปพบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อตรวจประเมินปัญหา และอาจต้องทำแผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นในซึ่งทำขึ้นเฉพาะสำหรับแก้ปัญหานั้นๆ

ข้อคิด 10 ประการก่อนเลือกซื้อรองเท้า
1. ไม่มีมาตรฐานของขนาดรองเท้า รองเท้าต่างยี่ห้อเบอร์เดียวกันอาจไม่เท่ากันก็ได้ หรือแม้แต่รองเท้ายี่ห้อเดียวกันแต่คนละรุ่นเบอร์เดียวกันก็อาจจะไม่เท่ากัน ได้
2. วัดขนาดของเท้าทั้งสองข้างก่อนเลือกซื้อรองเท้าเสมอ เพราะส่วนใหญ่เท้าทั้งสองข้างมีขนาดไม่เท่ากัน
3. เลือกรองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้า เช่น หากหน้าเท้ากว้างก็ควรเลือกรองเท้าที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้าง ควรคิดไว้เสมอว่ารองเท้ามีไว้เพื่อป้องกันเท้า มิใช่ทำให้เท้าเจ็บ
4. ลองรองเท้าในแบบ ขนาด และรูปทรงต่างๆ ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้รองเท้าที่เหมาะสมกับเท้าของเรามากที่สุด
5. ความยาวที่เหมาะสม คือ ควรจะมีพื้นที่เหลือระหว่างปลายนิ้วเท้าที่ยาวที่สุดกับขอบในรองเท้าประมาณ 3/8 ถึง 1/2 นิ้วฟุต
6. ความกว้างที่เหมาะสม คือ ส่วนที่กว้างที่สุดของเท้าอยู่ตรงกับส่วนที่กว้างที่สุดของรองเท้า
7. ส้นเท้าพอดี ไม่หลวมและไม่หลุดในขณะเดินหรือวิ่ง
8. หากเท้ามีปัญหา จำเป็นต้องใช้วัสดุเสริม ควรนำวัสดุเสริมไปลองใส่กับรองเท้าด้วย
9. ควรเลือกซื้อรองเท้าให้เหมาะสมกับชนิดของกิจกรรม และเลือกซื้อในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกับเวลาที่จะใช้รองเท้านั้น เช่น หากจะวิ่งออกกำลังในช่วงเย็น ก็ควรไปเลือกซื้อรองเท้าในช่วงเย็น เนื่องจากเท้าเปลี่ยนขนาดตามกิจกรรมและช่วงของวัน
10. ลองสวมรองเท้าทั้งสองข้างเดินทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อรองเท้า

ง่ายๆ เท่านี้ คุณก็จะมีความสุขกับทุกการเคลื่อนไหวเมื่อออกกำลังกายแล้วค่ะ

สารโฟเลตกับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ



อ.พญ.นันตรา สุวันทารัตน์ , รศ.สมพงษ์ องอาจยุทธ ภาควิชาชีวเคมี

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary artery disease) เป็นโรคที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคนี้คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตของชาวไทยในปัจจุบัน สาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นั้นยังไม่ชัดเจนแต่จากการศึกษาพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและปัจจัย เสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ อายุ และเพศ (เพศชายอายุมากกว่า 45ปี, เพศหญิงอายุมากกว่า 55 ปีหรือวัยหมดประจำเดือน), โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, ภาวะไขมันในเลือดสูงม น้ำหนักตัวมาก, การสูบบุหรี่ และภาวะที่มีสารโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูง เป็นต้น

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ประกอบด้วย
1.การ รักษาด้วยยา เช่น ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ (ยาอมใต้ลิ้น,ยากลุ่มไนเตรต) ยาลดการจับกันของเกล็ดเลือด ( เช่น ยาแอสไพริน ) และยาลดระดับไขมันในเลือด เป็นต้น
2.การผ่าตัดต่อหลอดเลือดหัวใจ หรือการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่มาก
ใน ปัจจุบันมีการศึกษาเป็นที่ยืนยันแล้วว่า ภาวะที่มีสารโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูงมีความสัมพันธ์เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งของ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และการให้สารโฟเลต ร่วมกับวิตามินบี 6 และ บี 12 จะช่วยลดภาวะที่มีสารโฮโมซิสเทอีนเลือดสูงได้

สารโฟเลต หรือ กรดโฟลิกหรือโฟลาซิน เป็นสารอาหารจำพวกวิตามินบี ร่างกายต้องการสารโฟเลตวันละ 400 ไมโครกรัม ซึ่งสามารถรับประทานได้เพียงพอ ในอาหารประจำวันหากกินหลากหลายครบหมู่ แหล่งของสารโฟเลตสำคัญคือ อาหารจำพวกผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง ส้ม ผักสีเขียว ถั่วลิสง คะน้า แตง เมล็ดทานตะวัน มะเขือเทศ สารโฟเลตนี้มีความสำคัญในการสร้างสารพันธุกรรมในเซลล์ ( DNA,RNA ) การแบ่งตัวของเซลล์ดังนั้นการขาดสารนี้จึงมีผลให้เม็ดเลือดแดงมีความผิดปกติ เป็นโรคโลหิตจางได้ ( megaloblastic anemia ) หากขาดในหญิงตั้งครรภ์จะทำให้การเจริญของหลอดประสาทในทารกไม่สมบูรณ์ ( neural tube defect ) นอกจากนี้การขาดสารโฟเลตจ ะทำให้มีปริมาณสารโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูงมากกว่าปกติ และจะพบภาวะที่มีสารโฮโมซิสเทอีนเลือดสูงมากขึ้นถ้ามีการขาดวิตามินบี6 และบี12 ร่วมด้วย ซึ่งภาวะนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว

มีการศึกษาในปัจจุบันที่ยืนยันได้ว่าการให้สารโฟเลตร่วมกับการให้วิตามินบี6 และวิตามินบี12 สามารถลดระดับของสารโฮโมซิสเทอีนในเลือดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการให้สารโฟเลตปริมาณ 1 กรัมต่อวัน ไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบถึงผลกระทบในระยะยาว จึงยังคงต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องต่อไป และเนื่องจากการศึกษาส่วนมากยังทำในผู้ป่วยจำนวนไม่มากและระยะเวลาไม่นาน

แม้ว่ายังไม่มีการแนะนำอย่างเป็นทางการในการให้ใช้สารโฟเลตในการรักษาโรค หลอดเลือดหัวใจตีบ แต่จากการที่สารโฟเลตสกัดในรูปเม็ดยานั้นเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย และราคามีราคาถูก รวมถึงยังไม่พบผลข้างเคียงในการรักษาใด ๆ แพทย์ทั่วไปจึงนิยมใช้ในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบร่วมด้วย

จะสูดหรือดูดก็เสี่ยงมะเร็งปอด


ผศ.นพ.แจ่มศักดิ์ ไชยคุนา อายุรแพทย์ด้านโรคระบบการหายใจและวัณโรค


มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในอันดับต้น ๆ ของประชากรเกือบทุกประเทศทั่วโลก แม้ว่าอาจไม่ได้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด แต่มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องมาจากการวินิจฉัยโรคนี้ในระยะแรกไม่สามารถทำได้ดี ส่วนใหญ่มักพบผู้ป่วยในระยะของโรคที่มากแล้ว

สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่นอน แต่มีข้อมูลทางการวิจัยว่า ความผิดปกติแรกเริ่มจะเกิดในระดับโครโมโซมของเซลล์ ซึ่งในเซลล์ที่เป็นปกติอยู่จะสามารถแก้ไขความผิดปกตินั้นได้เอง แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดความผิดปกติบ่อยครั้งขึ้น หรือเซลล์นั้นไม่สามารถแก้ไขความผิดปกติที่เกิดได้ก็จะทำให้เกิดเซลล์ที่ผิด ปกติอย่างถาวร ซึ่งจะเจริญเติบโตแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด


ต้องสูบบุหรี่เท่านั้นถึงจะเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ ?
ได้มีการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่า “การสูบบุหรี่” มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งปอดและสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดัง ได้กล่าวแล้วมากที่สุด ซึ่งผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่ สูบบุหรี่ 20 ถึง 30 เท่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนและระยะเวลาที่สูบบุหรี่ แต่ ที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่จำเป็นต้องสูดควันบุหรี่จากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด หรือในบริเวณอับที่มีควันบุหรี่อยู่ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด มากกว่าคนปกติถึง 1.2 ถึง 1.5 เท่า นอกจากนี้ ยังพบว่าการได้รับสารบางอย่างก็ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ด้วย เช่น ควันรถ มลภาวะในอากาศ สารแอสเบสตอส ซีลีเนียม


อย่างไรก็ตาม พบว่าขณะนี้มีผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนมากไม่เคยมีประวัติการสัมผัสสารต่าง ๆ เหล่านี้เลย จึงทำให้วงการแพทย์หันมาค้นคว้าวิจัยหาคำตอบถึงความผิดปกติจากภายในยีนซึ่ง กำลังเป็นที่สงสัยมากขึ้น และอาจมีสาเหตุมาจากสารอื่น ๆ ที่เรายังไม่รู้จักก็เป็นได้


รักษาได้หรือไม่

ปัจจุบัน การรักษาโรคมะเร็งปอดมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยที่เป็นในระยะเริ่มแรกจะสามารถรับการรักษาจนหายขาดและมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น แต่ก็ยังพบว่าปัญหาใหญ่ของการรักษาโรคนี้อยู่ที่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์เมื่อเกิดการลุกลามและแพร่กระจายของเชื้อ มะเร็งในร่างกายแล้ว นั่นเพราะหากป่วยในระยะเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจึงไม่รู้ตัวว่าเกิดความผิดปกติในร่างกาย


วิทยาการความก้าวหน้าในการรักษาปัจจุบัน
1. การวินิจฉัยในระยะแรกเริ่ม แม้ว่าการตรวจเอกซเรย์ปอดและการตรวจเสมหะเพื่อหาเซลล์มะเร็งเป็นประจำทุกปี ในผู้ที่มีความเสี่ยงจะไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ แต่ในผู้ป่วยที่ตรวจพบมะเร็งในระยะแรกเริ่มจะมีผลการรักษาที่ดีกว่า ดังนั้นในบางประเทศก็ยังแนะนำให้ใช้การตรวจชนิดนี้อยู่ นอกจากนี้ยังมีความพยายามใช้การเอกซเรย์ที่มีความละเอียดสูงขึ้นร่วมกับการ ย้อมเสมหะด้วยวิธีพิเศษที่จะทำให้เห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่ายขึ้นซึ่งแม้จะได้ ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำมาใช้กับประชากรทั่วไป


2. การผ่าตัด นับเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน แต่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อระยะของมะเร็งนั้นเป็นไม่มาก และไม่มีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง ขั้วปอด หรือกระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ...การพัฒนาเทคนิคของการผ่าตัดให้มีแผลผ่าตัดที่เล็กลงจากการส่องกล้องและ ใช้การผ่าตัดแบบสงวนปอด ช่วยให้ผู้ป่วยทนต่อการผ่าตัดได้ดีขึ้นและสามารถฟื้นจากการผ่าตัดได้อย่าง รวดเร็ว


3. ยาเคมีบำบัด เป็นการรักษาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งมีประโยชน์ทั้งเป็นการป้องกันการกลับ เป็นใหม่และลดอาการที่เกิดจากโรค การค้นพบยาชนิดใหม่ ๆ ที่มีผลข้างเคียงน้อยลงและได้ผลต่อโรคมากขึ้นและมียาบางชนิดสามารถให้ได้โดย การรับประทาน ทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกมากขึ้น


4. การฉายรังสี ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่ทำให้ก้อนมะเร็งได้รับรังสีในขนาด ที่สูงขึ้น โดยที่อวัยวะรอบข้างไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีชนิดนั้น ๆ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีขึ้น เพราะผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียง


5. การรักษาประคับประคอง เป็นวิธีที่พยายามช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงคนปกติที่สุด โดยอาศัยการควบคุมอาการต่าง ๆ ของโรค เช่น อาการเหนื่อย ไอ จนถึงขั้นไอเป็นเลือด ซึ่งทำได้โดยการดูแลสุขภาพพื้นฐานให้ดีที่สุด


เนื่องจากการ รักษาโรคมะเร็งปอดยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจนัก แม้จะมีวิทยาการการแพทย์ที่ก้าวหน้าในหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรค ซึ่งการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่น่าจะเป็นมาตรการที่ได้ผลดี


อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะสามารถหยุดสูบบุหรี่ได้ แต่บุคคลกลุ่มนี้ก็ยังจะมีอัตราการเกิดโรคมะเร็งปอดที่สูงอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ในอดีต ดังนั้นการรณรงค์ให้มีการตรวจร่างกายเป็นประจำโดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง และผู้ที่มีอาการผิดปกติทางการหายใจ เช่น มีอาการไอเรื้อรัง ไอจนเป็นเลือด อาจทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอดในระยะต้นซึ่งจะทำให้ผลการ รักษาดีขึ้น


แม้ว่ามะเร็งปอดจะเป็นโรคที่ยังมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงอยู่แต่เป็นที่คาด ว่าด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ที่มากขึ้นของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ ประกอบกับความตระหนักของสังคมในด้านการป้องกันและเฝ้าระวังโรค น่าจะทำให้อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งปอดลดลงในอนาคต

------------------------------------------------------------------------------

บุหรี่ 1 มวน
คนสูบ 1 คน พ่นควันพิษให้กับคนอื่น ๆ อีก 9 คน คนที่สูบ 20 มวนต่อวัน มีโอกาสเป็นมะเร็ง

มากขึ้นเป็นเงาตามตัว คนสูบมีโอกาสเป็นสูงถึง 20 เท่าของคนไม่สูบ พ่อที่สูบบุหรี่ขณะที่ลูก

อยู่ด้วย ลูกมีโอกาสป่วยเป็นหอบหืดถึงร้อยละ 20 - 40 ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ชนิดใด ๆ ถือเป็น

อันตรายต่อสุขภาพทั้งนั้น เพราะมีสารพิษ ได้แก่ นิโคติน ทาร์ และสารก่อมะเร็งอื่น ๆ

การผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกโกลนเพื่อให้การได้ยินดีขึ้น


โรคหินปูนเกาะกระดูกหู (otosclerosis) เกิดขึ้นเนื่องจากมีกระดูกงอกขนาดเล็กยึดฐานของกระดูกโกลน (stapes) กับ ช่องรูปไข่ (oval window) ในหูชั้นกลาง ทำให้เสียงที่ผ่านมาทางช่องหู แก้วหู กระดูกฆ้อน กระดูกทั่ง ผ่านกระดูกโกลนยาก หรือผ่านไม่ได้ เพราะฐานกระดูกโกลนถูกยึดแน่นจากกระดูกงอกบริเวณช่องรูปไข่ ทำให้เกิดอาการหูตึง หรือหูอื้อแบบการนำเสียงเสีย บางครั้งโรคอาจลุกลามเข้าไปในหูชั้นใน ทำให้เกิดหูอื้อ หรือหูตึงแบบประสาทรับเสียงเสีย, เสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะ บ้านหมุนได้



โรคนี้มักจะเป็นทั้งสองข้าง พบได้ในวัยตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป มักพบบ่อยในเพศหญิง และในช่วงอายุ 20 – 40 ปี อาการหูอื้อ หรือหูตึงนี้มักจะค่อยเป็นค่อยไป การรักษาอาจใช้เครื่องช่วยฟัง (hearing aid) หรือผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกโกลนเพื่อให้การได้ยินดีขึ้น



ในกรณีผ่าตัด แพทย์จะแก้ไขอาการหูตึงโดยการผ่าตัดผ่านช่องหูชั้นนอก โดยจะมีแผลเล็กๆ อยู่ในช่องหู จึงไม่มีแผลบริเวณหู ที่มองเห็นจากภายนอก กรณีที่ต้องใช้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่แขนมาเสริม จะมีแผลที่ปลายแขนขนาด 1 – 2 ซ. ม. แพทย์จะตัดกระดูกโกลนทิ้งไป ใส่เนื้อเยื่อคลุมช่องรูปไข่ และใส่กระดูกโกลนเทียม (stapes prosthesis) ยึดจากกระดูกทั่ง แล้ววางบนช่องรูปไข่ ซึ่งมีเนื้อเยื่อวางคลุมไว้แล้ว



การผ่าตัดดังกล่าว อาจใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือ วิธีดมยาสลบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด

ในกรณีที่ผ่าตัดโดยวิธีดมยาสลบ ผู้ป่วยจะต้องเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาล 1 วันก่อนผ่าตัด เพื่อวิสัญญีแพทย์จะได้เตรียมความพร้อม สำหรับดมยาสลบในวันรุ่งขึ้นที่จะผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องงดน้ำ และอาหารหลังเที่ยงคืน วันก่อนผ่าตัด เพื่อป้องกันการสำลักอาหารลงปอด เวลาดมยาสลบ

ในกรณีที่แพทย์ต้องใช้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่แขนมาเสริมในการผ่าตัด คืนวันก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการโกนขนที่บริเวณแขน เพื่อเตรียมบริเวณที่จะทำการผ่าตัด


การดมยาสลบ มีโอกาสเสี่ยง ที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บคอ เสียงแหบจากสายเสียงบวม หายใจลำบาก อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจไว้ระยะหนึ่งหลังผ่าตัดเสร็จ อาจเกิดปอดอักเสบจากการสูดสำลัก แต่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมาก


หลังผ่าตัด จะ มีวัสดุที่ใช้ในการจัดแผลผ่าตัดในหูและแก้วหูให้เข้าที่ และสำลีอยู่ในรูหู และจะมีแผลที่แขน ในกรณีที่แพทย์ใช้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่แขนมาเสริมในการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับยาที่จำเป็น เช่น ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด และจะมีสายให้น้ำเกลืออยู่ที่แขน เมื่อผู้ป่วยรับประทานได้ดีพอควร แพทย์จะเอาสายให้น้ำเกลือออก วันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัด แพทย์จะเปลี่ยนสำลีที่อุดอยู่ภายนอกช่องหูให้ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการหูอื้อ ได้ยินไม่ชัด และอาจจะมีเสียงดังในหู เนื่องจากมีวัสดุที่ใช้ในการจัดแผลผ่าตัดในหูให้เข้าที่ อุดอยู่เต็มรูหู


ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดจากการผ่าตัด ได้แก่ เวียนศีรษะ ซึ่งจะเวียนน้อยหรือมากขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เสียงดังในหู การได้ยินเสื่อมลงมากกว่าเดิม ปากเบี้ยวจากการกระทบกระเทือนเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 การรับรสของลิ้นน้อยลง แผลผ่าตัดติดเชื้อ การติดเชื้อของหูชั้นใน แต่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมาก ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะกลับบ้านได้หลังผ่าตัดประมาณ 1-2 วัน


การนัดตรวจหลังออกจากโรงพยาบาล แพทย์จะนัดมาดูแผลผ่าตัดภายในช่องหู 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด โดยดึงวัสดุที่อยู่ในช่องหูชั้นนอกออก ตัดไหมที่แขน แพทย์จะนัดมาตรวจหลังผ่าตัดเป็นครั้งคราว เช่น นัดมาตรวจ 1 เดือน, 2 เดือน, ทุกๆ 3 เดือนจนครบ 1 ปี ต่อไปนัดมาตรวจปีละครั้ง

โลน เริม


อ.นพ.สุมนัส บุณยรัตเวช ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โรค”โลน” และ ”เริม” แม้ออกเสียงใกล้เคียงกันแต่ก็เป็นโรคทั้งที่เหมือน และไม่เหมือนกันหลายประการ ทั้งสองโรคนี้เกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศหรือตำแหน่งใกล้เคียง และต่างก็เป็นโรคที่สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ (แต่ถ้า”เริม” เกิดในตำแหน่งอื่น อาจไม่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ได้)

ลักษณะของเจ้า 2 วายร้าย
“ตัวโลน” เกิดจากปรสิตภายนอกตัวเล็ก ๆ ที่ดูดเลือดจากผิวหนัง โดยปกติพอจะสามารถพอมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ลักษณะตัวเล็กอ้วนกลมมากกว่าเหา มีก้ามดูคล้ายก้ามปู จึงมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า crab louse มักจะอาศัยบริเวณขนที่อวัยวะเพศ แต่ก็อาจจะเจอได้ที่อื่น เช่น บริเวณขนตา ขนคิ้ว เป็นต้น
ส่วน”เริม” เกิดจากเชื้อไวรัสตัวเล็กที่ชื่อ herpes ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถเห็นผลของไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคบริเวณผิวหนังได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคโลน” หรือ “เริม”
โรคโลน จะมีอาการคัน โดยตัวโลนมักจะสร้างความรำคาญมากกว่าก่อโรคร้ายแรง (ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นเจ้าตัวโลนโลดแล่นไปมาด้วยตาเปล่า)
โรค เริม จะมีลักษณะที่สำคัญของโรค คือผู้ป่วยมีกลุ่มตุ่มน้ำใสขนาดเล็กๆ หลาย ๆ ตุ่มรวมกัน อาจแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ เจ็บแสบหรือกลายเป็นตุ่มหนอง พบบ่อยที่บริเวณริมฝีปาก และอวัยวะเพศ หรืออาจพบได้ที่ก้นกบหรือแผ่นหลังส่วนล่าง นิ้วมือ หรือที่บริเวณศีรษะทารกแรกเกิด (ซึ่งคลอดออกมาจากช่องคลอดของมารดา ซึ่งมีเริมอยู่ที่อวัยวะเพศ)

ควรรักษาอย่างไร
โรค โลน วิธีการที่ง่ายที่สุดสำหรับการกำจัด โดยโกนขนที่บริเวณนั้นออกให้หมด และทำความสะอาดโดยใช้ยาสำหรับกำจัดโลนหรือเหา นอกจากนี้ยังควรระวังเรื่องการแพร่กระจายไปยังบุคคลใกล้เคียงด้วย
โรค เริม เป็นโรคที่ไม่หายขาด ผู้ป่วยอาจเป็น ๆ หาย ๆ หลายครั้ง การรักษาเป็นไปแบบประคับประคอง แต่ในกรณีที่รุนแรงหรือเป็นมาก อาจใช้ยาต้านไวรัสเริม ซึ่งควรจะมาพบแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อกรณีที่โรคเริมเป็นซ้ำ ๆ บ่อยครั้งมาก

ป้องกันอย่างไร ไม่ให้เป็นโรคโลน – เริม
1.การดูแลสุขอนามัย โดยระวังการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคทั้งสองนี้ โดยเฉพาะ ”โรคเริม” หากผิวหนังคุณมีรอยแกะเกาขีดข่วน ก็จะเสี่ยงต่อการติดโรคนี้จากตุ่มน้ำของผู้ป่วยได้ง่ายกว่าผิวหนังที่ปกติ สมบูรณ์
2.ระวังในการมีเพศสัมพันธ์ โดยหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่เป็น”โรคเริม” ซึ่งสามารถติดต่อได้แม้ใส่ถุงยางอนามัย
3.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคทั้งสองนี้ โดยเฉพาะสิ่งของที่ต้องมีการสัมผัสกับผิวหนัง เช่น ผ้าเช็ดตัว ชุดชั้นใน หรือสิ่งของเครื่องใช้อื่น ๆ

การแก้ไขที่ดีที่สุด ถ้าเป็นโรคโลน-เริม ซ้ำบ่อย ๆ
ควร มาพบแพทย์ ถ้ามี”โลน” เป็นซ้ำบ่อยมากควรต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการมีคู่นอนหลายคน ควรต้องพิจารณาถึงการรักษาคู่นอน ร่วมไปด้วยตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้ติดต่อกลับซ้ำกันไปมา
ส่วน”เริม” ถ้าเป็นบ่อยมาก ๆ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อรับยาที่ใช้กดอาการไม่ให้กำเริบอีก และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้โรคเห่อบ่อย ๆ เช่น การพักผ่อนน้อย เป็นต้น

ทั้ง 2 โรคนี้ นอกจากการออกเสียงพยางค์เดียวสั้นๆ ที่คล้ายๆกันแล้ว ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเท่าไรนัก ยกเว้นอาจจะติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ได้ทั้งคู่ อาจเป็นๆ หายๆ การวินิจฉัยแต่แรกเริ่ม ควบคู่ไปกับการที่ผู้ป่วยดูแลสุขอนามัยของตนเอง และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะหายวันหายคืนครับ.

คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูง


ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

กรดยูริกในเลือดที่สูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกาต์,โรคนิ่ว และโรคไตอักเสบแล้ว อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงประสาทหูและอวัยวะทรงตัวได้น้อย จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัวได้
กรดยูริกในร่างกาย เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกาย ประมาณร้อยละ 80 และมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ร้อยละ 20 กรดยูริกนี้จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ประมาณร้อยละ 67 และทางอุจจาระประมาณร้อยละ 33 การที่มีกรดยูริกในเลือดสูง เกิดจากร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากกว่าปกติ หรือรับประทานอาหารที่มีสาร “พิวรีน”สูง ซึ่งสารนี้จะเปลี่ยนเป็นกรดยูริกในเลือด ทำให้มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ

ดังนั้นผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ ควรงดอาหารที่มีสารพิวรีนสูง(ข้อ 1)และลดปริมาณอาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง(ข้อ 2)

1)อาหารที่ควรงด(มีพิวรีนสูง)ได้แก่
- เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ,ตับอ่อน,ไส้,ม้าม,หัวใจ,สมอง,กึ๋น,เซ่งจี๊
- น้ำเกรวี, กะปิ, ยีสต์
- ปลาดุก, กุ้ง, หอย, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน
- ปลาซาร์ดีน, ไข่ปลา
- ชะอม, กระถิน, เห็ด
- ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, ถั่วดำ
- สัตว์ปีก เช่น เป็ด, ไก่, ห่าน
- น้ำสกัดเนื้อ, ซุปก้อน

2)อาหารที่ควรลด(มีพิวรีนปานกลาง) ได้แก่
- เนื้อสัตว์ เช่น หมู, วัว
- ปลาทุกชนิด(ยกเว้น ปลาดุก, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน, ปลาซาร์ดีน)และอาหาร
ทะเล เช่น ปลาหมึก, ปู
- ถั่วลิสง, ถั่วลันเตา
- ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้, หน่อไม้ฝรั่ง, ดอกกะหล่ำ, ผักโขม,สะตอ,ใบขี้เหล็ก
- ข้าวโอ๊ต
- เบียร์ เหล้าชนิดต่าง ๆ เหล้าองุ่น ไวน์(ทำให้การขับถ่ายกรดยูริกทางปัสสาวะลดลง
ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว)

3)อาหารที่รับประทานได้ตามปกติ(มีพิวรีนน้อย)ได้แก่
- ข้าวชนิดต่าง ๆ ยกเว้น ข้าวโอ๊ต
- ถั่วงอก,คะน้า
- ผลไม้ชนิดต่าง ๆ
- ไข่
- นมสด, เนย และเนยเทียม
- ขนมปัง ขนมหวาน หรือน้ำตาล
- ไขมันจากพืช และสัตว์

มือเท้าเปื่อย


อ.พญ.เพ็ญวดี พัฒนปรีชากุล  ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


ประเทศ ไทยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนชื้น ซึ่งเอื้อต่อการฟักตัวของเชื้อโรคระบาดต่าง ๆ มากมาย ยิ่งในช่วงนี้อากาศแปรปรวน เดี๋ยวฝน เดี๋ยวแดดออก ทำให้เด็กไม่สบายกันเยอะ โดยเฉพาะในระยะนี้เริ่มมีเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปากเปื่อยมาหาหมอกันบ่อย ขึ้น เนื่องจากเด็ก ๆ จะกินอาหารไม่ค่อยได้เพราะเจ็บปาก สร้างความกังวงใจให้กับคนเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อจะได้ป้องกันบุตรหลานของเราจากโรคนี้ได้อย่างทันท่วงที เรารีบมาทำความรู้จักโรคนี้กันก่อนค่ะ

“โรคมือเท้าปากเปื่อย” เกิดจากเชื้อไวรัสลำไส้ หรือ Eneterovirus หลายชนิด แต่ส่วนใหญ่ที่พบคือ Coxsackie virus A16 และ Enterovirus 71 พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สำหรับประเทศไทยพบการระบาดตลอดทั้งปี แต่จะมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีอากาศร้อนชื้น
*โดยทั่วไปโรคนี้มีอาการไม่รุนแรง มีลักษณะเฉพาะคือ มีตุ่มน้ำใสขอบแดงขึ้นที่บริเวณปาก มือ และเท้า

การแพร่ติดต่อของโรค
ส่วนใหญ่ได้รับเชื้อไวรัสทางการหายใจ ไอ จามรดกัน การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย
โรคนี้แพร่ติดต่อสู่ผู้อื่นได้ง่ายในช่วงแรกที่เริ่มมีอาการป่วย นอกจากนี้หลังจากที่เด็กมีอาการทุเลาหรือหายป่วยแล้ว ประมาณ 1 เดือน ก็ยังสามารถพบเชื้อในอุจจาระได้ แต่การติดต่อในระยะนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่าในระยะแรกของโรค

อาการของโรค
หลังจากได้รับเชื้อ 3-6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก 1-2 วัน จะเจ็บปากจนไม่อยากรับประทานอาหาร เนื่องจากมีตุ่มแดงเจ็บที่ลิ้น เหงือก เพดานปาก กระพุ้งแก้ม และที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซึ่งต่อมาตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มน้ำพองใส ซึ่งบริเวณฐานของตุ่มจะอักเสบและแดง นอกจากนี้สามารถพบอาการที่ระบบอื่นได้อีก เช่น
- อาการทางระบบประสาท เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องเสีย ถ่ายเหลว และคลื่นไส้อาเจียนได้
- อาการทางตา มักพบเยื่อบุตาอักเสบ
- อาการทางหัวใจ(พบไม่บ่อยแต่มีความรุนแรง)เนื่องจากสามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบได้
*อาการของผู้ป่วย อาจมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่จะทุเลาและหายเป็นปกติได้เองภายในประมาณ 7-10 วัน

เมื่อเป็นแล้ว จะรักษาได้อย่างไร
โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ แต่สิ่งสำคัญที่คนใกล้ชิดของผู้ป่วยจะต้องทำ คือควรเช็ดตัวเพื่อช่วยลดไข้เป็นระยะ ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อน ๆ ดื่มน้ำสะอาด น้ำผลไม้ และนอนพักผ่อนมาก ๆ ถ้าเป็นเด็กอ่อน อาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวด
ดังนั้นคนใกล้ชิดจึงควรหมั่นสังเกตอาการ หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมทานอาหารและดื่มน้ำ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง อาจเกิดภาวะสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น ถ้าพบอาการดังกล่าวควรรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที

แม้โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถป้องกันได้โดย...
1.รักษาความสะอาด หมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร ใช้ช้อนกลาง
2.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดมือ
3.สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือและส้วม ที่ถูกสุขลักษณะ หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ
4.ผู้เลี้ยงดูเด็ก ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย
5.เมื่อพบเด็กที่ป่วยหรือมีอาการของโรคนี้ ควรแนะนำผู้ปกครองให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์และหยุดพักรักษาตัวที่บ้านประมาณ 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ (ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่นสระว่ายน้ำ และห้างสรรพสินค้า)

โรค มือ เท้า ปาก เปื่อย ไม่ใช่โรคใหม่พบได้มานานแล้ว และยังเกิดการระบาดเป็นครั้งคราว ที่สำคัญเป็นโรคที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในประเทศไทย พบผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคนี้อยู่เสมอ เนื่องจากติดต่อกันง่ายมาก
ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรเอาใจใส่บุตรหลาน และปฏิบัติตนตามคำแนะนำข้างต้นอย่างเคร่งครัดค่ะ

กรดไหลย้อน


 ผศ. นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาคาวิชาโสตนาสิก ราลิงค์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

มีคนมากมายที่ต้องทรมานกับโรคกรดไหลย้อน วันนี้เรามีข้อมูลที่ควรรู้มาฝากครับ

1. อาการเรอ คลื่นไส้ หรือมีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาที่อกหรือคอ เกิดจากความดันที่ช่องท้องเพิ่มมากขึ้น สาเหตุจาก
• กินอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ
• อาหารมีส่วนอย่างมาก
- ประเภทมันๆที่ปรุงด้วยการผัดและทอดทุกชนิดจะย่อยยาก ทำให้ท้องอืดได้ง่าย
- ส่วนน้ำเต้าหู้และน้ำอัดลม จะทำให้เกิดแก๊สในช่องท้องมาก
- รวมทั้งชา กาแฟ จะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะและหลอดอาหารส่วนปลายหย่อน
- หากอยากดื่มนม ควรดื่มเฉพาะนมไร้ไขมัน (FAT=0%) ส่วนไข่ ควรกินเฉพาะไข่ขาว เนื่องจากไขมันในนมหรือไข่แดงนั้นย่อยยาก จึงทำให้การเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารช้า
• น้ำหนักตัวที่เพิ่ม หรือเกินค่าปกติ
• ท้องผูก ทำให้ต้องเบ่งเวลาถ่ายผลตามมาคือ ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น อาจต้องกินยาถ่ายช่วย ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ควรแก้ที่ต้นเหตุโดยดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ดื่มแต่น้อยแต่บ่อย ๆ และกินผักผลไม้ที่มีกากให้มากขึ้นก็จะช่วยในเรื่องขับถ่ายได้
• ขาดการออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่าคนที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ เคลื่อนตัวได้ดี และยังลดอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นท้อง นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจทำงานดีขึ้น ลดระดับไขมันในเลือดเพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โดยออกกำลังกายต่อเนื่องวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ ขี่จักรยานฝืดแบบปรับน้ำหนักใน FITNESS เตะฟุตบอล เล่นเทนนิส แบดมินตัน หรือบาสเกตบอล

2. เสียงแหบ เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาไปสัมผัสสายเสียงที่อยู่ทางด้านหน้า ทำให้สายเสียงบวม ปิดไม่สนิท เกิดลมรั่ว ทำให้มีเสียงแหบได้ สาเหตุที่มีเสียงแหบตอนเช้า เกิดจากเวลาเรานอน กรดจะไหลได้ง่ายกว่าเวลาที่เรานั่งหรือยืน สายเสียงจึงถูกกรดสัมผัสมากกว่าช่วงอื่น ๆ ของวัน ทำให้ขณะตื่นมาตอนเช้า มีเสียงแหบได้


3. ไอเรื้อรัง เกิดจากกรดไหลย้อนลงไปในหลอดลม ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ที่แย่กว่านั้น บางรายอาจเกิดอาการหอบหืด โดยหลอดลมจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ของฉุน ฝุ่น ควัน อากาศที่ เปลี่ยนแปลงมากผิดปกติ อาการไอหลังกินอาหารเกิดจากอาหารทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น จนกรดไหลลงไปในหลอดลมได้ ส่วนการที่ไอตอนกลางคืน หรือก่อนนอนมักเกิดจาก
• ห้องนอนอาจรก มีฝุ่นมาก เวลาสูดหายใจเข้าไป จะไปกระตุ้นภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทำให้ไอกลางคืนหรือไอช่วงเช้า คล้ายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ จึงควรจัดห้องนอนให้โล่งและสะอาด
• อากาศในห้องนอนอาจเย็นเกินไป ควรพยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็น โดยเฉพาะแอร์ พัดลมเป่า ถ้าต้องการเปิดแอร์ ควรตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้อากาศเย็นจนเกินไป ในกรณีที่ใช้พัดลมไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด และควรให้พัดลมส่ายไปมา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง ควรนอนอยู่ห่างจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมพอสมควร ไม่ควรเปิดแอร์หรือพัดลมจ่อ ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้า หรือผ้าพันคอเวลานอนด้วย ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้าหรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว ควรใส่เสื้อหนา ๆ หรือใส่เสื้อ 2 ชั้น และกางเกงขายาวเข้านอน

4. อาการที่รู้สึกคล้ายมีก้อนในคอหรือแน่นคอ หรือกลืนติด ๆ ขัด ๆ หรือกลืนลำบาก คล้ายมีสิ่งแปลกปลอมในคอ เกิดจากกรดไหลย้อนไปสัมผัสกับกล้ามเนื้อคอ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว และเกิดความรู้สึกดังกล่าว การกินยาคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน อาจช่วยให้อาการดังกล่าวลดน้อยลง บางรายอาจมีอาการกลืนเจ็บ เจ็บคอ แสบคอ หรือปาก หรือแสบลิ้นได้

5. การที่มีเสมหะอยู่ในคอตลอด เกิดจากการที่กรดไหลขึ้นมา สัมผัสกับต่อมสร้างเสมหะในลำคอ และกระตุ้นทำให้ต่อมดังกล่าวทำงานมากขึ้น นอกจากนี้การที่กรดไปกระตุ้นเส้นประสาทในคอ อาจทำให้มีอาการคันคอ แสบคอ เจ็บคอ หรือระคายคอได้

6. อาการเจ็บหน้าอก เกิดจากกรดไหลย้อนขึ้นมาผ่านหลอดอาหารที่อยู่ในช่องอก และกระตุ้นเส้นประสาทในหลอดอาหารทำให้มีอาการดังกล่าวได้ และเมื่อกรดไหลลงไปในหลอดลมและปอด อาจทำให้มีการอักเสบของปอดเป็น ๆ หาย ๆ ได้

7. อาการไอ สำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน เกิดจากกรดไหลลงไปในหลอดลม ทำให้หลอดลมอักเสบ และมีการหดตัวของหลอดลม ที่มักเป็นในเวลากลางคืน เนื่องจากเวลาเรานอน กรดจะไหลได้ง่ายกว่าเวลาที่เรานั่งหรือยืน

8. การที่กรดไหลย้อนออกไปนอกหลอดอาหาร อาจไปถึง
• เยื่อบุจมูกทางด้านบน ทำให้มีอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีเสมหะไหลลงคอได้ หรือทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ของจมูกอยู่แล้ว มีอาการแย่ลงได้
• ถ้ากรดขึ้นไปสูงถึงรูเปิดของหูชั้นกลางที่อยู่ที่โพรงหลังจมูก อาจทำให้รูเปิดดังกล่าวบวม ทำให้ท่อยูสเตเชี่ยนที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูกทำหน้าที่ ผิดปกติไป เกิดหูอื้อ เสียงดังในหูเป็น ๆ หาย ๆ หรือมีอาการปวดหูได้
• ถ้ากรดไหลเข้าไปในช่องปาก อาจกระตุ้นต่อมสร้างน้ำลาย ทำให้มีน้ำลายมากผิดปกติ หรือกรดไปกัดกร่อนฟัน ทำให้เกิดฟันผุหรือเสียวฟันได้ การที่กรดไหลย้อนขึ้นมา ทำให้พาเอากลิ่นอาหารในกระเพาะอาหารขึ้นมาด้วย จึงอาจเป็นสาเหตุของการมีกลิ่นปากได้

9. โรคนี้หมอมิได้ให้ผู้ป่วยกินยาตลอดชีวิต เมื่อผู้ป่วยปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ทั้งนิสัยส่วนตัว การกินอาหาร และนิสัยการนอน หมอจะค่อย ๆ ลดขนาดยาลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดยาได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรปรับยากินเองในระยะแรก นอกจากหมอจะอนุญาต ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นหลังให้การรักษาประมาณ 1–3 เดือน

ทั้งนี้อาการจะดีขึ้นเร็วหรือช้า อยู่ที่การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และแม้ว่าหมอจะให้หยุดยาแล้ว ไม่ได้หมายความว่าโรคนี้จะหายขาด ผู้ป่วยอาจมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้

เยื่อแก้วหูอักเสบเฉียบพลัน

 
ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

การอักเสบของเยื่อแก้วหู อาจพบได้โดยเป็นการอักเสบที่เยื่อแก้วหูอย่างเดียว หรือพบร่วมกับการอักเสบติดเชื้อของหูชั้นนอก /หูชั้นกลางก็ได้ อาจเกิดภายหลังการบาดเจ็บ(เช่น การแคะหู เขี่ยหู)หรือภายหลังการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ผู้ใหญ่หรือเด็กก็เป็นได้สาเหตุอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย(เช่น Hemolytic streptococcus),pneumococci,mycoplasma pneumoniae หรือไวรัส (เช่น influenza)

อาการ
1.ปวดหู เป็น อาการที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นอาการสำคัญที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ อาการปวดอาจจะรุนแรงหรือไม่ก็ได้ ผู้ป่วยเด็กถ้าปวดมักจะร้องตลอดเวลา ไม่ยอมหลับ มักปวดตอนกลางดึก อาจมีของเหลวไหลออกมาจากช่องหู
2.ไข้ ผู้ป่วยอาจมีไข้ หรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้
3.หูอื้อ ผู้ป่วยอาจรู้สึกตื้อ ๆ ในช่องหูคล้ายได้ยินไม่ค่อยชัด

อาการแสดง
เยื่อ บุแก้วหูส่วนที่มีการอักเสบจะมีสีแดง เนื่องจากมีเลือดมาคั่งบริเวณดังกล่าวมากกว่าปกติ ในผู้ป่วยบางรายอาจพบตุ่มน้ำบนเยื่อบุแก้วหู น้ำที่ขังอยู่ในตุ่มน้ำมักมีสีเหลือง ถ้าเส้นเลือดภายในแตกอาจมีสีแดงอ่อนได้


การรักษา
1.ยาต้านจุลชีพ:ในรายที่สงสัยว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ควรรับประทานยาต้านจุลชีพอย่างน้อย 1 สัปดาห์ แต่ถ้าสงสัยว่าเกิดจากเชื้อไวรัสไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ การอักเสบของเยื่อบุแก้วหูดังกล่าวมักหายได้เอง
2.ยาหยอดหู:ถ้าสงสัยว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาจหยอดยาหยอดหูที่มีส่วนผสมของยาต้านจุลชีพ และเลือกยาหยอดหูที่มีส่วนผสมของยาชาด้วย เพื่อลดอาการปวด
3.ยาแก้ปวด และลดไข้ หรือบรรเทาอาการ

ถ้าผู้ป่วยมีตุ่มน้ำบนเยื่อแก้วหู ตุ่มน้ำดังกล่าว มักจะแตกออกได้เองประมาณ 2-3 วันหลังเกิดโรค ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดมาก อาจเจาะตุ่มน้ำให้แตกออก เพื่อลดอาการปวดได้

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การ ดูแลสุขภาพขา เชื้อโรคจิ๋วในหน้าฝน

รศ.พญ.ดารา วรรณ วนะชิวนาวิน ภาควิชาปรสิตวิทยา
รศ.ดร.นพ.ภัทรชัย กีรติสิน ภาควิชาจุลชีววิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



ในช่วงหน้าฝนมักทำให้พื้นดินเปียกและชื้นแฉะ บางครั้งอาจเกิดน้ำท่วมขัง โอกาสที่เท้าและขาจะติดเชื้อโรคหรือได้รับปรสิตบางชนิดย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย เรามาดูกันค่ะว่าในพื้นดินและแหล่งน้ำที่เหมือนว่าจะไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ที่จริงแล้วมีวายร้ายตัวจิ๋วปะปนอยู่ไปทั่ว แต่จะเป็นอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลยค่ะ

“ปรสิต” ไม่พึงประสงค์
- พยาธิปากขอ (Hookworm) มักจะพบในดินที่ชื้นแฉะ ระยะตัวอ่อนที่ไชเข้าผิวหนังจะเข้ากระแสเลือดสู่หัวใจ ปอด ผ่านหลอดลมมายังหลอดอาหาร แล้วไปเจริญเติบโตเป็นระยะตัวเต็มวัยที่ลำไส้เล็ก ผิวหนังบริเวณที่พยาธิตัวอ่อนไชเข้าไปจะเกิดเป็นตุ่มแดงและคัน ระยะตัวเต็มวัยจะใช้ส่วนปากเกาะผนังลำไส้และดูดเลือดเป็นอาหาร ทำให้เกิดโลหิตจาง ผู้ที่มีภาวะซีดเรื้อรังอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ในกรณีที่ระยะตัวอ่อนของพยาธิปากขอของ “สุนัข” หรือ “แมว” ไชเข้าผิวหนังของคน พยาธิจะเคลื่อนที่ในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น ทำให้เกิดรอยโรคนูนแดงเป็นทางคดเคี้ยว

- พยาธิสตรองจีลอยด์ (Strongyloides stercoralis)มักพบในดินที่ชื้นแฉะ พยาธิระยะตัวอ่อนที่เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง จะเคลื่อนที่ไปในร่างกายทำนองเดียวกับระยะตัวอ่อนพยาธิปากขอ ผิวหนังบริเวณที่พยาธิตัวอ่อนไชเข้าไป จะเกิดเป็นตุ่มแดงคัน และเกิดรอยโรคนูนแดงเป็นทางคดเคี้ยว พยาธิระยะตัวเต็มวัยที่ลำไส้เล็ก จะทำให้เกิดอาการท้องเสีย ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจะเกิดโรคอุจจาระร่วงเรื้อรังและเกิดภาวะขาด สารอาหาร และซ้ำร้ายหากพยาธิชนิดนี้เดินทางไปอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย อาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดจนเสียชีวิตได้

- พยาธิใบไม้เลือด (Schistosoma)พบในแหล่งน้ำที่มีหอยน้ำ จืด เมื่อคนเดินหรือแช่ขาในแหล่งน้ำ พยาธิระยะเซอร์คาเรียจากหอยจะไชเข้าผิวหนัง ทำให้เกิดตุ่มแดงและคันที่ผิวหนัง พยาธิระยะตัวเต็มวัยจะอาศัยในเส้นเลือดดำที่ช่องท้อง ทำให้มีไข้ ปวดท้อง อุจจาระเป็นมูกเลือด ตับม้ามโต ตับแข็ง ท้องมาน และเสียชีวิตได้ พยาธิใบไม้เลือดบางชนิดทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและถ่ายปัสสาวะเป็น เลือด

- พยาธิหอยคัน (Schistosoma spindale)เป็นพยาธิใบไม้เลือดของสัตว์จำพวกโค กระบือ เมื่อคนเดินในแหล่งน้ำที่มีหอยคัน พยาธิระยะเซอร์คาเรียจากหอยจะไชเข้าผิวหนังที่ชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดตุ่มแดงและคันที่ผิวหนัง แต่ไม่เข้าสู่กระแสเลือด เนื่องจากคนไม่ใช่โฮสต์ปกติของพยาธิชนิดนี้

- Acanthamoeba เป็นโปรโตซัวจำพวกอะมีบาที่อาศัยเป็นอิสระ ตามดิน โคลน เลน และแหล่งน้ำต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายทางแผลที่ผิวหนัง ทำให้เกิดแผลเรื้อรัง ลักษณะแผลนูนขอบแผลไม่เรียบ โรคผิวหนังจาก Acanthamoeba มักจะพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การเดินด้วยเท้า เปล่าในดินที่ชื้นแฉะ การเดินหรือแช่เท้าในแหล่งน้ำโดยเฉพาะแหล่งน้ำขังหรือแหล่งที่มีหอยที่เป็น โฮสต์กลางของพยาธิ อาจเกิดโรคหรืออันตรายที่เราคาดไม่ถึง การใส่รองเท้าที่ปกปิดเท้าหรือรองเท้าบู๊ตจะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคหรือ พยาธิได้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินที่ชื้นแฉะหรือแหล่งน้ำได้ ควรใช้สบู่ทำความสะอาดผิวหนังแล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

เชื้อโรคร้าย” ในน้ำขัง
ในเขตร้อนชื้นอย่างบ้านเรา เชื้อโรคที่ก่อโรคมักแฝงตัวอยู่ในน้ำท่วมขัง มีอยู่มากมาย ที่พบมาก 2 อันดับแรก คือ
- โรคฉี่หนู เรียกในทางการแพทย์ว่า “โรคเลปโตสไปโรซิส(Leptospirosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีรูปร่างเป็นเส้นเกลียว ที่มีชื่อว่า”เลปโตสไปรา”(Leptospira)ที่เรียกว่าโรคฉี่หนูนั้นเป็นเพราะมี หนูเป็นพาหะนำโรค แต่ยังมีสัตว์อื่นอีกหลายชนิดที่สามารถเป็นพาหะนำโรคได้ เช่น โค กระบือ สุกร และสุนัข
สัตว์ที่เป็นพาหะของแบคทีเรียชนิด นี้อาจไม่แสดงอาการเจ็บป่วย แต่เชื้อมักรวมกลุ่มในบริเวณท่อไต และถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ดังนั้นในบริเวณที่มีน้ำขัง ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ เช่น ไร่นา แอ่งดินโคลน บ่อน้ำ แม่น้ำ น้ำตก และท่อระบายน้ำ รวมถึงแอ่งน้ำตามท้องถนนที่เอ่อล้นขึ้นมาจากท่อน้ำ เมื่อเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม ระยะฟักตัวของโรค ตั้งแต่ไม่เกิน 1 สัปดาห์จนถึง 4 สัปดาห์
ผู้ติดเชื้อบางส่วน อาจไม่แสดงอาการ แต่บางรายจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อตามตัว และคลื่นไส้อาเจียน รายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ร่วมกับมีความผิดปกติของตับและไต จนถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแหล่งน้ำขัง หากจำเป็นควรใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ท แต่หากมีประวัติสัมผัสน้ำท่วมขัง และเริ่มมีอาการไข้ขึ้น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อย ควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน มีรายงานว่ามีการติดเชื้อในหลายจังหวัดทุกภูมิภาคของประเทศไทย

- แบคทีเรีย “วิบริโอ”(Vibrio)และ “แอโรโมแนส”(Aeromonas) ซึ่งโดยปกติพบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป แต่ในฤดูฝน น้ำตามแหล่งน้ำอาจไหลเข้าท่วมพื้นที่ในชุมชน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคดังกล่าวมากขึ้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางรอยแผลที่ผิวหนัง ก่อให้เกิดการติดเชื้อมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำ รายที่เป็นรุนแรง อาจมีไข้สูง หนาวสั่น ผิวหนังบวมแดงอักเสบเป็นบริเวณกว้าง ตุ่มน้ำปนเลือดขนาดใหญ่ ปวดกล้ามเนื้อขามาจนเดินไม่ไหว และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากเริ่มมีอาการผิดปกติหลังจากสัมผัสแหล่งน้ำ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

จะเห็นได้ว่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำท่วมขังนั้น สามารถก่อโรคที่อันตรายได้ถึงชีวิต มีเชื้อโรคมากมายปนเปื้อนและอาศัยอยู่ในน้ำ รวมถึงแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่างๆ ทั้งแม่น้ำลำคลอง และแหล่งทำเกษตรกรรม ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแหล่งน้ำโดยตรง โดยเฉพาะหากมีแผลถลอกที่ผิวหนัง หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน และรีบปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ

การใช้ยาให้ถูกต้อง

ภญ.ชัยวรรณี เกาสายพันธ์  ฝ่ายเภสัชกรรม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



ยาเหน็บ ใช้อย่างไร
กรณี ยาเหน็บทางทวารหนัก เนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อน บางครั้งเมื่อได้รับยาเหน็บพอไปถึงบ้านมันเหลวเสียก่อนที่จะนำ ไปใช้ ฉะนั้นจึงต้องทำให้แข็งก่อนด้วยการนำยาแช่ในตู้เย็นหรือกระติกน้ำแข็ง แล้วอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย เวลาใช้ล้างมือให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แกะยาออกจากกระดาษห่อ เหน็บในท่านอนตะแคง ใช้นิ้วจับยาสอดโดยเอาปลายมนเข้าให้ลึกที่สุด และควรนอนนิ่ง ๆ สักพัก
กรณียาเหน็บช่องคลอด ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ล้างมือให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แกะยาออกจากแผง จุ่มเม็ดยาในน้ำสะอาดพอชุ่ม เพื่อให้ลื่นสอดช่องคลอดได้ง่ายในท่านอน แล้วใช้นิ้วดันสอดยาเข้าในช่องคลอดให้ลึกที่สุด ควรนอนนิ่ง ๆ สักพัก

• นอกจากยาที่กล่าวมาแล้ว ยาภายนอกยังมีอะไรบ้าง
มียาหยอดตา ยาป้ายตา หยอดหู การใช้ยาต้องล้างมือให้สะอาดก่อนจะหยอดหรือป้ายทุกครั้ง
-โดย เฉพาะยาตา ต้องล้างมือให้สะอาดมาก ๆ หยอดยาในท่านอนหรือนั่งแหงนหน้าขึ้น มือหนึ่งดึงหนังขอบตาล่างให้เป็นกระพุ้ง อีกมือหนึ่งจับขวดยาหยอดยาลงไปในกระพุ้งขอบตาล่างตามจำนวนที่ระบุในฉลากยา กระพริบตา 2-3 ครั้ง เพื่อให้ยาเข้าตาได้ทั่วถึง พักหลับตาสักครู่ ถ้ามียาหยอดตา 2 ชนิดให้หยอดตาห่างกัน 5-10 นาที ถ้ามียาขี้ผึ้งป้ายตาด้วยให้ป้ายหลังหยอดตาไปแล้ว 10 นาที ถ้าเป็นยาพวกขี้ผึ้งป้ายตาให้บีบยาประมาณครึ่งเซนติเมตรลงในกระพุ้งขอบตา ล่าง หลับตา คลึงหนังตาเบา ๆ ให้ยากระจายทั่วตา ระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะถูกตา เสร็จแล้วปิดฝาให้แน่น เมื่อเปิดใช้แล้วไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 เดือน และไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น

-ส่วนยาหยอดหู ก่อนหยอดให้ทำความสะอาดหูโดยใช้สำลีเช็ดภายในหู อย่าให้ลึกเพราะจะไปโดนหูส่วนใน เอียงศีรษะแล้วหยอดยา 4-5 หยด หรือตามจำนวนที่ระบุ เอียงทิ้งไว้ครู่หนึ่งประมาณ 10 นาที แล้วจึงตั้งศีรษะตรง เช็ดยาส่วนที่อาจจะไหลออกมาให้สะอาด

• วิธีใช้ยาอมใต้ลิ้น
ยาประเภทนี้ระบุมาให้อมใต้ลิ้น ให้ผู้ป่วยนั่งเก้าอี้พิงหลัง นำยาอมใต้ลิ้น 1 เม็ด วางไว้ใต้ลิ้น ปิดปากและอมยาไว้ปล่อยให้ยาละลายใต้ลิ้น อาการเจ็บหน้าอกจะหายภายใน 1-2 นาที ถ้าหลังจากอมยาไปแล้ว 5 นาทีอาการไม่ดีขึ้นให้อมยาเม็ดที่ 2 รอดูอาการสัก 5 นาทีถ้ายังเจ็บหน้าอกอยู่ให้อมยาเม็ดที่ 3 แล้วรีบไปโรงพยาบาล สังเกตว่าเวลาอมยานี้จะรู้สึกซ่า ถ้าไม่ซ่าแสดงว่ายาเสื่อมสภาพ หมดฤทธิ์ทางการรักษา การเก็บยาประเภทนี้ต้องเก็บในขวดสีชา อย่าให้ถูกแสง ปิดฝาให้แน่นและเก็บไว้ในที่เย็น เพราะยานี้ใช้แก้อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด จึงควรระวังเป็นพิเศษ

• หากลืมกินยาบางมื้อ จะไปเพิ่มจำนวนยาในมื้อต่อไปได้หรือไม่ หรือหลับไปก่อนกินยาจะทำอย่างไร
ห้ามเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า หรือกินซ้ำเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดไป ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ส่วนการหลับไปก่อนกินยาสามารถเลื่อนเวลาไปนิดหน่อย แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ญาติต้องพยายามให้ผู้ป่วยตื่นและให้กินยาตรงตามเวลา ไม่เช่นนั้นโรคจะไม่หายหรือหายช้า นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไทรอยด์ ควรกินยาอย่างสม่ำเสมอ อย่ากินบ้างไม่กินบ้าง เพราะจะทำให้ระดับยาในเลือดสูง ๆ ต่ำ ๆ ผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควร หรืออาจส่งผลให้โรคกำเริบและมีความรุนแรงได้

• เด็กที่กินยายาก ถ้าพ่อแม่จะผสมยาในนมได้หรือไม่
ยาที่ผสมกับนมได้มีเพียงบางชนิดเท่านั้น ยาที่ผสมนมไม่ได้ เช่น ยาประเภทบำรุงโลหิต ยาเตตร้าซัยคลิน ถ้าผสมนมจะไม่ได้ผลและยังมีข้อเสีย หากเด็กดื่มนมไม่หมดก็จะได้รับยาไม่ครบตามขนาดที่ต้องการ ถ้าจะเอายาผสมนมต้องให้เด็กดื่มนมให้หมด แต่ทางที่ดีแล้วอย่าผสมดีกว่าเปลี่ยนเป็นผสมน้ำเชื่อมเด็กจะกินยาง่ายขึ้น

• รู้ได้อย่างไรว่ายาเสีย
ยา ที่เปลี่ยนสีหรือรูปร่างเป็นยาเสียไม่ควรกิน เพราะเสื่อมคุณภาพหรือมีสารแปลกปลอมเกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นพิษได้ ส่วนยาที่ตกตะกอนตัวยาแข็งไม่กระจายก็ไม่ควรกิน เป็นยาเสื่อมสภาพเช่นกัน แคปซูลที่เปลี่ยนสีหรือแคปซูลบวม พองออก ยาเม็ดแตกร่วน สีซีด เม็ดเคลือบแตก มีลายเกิดขึ้น ก็ไม่ควรใช้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสังเกตอายุของยาได้จากฉลากยาด้วย ถ้าไม่บอกวันหมดอายุให้ดูวันผลิต ถ้าเกิน 3 ปี สำหรับยาปฏิชีวนะ 5 ปี สำหรับยาทั่วไป ก็ไม่ควรใช้แล้ว

วิธีเก็บยาที่ถูกต้อง
ยาแต่ละชนิดมีวิธีการเก็บรักษาต่างกัน หลักใหญ่ของการเก็บยาคือไม่ให้ถูกแสง ความชื้น ความร้อน จะเก็บยาในขวดก็ได้ ปิดฝาให้แน่น ถ้าเป็นยาที่ไวต่อแสงให้เก็บในขวดสีชา เก็บยาใช้ภายนอกแยกจากยากิน ยาบางชนิด เช่น ยาหยอดตาที่เปิดใช้แล้ว ยาปฏิชีวนะที่ผสมน้ำแล้ว ยาเหน็บทวารหนัก ยาฉีดพวกวัคซีน ควรเก็บในตู้เย็นในชั้นธรรมดา ห้ามเก็บในช่องทำน้ำแข็ง เพราะจะทำให้ยาเป็นน้ำแข็งเสื่อมคุณภาพ และไม่เก็บยาที่ข้างประตูตู้เย็น หรือช่องเก็บผัก เพราะความเย็นไม่เพียงพอ และควรเก็บยาให้พ้นจากมือเด็ก อยู่ในตู้ปิดมิดชิดเพื่อป้องกันเด็กเข้าใจผิดว่าเป็นลูกกวาด หรือน้ำเขียว น้ำแดง แล้วจะหยิบไปกิน.

เฝือก อุปกรณ์ดามกระดูกและข้อ

อ.นพ.บวรฤทธิ์ จักรไพวงศ์
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์ โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด
Faculty of Medicine Siriraj Hospitas
คณะ แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “เฝือก” เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยดามกระดูกให้เข้าที่ แต่ในความเป็นจริงเฝือกมีบทบาทอื่นอีก และใช้อย่างไรจึงเกิดประโยชน์สูงสุด มีความรู้มาฝากค่ะ

เฝือก
จาก วันนั้นถึงวันนี้ เฝือกได้มีพัฒนาการมาแล้วหลายรุ่นตั้งแต่ทำจากไม้ ลักษณะเป็นซี่ถักติดกันเป็นแผ่นสำหรับดามกระดูกหัก ซึ่งแพทย์แผนโบราณจะจัดดึงกระดูกให้เข้าที่ แล้วทาด้วยน้ำมันมนต์ พันห่อแขนขานั้น ๆ ไว้ด้วยเฝือก เพื่อให้อวัยวะส่วนนั้นได้อยู่นิ่ง ๆ เป็นการลดความเจ็บปวด ลดบวม และทำให้กระดูกหักนั้นติดกันดีดังเดิม ต่อมาได้มีการพัฒนาวัสดุอื่นมาใช้เป็นเฝือกแทนไม้ ได้แก่ ปูน ปลาสเตอร์หรือเฝือกปูน และสารสังเคราะห์ หรือที่มักเรียกว่า “เฝือกพลาสติก” ทำจากไฟเบอร์กลาส เรซิ่น ที่มีน้ำหนักเบา แข็งแรง และยังปรับแต่งรูปทรงให้เหมาะสมกับอวัยวะส่วนนั้น

เฝือก มีอยู่ 2 ชนิดคือ
1.เฝือกปูน ทำจากปู นพลาสเตอร์มาเคลือบบนผ้าฝ้าย เมื่อใส่แล้วก็จะมีสีขาวนิยมใช้กันเนื่องจากราคาค่อนข้างถูก การใส่เฝือก การตัดเฝือก ดัดเฝือกก็ทำได้ง่าย แต่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก แตกร้าวง่าย ระบายอากาศไม่ค่อยดี อาจทำให้คันเพราะความอับชื้น ยิ่งถูกน้ำเฝือกก็จะเละเสียความแข็งแรง ซึ่งเมื่อใส่เฝือกปูนแล้วจะต้องใช้เวลา 2-3 วัน เฝือกจึงแข็ง ดังนั้นจึงไม่ควรเดินลงน้ำหนักก่อนเมื่อใส่เสร็จใหม่ ๆ

2.เฝือก พลาสติก เป็นพลาสติกสังเคราะห์ มีน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี แข็งแรง ทนทาน และเมื่อถ่ายภาพรังสี จะเห็นกระดูกได้ชัดเจนกว่าแต่ราคาแพง เวลาตัดเฝือก ดัดเฝือกทำได้ยาก ทำให้ต้องตัดออกและใส่เฝือกใหม่อีกครั้ง แต่ข้อดีคือ เฝือกพลาสติกแห้งเร็วภายใน 1 ชั่วโมง

เมื่อไหร่เข้าเฝือก
1.กระดูก ข้อเคลื่อนหรือหัก ในรายที่ได้รับบาดเจ็บหรืออักเสบของกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ เอ็น เส้นประสาท หรือเป็นโรคกระดูก เพื่อให้อวัยวะส่วนนั้นอยู่นิ่ง ๆ ทั้งลดอาการปวด บวม อักเสบของอวัยวะนั้นให้ทุเลาลง และหายเป็นปกติโดยเร็ว
2.แก้ไข ความผิดรูปของอวัยวะ เช่น เท้าปุกให้กลับมามีรูปทรงที่ปกติ และทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป
3.ป้องกันการหดรั้งของกล้าม เนื้อ หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ เช่น แผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

ดูแลตนเองและเฝือก
โดยทั่วไปถ้าไม่มีปัญหา แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาตรวจซ้ำประมาณ 1-2 อาทิตย์หลังใส่เฝือก เพื่อดูอาการและดูว่าเฝือกหลวมหรือไม่ ถ้าเฝือกหลวมก็อาจต้องเอ็กซเรย์และเปลี่ยนเฝือกให้ใหม่ ถ้าเฝือกแน่นและแข็งแรงดีอยู่ แพทย์ก็จะนัดทุก 1-2 เดือน เพื่อเอ็กซเรย์กระดูกจนกว่ากระดูกจะติดสนิท ซึ่งแพทย์จะใส่เฝือกไว้ประมาณ 4-6 อาทิตย์ แต่กระดูกจะติดสนิทนั้นจะต้องใช้เวลาถึง4-6 เดือน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเอาเฝือกออกแล้ว กระดูกที่หักก็ยังติดไม่สนิทจึงควรระมัดระวังในการใช้งานและปฏิบัติตามคำแนะ นำของแพทย์ ไม่เช่นนั้นกระดูกที่เริ่มติดก็อาจจะหักซ้ำได้ ทำให้ต้องมาเริ่มต้นรักษากันใหม่ แต่ในขณะที่ใส่เฝือกอยู่ต้องระวัง ดังนี้
1. อย่าทำให้เฝือกเปียกน้ำ
2. อย่าตัดเจาะหรือใช้ของแข็งแยงเข้าไปในเฝือก
3. หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะใส่เฝือกอยู่ ควรพบแพทย์โดยด่วน
- เมื่อมีอาการปวดมากยิ่งขึ้น หรือบวมที่บริเวณต่ำกว่าขอบเฝือก เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี
- เมื่อนิ้วมือหรือนิ้วเท้าข้างที่เข้าเฝือก มีสีเขียวคล้ำ หรือซีด ขาวบวมมากขึ้นหรือมีอาการชา
- เมื่อไม่สามารถขยับเขยื้อนนิ้วมือ หรือนิ้วเท้าข้างที่ใส่เฝือกได้
- เมื่อมีวัตถุแปลกปลอมหลุดเข้าไปในเฝือก อาจทำให้เกิดแผลกดทับและติดเชื้อตามมาได้
- เมื่อพบว่าเฝือกหลวม บุบสลายหรือแตกหัก
- มีเลือด น้ำเหลือง หรือหนองไหลซึม ออกมาจากเฝือกหรือมีกลิ่นเหม็น

ใช้เฝือกได้ดังหวัง
1.เฝือกต้องมีความกระชับกับอวัยวะนั้นๆ มากที่สุด ไม่หลวม หรือ แน่นคับจนเกินไป
2.มีความยาวเพียงพอ โดยครอบคลุมข้อที่อยู่เหนือและต่ำลงไปกว่าอวัยวะที่ต้องการให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้มีการเคลื่อนไหวได้
3.เฝือกต้องมีความแข็งแรงพอ ไม่บุบสลาย ไม่อ่อนนิ่ม หรือไม่หักได้ง่าย

อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่อเข้าเฝือก
1.เฝือกหลวม เนื่องจากอวัยวะภายในเฝือกยุบบวมลง หรือเข้าเฝือกไม่กระชับตั้งแต่แรก
2.เฝือกคับหรือแน่นเกินไป จากการบวมที่เกิดหลังการเข้าเฝือก
3.การเข้าเฝือกนานเกินไป ทำให้ข้อติดยึด
4.การถอดเฝือกออกเร็วเกินไปโดยที่กระดูกยังไม่ติดกันดี ทำให้การเคลื่อนหลุดของปลายกระดูกที่หัก เกิดติดผิดรูปติดช้าหรือไม่ติด

พึงเข้าใจการเข้าเฝือกเป็นวิธีรักษาอย่างหนึ่ง มิใช่การลงโทษหรือการซื้อขายของ ที่อาจต่อรองลดหย่อนในลักษณะที่ผิดหลักการได้ คุณอาจรู้สึกรำคาญ หงุดหงิด แต่นั่นก็คืออุปกรณ์ที่ช่วยให้คุณหายจากโรคได้

เยื่อ แก้วหูทะลุจากการบาดเจ็บ

ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospitalคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



เยื่อแก้วหู เป็นเนื้อเยื่อบาง ๆ กั้นระหว่างหูชั้นนอก และหูชั้นกลาง เยื่อแก้วหูทะลุมักเกิดจากการแคะหู เขี่ยหู หรือการพยายามนำสิ่งแปลกปลอมออกจากหู,การบาดเจ็บจากแรงกระแทกที่หู เช่น การตบหู ซึ่งทำให้มีการเพิ่มของความดันภายในช่องหูชั้นนอก,การบาดเจ็บที่กะโหลกศีรษะ ทำให้กระดูกบริเวณหลังหูหัก,การได้ยินเสียงดังจากวัตถุระเบิดที่อยู่ใกล้

ผู้ป่วยที่มีเยื่อแก้วหูทะลุจากการบาดเจ็บ มักมีอาการหูอื้อ,เสียงดังในหู,ปวดหู อาจมีเลือดออกจากช่องหู รอยทะลุบนเยื่อแก้วหูที่เกิดจากการบาดเจ็บ มักพบเป็นรูปรี ๆ หรือแตกออกเป็นหลายแฉกคล้ายรูปดาว ขอบไม่เรียบ และมักมีเลือดคั่งอยู่บริเวณขอบของรอยทะลุ หรือภายในช่องหู แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจการได้ยิน(audiogram)เพื่อตรวจหาพยาธิสภาพอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ภายในหูชั้นกลางและชั้นใน

การรักษา
- ถ้าเยื่อแก้วหูทะลุ โดยไม่มีสิ่งสกปรก หรือไม่มีการติดเชื้อในหูชั้นนอก/หูชั้นกลาง ไม่ต้องให้ยาอะไร แม้แต่ยาหยอดหู เพียงแต่แนะนำไม่ให้น้ำเข้าหู โดยใช้สำลีชุบวาสลีน หรือวัสดุอุดรูหู(ear plug)ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านกีฬา เป็นที่อุดหูสำหรับการว่ายน้ำหรือดำน้ำ อุดหูข้างที่มีเยื่อแก้วหูทะลุทุกครั้งขณะอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหู รูทะลุบนเยื่อแก้วหูของผู้ป่วยร้อยละ 80-90 สามารถปิดได้เอง ภายใน 4 สัปดาห์

- ถ้าเยื่อแก้วหูทะลุ โดยมีสิ่งสกปรกหรือมีการติดเชื้อในหูชั้นนอก/หูชั้นกลาง เช่น ใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาดแคะหู หรือเยื่อแก้วหูทะลุ แล้วมีน้ำสกปรกเข้าหู กรณีนี้แพทย์ต้องพยายามนำสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในช่องหูชั้นนอก และหูชั้นกลางออกให้มากที่สุด แล้วให้ยาต้านจุลชีพชนิดรับประทานและชนิดหยอดหู เป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจรอให้เยื่อแก้วหูปิดเอง เป็นระยะเวลา 4-6 สัปดาห์

ถ้ารูทะลุไม่สามารถปิดเองได้ อาจพิจารณาทำการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหูต่อไป

มะเร็งสมอง (Brain Cancer)


เมื่อเอ่ยถึงสมอง จะเห็นว่าเป็นอวัยวะพิเศษอวัยวะหนึ่งที่อยู่สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ อวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย และถูกปกป้องไว้ด้วยกระดูกที่หนา (กะโหลกศีรษะ) เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายได้โดยง่าย ...สมองเปรียบเสมือนซีพียูของร่างกาย เพราะทำหน้าที่ คิด อ่าน เขียน คำนวณ และควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด อาทิ ตา หู จมูกปาก ลิ้น กาย ใจ

ความผิดปกติ ของสมองที่พบส่วนใหญ่ มักจะมีสาเหตุมาจากการตีบ ตันหรือแตกของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ยังมีโรคของสมองอื่น ๆ อีก โดยเฉพาะ “โรค เนื้องอกสมอง” ที่จะกล่าวถึงต่อไป



กรณีของ เนื้องอกสมองนั้น จะมีอาการแตกต่างกับโรคที่เกิดจากหลอดเลือดของ สมองโดยอาการจะเกิดขึ้นค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฉับพลันเหมือนโรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกสมองจะมีการงอกหรือขยายตัวเพิ่มขึ้นตามเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความกดดันภายในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน ประสาทตาบวม (สามารถตรวจพบโดยแพทย์) นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก อาการชาครึ่งซีก การพูดฟังอ่านเขียนผิดปกติ เดินเซ ทรงตัวไม่ดี ตาเหล่เห็นภาพซ้อน ตามัว หูหนวกหนึ่งข้าง ความคิดช้าลง บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง และอาการชักกระตุก เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าวขึ้นอยู่กับว่าเนื้องอกอยู่ตำแหน่งใดของสมอง
เนื้องอก ของสมองนั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ เนื้องอกไม่ร้ายแรง และเนื้องอกร้ายแรงหรือมะเร็ง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงส่วนที่เป็นเนื้องอกร้ายแรง
เนื้องอกร้ายแรงของสมอง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่ม เนื้องอกสมองร้ายแรงที่เกิดขึ้นในสมอง ไม่มีปัจจัยที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุของการเกิดเนื้องอกโดยตรง แต่พบว่ามีหน่วยพันธุกรรมที่ผิดปกติของเซลล์สมองเป็นปัจจัยร่วม

2. กลุ่มเนื้องอกที่แพร่มาจากที่อื่น เช่น มะเร็งของปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
การรักษามะเร็งสมอง มีหลายวิธี และอาจต้องใช้หลายวิธีในการรักษาเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด อาทิ
1. การเจาะดูดชิ้นเนื้องอกเพื่อตรวจวินิจฉัย
2. ผ่าตัดเอาเนื้องอกออก
3. การฉายแสงรักษา
4. การให้เคมีบำบัด

ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการผ่าตัดมะเร็งสมอง ทำให้ได้ผลดีขึ้นกว่าในอดีต
มากและมีผลแทรก ซ้อนน้อยลง โดยมีการใช้เครื่องมือนำวิถี ( frame –based and frameless navigation) ทำให้การผ่าตัดมีความแม่นยำสูง มีการผ่าตัดโดยการส่องกล้อง (endoscopic surgery) ทำให้แผลผ่าตัดเล็ก มีการทำผ่าตัดโดยไม่ดมยาสลบเพื่อทำแผนที่สมอง (awake craniotomy and brain mapping) ช่วยให้ผ่าตัดเอาเนื้องอกออกจากสมองส่วนสำคัญได้โดยปลอดภัย มีการตรวจเอกซเรย์แม่เหล็กไฟฟ้าสมองขณะผ่าตัด ทำให้สามารถผ่าตัดมะเร็งสมองได้สมบูรณ์มากขึ้น มีการตรวจเช็คประสาทสรีรวิทยาระหว่างผ่าตัด (EEG, SSEP, MEP) เพื่อป้องกันการพิการที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดเนื้องอก นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางยา เคมีบำบัด และการฉายแสงทำให้ผู้ป่วยสะดวกสบายขึ้น มียาเคมีบำบัดสำหรับมะเร็งสมองชนิดรับประทานที่มีผลแทรกซ้อนต่ำ มีเครื่องฉายแสงฉายรังสีชนิด 3 มิติ ที่มีความแม่นยำสูง ทำให้ลดภาวะแทรกซ้อนจากการฉายแสงน้อยลง เป็นต้น

โรคมะเร็งสมองนั้น ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่จะป้องกัน วิธีที่ดีที่สุดคือ สังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนในครอบครัว เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น สมควรรีบตรวจรักษาโดยเร็ว ในระยะที่เนื้องอกมีขนาดเล็กอยู่ ซึ่งการไปพบแพทย์อาจต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะอาการอาจไม่ชัดเจนในระยะแรก ส่วนผู้ที่มีอาการแล้ว ก็อย่าสิ้นหวังหรือหมดกำลังใจและไม่ควรปฏิเสธการรักษาโดยไม่มีเหตุผลอัน สมควร เนื่องจากปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก การรักษาทั้งในแง่การผ่าตัด ให้ยา หรือฉายแสงรักษานั้นมีประสิทธิภาพอย่างมาก ที่สำคัญท่านจะต้องไม่ลืมดูแลรักษาตนเอง