วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

ดนตรีเพื่อสุขภาพ (ตอนที่1)

เมื่อพูดถึงเรื่องดนตรี เรามักเกิดความรู้สึกที่ดี เพราะดนตรีต่อให้เกิดความสุข ความบันเทิงใจได้ง่าย สมัยก่อนเรารู้จักดนตรีในแง่สุนทรียศาสตร์และการศึกษา และจะหาชมดนตรีได้ไม่ง่ายนัก แต่ในปัจจุบัน เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ เราสามารถหาชมดนตรีได้ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ค้นพบว่า ดนตรีสามารถใชัรักษาความเจ็บป่วยของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต ดนตรีเป็นศิลปะที่อาศัยเสียงเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ไปสู่ผู้ฟัง เป็นความสุนทรีย์ที่ถ่ายทอดด้วยจิตใจและพลังความคิด ก่อให้เกิดความสุข ความซาบซึ้ง ความประทับใจได้ตามระดับการรับรู้ของแต่ละคน ดนตรีเป็นศิลปะที่ง่ายต่อการสัมผัส มีคนเคยกล่าวว่าดนตรีเป็นภาษาสากลเพราะสามารถเป็นสื่อความรู้สึกของชนทุกชาติได้ ดังนั้นคนที่โชคดีมีประสาทรับฟังเป็นปกติ ก็สามารถหาความสุขจากการรับฟังดนตรีได้

นักวิทยาศาสตร์พบว่าเสียงดนตรีจะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในเรื่อง อัตราการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การตอบสนองทางม่านตา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนผลทางจิตใจก็คือ ดนตรีสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สติ ความนึกคิด

องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้ดนตรีเป็นที่ชื่นชอบ ก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้สัมผัส ได้แก่ จังหวะ ทำนอง ความดัง และคุณภาพของเสียง (ความกังวาลและสีสัน) เราจึงต้องศึกษาทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบที่สำคัญเหล่านี้เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์
1.จังหวะหรือลีลา (rhythm) หมายถึง การเคลื่อนไหวของเสียงในช่วงเวลาหนึ่ง หรือความสั้นยาวของเสียง จังหวะเป็นหัวใจสำคัญของดนตรี ความเร็ว-ช้า และชนิดของจังหวะ มีอิทธิพลต่อผู้ฟังมากที่สุด สามารถกระตุ้นกลไกการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย และทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ได้ เช่น จังหวะที่เร็ว จะกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นเร้าใจ ทำให้ชีพจรเต้นเร็วขึ้น จังหวะที่ช้าจะทำให้เกิดความรู้สึกสงบ เยือกเย็น ชีพจรช้าลง จังหวะปานกลางหรือจังหวะที่มีอัตราความเร็วใกล้เคียงกับอัตราการเต้นของหัวใจในภาวะปกติ คือ ประมาณ 70-80 ครั้งต่อนาที จะทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สบาย ส่วนชนิดของจังหวะ เช่น จังหวะมาร์ช จะช่วยทำให้เกิดพลัง ใช้ปลุกระดมพลได้ จังหวะร็อค จะทำให้เกิดความตื่นเต้น จังหวะช่าช่าช่า รุมบ้า จะทำให้เกิดความรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน จังหวะสโล จะทำให้เกิดความรู้สึกสงบ เป็นต้น เมื่อทราบดังนี้ เราสามารถนำจังหวะของดนตรีมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ทำให้เกิดสมาธิ ความสงบ เกิดพลังกาย เกิดกำลังใจ เป็นต้น โดยเลือกเพลงที่มีจังหวะสอดคล้องกับความต้องการของเรา เช่นเมื่อเราต้องการพักผ่อน เราควรเลือกเพลงที่มีจังหวะช้า เมื่อเราต้องการออกกำลังกาย ควรเลือกเพลงที่มีจังหวะค่อนข้างเร็ว เป็นต้น

2. ทำนองเพลง (melody) เกิดขึ้นจากการนำระดับเสียงสูง-ต่ำ มาผสมผสานกับจังหวะ โดยคำนึงถึงความสั้นยาวของเสียแต่ละเสียง ให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน อย่างมีศิลปะ ระดับเสียง หมายถึง เสียงสูง-ต่ำ ที่มีความถี่เป็นรอบต่อหนึ่งวินาที มีหน่วยเป็น เฮิร์ทซ์ (hertz) เสียงที่มีความถี่สูง คือเสียงสูง เสียงที่มีความถี่ต่ำคือเสียงต่ำ มนุษย์เราสามารถฟังเสียงที่มีความถี่ตั้งแต่ 20-20,000 เฮิร์ทซ์ เสียงพูดคุยธรรมดามีความถี่ประมาณ 85-1,100 เฮิร์ทซ์ เสียงจากเครื่องดนตรี อาทิ เปียโน มีความถี่ตั้งแต่ 30-4,100 เฮิร์ทซ์ เสียงไวโอลิน 200-2,650 เฮิร์ทซ์ ระนาดเอก 144-960 เฮิร์ทซ์ แต่เสียงที่มีขนาดความถี่ปานกลาง คือระดับประมาณ 440 เฮิร์ทซ์ เช่น เสียงร้องของเด็กแรกเกิด เป็นต้น
เสียงระดับต่ำมาก จะกระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัว อึดอัดไม่มั่นใจ
เสียงระดับต่ำ จะทำให้เกิดความรู้สึกสงบ
เสียงระดับปานกลาง จะทำให้เกิดความรู้สึกสบาย
เสียงระดับสูง จะทำให้เกิดความตื่นเต้นเร้าใจหรือเหนื่อยได้ เพราะมีผลต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อซึ่งสัมพันธ์กับระบบประสาทซิมพาเททิค เช่น เสียงเครื่องเจาะถนน

ทำนองเพลง จะทำให้เกิดอารมณ์ชัดเจนกว่าจังหวะ ก่อให้เกิดความประทับใจเช่นเดียวกับ เนื้อร้อง ทำนองช่วยทำให้คนตรีนั้นน่าฟังยิ่งขึ้น เพราะทำให้เกิดอารมณ์ได้หลากหลาย เช่น ทำนองร่าเริงสนุกสนาน ทำนองสดชื่นแจ่มใส ทำนองอ่อนหวานละมุนละไม หรือทำนองเศร้าสร้อย สงบ เป็นต้น ในช่วงเวลาที่เราเกิดความเจ็บป่วย อารมณ์ของเราไม่ปกติ ไม่สดชื่นแจ่มใจ เพราะความเจ็บป่วยทางกายส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยทางใจ เป็น วัฏจักรต่อเนื่องกัน ดังนั้น ถ้าหากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดช่วยทำให้อารมณ์ของเราดีขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้ความเจ็บป่วยทางกายลดลงได้ เสียงดนตรีที่มีคุณภาพได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถสร้างความสุข สบายใจ เสียงดนตรีจึงเปรียบเสมือนยาป้องกันโรคได้ชนิดหนึ่ง มีคนเคยกล่าวว่า การที่มีเสียงดนตรีรอบบ้าน เปรียบเสมือนมีอาหาร และวิตามินที่ช่วยทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงได้

3. ความเข้มของเสียง หรือความดัง-ค่อย (intensity) ปริมาณความเข้มของเสียงที่วัดได้มีหน่วยเป็น เดซิเบล มนุษย์เราสามารถรับฟังเสียงได้ตั้งแต่ 0-120 เดซิเบล เสียงพูดคุยธรรมดาประมาณ 50-60 เดซิเบล เสียงที่จัดว่าเริ่มดัง คือ 80 เดซิเบล ถ้าฟังนานๆจะก่อให้เกิดความเครียด เช่น เสียงจราจรหนาแน่นบนท้องถนน (80) เสียงเครื่องจักรในโรงพิมพ์ (100) เสียงเครื่องเจาะถนนที่ใช้ลม (90) เสียงฟ้าร้องหรือเสียงเครื่องบินไอพ่น (100) เสียงที่ดังมากกว่า 100 เดซิเบล มีแนวโน้มจะทำให้เกิดอันตรายต่อประสาทรับฟัง หูชั้นใน ทำให้ปวดหู แก้วหูแตก กลายเป็นหูหนวกได้ เช่นเสียงเครื่องบินเจ็ท (130 เดซิเบล) เสียงฟ้าผ่าระยะใกล้ (120 เดซิเบล) ผลจากการตรวจสภาพการได้ยินของตำรวจจราจรที่ทำงานบนท้องถนน พบว่าส่วนใหญ่มีปัญหาประสาทรับฟังเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ นอกจากนี้เสียงที่ดัง มีผลทำให้เกิดการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อได้ และเสียงที่ดังคงที่นานๆ จะมีผลทำให้เกิดความเมื่อยล้าได้

4. คุณภาพของเสียง (ความกังวาล ความชัดเจน สีสัน) เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ดนตรีนั้นมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ความกังวาล ความชัดเจนของเสียงมนุษย์ ขึ้นกับกล่องเสียง อวัยวะช่วงลำคอ ปาก จมูก น้ำเสียงที่กังวาลใสชัดนุ่มนวล จะทำให้ผู้ฟังเกิดความสบายกายสบายใจ ได้ ส่วนสีสันของเครื่องดนตรีขึ้นกับวัสดุ รูปแบบของเครื่องดนตรี รวมทั้งการเกิดของเสียงดนตรีด้วยวิธีการต่างๆ คุณภาพของเสียงเป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดให้ผู้ฟังชื่นชอบหรือไม่ เครื่องดนตรีประเภทต่างๆ ก็มีคุณภาพของเสียงที่แตกต่างกัน การเลือกเล่นเครื่องดนตรีชนิดใด ขึ้นกับวัตถุประสงค์และความพึงพอใจของผู้เล่น เช่น ขิม กีตาร์ เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงกังวาล ไพเราะ วิธีการเล่นต่างกัน ขิมให้ดี ส่วนกีตาร์ใช้ดีด การเล่นขิมจะช่วยทำให้เกิดสมาธิ เมื่อบรรเลงเพลงที่ไพเราะ ด้วยจังหวะที่ช้า จะทำให้เกิดความสงบผ่อนคลาย ส่วนกีตาร์ช่วยทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ผ่อนคลายความตึงเครียด อังกะลุงใช้เขย่า มีเสียงดังอึกทึก ช่วยทำให้เกิดความแข็งแกร่ง เปียโน ช่วยทำให้เกิดจินตนาการได้มากเพราะมีระดับเสียงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีที่ใช้รักษาโรคต่างๆ เช่น กลอง ใช้กับคนไข้โรคจิตบางชนิด ไวโอลิน ฟลุต เปียโน ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดบางชนิดได้ เช่น ปวดศีรษะ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าดนตรีมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ ก่อให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสนใจ และ นำดนตรีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และ ปลอดภัย

'อกหักไม่ยักตาย' พบวิธีรักษาคนอกหักให้หายกลับคืนเป็นปกติ

วารสารวิชาการ “โรคหัวใจ” ของสหรัฐฯแจ้งว่า คณะนักวิจัยของโรงพยาบาล 2 แห่งที่เมืองโปรวิเดนซ์ สหรัฐ-อเมริกา ได้พบหนทางรักษาคนอกหักให้หายเป็นปกติได้

ผู้ป่วยทั้ง 70 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีที่เห็นว่ามีอาการหนักอยู่ถึง 1 ใน 5 ราย ต่างมีอาการดีขึ้น หลังจากที่ได้ให้ยาแอสไพรินหรือยารักษาโรคหัวใจขนานใดขนานหนึ่ง แพทย์ลงความเห็นว่าอาการโรคเกิดขึ้น เนื่องจากความพลุ่งพล่านของฮอร์โมนที่ทำให้เครียด

นักวิจัยการแพทย์ญี่ปุ่น เป็นผู้ค้นพบอาการของโรคนี้ ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อราวต้นทศวรรษของปี พ.ศ.2533

แม้ว่าอาการ จะดูเหมือนกับอาการหัวใจวาย เช่น ปวดหน้าอก และหอบ แต่จะเป็นอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น และรักษาให้กลับคืนเป็นปกติได้ หากว่ารีบปฏิบัติโดยเร็ว
คนไข้เหล่านั้นมากถึงร้อยละ 67 มีประวัติว่า เผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนร่างกายและจิตใจบางอย่างมาก่อน เช่น ได้รับข่าวร้ายของสมาชิกในครอบครัว การโต้เถียงกันในครอบครัว การเจ็บหนัก หรือประสบอุบัติเหตุรถยนต์ มีคนไข้อยู่ 6 คนถึงกับมีอาการช็อกอันเนื่องมาจากหัวใจ และอีก 3 รายหัวใจเต้นผิดปกติซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างฉุกเฉิน.


ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

ไข้สมองอักเสบ








1. โรคไข้สมองอักเสบมีอาการอย่างไร
ตอบ โรคไข้สมองอักเสบจัดเป็นโรคติดเชื้อ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เนื้อสมองอักเสบก็มีมากมาย อาทิ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย แต่วันนี้เราจะพูดถึงการอักเสบของเนื้อสมองจากเชื้อไวรัสที่เกิดจากยุงกัด

2. สาเหตุเกิดขึ้นจากอะไรบ้าง
ตอบ เนื้อสมองอักเสบอาจเกิดขึ้นจากเชื้อหลายชนิด เชื้อไวรัสเองก็มีหลายตัว เช่น พิษสุนัขบ้า คางทูม ความผิดปกติของทางเดินอาหาร เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคต่างๆเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดเนื้อสมองอักเสบได้ แต่ไข้สมองอักเสบที่อันตรายร้ายแรงที่อาจจะเสียชีวิต เกิดจากเชื้อไวรัสแจแปนิส เอ็นเซป โฟโรติน ซึ่งเชื้อเองตามธรรมชาติก็จะอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุกร ยุงจะเป็นพาหะนำมาสู่คน ในตัวสุกรเองถ้าเป็นสัตว์ที่มีอายุ ตัวสัตว์เองก็จะมีภูมิต้านทานพอสมควร เพราะฉะนั้น ถ้ามีไวรัสอยู่ในตัวก็จะโดนควบคุมไม่ให้มีปริมาณมาก ส่วนสุกรที่เป็นลูกสุกร ภูมิต้านทานไม่ค่อยดี เมื่อโดนยุงกัด แล้วมีเชื้อไวรัส ไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อมาสู่ยุงและไปสู่คน ในลำดับต่อไป ที่สำคัญ ในตัวมนุษย์เองหลังจากที่โดนยุงกัดมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวมีอาการเจ็บป่วย ปริมาณไวรัสในเลือดน้อยมากไม่สามารถเพาะเชื้อได้ ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นโรคติดต่อก็จะไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง เป็นโรคที่ต้องมีพาหะ เชื้อจะต้องมาจากสัตว์

3.ส่วนใหญ่มักจะระบาดในช่วงใดมากที่สุด
ตอบ เนื่องจากเป็นโรคที่มียุงเป็นพาหะ จึงมักพบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน ปริมาณ ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม แต่จริงๆแล้วโรคไข้สมองอักเสบสามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่พบมากในช่วงฤดูฝน


4. ในปัจจุบันพบผู้ป่วยบ่อยมากเพียงใด
ตอบ เนื่องจากผู้ป่วยที่โดนยุงกัดแล้วมีเชื้อไข้สมองอักเสบเข้าไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่า จะป่วยทุกคน ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของคนที่ถูกยุงกัด ด้วย คนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการของโรค ก็คือ เด็กเล็กที่มีภูมิต้านทานน้อย ส่วนผู้ที่มีอายุมากขึ้น มักจะเคยเจอเชื้อมาแล้วจากการโดนยุงกัดในอดีตแล้วร่างกายกำจัดเชื้อไปได้ มีภูมิต้านทานเพราะฉะนั้นคนที่มีอายุมากขึ้นก็จะมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยน้อยลง และอาการของผู้ป่วยหลังจากที่ได้รับเชื้อเข้าไปก็มีความแตกต่างกันตั้งแต่ได้รับเชื้อแล้วไม่มีอาการเลย จนถึงมีอาการป่วยเล็กน้อย เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวแยกยากกว่าการติดเชื้อไวรัสตัวอื่นๆ จนมีอาการรุนแรง เช่น ซึมลง ไม่รู้สึกตัว หรือ เสียชีวิต เพราะฉะนั้นจำนวนผู้ป่วยการรายงานจากกระทรวง ถ้าเป็นผู้ป่วยทีมีอาการมาก ประมาณเดือนละ 20-50 ราย ซึ่งจะเห็นว่ามีจำนวนไม่มาก

5. วิธีสังเกตลักษณะอาการเบื้องต้น
ตอบ อาการระยะแรกหลังจากรับเชื้อ สำหรับผู้ที่มีภูมิต้านทานไม่ค่อยดี อาการแรกที่เจอ ก็มักจะมีไข้ ปวดศีรษะในรายที่ได้รับเชื้อเข้าไปในปริมาณมาก รับเชื้อเข้าไปในเด็กเล็ก โอกาสที่จะมีอาการทางสมองก็มากขึ้น เช่น มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ลุกลี้ลุกลน สับสน ถ้ามีอาการอักเสบของเนื้อสมองมากขึ้น การทำงานของสมอง อาจจะมีอาการชักได้ และอาจจะมีอาการซึมลงหรือไม่รู้สติ บางรายอาจจะมีความผิดปกติของการทำงานของระบบทางเดินหายใจ หายใจไม่พอ

6. วิธีการวินิจฉัยเบื้องต้นเป็นอย่างไร
ตอบ ในผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ มีอาการเล็กน้อย เช่น ไข้ ปวดศีรษะ มีสติดี แพทย์ก็จะให้การรักษาตามอาการ เนื่องจากไวรัสตัวนี้ ยังไม่มียาที่จะรักษษโดยเฉพาะ การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการ เพื่อลดอาการเจ็บป่วย อาการทุกข์ทรมานให้คนไข้ แต่ในรายที่มีอาการมากขึ้นโดยเฉพาะมีภาวะการรู้สติผิดปกติไป ซึ่งอาจจะมีโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายๆกัน และเป็นโรคที่ให้การรักษาแทบทุกวัน เช่นมีอาการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองจากเชื้อแบคทีเรีย ก็มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจกันเพิ่มเติม การเอาตรวจจากคนไข้ คนไข้ที่มีอาการทางสมอง ก็คือ การเจาะเอาน้ำช่วงเยื่อหุ้มสมองมาตรวจ

7. โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ตอบ อย่างที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น ผู้ป่วยสามารถหายขาดได้ แต่เป็นส่วนน้อย ถ้ามีอาการรุนแรงแล้ว โดยปกติเชื้อไวรัสกลุ่มนี้จะกำจัดได้ด้วยภูมิต้านทานของตัวเอง การรักษาในโรงพยาบาล ถ้าเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ลดอาการที่จะทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการมากต้องเข้าห้อง ICU พวกนี้อาจจะต้องใช้เครื่องหายใจ มีการใส่ท่อ/สายยางในตัวผูป่วยหลายตำแหน่ง ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อแทรกซ้อนระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะฉะนั้น การรักษาของแพทย์ก็คือ การประคับประคองให้ผู้ป่วยมีการหายใจที่เพียงพอ เมื่อสมองฟื้นกลับคืนมา หายใจได้เองก็จะถอดเครื่องช่วยหายใจออก และป้องกัน.โรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล การให้ยากันชัก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยชัก เพราะการชักแต่ละครั้งก็จะยิ่งทำให้เซลล์สมองตายเพิ่มขึ้น

8. เนื่องจากโรคนี้มักพบบ่อยในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก จะมีผลต่อสมองและการรับรู้ของเด็กด้วยหรือไม่
ตอบ ถ้าในรายที่เป็นมากแล้วมีความพิการหลงเหลือก็จะทำให้ระดับสติปัญญาลดลง เช่น ระดับ IQ อาจจะลดลง เพราะฉะนั้น ถ้าป้องกันไม่ให้เป็นได้จะดีที่สุด

9. วิธีการป้องกันควรทำอย่างไร
ตอบ เนื่องจากเป็นโรคติดต่อสู่คน โดยมีพาหะ คือยุง ถ้าไม่โดนยุงกัดก็จะไม่เป็นโรคนี้ เพราะฉะนั้น ต้องตัดวงจรไม่ให้เชื้อมาสู่ตัวเราได้ ก็คือ ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงให้มากที่สุด เช่น อย่าให้มีน้ำท่วมขัง ป้องกันไม่ให้ยุงเข้ามาในที่ที่เรานอน เพราะยุงมักจะกัดในเวลากลางคืน ก็ควรนอนในที่มีมุ้งกาง มีมุ้งลวด นอกจากนั้นก็อาจจะมีสเปรย์ฉีดฆ่ายุง ก็จะเป็นวิธีป้องกันพาหะไม่ให้น้ำเชื้อเข้ามาสู่ตัวเรา ส่วนการป้องกันอีกวิธีหนึ่งก็คือ การเพิ่มภูมิต้านทานในตัวเราเอง อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่าผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคไข้สมองอักเสบก็คือในเด็กเล็ก ซึ่งในปัจจุบันถึงแม้อาจจะไม่มียารักษาโรค แต่เราก็มีวัคซีนที่จะฉีดป้องกัน ซึ่งวัคซีนปัจจุบันจะต้องฉีด 3 เข็ม ปัจจุบันจะมีอยู่ในตารางหรือสมุดการฉีดวัคซีนของเด็ก

10. ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ตอบ ถึงแม้โรคไข้สมองอักเสบ จะไม่มียาที่จะใช้รักษาในปัจจุบัน แต่เป็นโรคที่ป้องกันได้ วิธีป้องกัน คือ
1. พยายามทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
2. นอนในสถานที่มิดชิดป้องกันยุงกัด
3. ในเด็กเล็กก็ควรจะต้องฉีดวัคซีนตามกำหนด

เอดส์กับวัณโรค

1. เอดส์กับวัณโรคเกี่ยวข้องกันอย่างไร
ตอบ ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจว่า ต้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ที่ยังไม่มีอาการแสดงของโรคเอดส์จากผู้ป่วยที่เป็นเอดส์เต็มขั้น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี จะมีโอกาสนเป็นวัณโรคได้ง่ายกว่าปปกติ 20-30 เท่า และเมื่อเป็นแล้วก็อาจจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าในคนที่ปกติได้ด้วย ปัจจุบันเราเริ่มพบว่าเชื้อวัณโรคของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี เริ่มดื้อยามากกว่าคนทั่งไป

2. ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี จะพบโรควัณโรคระยะใด

ตอบ ในบ้านเราเองเนื่องจากยังมีความชุกของวัณโรคค่อนข้างสูง ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไววี จึงสามารถพบวัณโรคได้ในทุกระยะ เพียงแต่ถ้าเมื่อการติดเชื้อลุกลามไปจนเป็นเอดส์เต็มขั้นก็ยิ่งพบวัณโรคได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นๆอีกหลายชนิด ทั้งนี้เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเกิดการสูญเสียไปมาก

3. มีลักษณะอาการอย่างไร ลักษณะอาการแตกต่างๆจากวัณโรคทัวไปหรือไม่
ตอบ ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวี ร่วมด้วยจะมีความแตกต่างไปจากกคนปกติบ้าง ได้แก่ มีไข้ยาวนานกว่า มีน้ำหนักตัวลดลงมากกว่าและมีการแพร่กรกะจายของวัณโรคปอดไปยังอวัยวะอื่นๆ มากกว่า เช่น เยื่อหุ้มสมอง กระดูก หรือ ต่อมน้ำเหลือง ส่วนอาการอื่นๆ เช่น ไอ ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก ก็จะมีเหมือนกับคนทั่วไป

4. การวินิจฉัยวัณโรคจะยุ่งยากมากกว่าคนธรรมดาหรือไม่
ตอบ เนื่องจากที่กล่าวมาแล้วว่าผู้ป่วยเอดส์จะมีโอกาสติเชื้อฉวยโอกาสอื่นๆ นอกจากวัณโรคได้อีกมาก ดังนั้นการวินิจฉัยวัณโรคในผู้ป่วยนี้จึงมักจะยากกว่าคนปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเอกซ์เรย์ปอดก็จะมีความผิดปกติได้หลายรูปแบบ การตรวจย้อมเชื้อวัณโรคในบางระยะของโรคอาจจะพบได้น้อยกว่าคนธรรมดา และบางวครั้งเชื้อที่ย้อมพบอาจเป็นเชื้ออื่นที่ไม่ใช่วัรโรคแต่เห็นเป็นลักษณะแบบเดียวกันได้ ซึ่งต้องอาศัยการเพาะเชื้อจึงจะแยกกันได้อย่างแน่นอน

5. ถือเป็นโรคติดต่อเหมือนวัณโรคที่เป็นในคนทั่วไปหรือไม่
ตอบ ไม่ว่าจะเป็นวัณโรคในผู้ป่วยกลุ่มใดก็ตาม ก็จะสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้โดยการ ไอจาม หรือ การออกเสียงต่างๆที่ทำให้เกิดละอองเสมมะที่มีเชื้อวัณโรคติดอยู่และฟุ้งกระจายออกไป เมื่อคนเราหายใจเอาละอองเสมหะนี้เข้าไปในปอด ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อและอาจเป็นโรคตามมาได้

6. การรักษาวัณโรคในปัจจุบันเป็นอย่างไร
ตอบ ปัจจุบันการรักษาวัณโรคจะเป็นแบบแผนเดียวกันทั้งประเทศตามแผนการควบคุมวัณโรคแห่งชาติแต่อาจจะมีความแตกต่างในรายละเอียดบ้างขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปจะเลือกใช้เลือกสูตรการรักษาระยะสั้นมาตราฐาน 6 เดือน ประกอยด้วยตัวยา 4 ชนิด ใน 2 เดือนแรก และเหลือแค่ 2 ชนิดในช่วง 4 เดือนหลัง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือคนธรรมดาก็จะรักษาเหมือนกัน

7. สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ตอบ ถ้าผู้ป่วยรับการรักษาจนครบกำหนดและเชื้อไม่ดื้อยา ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีก็จะมีโอกาสหายหายขาดได้มากกว่าร้อยละ 95 เหมือนกับคนทั่วไป แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ คือ ผู้ป่วยที่แพ้ยาได้ง่าย และมักจะไม่มารับการรักษาสม่ำเสมอจนครบหรือมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่องหรือสิ้นสุดก่อนกำหนด กลยุทธสำคัญที่นำมาใช้ในการช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค ไม่ว่าจะติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยหรือไม่มารับการรักษาต่อเนื่องจนครบ ก็คือเรียกว่า ซึ่งหมายถึง การรักษาวัณโรคภายใต้การกำกับดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอโดยอาศัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาสาสมัครสาธารณสุข หรือ ญาติของผู้ป่วยเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งถ้าเป็นสถานบริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครหรือของกระทรวงสาธารณสุข ผู้ป่วยจะไม่ต้องเสียค่ายาหรือค่าใช่จ่ายอื่นๆบางรายการ

8. การดูแลผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคทั่วไปรวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นเอดส์และวัณโรค
ตอบ การดูแลผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคทั่วไป ประกอบด้วย
- ให้รับประทานยาสม่ำเสมอ และถูกต้องตามคำสั่งแพทย์ คอยสังเกตผลข้างเคียงที่เกิดจากยาวัณโรคตามคำแนะนำเพื่อจะได้รีบ หยุดยาชั่วคราวก่อนที่จะเป็นรุนแรง
- รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ พักผ่อนให้เพียงพอ
- ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่นเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือ จนกว่าอาการไอจะลดลงมากหรือหายไป
- ปิดปากและจมูกเวลาที่ไอจาม บ้วนเสมหะในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดแล้วรวบรวมไปทิ้งขยะหรือเททิ้งในห้องห้องน้ำ
- ไปรับการตรวจตามกำหนดจนกว่าแพทย์จะหยุดสั่งยา

9. ผู้ป่วยที่เป็นเอดส์แล้วเป็นวัณโรคคนปกติจะได้รับเชื้อเอดส์ด้วยหรือไม่หรือติดต่อเฉพาะเชื้อวัณโรคอย่างเดียว
ตอบ ผู้ป่วยเอดส์ที่เป็นวัณโรคร่วมด้วยจะแพร่เชื้อวัณโรคให้กับคนอื่นได้เหมือนกับผู้ป่วยวัณโรคทั่วไปสำหรับการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจะเป็นไปตามธรรมดา คือ ติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ และถ่ายทอดจากแม่ไปสู่ลูกขณะตั้งครรภ์

10. ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ตอบ คำแนะนำที่อยากจะฝากไว้ก็คือ ถ้ามีอาการ ไอ หรือ เป็นไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป โดยไม่พบสาเหตุจากโรคอื่นควรไปรับการตรวจกับแพทย์ว่าเกิดจากวัณโรคได้หรือไม่ ถ้าพบเชื้อวัณโรคแล้ว ปัจจุบันการรักษาค่อนข้างได้ผลดีและใช้เวลาไม่นานมากเหมือนแต่ก่อนขอเพียงแต่ให้ได้รับประทานยาสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์กำหนด สำหรับคนที่ทราบว่าติดเชื้อเอชไอวีอยู่แล้วควรพยายามหลีกเลี่ยงผู้ที่มีอาการสังสัยวัณโรคหรือกำลังรักษาวัณโรคอยู่ และไม่พยายามเข้าไปในสถานที่ที่มีการกระจายของ
เชื้อวัณโรคได้ง่าย เช่น สถานบันเทิงที่ระบบถ่ายเทอากาศไม่ดีและไม่มีแสงสว่างเพียงพอ

ยาต้านไวรัส HIV

FDA ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองยา 11 ชนิดสำหรับใช้เป็นยาต้านไวรัส HIV และยาอีก 22 ชนิด ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มยาปฏิชีวนะ, ยาต้านเชื้อรา, ยาเสริมภูมิต้านทาน และอื่นๆ มาใช้ร่วมกันในการรักษาเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรค AIDS ตั้งแต่ก่อนปี 1997 และจากการประชุม World AIDS conference ครั้งที่ 12 ที่เมือง Geneva เมื่อ 1998 ได้ให้การรับรองยาใหม่ในกลุ่ม non-nucleoside reverse transcriptase ชื่อ efavirenz เป็นสมาชิกใหม่ในกลุ่มยาต้านเชื้อ HIV การรักษา ซึ่งเป็นที่ยอมรับ

ในปัจจุบันนิยมใช้ยาเป็นชุด ( combination )โดยมียาตั้งแต่ 3 ชนิดร่วมกันต่อสู้กับเชื้อ HIV มักเป็นยาที่ออกฤทธิ์ด้วยกระบวนการที่ต่างกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดจำนวนเชื้อ HIV ที่จะเกิดขึ้นใหม่ เนื่องจากเหตุผลที่ว่าจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพราะเชื้อ HIV มีการแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆ คือเชื้อ HIVมีการผ่าเหล่า ( mutation ) ดังนั้นในผู้ป่วยคนเดียวกันจะมีเชื้อ HIV ที่มีโครงสร้างแตกต่างกัน และแน่นอนว่าไวรัสที่เกิดใหม่บางตัวสามารถทนต่อยาที่เคยให้หรือที่เรียกว่าเกิดดื้อยา นอกจากนี้การเลือกชนิดของยามาใช้ร่วมกันยังต้องคำนึงถึงฤทธิ์ข้างเคียงของยาด้วย เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่ายาต้านไวรัส HIV ที่ใช้ยังมีข้อจำกัดหลายประการเช่นใช้ได้เฉพาะในกรณีที่เชื้อ HIV ยังอยู่ภายในเซลล์ คือไม่สามารถจัดการกับเชื้อในกระแสเลือดได้ ( ในวงจรชีวิตของเชื้อ HIV ต้องการทรัพยากรภายในเซลล์มาสร้างลูกหลานและจึงค่อยออกไปนอกเซลล์อีกครั้ง ) และข้อจำกัดที่ต่อเนื่องกันคือเมื่อยาออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่ติดเชื้อแล้วก็ยังมีผลไปถึงเซลล์ร่างกายที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย เช่น เซลล์ไขกระดูกหรือเซลล์ประสาท เป็นต้น เราเรียกการเกิดผลที่เราไม่ต้องการนี้ว่าผลข้างเคียง ( side effects ) ของยา ซึ่งจะเกิดผลต่อเซลล์ชนิดไหน หรือรุนแรงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับยาแต่ละชนิดที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการคัดเลือกยามาเข้าชุดกันนั้นจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่นำยาที่มีผลข้างเคียงเหมือนกันมารวมกันซึ่งเท่ากับเป็นการนำผลเสียมาเพิ่มให้ผู้ป่วย
ในปัจจุบันยาต้านไวรัส HIVที่ใช้กันนั้น มีกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ nucleoside reverse transcriptase inhibitors (RTIs) ยกตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น AZT (Retrovir), DDI (Videx), DDC (Hivid), 3TC (Epivir), และ D4T (Zerit) กลุ่มที่สองคือ protease inhibitors (PIs) เช่น Indinavir (Crixivan), Nelfinavir (Viracept), Ritonavir (Norvir), Saquinavir จากรายงานการศึกษาล่าสุดพบว่า การให้ยาเพียงตัวเดียวไม่ว่าชนิดไหนก็ไม่มีพลังเพียงพอที่จะสามารถหยุดการแบ่งตัวของไวรัสได้ นอกจากนี้ยังเป็นการทำให้เกิดการดื้อยาอีกด้วย

ยาดังกล่าวทำหน้าที่โดย RTIs ออกฤทธิ์ในระยะเริ่มแรกคือหยุดไวรัสตั้งแต่ไวรัสเข้ามาในเซลล์และ PIs เข้าจัดการกับไวรัสในระยะหลังโดยป้องกันการสร้างลูกหลานที่สมบูรณ์ก่อนออกจากเซลล์ เมื่อให้ยาดังกล่าวทั้งสองพร้อมกันแล้ว ทำให้สามารถลดโอกาสที่ไวรัส HIV จะครอบครองร่างกายของผู้ป่วยไว้ แต่ไวรัส HIV ยังคงเปลี่ยนแปลงตัวเองจนสามารถมีชีวิตต่อไปแม้ผู้ป่วยยังได้ยาอยู่ ด้วยเหตุนี้เมื่อรวมเข้ากับผลข้างเคียงของยากลุ่ม PIs ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสูตรยาผสม โดยเก็บ PIs ไว้ก่อน แล้วมาพิจารณายาในกลุ่มที่สามคือ non-nucleoside reverse transcriptase ซึ่งออกฤทธิ์คล้ายกลุ่มแรกแต่ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน มียาที่ใช้อยู่ เช่น Delavirdine (Rescriptor), Efavirenz (Sustiva), Nevirapine (Viramune) ยาต้านไวรัส HIV ทั้ง 3 กลุ่มส่วนใหญ่อยู่ในรูปของยากินเพื่อความสะดวกในการบริหารยา เพียงแต่ว่าราคานั้นยังจัดว่าแพง ในขณะนี้เรากำลังรอรับฟังและติดตามผลการรักษาอยู่

สำหรับคำถามที่ว่านอกจากยาทั้ง 3 กลุ่มนี้ยังมียากลุ่มอื่นอีกไหมที่จะเป็นความหวังของผู้ป่วยที่ติดไวรัส HIV ก็ขอตอบเลยว่า มีอีกหลายกลุ่ม เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงมีรายงานมาให้ท่านทราบ และในความเป็นจริงผู้ป่วยโรค AIDS ทุกคนยังคงต้องการการดูแลรักษาสำหรับโรคที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งความเข้าใจผู้ป่วยในฐานะเป็นคน คนหนึ่ง

ฟันกับการรับประทานอาหาร

หนึ่งในปัจจัยสี่ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นของชีวิตคนเราก็คืออาหาร ร่างกายของเราต้องการ อาหารด้วยความจำเป็น เพื่อการเจริญเติบโต เพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการทำงาน เป็นต้น อาหาร ที่ร่างกายได้รับเข้าไปได้จากการเคี้ยวด้วยฟัน และการเคี้ยวอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล ย่อมจะต้องได้จากการมีฟันที่ดี สมบูรณ์และแข็งแรง

ฟันเป็นอวัยวะที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้เราใช้เคี้ยวอาหาร เป็นอวัยวะที่ต้องการความเอา ใจใส่ดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ การขาดความเอาใจใส่ดูแลรักษาฟัน อาจก่อให้ เกิดโรคขึ้นกับฟัน นำไปสู่การสูญเสียฟัน ซึ่งจะทำให้เราขาดอวัยวะสำหรับเคี้ยวอาหาร ร่างกายก็จะขาดอาหารที่ดีและมีประโยชน์ เกิดการเสื่อมและเสียสุขอนามัยของอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย เกิดปัญหา เกิดโรคขึ้นกับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย การดูแลรักษาฟันจึงจำเป็น แต่ถึงแม้จะดูแลให้ดีเพียงใดก็ตาม ฟันก็อาจเกิดโรคขึ้นได้เนื่องจากโรคฟัน อันได้แก่ โรคฟัน ผุ และโรคเหงือกอักเสบ เกิดขึ้นเพราะความสกปรกในปากของเราเอง

หลังอาหารทุกมื้อ ไม่ว่าเราจะกินอาหารอะไรก็ตาม มักจะมีเศษอาหารเหลือค้างอยู่ใน ช่องปาก จับเป็นคราบบนผิวฟันและซอกฟันเสมอ ซึ่งเราเรียกกันว่า คราบอาหารหรือ พลัค คราบนี้เองเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคฟัน โดยเหตุที่ มักเกิดปฏิกิริยากับเชื้อแบคทีเรีย ในช่องปากได้ แล้วทำให้เกิดมีกรดขึ้นในน้ำลายกรดนี้เมื่อมีปริมาณมากขึ้น ๆ จนถึงระดับ หนึ่ง ก็จะกัดกร่อนผิวฟันและเนื้อฟันให้อ่อนยุ่ย เกิดเป็นรู ที่เรียกว่าโรคฟันผุ

อีกกรณีหนึ่งก็คือ คราบอาหารดังกล่าวจะมีปฏิกิริยากับแคลเซียม ในน้ำลายซึ่งร่างกาย ขับออกมาตามปกติ เกิดเป็นคราบหินปูน หรือหินน้ำลายแข็ง ๆ จับอยู่รอบ ๆ คอฟันบริเวณ ที่ติดกับขอบเหงือก คราบแข็งที่ว่านี้จะก่อให้เกิดการระคายกับเนื้อเยื่อขอบเหงือก เกิดเป็น แผล ทำให้มีเลือดออกซึมจากเหงือกขณะแปรงฟันหรือเคี้ยวอาหาร อาจมีอาการรุนแรงมาก ขึ้นจนเกิดการอักเสบ บวมแดง มีหนองเกิดขึ้นด้วย ซึ่งเป็นอาการของโรคเหงือกอักเสบ ที่รู้ จักกันทั่ว ๆ ไปว่า โรครำมะนาด หรือ โรคปริทนต์

ทั้งโรคฟันผุและโรครำมะนาด เป็นโรคที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านความเจ็บป่วย และปัญหาทาง ด้านการสูญเสีย กล่าวคือ ในด้านการเจ็บไข้หรือร่างกายมีโรค โรคทั้งสอง จะทำให้มีอาการปวดเจ็บทรมาน เกิดมีการอักเสบ มีการติดเชื้อ อาจเกิดเฉพาะบริเวณฟัน หรือเจ็บไปทั่วทั้งปาก บางครั้งบางคราวอาจลุกลามใหญ่โตแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ กลายเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคของระบบอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น ในด้านการสูญเสีย สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการสูญเสียฟัน เริ่มตั้งแต่พอมีฟันผุ ฟันเป็นรู ก็จะเกิดอาการเสียว อาการปวด เคี้ยวอาหารไม่ได้อย่างปกติ แม้จะบูรณะรักษาไว้ได้ แต่ก็อาจ เคี้ยวอาหารไม่ได้ดี ยิ่งถ้ามีอาการมากและรุนแรงจนรักษาไว้ไม่ได้ จำเป็นต้องถอนฟันออก เพื่อระงับหรือขจัดอาการก็จะยิ่งสูญเสียฟันไปอย่าวถาวร หมดทางแก้ การเคี้ยวอาหาร ก็ยิ่งลำ บากมากยิ่งขึ้น นอกจากการสูญเสียความสามารถในการเคี้ยวอาหารแล้ว การสูญเสียฟันยัง มีผลทำให้สูญเสียความสวยงามของใบหน้า, เสียบุคลิกภาพ, และการออกเสียงในการพูด ตามมอีก ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าโรคฟันเป็นโรคที่สำคัญ ควรระมัดระวังดูแลฟันอย่าให้เกิดโรค ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคฟันผุหรือโรครำมะนาดก็ตาม ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า คราบเศษอาหาร หรือ พลัค เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรค ฟัน คราบพวกนี้มาจากไหน ตอบได้เลยว่า ก็มาจากอาหารที่เรากินกันอยู่ทุกมื้อทุกวันนี่เอง ฟันจะดีมีความแข็งแกร่งหรือเกิดเป็นโรคฟัน ย่อมขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินกันอยู่เป็นประจำ ด้วย เราพบว่าอาหารบางชนิดจะส่งเสริมทำให้เกิดโรคฟันได้อย่างมาก แต่บางชนิดก็ไม่ทำ ให้เกิดโรคฟัน การเลือกกินอาหารให้ถูกทันตสุขอนามัย จะเป็นการช่วยลดปัญหาโรคฟัน ได้อย่างดี อาหารที่มีความสัมพันธ์กับฟันเป็นอย่างมาก ได้แก่ อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรท เป็น อาหารที่เรากินกันอยู่เป็นประจำแทบทุกมื้อ ทั้งคาวและหวาน ได้แก่อาหารจำพวกแป้งและ น้ำตาลทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ขนมเค็ก รวมไปถึงของหวานอื่น ๆ เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ชอกโกแลท ลูกกวาด เป็นต้น อาการพวกนี้มีลักษณะนุ่ม เคี้ยวง่าย แต่มักจะจับคลุมอยู่ตามซอกฟันหรือผิวฟัน เป็นคราบแฉะ ๆ ลื่น ๆ ไม่สะดุดความรู้สึกของ ลิ้น ทำให้เราไม่รู้ตัวว่าฟันของเราสกปรก บางชนิดก็มีลักษณะเหนียว เช่น ลูกกวาด ลูกอม ก็จะยิ่งจับผิวฟันได้แน่นขึ้นไปอีก ขนาดแปรงฟันแล้วยังหลุดออกไปไม่หมด อาหารพวกนี้เป็นอาหารที่เสริมให้เกิดโรคฟันผุได้ง่าย รวมไปถึงโรคของเหงือกด้วย ถ้ากินอยู่เป็นประจำ เพราะมันมีปฏิกิริยากับเชื้อแบคทีเรียในปาก เกิดเป็นกรดขึ้นในน้ำลาย ทำลายฟันให้เป็นรูผุ อีกทั้งยังเป็นที่จับของตะกอนแคลเซียมในน้ำลาย เกิดเป็นคราบหิน ปูนแข็ง ๆ รอบคอฟัน ก่อให้เกิดการระคายจนขอบเหงือกเป็นแผล เกิดเป็นโรคเหงือกอักเสบ อาหารพวกนี้จึงควรงด หรือลดปริมาณลง กินให้น้อย ๆ เท่าที่จำเป็น เมื่อกินแล้วต้อง นึกเสมอว่ามันจับติดฟันได้งายและแน่นเสียด้วย ต้องพยายามแปรงฟันขจัดออกให้หมดเท่าที่ จะทำได้ เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาก่อให้เกิดโรคฟันและเหงือก สำหรับอาหารที่ไม่ค่อยทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ ได้แก่ อาหารพวก โปรตีน ไขมัน ผักและผลไม้ อาหารโปรตีนก็คืออาหารพวก เนื้อ หมู เป็ด ไก่ ฯ อาหารพวกนี้ขณะกิน ต้องเคี้ยวช้า ๆ ต้องออกแรงเคี้ยว ใช้ฟันบดให้แหลกจึงจะกลืนได้ ทำให้ก้อนอาหารต้องถูก บด ไปกับผิวฟัน จึงเท่ากับเป็นการขัดผิวฟันไปด้วยในตัว ผักและผลไม้ เป็นอาหารทีมีใย มีกาก ขณะที่เคี้ยวกินใยของมันจะถูขัดไปกับผิวฟัน ช่วยให้ผิวฟันสะอาด
บางครั้งบางที อาหารเหล่านี้อาจตกลงไปติดอยู่ตามซอกฟันได้บ้าง แต่กากจะติดเป็น ก้อนโต และมีความแข็ง สะดุดความรู้สึกของลิ้น ทำให้เกิดความรำคาญ ต้องหาทางเขี่ยออก ส่วนผักและผลไม้ แม้จะมีความหวานอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ติดเป็นคราบบนผิวฟัน จึงไม่ก่อให้เกิด โรคของฟันและเงือก อาหารแข็งมักจะไม่ค่อยทำให้เกิดโรคฟัน เพราะขณะเคี้ยวมันจะถูไปกับฟัน และไม่ค่อย จับฟันเป็นคราบอาหารพวกนี้ได้แก่ ผักและผลไม้ เช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ เป็นต้น การเคี้ยว อาหารแข็งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความถึงของแข็ง เช่น กระดูก ก้ามปู ฯ ซึ่งถ้าเคี้ยว อาหารพวกนี้อาจเกิดอันตรายทำให้ฟันแตกบิ่นได้ง่าย ส่วนอาหารเหลว ซึ่งมักจะเป็นอาหาร จำพวกคาร์โบไฮเดรทนั่นเอง เช่น น้ำนม ขนมหวาน อาหารพวกนี้จับผิวฟันได้ง่าย และไม่ ค่อยรู้สึกตัว ทำให้เกิดโรคของฟันและเหงือกได้ง่าย โดยทั่ว ๆ ไป อุณหภูมิของอาหารจะไม่มีผลทำให้เกิดโรคของฟันและเหงือก แต่ถ้าเป็น อาหารที่ร้อนหรือเย็นจัดเกินไป ก็อาจกระตุ้นทำให้เกิดมีอาการเสียวหรือปวดฟันได้ ทางที่ดีจะกินอะไร ก็อย่าให้ร้อนจัดหรือเย็นจัดเกินไปจะดีที่สุด - ของหวาน ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคฟันและเหงือกได้ง่าย เพราะเป็นคาร์โบไฮเดรท เสียส่วนใหญ่ ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น - ของเค็ม ไม่มีปัญหาอะไรต่อฟัน - ของเปรี้ยว มักจะทำให้เสียวฟัน ได้แก่ผลไม้ดิบ ๆ เช่น มะม่วง มะปราง ฯ เนื่องจาก มีกรด ขณะเคี้ยวกรดจะจับอยู่บนผิวฟัน และซึมเข้าไปในเนื้อฟันได้บ้าง จึงทำให้เสียวฟัน แต่ก็ไม่ใช่ความผิดปกติที่จะต้องแก้ไขแต่อย่างใด เมี่อหยุดกินสักระยะ สภาพการณ์ที่ เกิดขึ้น ก็จะหายไปได้เอง

ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ คงจะทำให้ท่านเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ฟันกับอาหาร ที่รับประทานได้ดีและชัดเจนยิ่งขึ้น ความเข้าใจในเรื่องนี้ คงจะช่วยให้ท่านสามารถเลือกรับ ประทานอาหารที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดโรคฟันและเหงือกได้ถูกต้อง และคงจะรู้ว่าอาหารอะไร ที่จับติดผิวฟันได้ง่าย ส่งเสริมให้ฟันและเหงือกเกิดเป็นโรค เพื่อที่ท่านจะได้แปรงฟันขจัด ออก แม้ว่าท่านจะต้องรับประทานอาหารจำพวกนั้น

ที่มา ทพ.สมนึก วัฒนสุนทร

พาร์กินสัน กับผู้สูงอายุ

ร่างกายคนเราเมื่อเข้าสู่วัยชราก็เป็นธรรมดาที่โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ โรคที่เกิดได้แก่ "โรคพาร์กินสัน" ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางที่จะส่งผลให้เกิดอาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า

สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคพาร์กินสัน 1. ความชราภาพของสมอง มีผลทำให้เซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีน (เกิดจากกลุ่มเซลล์ประสาทที่มีสีดำที่อยู่บริเวณก้านสมอง โดยทำหน้าที่สำคัญในการสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหว) มีจำนวนลดลง โดยมากพบในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง และจัดว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุจำเพาะแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด 2. ยากล่อมประสาทหลัก หรือยานอนหลับที่ออกฤทธิ์กดหรือต้านการสร้างสารโดปามีน โดยมากพบในผู้ป่วยโรคทางจิตเวชที่ต้องได้รับยากลุ่มนี้เพื่อป้องกันการคลุ้มคลั่ง รวมถึงอาการอื่น ๆ ทางประสาท แต่ปัจจุบันยากลุ่มนี้ลดความนิยมในการใช้ลง แต่ปลอดภัยสูงกว่าและไม่มีผลต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน 3. ยาลดความดันโลหิตสูง ในอดีตมียาลดความดันโลหิตที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง จึงทำให้สมองลดการสร้างสารโดปามีน แต่ในระยะหลัง ๆ ยาควบคุมความดันโลหิตส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์นอกระบบประสาทส่วนกลาง แต่มีผลทำให้ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย จึงไม่ส่งต่อสมองที่จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสันต่อไป 4. หลอดเลือดในสมองอุดตัน ทำให้เซลล์สมองที่สร้างโดปามีนมีจำนวนน้อย หรือหมดไป 5. สารพิษทำลายสมอง ได้แก่ สารแมงกานีสในโรงงานถ่านไฟฉาย พิษจากสารคาร์บอนมอนนอกไซด์ 6. สมองขาดออกซิเจน ในกรณีที่จมน้ำ ถูกบีบคอ เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร เป็นต้น 7. ศีรษะถูกกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือโรคเมาหมัดในนักมวย 8. การอักเสบของสมอง 9. โรคทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากการที่มีอาการของโรคตับพิการร่วมกับโรคสมอง สาเหตุมาจากธาตุทองแดงไปเกาะในตับและสมองมากจนเป็นอันตรายขึ้นมา 10. ยากลุ่มต้านแคลเซียมที่ใช้ในโรคหัวใจ โรคสมอง ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้อาเจียนบางชนิด

การสังเกตอาการของโรคพาร์กินสัน โดยทั่วไป อาการจะแสดงออกมากน้อยแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ด้าน เช่น อายุ ระยะเวลาการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา แต่โรคชนิดนี้จะมีอาการที่แสดงออกที่เห็นได้ชัดคือ

1. อาการสั่น พบว่าเป็นอาการเริ่มต้นของโรคประมาณร้อยละ 60 - 70 ของผู้ป่วยจะมีอาการสั่น โดยเฉพาะเวลาที่อยู่นิ่ง ๆ จะมีอาการมากเป็นพิเศษ (4 - 8 ครั้ง / วินาที) แต่ถ้าเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมก็จะอาการสั่นลดลง หรือหายไป โดยมากพบอาการสั่นที่มือ และเท้า แต่บางครั้งอาจพบได้ที่คางหรือลิ้นก็ได้ แต่มักไม่พบที่ศีรษะ

2. อาการเกร็ง ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะแขน ขา และลำตัว ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวหรือทำงานหนักแต่อย่างใด

3. เคลื่อนไหวช้า ผู้ป่วยจะขาดความกระฉับกระเฉง งุ่มง่าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มต้นเคลื่อนไหว บางรายอาจหกล้มจนเกิดอุบัติเหตุตามมาได้ เช่น สะโพกหัก หัวเข่าแตก เป็นต้น

4. ท่าเดินผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีท่าเดินจำเพาะตัวที่ผิดจากโรคอื่น คือ ก้าวเดินสั้น ๆ แบบซอยเท้าในช่วงแรก ๆ และจะก้าวยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนเร็วมากและหยุดไม่ได้ทันที โอกาสที่จะหกล้มหน้าคว่ำจึงมีสูง นอกจากนี้ยังเดินหลังค่อม ตัวงอ แขนไม่แกว่ง มือชิดแนบลำตัว หรือเดินแข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์

5. การแสดงสีหน้า ใบหน้าของผู้ป่วยจะเฉยเมยไม่มีอารมณ์เหมือนใส่หน้ากาก เวลาพูดมุมปากจะขยับเพียงเล็กน้อย

6. เสียงพูด ผู้ป่วยจะพูดเสียงเครือ ๆ เบา ไม่ชัด หากพูดนาน ๆ ไป เสียงก็จะค่อย ๆ หายไปในลำคอ บางรายที่อาการไม่หนัก เมื่อพูดน้ำเสียงจะราบเรียบ รัว และระดับเสียงจะอยู่ระดับเดียวกันตลอด นอกจากนี้น้ำลายยังออกมาและมาสออยู่ที่มุมปากตลอดเวลา

7. การเขียน ผู้ป่วยจะเขียนหนังสือลำบาก ตัวหนังสือจะค่อย ๆ เล็กลงจนอ่านไม่ออก ส่วนปัญหาด้านสายตา ผู้ป่วยจะไม่สามารถกลอกตาไปมาได้คล่องแคล่วอย่างปกติ เพราะลูกตาจะเคลื่อนไหวแบบกระตุก โดยส่วนมากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีอาการแทรกซ้อน คือ ท้องผูกเป็นประจำ ท้อแท้ซึมเศร้า ปวดกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย

การรักษาโรคพาร์กินสันมี 3 วิธี คือ
1. รักษาด้วยยา ซึ่งแม้ว่ายาจะไม่สามารถทำให้เซลล์สมองที่ตายไปแล้วฟื้นตัวหรือกลับมางอกทดแทนเซลล์เดิมได้ แต่ก็จะทำให้สารเคมีโดปามีนในสมองมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของร่างกายได้ สำหรับยาที่ใช้ในปัจจุบัน คือ ยากลุ่ม LEVODOPA และยากลุ่ม DOPAMINE AGONIST เป็นหลัก (การใช้ยาแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยจากแพทย์ ตามความเหมาะสม)

2. ทำกายภาพบำบัด จุดมุ่งหมายของการรักษาก็คือ ให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่สภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติที่สุด สามารถเข้าสังคมได้อย่างดี มีความสุขทั้งกายและใจ ซึ่งมีหลักวิธีปฏิบัติง่าย ๆ คือ ก) ฝึกการเดินให้ค่อย ๆ ก้าวขาแต่พอดี โดยเอาส้นเท้าลงเต็มฝ่าเท้า และแกว่งแขนไปด้วยขณะเดินเพื่อช่วยในการทรงตัวดี นอกจากนี้ควรหมั่นจัดท่าทางในอิริยาบถต่าง ๆ ให้ถูกสุขลักษณะ รองเท้าที่ใช้ควรเป็นแบบส้นเตี้ย และพื้นต้องไม่ทำมาจากยาง หรือวัสดุที่เหนียวติดพื้นง่าย ข) เมื่อถึงเวลานอน ไม่ควรให้นอนเตียงที่สูงเกินไป เวลาจะขึ้นเตียงต้องค่อย ๆ เอนตัวลงนอนตะแคงข้างโดยใช้ศอกยันก่อนยกเท้าขึ้นเตียง ค) ฝึกการพูด โดยญาติจะต้องให้ความเข้าอกเข้าใจค่อย ๆ ฝึกผู้ป่วย และควรทำในสถานที่ที่เงียบสงบ

3. การผ่าตัด โดยมากจะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย และมีอาการไม่มากนัก หรือในผู้ที่มีอาการแทรกซ้อนจากยาที่ใช้มาเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น อาการสั่นที่รุนแรง หรือมีการเคลื่อนไหวแขน ขา มากผิดปกติจากยา ปัจจุบันมีการใช้วิธีกระตุ้นไฟฟ้าที่สมองส่วนลึกโดยผ่าตัดฝังไว้ในร่างกาย พบว่ามีผลดี แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้างในการพัฒนาฟื้นฟูด้านร่างกาย รวมถึงจิตใจ ดังนั้นหากท่านมีคนใกล้ชิดที่เป็นโรคชนิดนี้ จึงควรรีบนำมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรคอันจะนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อ

ที่มา ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์

โรคลมพิษ

โรคลมพิษ (Urticaria) เป็นโรคที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นนูนแดง ไม่มีขุย มีขนาดต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ 0.5-10 ซม. มีอาการคัน เกิดขึ้นเร็วและกระจายตามตัว แขนขา แต่ละผื่นมักจะคงอยู่ไม่นาน โดยมากมักไม่เกิน 24 ชั่วโมง ผื่นนั้นก็จะราบไปโดยไม่มีร่องรอย แต่ก็อาจมีผื่นใหม่ขึ้นที่อื่น ๆ ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีริมฝีปากบวม (Angioedema) บางรายอาจมีอาการปวดท้อง แน่นจมูก คอ หายใจไม่สะดวก รายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการหอบหืด เป็นลมจากความดันโลหิตต่ำได้ แต่ก็พบน้อยมาก

ชนิดของโรคลมพิษแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. ลมพิษเฉียบพลัน ผื่นลมพิษเป็นมาไม่เกิน 6 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่มักได้แก่ อาหาร ยา การติดเชื้อ
2. ลมพิษเรื้อรัง ผื่นลมพิษเป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องกันเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป เกิดจากสาเหตุได้หลายอย่าง ดังจะได้กล่าวในหัวข้อสาเหตุของโรคลมพิษต่อไป

สาเหตุของโรคลมพิษ
1.อาหาร เช่น อาหารทะเล สารกันบูด สีผสมอาหารบางชนิด
2.ยา ปฏิกิริยาการแพ้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผื่นลมพิษได้
3.การติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือมีพยาธิ เป็นสาเหตุของลมพิษได้ทั้งสิ้น
4.โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอย์
5.อิทธิพลทางกายภาพ ผู้ป่วยบางราย ผื่นลมพิษอาจเป็นผลจากปฏิกริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่อความร้อน ความเย็น น้ำหนักกดรัด แสงแดด การออกกำลังกาย เป็นต้น
6.การแพ้สารที่สัมผัส ผื่นลมพิษเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น การแพ้ยา (Iatex) ขนสัตว์ พืช หรืออาหารบางชนิด เป็นต้น
7.ปฏิกิริยาแพ้พิษแมลง เช่น ปฏิกิริยาที่เกิดจากผึ้ง ต่อต่อย
8.มะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือระบบอื่น ๆ ของร่างกาย
9.ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง ผู้ป่วยลมพิษบางรายเกิดจากมีภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นลมพิษขึ้น
10.สาเหตุอื่น ๆ เช่น ผู้ป่วยโรคลูปัสหรือ ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดอักเสบบางรายอาจมีผื่นลมพิษแต่มีข้อสังเกต คือ แต่ละผื่นอยู่นานมักเกิน 24 ชั่วโมง เวลาหายมักมีรอยดำ
ผู้ป่วยลมพิษจำนวนมาก แม้ว่าแพทย์จะได้พยายามตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดแล้ว แต่ก็ยังหาสาเหตุไม่พบ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันยังไม่มากพอที่จะอธิบายหาสาเหตุได้ทั้งหมด
ผู้ป่วยลมพิษจึงควรพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งหากพบสาเหตุที่ก่อให้เกิดลมพิษและหลีกเลี่ยงหรือรักษาสาเหตุนั้นได้ จะทำให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายขาดได้

การรักษาโรคลมพิษ
1. พยายามหาสาเหตุ และรักษาหรือหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลมพิษ ถ้าทำได้
2. ให้ยาต้านฮีสตามีน ยาต้านฮีสตามีนมีหลายชนิด หลายกลุ่ม มีทั้งที่ออกฤทธิ์สั้นและออกฤทธิ์ยาว ทั้งที่ง่วงและไม่ง่วง การจะเลือกใช้ยาต้านฮีนตามีนตัวใดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ การตอบสนองต่อยาต้านฮีสตามีนในผู้ป่วยแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยบางรายใช้ยาเพียงตัวเดียวก็ได้ผลดี แต่บางรายแพทย์อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยาต้านฮีสตามีนในกลุ่มอื่น หรือใช้ยาหลายตัวร่วมกัน เพื่อควบคุมอาการ
3. ยาอื่น ๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมาก ผื่นไม่ค่อยตอบสนองต่อยาต้านฮีสตามีน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาอื่นที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างและหลั่งสารสื่อกลางในผิวหนังที่เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดผื่นลมพิษ
การปฏิบัติตัวในผู้ป่วยโรคลมพิษ
ผู้ป่วยลมพิษที่ผื่นเป็นมาก โดยเฉาะอย่างยิ่งกลุ่มลมพิษเฉียบพลัน ที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง มีหน้าบวม ตาบวม ปากบวมอย่างมาก ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากอาการเหล่านี้ เช่น อาการแน่นหน้าอก เกิดจากมีการบวมของเยื่อบุทางหายใจอาจทำให้เกิดอาการหอบหืด ถึงชีวิตได้

ในผู้ป่วยที่มีเฉพาะผื่นลมพิษที่ผิวหนังควรปฏิบัติตัวดังนี้
- งดสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดเฉพาะผื่นลมพิษตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
- ต้องนำยาต้านฮีสตามีนติดตัวไว้เสมอเมื่อเกิดอาการจะได้ใช้ได้ทันที
- ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด
- ไม่แกะเกาผิวหนัง เนื่องจากอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากการเกา
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึม จนรบกวนการทำงานควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา
- อาจใช้ calamine lotion ทาบริเวณผื่นลมพิษเพื่อช่วยลดอาการคัน แต่ยานี้ไม่ได้ทำให้ผื่นหาย
การพยากรณ์โรค
- ในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเฉียบพลันที่หาสาเหตุและแก้ไขได้ เมื่อรับประทานยาต้านฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้ 1-2 สัปดาห์ มีผู้ป่วยบางรายที่หาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน ผื่นอาจขึ้นต่อเนื่องไปจนเป็นลมพิษเรื้อรัง
- ผู้ป่วยที่มีโรคลมพิษชนิดเรื้อรัง ในผู้ป่วยที่ได้สืบค้นจนทราบสาเหตุและแก้ไขสาเหตุได้ เมื่อรับประทานยาต้านฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้เช่นเดียวกับกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเฉียบพลัน แต่ถ้าหาสาเหตุไม่พบหรือเป็นสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้โดยง่าย โรคมักเรื้อรังแพทย์จำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษให้ได้ เมื่อควบคุมอาการได้แล้ว แพทย์จะค่อย ๆ ลดยาลงเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว และพยายามหยุดยาถ้าทำได้ ผู้ป่วยบางราย โรคอาจเรื้อรังเป็นปี อย่างไรก็ตามผื่นลมพิษชนิดเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยและญาติไม่ควรวิตกกังวล

ออกกำลังกายกับโรคมะเร็ง

ความสมดุลย์ที่ละเอียดอ่อนของร่างกาย
- ทุกคนรู้ว่าการกินอาหารที่ดีมีประโยชน์จะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ แต่อาจจะไม่รู้ว่าการรักษาความสมดุลย์ของพลังงาน (แคลอรี่) ที่กินเข้าไปกับพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญจะเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันโรค ถ้าขาดสมดุลย์จะทำให้เกิดโรคได้โดยเฉพาะโรคมะเร็ง
- แคลอรี่ที่ร่างกายได้รับเกินความจำเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเฉลี่ย 20-30% จะเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
- แคลอรี่ส่วนเกินนี้ เกิดจากการกินอาหารมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันจากสัตว์
การลดแคลอรี่ส่วนเกินจะต้านมะเร็งได้
- ในสัตว์ทดลอง ถ้าให้อาหารจำกัด (จำกัดแคลอรี่) จะเกิดมะเร็งน้อยกว่าให้กินอาหารตามปกติ
- ในมนุษย์ แคลอรี่ส่วนเกิน จะเป็นจุดเริ่มการกลายพันธุ์ของยีนส์ภายในเซลล์ ทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นในร่างกาย
- เมื่อกินแคลอรี่น้อยจะกระตุ้นสารแอนติออกซิแดนท์มาซ่อมแซมโมเลกุลของ ดี.เอ็น.เอ. ทำให้ ยีนส์กลายสภาพเข้าสู่ปกติ เซลล์ก็จะทำงานเป็นปกติ
ไขมัน-บ่อเกิดของแคลอรี่ส่วนเกิน
- แคลอรี่ส่วนเกิน ทำให้เกิดมะเร็งมากกว่าจากไขมันหรือแคลอรี่ส่วนเกินร่วมกับไขมันจะทำให้เกิดมะเร็งได้ง่ายขึ้น
- พบว่าคนที่กินไขมันน้อย แต่กินอาหารอื่นที่มีแคลอรี่สูง ก็ยังเกิดมะเร็งได้
- ในชีวิตประจำวัน ไขมันจะเป็นส่วนสำคัญที่ให้พลังงานและอาหารที่มีแคลอรี่สูงก็มักจะมีไขมันมากด้วย
การเกิดมะเร็งเป็นกระบวนการซับซ้อนแม้ว่าจะลดไขมันแล้ว อย่าลืมว่ายังมีสาเหตุอื่น ๆ (สารก่อมะเร็ง) ทำให้เกิดมะเร็งได้

ผลของแคลอรี่ในมนุษย์
- คนที่กินอาหารที่มีแคลอรี่สูงมักจะอ้วน คนอ้วนมักจะสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง
- คนอ้วนจะมีไขมันสะสมในร่างกายมาก ไขมันจะเปลี่ยนฮอร์โมนบางชนิดให้กลายเป็นฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) โดยเฉพาะในสตรีวัยหมดประจำเดือนแล้ว ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมได้
- ควรรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์พอดี ลดอาหารไขมัน จะลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันเลือดสูง เบาหวาน ฯลฯ
- คนที่มีน้ำหนักตัวเท่ากัน อาจจะมีสัดส่วนของไขมัน และกล้ามเนื้อไม่เท่ากัน จึงอาจจะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่างกัน
- ถ้าทำให้น้ำหนักตัวลดลงสัก 5 ก.ก. อาจจะไม่เป็นมะเร็ง !
- แต่ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีก 10 กก.อาจจะเป็นมะเร็งได้ง่าย !

ออกกำลังกายเพื่อรักษาสมดุลย์ของแคลอรี่
- การออกกำลังกาย เป็นส่วนสำคัญในการรักษาสมดุลย์ของแคลอรี่
- การออกำลังกาย ทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี ต้านทางการเกิดมะเร็งได้
- การวิจัยพบว่า คนที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่เฉย ๆ จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่า คนที่อยู่เฉยไม่ได้
- สตรีชาวอเมริกันที่เล่นกีฬาเสมอ ๆ จะเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า 35% และเป็นมะเร็งมดลูกน้อยกว่า 60% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาเลย
- การออกกำลังกาย การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ จะเป็นการสลายไขมัน เป็นการลดบ่อเกิดของเอสโตเจน ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีลดน้อยลงด้วย
- ตำแหน่งที่มีการสะสมไขมันก็มีความสำคัญ เช่น ไขมันที่รอบ ๆ เอว จะมีอันตรายมากกว่าไขมันที่บริเวณต้นขา
- จากการวิจัยพบว่าคนที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่เสมอ ๆ จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนอืดอาด
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- เลือกการออกกำลังกายวิธีที่ชอบและสันทัดโดยสม่ำเสมอ
- ออกกำลังกายอย่าหักโหม ดูกำลังของตนเอง ค่อยเป็นค่อยไป ประมาณ 30 นาที ทุกวัน
- รวมถึงการที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ด้วย เช่น ขึ้นลงบันได้ เดิน เต้นรำ ขี่จักรยาน หรือเดินอย่างน้อยวันละ 2 กม. ทุก ๆ วัน

ควรทำอย่างไร ?
- ควรกินอาหารให้เป็น กินอย่างมีสุขภาพ
- รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอย่าให้อ้วน จะลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ความดัน เลือดสูง เบาหวาน หัวใจและโรคอัมพฤกษ์ ฯลฯ

บันได 9 ขั้น ในการปฏิบัติตัวเพื่อขจัดแคลอรี่ส่วนเกิน
1. อย่าปล่อยให้หิวจัดจนเกินไป เพราะจะทำให้กินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยไม่คำนึงถึงแคลอรี่ทั้งสิ้น
2. กินอิ่มแค่พอดี อย่ากินมากจนเกินไป
3. ต้องกินอาหารที่ประกอบด้วย ผัก ผลไม้ และเมล็ดธัญญพืชทุกวัน เพราะมีไขมันน้อย แต่มีวิตามิน เกลือแร่และกากใยมาก
4. อย่าใช้วิธีกินอาหารเป็นการดับความเครียด
5. ควรลดอาหารที่ลดไขมันจากการเตรียมอาหาร เช่น อาหารปิ้ง ย่างหรืออบ รวมทั้งของหวานต่าง ๆ อาหารเหล่านี้แม้ว่าจะไม่มีไขมันมาก แต่ก็มีแคลอรี่สูง
6. หลีกเลี่ยงนิสัยการทำให้อาหารน่ากิน โดยใช้ไขมัน เช่น อาหารเจ (ดูจะมันมาก) จะมีอันตรายเช่นกัน
7. ในกรณีที่ร่างกายผอมโดยพันธุกรรม แม้กินมากก็ไม่อ้วน แต่จะได้แคลอรี่มากเกินไป
8. การลดหรือเพิ่มน้ำหนักตัว ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าโหม ให้ได้ตามความต้องการในระยะเวลาอันสั้น
9. อย่ากังวลใจกับการมีคนอื่นมาทักหรือวิจารณ์รูปร่างของเรา เช่น ผอมไป อ้วนไป จะทำให้เผลอกินแคลอรี่เข้าไปมาก หรือลดแคลอรี่เร็วเกินไป เกิดอันตรายได้

ที่มา
สถานวิทยามะเร็งศิริราช

บทบาทของเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง

หากจะเอ่ยถึงโรคที่เป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศไทยคงไม่มีใครปฏิเสธว่า "โรคมะเร็ง" เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต รองลงมาจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุ ประชาชนทั่วไปต่างหวาดกลัวว่าเมื่อเป็นมะเร็งแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะความจริงแล้วเมื่อผู้ป่วยได้รับการบำบัดรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นวิธีผ่าตัด การใช้รังสีรักษา การใช้เคมีบำบัด หรือการใช้วิทยาอิมมูโน ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์จะใช้วิธีการรักษาโรคมะเร็งร่วมกันมากกว่าเพียงวิธีเดียว แต่โดยส่วนมากผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เมื่ออาการของโรคเริ่มรุกลามไปมากแล้ว ทำให้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คุณสมบัติของเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง คือ สารเคมีจะเข้าไปออกฤทธิ์ทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง รวมถึงบรรเทาอาการทุกข์ทรมานเนื่องจากมะเร็งได้ลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกันสารเคมีก็มีผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่มีการแบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์ในไขกระดูก เซลล์ระบบทางเดินอาหาร ระบบสืบพันธุ์และรากขุมขน เป็นต้น อย่างไรก็ตามเซลล์เหล่านี้จะสามารถฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้เมื่อหยุดการบำบัด

บทบาทของเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง แบ่งออกเป็น 2 ประการ คือ
1. การรักษาเพื่อมุ่งให้หายขาด โดยมีวงจำกัดอยู่เฉพาะมะเร็งบางชนิด และบางระยะของโรคเท่านั้น
1.1 ใช้เคมีบำบัดรักษาเพียงอย่างเดียว เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งลูกอัณฑะ เป็นต้น
1.2 ใช้เคมีบำบัดร่วมกับการผ่าตัด ได้แก่
- การใช้เคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อให้ผ่าตัดได้ง่ายขึ้น หรือสามารถเก็บอวัยวะบางอย่างไว้ได้ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งกระดูก เป็นต้น
- การใช้เคมีบำบัดหลังการผ่าตัดเพื่อให้มีโอกาสหายมากขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งกระดูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
1.3 ใช้เคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา โดยแบ่งเป็น 3 แบบ คือ ใช้เคมีบำบัดก่อนให้รังสีรักษา การใช้เคมีบำบัดพร้อม ๆ กับการใช้รังสีรักษา และใช้เคมีบำบัดหลังการให้รังสีรักษา
2. การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ ใช้ในกรณีที่เป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายเป็นส่วนใหญ่ และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่จะเป็นการยืดอายุผู้ป่วยให้สบายขึ้นชั่วคราวเท่านั้น

ผลข้างเคียงและอาการพิษของเคมีบำบัด (ยาเคมีบำบัดแต่ละตัวไม่จำเป็นต้องมีผลข้างเคียงเหมือนกัน)
1. พิษต่อไขกระดูก ยาจะไปกดไขกระดูกทำให้การสร้างเม็ดเลือดผิดปกติ เลือดจาง เม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ โดยเฉพาะการติดเชื้อ
2. พิษต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้ผนังหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และอาจขาดเลือดมาเลี้ยงบางส่วน
3. พิษต่อระบบหายใจ อาจทำให้ทางเดินหายใจและเนื้อเยื่อปอดอักเสบ
4. พิษต่อระบบทางเดินอาหาร อาจส่งผลกระทบต่อการอักเสบตลอดทางเดินอาหารจากปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ ไปจนถึงทวารหนัก นอกจากนี้การอักเสบอาจเกิดเป็นแผล มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเดิน พิษต่อตับและตับอักเสบได้
5. พิษต่อระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิดการอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือด เนื้อไตเกิดการเปลี่ยนแปลง และอาจเกิดไตวายชนิดเฉียบพลัน
6. พิษต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้บริเวณปลายประสาทเกิดการอักเสบ ปลายมือและปลายเท้าเกิดอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย และเมื่อพิษซึมเข้าสู่ประสาทส่วนกลางจะมีอาการซึมและชัก
7. พิษต่อระบบสืบพันธุ์ จะส่งผลไปกดการทำงานของอัณฑะและรังไข่ ประจำเดือนอาจหายไประยะเวลาหนึ่งรวมถึงเป็นหมันชั่วคราว สำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ์ทำให้แท้งและคลอดก่อนกำหนด หรือทำให้ทารกพิการได้ ด้วยเหตุนี้จึงห้ามหญิงมีครรภ์รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก
8. พิษต่อผิวหนัง ทำให้ผิวหยาบ มีสีคล้ำ ผมและขนร่วง
9. พิษต่อหู ทำให้หูอื้อ หูหนวก
10. พิษเฉพาะที่ ซึ่งเคมีบำบัดชนิดที่ระคายเคืองต่อหลอดเลือดอาจเกิดการอักเสบ และถ้าออกนอกเส้นเลือดอาจทำให้เนื้อเยื่อตาย และเป็นแผลได้
11. พิษทั่ว ๆ ไป จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัวหรือปวดข้อ มีไข้ เป็นต้น
12. กดการสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างายมีภูมิต้านทานต่ำ

หลัก 7 ประการ ลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเชื้อรา
2. ลดอาหารที่มีไขมันสูง
3. ลดการรับประทานอาหารประเภทดองเค็ม ปิ้งย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรท-ไนไตรท์
4. ไม่รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
5. งดสูบบุหรี่
6. ลดการดื่มแอลกอฮอล์
7. หลีกเลี่ยงแสงแดดที่จัด ๆ
จะเห็นได้ว่าการใช้เคมีบำบัดสามารถให้การรักษาที่ค่อนข้างได้ผลดี แต่ในขณะเดียวกันร่างกายต้องได้รับผลข้างเคียงซึ่งบางครั้งค่อนข้างรุนแรง ดังนั้นเมื่อสงสัยว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเพื่อรักษาได้ทันท่วงที แต่สิ่งสำคัญที่เราควรยึดถือและปฏิบัติอยู่เสมอคือ สร้างนิสัยในการดำเนินชีวิตที่จะทำให้ห่างไกลปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง ซึ่งนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ที่มา
ผศ.นพ.วิเชียร ศรีมุนินทร์นิมิต ภาควิชาอายุรศาสตร์

การผ่าตัดมะเร็งทำให้โรคแพร่กระจายจริงหรือ

ในปัจจุบัน ข่าวสารต่างๆ ที่เราได้รับมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะจากอินเตอร์เน็ท และ ข่าวสารเหล่านั้น เราก็ได้รับโดยไม่เห็นตัว หรือรู้จักตัวผู้เขียน การรับรู้ข่าวสารจากแหล่งดังกล่าว จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะข่าวสารทางด้านการแพทย์ มีการให้ข้อมูลด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆกัน ในคนที่เจ็บป่วยและมีความเดือดร้อน ย่อมจะร้อนใจที่จะรับข่าวสาร เมื่อได้รับรู้เรื่องใดมา ก็มักจะเชื่อ ยิ่งถ้าได้ข้อมูลดังกล่าวหลายๆ ครั้ง หรือจากหลายๆทางก็ยิ่งรู้สึกเชื่อเข้าไปอีก อย่างเช่น เรื่องที่เป็นหัวเรื่องบทความนี้ “การผ่าตัดมะเร็งทำให้โรคแพร่กระจายจริงหรือ”


คนที่ป่วย และรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งก็มีความกลัวเป็นต้นทุนอยู่แล้ว เมื่อทราบว่า หนึ่งในขั้นตอนการรักษา คือ การผ่าตัด ด้วยความไม่รู้ จึงเกิดความกลัวเพิ่มขึ้น เมื่อมีคนมาบอกว่า เป็นมะเร็งอย่าผ่าตัด เพราะโรคจะกระจาย จึงทำให้มีใจคิดที่จะเชื่อคำดังกล่าวมากขึ้น ลองมาดูซิว่า การผ่าตัดมะเร็งทำให้โรคแพร่กระจายจริงหรือ?
การผ่าตัด มีผลกับการเติบโตของเซลล์มะเร็งหรือไม่

การผ่าตัด จัดเป็นอันตรายอย่างหนึ่งที่เกิดกับร่างกายของเรา ทำให้เกิดบาดแผล แต่โดยทั่วไป เหตุที่ต้องทำการผ่าตัด เพราะการกระทำดังกล่าว จะใช้เพื่อการรักษาโรค และ เมื่อหมอทำการผ่าตัด แล้ว ก็จะซ่อมแซมบาดแผลดังกล่าวให้กลับใช้งานได้ดังเดิม หรือ ใกล้เคียงเดิม ด้วยความที่การผ่าตัดเป็นอันตรายต่อร่างกายที่มนุษย์ทำขึ้น โดยธรรมชาติร่างกายจะรับรู้ และ มีการตอบสนองต่ออันตรายนั้น ในเบื้องต้น ก็มีเรื่องของการรับรู้ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น จากนั้น ก็มีกลไกการห้ามเลือดตามมาเพื่อให้บริเวณผ่าตัดนั้นหยุดการสูญเสียเลือด ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ภายหลังจากการผ่าตัด ยังมีขบวนการอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น การซ่อมสร้าง หรือ การหายของแผลผ่าตัด ซึ่งจะมีเซลล์เยื่อบุผิว มาทำหน้าที่สมานผิวหนังหรือผิวเยื่อบุภายในร่างกายให้กลับเข้าที่ เซลล์เม็ดเลือดขาวมากำจัดเชื้อโรค เซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มาสร้างเนื้อหรือ พังผืด ฯลฯ ขบวนการเหล่านี้มีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่นาทีแรกของการได้รับบาดแผล และจะมีมากสุดในช่วง 7 วันแรก แต่จะยังมีต่อเนื่องไปเป็นเวลาแรมเดือน

ขบวนการดังกล่าวนั้น มีวัตถุประสงค์ในการทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ซึ่งในขบวนการเหล่านี้ จะมีตัวเร่งปฏิกริยา ซึ่งหลั่งออกมาจากสมอง และ ส่วนอื่นๆของร่างกาย เพื่อให้ขั้นตอนต่างๆ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และ มีประสิทธิภาพ เช่น การใช้สารอาหารมากขึ้น การมีเลือดหล่อเลี้ยงมากขึ้น การแบ่งตัวของเซลล์มากขึ้น ฯลฯ จุดนี้เอง จึงเป็นที่มาของประโยค หรือข้อความที่ว่า “การผ่าตัดมะเร็งทำให้โรคแพร่กระจายจริงหรือ?” เพราะขบวนการที่เร่งให้เซลล์ต่างๆ โตขึ้น ก็ย่อมสามารถเร่งให้เซลล์มะเร็งโตขึ้นด้วยเช่นกัน

คนส่วนใหญ่กลัวการผ่าตัด และเชื่อว่าการผ่าตัดแบบไหนจะมีผลต่อการกระจายของเซลล์มะเร็ง
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นเจาะ เป็นผ่า เป็นตัด ล้วนจะได้รับผล ทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายทั้ง นั้น แต่ในความเป็นจริง การกระตุ้นให้เซลล์โตขึ้นนั้น มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผลที่เกิดขึ้น กรณีที่มีบาดแผลขนาดใหญ่ การกระตุ้นจะมีมาก แต่หากเป็นการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เช่น เข็มแทง การกระตุ้นก็จะไม่มากนัก และอย่าลืมว่า การกระตุ้นดังกล่าวต้องใช้เวลา ไม่ใช่ บาดเจ็บปุ๊บ เซลล์โตปั๊บ
และ ถ้าหาก ไม่มีเซลล์มะเร็งเหลืออยู่ในร่างกาย หรือ เหลืออยู่น้อยมาก การกระตุ้นให้เกิดการกระจาย หรือ การโตขึ้นของเซลล์มะเร็งก็เป็นไปได้น้อย หรือ เป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน

คนเป็นมะเร็งทำไมต้องรับการผ่าตัด
การผ่าตัดในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งนั้น มีการผ่าตัดอยู่ 2 ช่วง ช่วงแรก คือ การผ่าตัดเพื่อให้ได้ชิ้นเนื้อเพื่อมาพิสูจน์ว่าเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ มักจะเรียกขั้นตอนนี้ว่า การเจาะเนื้อตรวจ การดูดเนื้อตรวจ การตัดเนื้อตรวจ หรือ สะกิดเนื้อเพื่อไปตรวจดู ฯลฯ แล้วแต่จะเรียก และ แล้วแต่ปริมาณ ชิ้นเนื้อที่นำออกไปมากหรือน้อยเพียงใด ในช่วงที่ 2 คือ การผ่าตัด เพื่อให้เนื้อส่วนที่เป็นมะเร็งออกไปจากร่างกายทั้งหมด เป็นส่วนของการรักษา
ในขั้นตอนของการนำชิ้นเนื้อไปตรวจนั้น มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง กับผู้ที่ไม่เป็นมะเร็งจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การรักษามะเร็งเพื่อหวังให้ผู้ป่วยหาย จะต้องควบคุมไม่ให้มีมะเร็งเหลืออยู่ จะด้วยการผ่าตัด ให้ยา หรือ ฉายแสง ก็ตาม ล้วนแต่เป็นการรักษาที่เฉพาะเจาะจงอย่างเอาจริงเอาจัง และ ทำให้ผู้ป่วยอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งผิดกับกรณีที่ไม่ใช่มะเร็ง การรักษาก็ไม่ต้องมากเท่ากับการรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ดังนั้นบางคนบอกว่า หากสงสัยมะเร็ง ลองหาวิธีการอื่นๆ รักษาดูก่อนไม่ดีกว่าหรือ อย่าเพิ่งไปผ่าตัด หรือ เจาะชิ้นเนื้อเลย ก็ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ก็เท่ากับว่าเปิดเวลาให้มะเร็งค่อยๆ โตขึ้น ขณะเดียวกัน หากโรคนั้นไม่ใช่มะเร็ง ก็ไม่จำเป็นต้องรับการรักษาใดๆ ดังนั้น การลองรักษาด้วยวิธีอื่นๆ จึงเป็นการรักษาที่สูญเปล่าครับ
การเจาะชิ้นเนื้อ อาจทำให้เกิดการกระตุ้นขบวนการต่างๆของร่างกายตามที่กล่าวมาในข้างต้นบทความ อาจกระตุ้นให้มะเร็งโตขึ้นได้ แต่การตรวจชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ทางพยาธิ หากพบว่าเป็นมะเร็งแล้ว แพทย์ก็มักจะให้การรักษาที่เฉพาะเจาะจงเลย ทันที โดยการผ่าตัด เพื่อนำก้อนมะเร็งออกทั้งหมด และ ติดตามด้วยการรักษาอื่นๆ เพื่อให้มีโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำน้อยที่สุด การเจาะชิ้นเนื้อเพื่อตรวจ จึงเป็นสิ่งจำเป็น และผลดี มากกว่าผลเสีย ระยะเวลาสั้นๆ หลังการเจาะชิ้นเนื้อ ไม่ได้ทำให้มะเร็ง โตขึ้น หรือ แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ดังคำกล่าวอ้างที่ได้ยินกันมา
ยิ่งการผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งด้วยแล้ว มักจะเป็นการผ่าตัดเพื่อนำเนื้อเยื่อของร่างกายส่วนที่เป็นมะเร็งออกทั้งหมด หรือ เกือบทั้งหมดด้วยความระมัดระวังตามมาตรฐานของศัลยแพทย์ กรณีนี้ โอกาสที่มะเร็งที่เหลืออยู่จะกลับมาโตขึ้นใหม่ ก็ยิ่งน้อยไปอีก เพราะไม่มีเซลล์มะเร็งที่เหลือไว้เป็น พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ที่จะขยายตัวต่อไป อีกทั้งในปัจจุบัน การรักษามะเร็งมักจะมีการรักษาเสริมภายหลังการผ่าตัด เพื่อให้เซลล์มะเร็งที่อาจเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ในร่างกายถูกทำลายไป ดังนั้น การผ่าตัดเพื่อนำมะเร็งออกทั้งหมด จึงไม่ทำให้มะเร็งแพร่กระจายออกไป หากมีการแพร่กระจาย มักจะเป็นการแพร่กระจายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนทำการผ่าตัด และโตขึ้นมาในภายหลัง

บทสรุป
การผ่าตัด อาจกระตุ้นปฏิกริยาในร่างกายที่กระตุ้นการเติบโตของเซลล์ปกติ และ เซลล์มะเร็งได้ แต่การผ่าตัด เป็นสิ่งจำเป็น ในการวินิจฉัยและการรักษา ซึ่งการผ่าตัดที่ถูกต้อง และทันเวลา ไม่ทำให้ผลการรักษาเปลี่ยนไป การรั้งรอ ไม่ทำการผ่าตัดรักษา หรือวินิจฉัย ในเวลาที่เหมาะสมเสียอีก ที่เป็นเหตุให้มะเร็งมีโอกาสเติบโตขึ้น และ เป็นอันตราย ทำให้โอกาสรักษาหายมีน้อยลงครับ

ที่มา รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์ศรีษะ คอ และเต้านม

ตาเหล่! ใครว่ารักษาไม่ได้

ตาเหล่สำหรับคนทั่วไป อาจคิดว่าเป็นโรคที่รักษายาก แต่สำหรับจักษุแพทย์แล้วมีทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยตาเหล่อยู่หลายวิธี

โรคตาเหล่เป็นภาวะที่ตาสองข้างไม่อยู่ในแนวแกนเดียวกัน เป็นผลให้ไม่สามารถมองวัตถุเดียวกันพร้อมกันด้วยตาทั้งสองข้าง โดยทั่วไปผู้ป่วยจะใช้ตาข้างที่ปกติจ้องวัตถุ ส่วนตาข้างที่เหล่อาจเบนเข้าด้านใน หรือเบนออกด้านนอก หรือขึ้นบนลงล่าง ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเป็นตาเหล่ประเภทใด ผู้ป่วยบางรายอาจมีตาเหล่สลับ หมายถึงในบางเวลาผู้ป่วยจะใช้ตาขวามองวัตถุส่วนตาซ้ายจะเหล่หรือกลับกัน และในบางรายอาจตาเหล่ตลอดเวลา (constant) หรือเป็นครั้งคราว (intermittent) ก็มี

เมื่อเริ่มเป็นโรคนี้ สำหรับเด็กอาจแสดงอาการหยีตาบ่อย โดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่มีแสงจ้า การหยีตาข้างหนึ่งช่วยให้การมองเห็นภาพซ้อนหายไป ผู้ป่วยโรคตาเหล่บางประเภทอาจมีอาการปวดศีรษะเวลาใช้สายตามองใกล้เป็นเวลานาน เนื่องจากมีการเกร็งกล้ามเนื้อลูกตาเพื่อแก้ไขภาวะตาเหล่
จากการศึกษาพบว่า ประมาณร้อยละ 5 ของเด็กทั้งหมด จะตรวจพบโรคตาเหล่ซึ่งอาจเป็นน้อยหรือมาก และเป็นประเภทต่างๆ กันไป ในระยะแรกเด็กอาจมองเห็นภาพซ้อน เนื่องจากตาสองข้างมองไปยังจุดที่ต่างกัน แต่ในระยะต่อมาสมองจะปรับตัวโดยไม่สนใจภาพที่เห็นจากตาข้างหนึ่ง (suppression) ช่วยให้ภาวะเห็นภาพซ้อนหายไปได้

สาเหตุสำคัญของโรคตาเหล่ ในเด็กมักไม่ทราบสาเหตุ และมากกว่าครึ่งหนึ่งจะตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิดหรือภายในอายุ 6 เดือน ผู้ป่วยบางราย เมื่อซักถามถึงประวัติครอบครัว พบว่ามีผู้เป็นโรคตาเหล่ อยู่ แสดงถึงโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ในกรณีที่สมองไม่สนใจภาพที่เห็นจากตาข้างที่เหล่เป็นระยะเวลานานๆ อีกทั้งไม่ได้รับการรักษาภายในช่วงอายุที่เหมาะสม เด็กอาจเกิดภาวะสายตาขี้เกียจ (amblyopia) ซึ่งเป็นผลให้ตาข้างที่ไม่ได้ใช้งานมองภาพไม่ชัดอย่างถาวร
สำหรับโรคตาเหล่ในผู้ใหญ่อาจเกิดจากอุบัติเหตุทางตาและสมอง หรือเกิดจากโรคเบาหวานทำให้มีการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อลูกตาลดลง เป็นผลให้กล้ามเนื้อลูกตาเป็นอัมพาตและตาเหล่ตามมา ไม่ว่าจะสูญเสียสายตาข้างหนึ่งจากสาเหตุใดก็ตาม มักพบว่าตาข้างนั้นค่อยๆ เหล่ออกด้านนอก ผู้ป่วยอาจมีอาการเห็นภาพซ้อนเวลามองด้วยตาสองข้าง เมื่อปิดตาข้างหนึ่งภาพซ้อนจะหายไป สำหรับภาวะสายตาขี้เกียจจะไม่พบในผู้ซึ่งภาวะตาเหล่เริ่มภายหลังอายุ 9 ปี เนื่องจากสมองได้พัฒนาการมองเห็นจนสมบูรณ์แล้ว

แนวทางการรักษา
ก่อนจะให้การรักษาโรคตาเหล่ ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจตาโดยละเอียดรวมถึงการตรวจจอตา เพื่อหาความผิดปกติภายในลูกตาซึ่งอาจเป็นสาเหตุของตาเหล่ และให้การรักษาตามความเหมาะสม ตัวอย่างเช่นผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคมะเร็งจอตา (retinoblastoma) ตาข้างที่เป็นโรคอาจมีระดับสายตาลดลงมากเนื่องจากก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่บังจุดภาพชัด (macula) เป็นผลให้เกิดภาวะตาเหล่ตามมา ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องได้รับการรักษาโรคมะเร็งโดยไม่ชักช้า เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายออกไปนอกลูกตา

การรักษาโรคตาเหล่ในเด็กควรกระทำตั้งแต่เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด คือเด็กมีระดับสายตาปกติทั้งสองตาและสามารถมองเห็นภาพสามมิติได้ แนวทางการรักษาโรคตาเหล่ในเด็กประกอบด้วยการรักษาภาวะสายตาขี้เกียจ โดยการปิดตาข้างที่สายตาดี เพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้ตาข้างที่มีสายตาขี้เกียจบ่อยขึ้น ระยะเวลาในการปิดตาขึ้นกับความรุนแรงของภาวะสายตาขี้เกียจและอายุของเด็ก หากเป็นเด็กเล็กการปิดตาข้างที่ดีในแต่ละวันไม่ควรปิดติดต่อกันนานหลายชั่วโมง เพราะอาจทำให้ระดับสายตาข้างที่เคยปกติลดลง เรียกภาวะนี้ว่า occlusion amblyopia เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่มักไม่ให้ความร่วมมือในการปิดตาข้างที่ดี การรักษาจึงต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ปกครองและครู โดยต้องเล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการรักษาภาวะสายตาขี้เกียจในระยะที่เหมาะสม ในกรณีที่ไม่สามารถปิดตาได้แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาหยอดขยายรูม่านตาในตาข้างที่ปกติเพื่อทำให้ตานั้นมัวลง ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ป่วยหันมาใช้ตาข้างที่มีสายตาขี้เกียจบ่อยขึ้น สำหรับการให้แว่นสายตาหรือการฝึกกล้ามเนื้อลูกตาอาจช่วยรักษาโรคตาเหล่บางประเภทได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดกล้ามเนื้อลูกตา โดยทั่วไปการผ่าตัดจะกระทำภายใต้การให้ยาดมสลบ ในรายที่ยังมีลักษณะตาเหล่เหลืออยู่ แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติม สำหรับการรักษาโรคตาเหล่ในผู้ใหญ่อาจช่วยแก้ไขปัญหาการเห็นภาพซ้อน ทำให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจและมีบุคลิกภาพดีขึ้นได้

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ การรักษาตาเหล่จะหายหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วย คนในครอบครัว แพทย์ หรือสิ่งแวดล้อม แต่ที่สำคัญต้องร่วมมือกันทุก

ทีี่่มา รศ.พญ.ละอองศรี อัชชนียะสกุล ภาควิชาจักษุวิทยา

ระวัง ! โรคในร้านเสริมสวย

ร้านเสริมสวย จัดเป็นร้านยอดฮิตติดอันดับที่ผู้หญิงทุกคนต้องเคยใช้บริการกันมามากบ้างน้อยบ้าง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า มีโรคภัยรอคุณอยู่ที่ร้านไม่น้อยทีเดียว

จากผลการสำรวจความสะอาดของสถานเสริมสวยในโครงการสถานที่เสริมสวยหรือแต่งผมสะอาด ปลอดมลพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยสำนักอนามัยกรุงเทพ เมื่อปี 2550 พบว่า ในร้านเสริมสวยมีเชื้อราในหวี ถึง 27.34 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากยิ่งเข้าร้านเสริมสวยมาก ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อทางผิวหนังมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ ไวรัสตับ และโรคติดเชื้อจากเหาอีกด้วย

เจ้าวายร้ายเหล่านี้น่ากลัวเพียงใด วันนี้เรามาทำความรู้จักกันค่ะ
นานาเชื้อโรค
โรคติดต่อที่พบในร้านเสริมสวยมีได้หลายชนิด แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ เพื่อให้จำง่ายดังนี้
1. โรคเชื้อราผิวหนัง พบได้ในผ้าเช็ดผม ผ้ารองสระผม เพราะหากซักแล้วไม่ได้ผึ่งแดดให้แห้งสนิทและฆ่าเชื้อโรคเชื้อราก็จะเจริญเติบโต อีกอย่างคือ อุปกรณ์ทำเล็บ เช่น กรรไกรตัดเล็บ ตะไบเล็บ เพราะอาจติดมาจากคนที่มีเชื้อและฆ่าเชื้อโรคไม่หมด รวมทั้งพบได้บ่อยในผู้ที่ชอบทำเล็บหรือต่อเล็บ เพราะทำให้เล็บจริงไม่ได้รับอากาศเวลาโดนน้ำจะชื้น หากเป็นหนักเล็บจะเสียและยุ่ย
2. โรคจากเชื้อไวรัส เช่น โรคหูด เกิดจากอุปกรณ์ที่สัมผัสกับผิวหนังต่าง ๆ เช่น หินขัดเท้า มีดโกน
สำหรับกันคิ้วหรือโกนหนวด เครา
3. โรคจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากอุปกรณ์ทั่วไปในร้านเสริมสวยที่ทำความสะอาดไม่ดีพอและใช้
ร่วมกัน จำพวกหวี และแปรงต่าง ๆ ทำให้เป็นโรครูขุมขนอักเสบ
4. โรคติดเชื้อจากปรสิต เช่น ติดเหาจากอุปกรณ์ประเภทหวี และล่าสุดคืออาจติดโลนขนตา

นอกจากโรคติดต่อทางผิวหนังแล้ว ยังมีโรคติดต่อทางเลือดอีกหลายชนิดที่พบได้ในร้านเสริมสวยซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุและการไม่เปลี่ยนใบมีด นั่นคือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคตับอักเสบและมะเร็งตับ อุปกรณ์ที่เป็นพาหะคือ มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ และของมีคมต่างๆ ที่ใช้ในการเสริมความงาม ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรายงานทางการแพทย์ระบุแน่ชัดว่าน้ำยาฆ่าเชื้อสามารถฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้ ดังนั้นทางที่ดีจึงควรเลือกร้านที่มีการเปลี่ยนใบมีดจึงจะดีที่สุด
ส่วนเรื่องอุปกรณ์ช่วยเพิ่มความงามไม่ว่าจะเป็นน้ำยาย้อมผม ดัดผม ทำสี สเปรย์ล้วนแต่เป็นสาเคมีที่ก่อให้เกิดผื่นแพ้และระคายเคืองจากการสัมผัสได้ทั้งสิ้น

ว่าแต่ อาการแพ้และอาการระคายเคืองแตกต่างกันหรือไม่ มีคำตอบค่ะ
อาการแพ้ จะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่ผิดปกติของแต่ละบุคคล แม้ผลิตภัณฑ์จะได้มาตรฐานดีแล้วหรือใช้ในปริมาณที่เหมาะสมแล้วก็ยังแพ้ ซึ่งประเภทนี้จะมีอาการทันทีหรือภายใน 2-3 วัน หลังโดนสารเคมีจะมีอาการ คัน มีผื่นแดงบริเวณที่สัมผัสสารเคมี เช่น รอบหู คอ และตา หากเป็นมากจะมีน้ำเหลืองไหลบริเวณผื่นร่วมด้วย เรียกว่า ผื่นแพ้สัมผัส

ส่วนอาการระคายเคือง เกิดจากผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรดด่างสูงเกินไปหรือเกิดจากการสัมผัสเป็นเวลานาน เช่น ย้อมผมเป็นเวลานานโดยผสมสารเคมีในสัดส่วนที่เข้มข้นเกินไป ก็จะเกิดผื่นระคายเคืองจากการสัมผัส หรือสารระเหยในสเปรย์จะทำให้ระคายเคืองจมูก กระตุ้นหอบหืด และเป็นอันตรายต่อเยื่อบุตา

นอกจากนี้สารในน้ำยาล้างเล็บจะเข้าไปกดการสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูกและเป็นอันตรายต่อไต ที่สำคัญคือ หากกำจัดขยะพวกกระป๋องสเปรย์ไม่ดีก็จะเป็นขยะอันตราย เมื่อโดนความร้อนอาจระเบิดได้ นอกจากสารเคมีจะทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบ น้ำเปล่าก็ทำให้มีอาการได้ เพราะเคยมีช่างเสริมสวยที่ต้องสระผมให้ลูกค้าทั้งวันมาหาด้วยอาการมือแห้ง แตก คัน และเจ็บ ซึ่งเป็นอาการของผิวหนังอักเสบเช่นกัน

ป้องกันอย่างไรให้ไกลโรค
มีคำแนะนำการป้องกันสำหรับผู้หญิงที่เข้าร้านเสริมสวย ควรสังเกตว่าร้านมีการระบายอากาศที่ดีหรือไม่ เพื่อไม่ให้โดนละอองจากสารเคมีมากเกินไป และสังเกตความสะอาดของร้านและอุปกรณ์ที่ใช้ ที่สำคัญหากรู้สึกว่าคันหรือระคายเคืองก็ให้รีบมาพบแพทย์และหยุดใช้สารเคมีชนิดนั้น และควรจำด้วยว่าแพ้สารตัวใด ยี่ห้อใดจะได้ไม่ใช้อีกต่อไป ส่วนช่างเสริมสวยควรจัดการระบายอากาศในร้านให้ดี เพื่อลดก๊าซและฝุ่นละอองจำนวนมากก็จะช่วยได้

ที่มา รศ.พญ.วรัญญา บุญชัย ผศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร

เมื่อลูกเป็นสาวเร็ว

เนื่องจากปัจจุบัน ภาวะโภชนาการและสุขภาพอนามัยของเด็กดีขึ้นกว่าในอดีต เด็กมีแนวโน้มเป็นสาวเร็วขึ้น ผู้ปกครองมีคำถามหลายอย่างให้กับกุมารแพทย์ โดยเฉพาะ "ลูกดิฉันจะเตี้ยหรือไม่ ถ้าเขาเป็นสาวเร็วเกินไป" ซึ่งสามารถอธิบายเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวได้พอสังเขป ดังนี้

อย่างไรจึงเรียกว่าเด็กหญิงเป็นสาวเร็ว
โดยทั่วไปถ้าเด็กหญิงไทยมีหน้าอกก่อนอายุ 8 ปี ถือว่าเด็กหญิงคนนั้นเป็นสาวเร็วกว่าปกติ

รู้จักกลไกการเข้าสู่วัยสาว
อวัยวะสำคัญที่ควบคุมการเข้าสู่วัยสาวได้แก่ต่อมใต้สมองและรังไข่ ต่อมใต้สมองทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมน (gonadotropins) ภายใต้การควบคุมจากสารชีวเคมีต่าง ๆ ในสมอง ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าปัจจัยอะไรแน่ที่เป็นตัวกระตุ้นสารชีวเคมีต่าง ๆ เหล่านี้ ฮอร์โมน (gonadotropins) จากต่อมใต้สมองจะมากระตุ้นรังไข่ในเด็กหญิงให้ผลิตฮอร์โมนเพศหญิงที่เรารู้จักกันดีคือ "เอสโตรเจน"

ผลของฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อร่างกายและจิตใจ
1. ทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาเป็นสาว มีหน้าอก, มีขนาดมดลูกโตขึ้น และเยื่อบุมดลูกหนาขึ้น
2. ทำให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันอายุกระดูกจะเร็วกว่าอายุจริง ทำให้หยุดการเจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กที่เป็นสาวช้า
3. ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มขึ้น
4. ทำให้มีอารมณ์และจิตใจแปรปรวน

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
การเปลี่ยนแปลงอันดับแรกสุดคือการมีหน้าอก เด็กหญิงมักมีประจำเดือนภายในระยะเวลา 2 ปีหลังจากมีหน้าอก
ในช่วง 2 ปีแรกของการมีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติที่ประจำเดือนอาจมาไม่สม่ำเสมอเนื่องจากร่างกายกำลังอยู่ในระยะปรับตัว อายุเฉลี่ยของเด็กหญิงไทยที่มีประจำเดือนครั้งแรกคืออายุประมาณ 13 ปี

ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่วัยรุ่น
1. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่เข้าสู่วัยรุ่นเร็ว ลูกก็มีแนวโน้มเป็นสาวเร็ว
2. ภาวะโภชนาการ เด็กที่ผอมมากมักเป็นสาวช้า เด็กที่อ้วนปานกลางมักเป็นสาวเร็ว
3. การออกกำลังกาย
4. โรคภัยไข้เจ็บ โรคเรื้อรังทำให้เป็นสาวช้า
5. ฮอร์โมน

เมื่อใดควรมาพบแพทย์
เด็กหญิงที่มีหน้าอกก่อนอายุ 8 ปี สมควรจะมาพบกุมารแพทย์แต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้รับการประเมินดังต่อไปนี้
1. ได้รับการหาสาเหตุที่ทำให้เข้าสู่วัยสาวเร็วกว่าปกติ ส่วนใหญ่เกิดจากต่อมใต้สมองส่งสัญญาณมากระตุ้นรังไข่ก่อนวัยอันควร ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ส่วนน้อยเกิดจากโรคหรือภาวะผิดปกติของรังไข่เอง หรือพยาธิสภาพของต่อมใต้สมอง
2. ควรได้รับการประเมินถึงความจำเป็นในการรักษา เพื่อการชะลอการเข้าสู่วัยรุ่น
ยาฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ใช้ได้ผลดีในการยับยั้ง หรือชะลอการเข้าสู่วัยรุ่นได้แก่ GnRH
agonist เป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้องฉีดทุก 4 อาทิตย์

จุดประสงค์ในการรักษา
1. ยับยั้งหรือชะลอไม่ให้อายุกระดูกล้ำหน้าไปกว่าอายุจริงมาก เพื่อหวังผลให้ผู้ป่วยมีความสูงสุดท้ายตอนเป็นผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น
2. ลดปัญหาทางด้านจิตใจและพฤติกรรมที่เกิดจากสภาพร่างกายเป็นสาวเร็ว
ทั้งนี้กุมารแพทย์ทางต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสมจะเป็นผู้ประเมินความจำเป็นในการรักษาและให้ข้อมูลกับผู้ปกครองอย่างละเอียด ความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนมีมากน้อยแตกต่างกันทั้งนี้ ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างได้แก่ อายุที่ผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น, ความสูงสุดท้ายตอนเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถประเมินได้จากอายุกระดูก, สภาวะทางอารมณ์, สติปัญญา และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

สรุปได้ว่า เด็กหญิงที่เข้าสู่วัยสาวก่อนอายุ 8 ปี ควรได้รับการตรวจและวินิจฉัยจากกุมารแพทย์แต่เนิ่น ๆ ค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โทร. 0-2419-8888 ต่อ 5676 ในวัน เวลาราชการ

เดิน....ลดโรค

“คุณหมอคะ ดิฉันเป็นอะไรไม่รู้ พอตกเย็นก็เหนื่อย รู้สึกอ่อนเพลีย อยากแต่จะนอน” คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามยอดนิยมที่หมอมักได้ยินเสมอ ซึ่งพอซักถามในรายละเอียด อาจพบว่าคุณไม่ได้เป็นโรคอะไรเลย แต่ร่างกายคุณกำลังเตือนว่า “ถึงเวลาแล้วที่ต้องออกกำลังกายค่ะ” พูดง่ายๆ ก็คือ ร่างกายคนเราจะมีพัฒนาการตามธรรมชาติของระบบต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนพัฒนาสูงสุดถึงอายุ 30 ปี แต่หลังจากนั้นก็จะเริ่มถดถอยลงไปอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ชีวิตแบบนั่ง ๆ นอน ๆ โดยไม่มีการออกกำลังกาย ถ้าถาม “แล้วควรออกกำลังกายอะไรดี" ก็ต้องบอกว่าโดยทั่วไปแล้ว การเดินน่าจะเหมาะที่สุด เพราะสามารถทำได้ง่าย สะดวก และไม่ต้องอาศัยทักษะใด ๆ แถมไม่สิ้นเปลืองอีกด้วย การเดินที่ได้ผลนั้นต้องเดินอย่างต่อเนื่องประมาณ 20 – 30 นาทีขึ้นไป โดยความถี่ของการเดินนั้น คือ 3–5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อยและเดินอย่างสม่ำเสมอ

ข้อดีของการเดิน ด้านร่างกาย
1. ช่วยให้การทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้น ซึ่งอวัยวะทั้ง 2 นี้มีความสำคัญต่อเซลล์ต่างๆ ทุกส่วนของร่างกายจำเป็นต้องได้รับเลือดที่นำเอาออกซิเจนมาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังไม่มียาหรือสารอาหารใด ที่จะทำให้หัวใจและปอดมีความแข็งแรง ทนทานได้ เท่าการออกกำลังกาย
2. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในวัยสูงอายุที่มักมีปัญหากระดูกบาง
3. ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย
4. ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก อาจใช้การเดินช่วยลดน้ำหนักตัวได้ โดยเดินวันละประมาณ 1 ชั่วโมง จะทำให้การเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวจึงลดลง ก็จะเป็นผลพลอยได้เพิ่มเติม
5. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินลดลงนั้น พบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้อินซูลินทำงานดีขึ้น ร่างกายสามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้ดีขึ้น อันหมายถึงสามารถควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นนั่นเอง

ส่วนด้านจิตใจ
ช่วยให้คลายเครียด รู้สึกสบายหลังเดินออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายจะกระตุ้นให้สมองเกิดการหลั่งสารเอ็นโดฟินส์ขึ้น ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดและทำให้รู้สึกสุขสบาย

เทคนิคการเดินที่ถูกต้อง


ขอแนะนำว่า “ควรเดินเร็ว ๆ ก้าวเท้าถี่ ๆ แกว่งแขนแรง ๆ” เพราะการเดินเร็วจะเป็นการกระตุ้นร่างกาย โดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด ให้ทำงานเพิ่มมากขึ้นกว่าภาวะปกติในชีวิตประจำวัน เป็นเสมือนการฝึกให้หัวใจทำงานเพิ่มขึ้นนั่นเอง


ดังนั้นในคนที่บอกว่า “ฉันเดินทั้งวันแหละ” “ฉันทำงานบ้านเหนื่อยทั้งวันแล้วนะ ยังต้องออกกำลังอีกหรือ” ก็คงตอบคำถามได้ว่าการเดินหรือทำงานในชีวิตประจำวันนั้น ไม่สามารถฝึกระบบหัวใจและหลอดเลือดให้ทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ จึงไม่ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่สามารถเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามการทำงานบ้านหรือการเดินในชีวิตการทำงานของเรานั้น นับเป็นกิจกรรมการออกแรงที่ดีอย่างหนึ่ง ดีกว่าคนที่ไม่ทำอะไรเลย


และก่อนออกกำลังกายอย่าลืมอบอุ่นร่างกายก่อนเดิน โดยการยืดเส้นยืดสาย เพื่อให้ร่างกายรับรู้ถึงการเตรียมพร้อมของการทำงานของระบบต่างๆ ที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดการบาดเจ็บของระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อ เช่น การเกิดข้อเท้าแพลง เอ็นอักเสบ กล้ามเนื้อยอก หรือปวดข้อนะคะ


เมื่อจะเริ่มออกกำลังกายด้วยการเดินแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ “เดินแล้วต้องรู้สึกเหนื่อย”ไม่ใช่เดินนวยนาด ส่วนในผู้ที่มีสุขภาพค่อนข้างดี เดินอย่างเดียวอาจไม่รู้สึกเหนื่อย แนะนำให้ใช้การเดินสลับวิ่ง เพื่อช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจก็ได้ อย่างเช่น เดิน 50 ก้าว สลับกับวิ่ง 50 ก้าว ประมาณ 5 ชุด ก่อนในตอนแรก แล้วค่อย ๆ เพิ่มจนได้ 10 ชุด/วัน หลังจากนั้นก็ลดจำนวนก้าวเดินลงเป็น 40 ก้าวสลับกับวิ่ง 50 ก้าว จนครบ 10 ชุด/วันเช่นกัน ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนเหลือการเดินเป็น 10 ก้าวสลับกับวิ่ง 50 ก้าว แล้วจึงเพิ่มก้าววิ่ง เป็นต้น


นอกจากความรู้สึกเหนื่อยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ “ความต่อเนื่องของการเดิน” ไม่ใช่เดิน ๆ หยุด ๆ แม้จะแนะนำให้เดินต่อเนื่องนาน 20 – 30 นาที แต่ในผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก อาจแบ่งเดินเป็น 2 ช่วงเวลา ช่วงละประมาณ 10 – 15 นาที ก็อาจกระทำได้เช่นกัน และในผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ควรเริ่มจากน้อยๆก่อน เช่น เดิน 5 นาที และค่อย ๆ เพิ่มเวลาให้มากขึ้น ค่อยเป็นค่อยไป อย่าหักโหม เพราะอาจทำให้เกิดผลเสียได้ ถ้าร่างกายไม่พร้อมออกกำลังกาย

และสุดท้าย “ก่อนหยุดเดิน ควรมีระยะผ่อนคลาย” คือเดินช้าลง ๆ หรือจะใช้การยืดเส้นยืดสายอีกครั้งเพื่อช่วยให้ระบบต่างๆ ลดการทำงานลง เพื่อกลับคืนสู่สภาวะปกตินั่นเอง ระยะผ่อนคลายมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ที่มักมีปัญหาการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด.
เท่านี้ ก็ Fit & Firm แล้วค่ะ

ที่มา รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู

แนวทางใหม่ในการรักษานอนกรน

เรื่องการนอนกรนนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ตนเองอาจนึกไม่ถึง แต่คนข้างเคียงร้อยทั้งร้อยต่างส่งสัญญาณว่า.. ควรแก้ไขเถอะ

ปัญหาการนอนกรน เป็นความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อย สำหรับในคนไทยแล้วยังไม่ปรากฏตัวเลขแน่ชัด แต่ในต่างประเทศ ช่วงอายุ 30- 35 ปี พบว่าประมาณร้อยละ20 ของเพศชาย และร้อยละ5 ของเพศหญิง จะมีอาการนอนกรน และเมื่ออายุมากขึ้นถึง 60 ปี ประมาณร้อยละ60 ของเพศชาย และร้อยละ40 ของเพศหญิงจะกรนเป็นนิสัย ซึ่งถ้าดูกันแล้วจะเห็นได้ว่าอาการนอนกรนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
อาการนอนกรน เป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งเป็นภาวะที่มีการอุดกั้นในทางเดินหายใจมาก จนกระทั่งทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ขณะนอนหลับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับพบได้ประมาณร้อยละ4 ในเพศชายและร้อยละ 2 ในเพศหญิง

อาการนอนกรนนั้น มี 2 ประเภท
1. อาการนอนกรนธรรมดา (ไม่มีอันตรายเพราะไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย) มีผลกระทบต่อสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้อื่น โดยเฉพาะกับคู่นอน บุคคลอื่น ๆ ในครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงาน เช่น ทำให้ผู้อื่นนอนหลับยาก หรืออาจมากจนกระทั่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดังกล่าวได้ เช่น อาจทำให้เกิดการหย่าร้างของคู่สามีภรรยา
2. อาการนอนกรนอันตราย (มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย) มีผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพ คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้จะมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน และมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุในท้องถนน และในโรงงานอุตสาหกรรมได้ง่าย และมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่น ๆ หลายโรค ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคของหลอดเลือดในสมอง ตลอดจนการมีสมรรถภาพทางเพศที่เสื่อมลง

วิธีแก้ปัญหาอาการนอนกรนในปัจจุบันนั้น สามารถแบ่งเป็นการรักษาที่ไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะอาการนอนกรนของผู้นั้น
วิธีที่ไม่ผ่าตัด
ได้แก่ การใช้เครื่องครอบฟัน ซึ่งเป็นเครื่องมือทันตกรรมที่สวมใส่ในปากขณะนอนหลับ เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นหรือเนื้อเยื่ออ่อนในลำคอตกลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ เครื่องครอบฟันบางชนิดจะยึดขากรรไกรบนและล่างเข้าด้วยกัน และสามารถเลื่อนขากรรไกรล่างไปทางด้านหน้าขณะนอนหลับ ซึ่งจะทำให้ลิ้นเลื่อนตำแหน่งไปทางด้านหน้าด้วย เนื่องจากลิ้นยึดติดอยู่กับขากรรไกรล่าง ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นขณะนอนหลับ วิธีนี้ช่วยให้อาการนอนกรนธรรมดา หรืออันตรายลดลง

ส่วนวิธีผ่าตัด
ได้แก่ การใช้คลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งเป็นการนำเข็มพิเศษเข้าไปในเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เพดานอ่อน ต่อมทอนซิล โคนลิ้น หรือเยื่อบุจมูก เพื่อส่งคลื่นความถี่สูงที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนให้แก่เนื้อเยื่อรอบๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียสภาพและการตายของเนื้อเยื่อขึ้นภายใน 1 - 2 เดือน หลังจากนั้นจะเกิดเนื้อเยื่อพังผืด เกิดการหดและลดปริมาตรของเนื้อเยื่อ
วิธีนี้สามารถลดขนาดเนื้อเยื่อต่างๆ ที่อุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น เป็นผลให้อาการนอนกรนและ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับน้อยลง ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกขึ้น วิธีนี้ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบๆ น้อย และยังทำให้อาการปวดหรือเจ็บแผลหลังผ่าตัดน้อยด้วย สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ผลของการลดขนาดของเนื้อเยื่อดังกล่าวจะเห็นชัดเจนใน 4 - 6 สัปดาห์ อาจทำซ้ำได้อีก ถ้าผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจวิธีนี้ง่ายในการทำผลข้างเคียงน้อยและได้ผลดี

อีกวิธีหนึ่งคือ การฝังพิลลาร์ (Pillar) เข้าไปในเพดานอ่อน โดยสอดแท่งเล็กๆ 3 แท่ง (ขนาดยาว 1.8 เซนติเมตร กว้าง 2 มิลลิเมตร) ซึ่งทำมาจากโพลิเอสเตอร์อันอ่อนนุ่ม ที่ใช้เป็นวัสดุทางการแพทย์ชนิดที่สามารถสอดใส่ในร่างกายมนุษย์ได้อย่างถาวร ฝังเข้าไปในเพดานอ่อนในปาก (ไม่สามารถมองเห็นจากภายนอก) ด้วยเครื่องมือช่วยการใส่ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ โดยไม่ได้ตัดหรือทำลายเนื้อเยื่อของเพดานอ่อน พิลลาร์จะช่วยลดการสั่นสะเทือนหรือการสะบัดตัวของเพดานอ่อน และพยุงไม่ให้เพดานอ่อนในปากปิดทางเดินหายใจได้โดยง่าย และเมื่อเวลาผ่านไป เนื้อเยื่อของเพดานอ่อนรอบๆ จะตอบสนองต่อแท่งพิลลาร์โดยการเกิดพังผืด ช่วยเพิ่มความแข็งแรง สมบูรณ์ทางด้านโครงสร้างของเพดานอ่อนในปากมากขึ้น ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น หายใจได้สะดวกขึ้น และอาการนอนกรนน้อยลง โดยไม่รบกวนการพูด การกลืน หรือการทำงานปกติของเพดานอ่อน มักนิยมใช้รักษาอาการนอนกรนและ/ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เป็นไม่มาก
ข้อดีของวิธีนี้คือ อาการปวดหรือเจ็บแผลหลังผ่าตัดน้อย การรักษาจะเสร็จสมบูรณ์ในครั้งเดียวและใช้เวลาไม่นานในการผ่าตัด สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล

ว่าแต่จะรักษาด้วยวิธีใด หายหรือไม่นั้นอย่าพึ่งกังวล ขอให้มาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อทำการวินิจฉัย ตรวจหาสาเหตุของโรค ประเมินความรุนแรงและพิจารณาแนวทางรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากหากให้การรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ และยังทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น
ด้วยแนวทางใหม่ในรักษานอนกรน จะทำให้ผู้ป่วยมีทางเลือกและร่วมมือในการรักษามากขึ้น

ที่มา
ผศ.นพ. ปารยะอาศนะเสน แพทย์ด้านโสตนาสิก ลาริงซ์วิทยา


วิ่ง ...เพื่อสุขภาพ


เคยมีคนบอกว่า “สุขภาพดี ส่วนหนึ่งมาจากการออกกำลังกาย”
การออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายที่คนส่วนใหญ่นิยมกัน คือ การวิ่งเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีความแตกต่างกับการวิ่งเพื่อแข่งขัน โดยการวิ่งเพื่อสุขภาพ (จ๊อกกิ้ง) เป็นการวิ่งเหยาะๆ ด้วยความเร็วระหว่างการเดินกับการวิ่งเร็ว การวิ่งที่ได้ผลดี ต้องเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง โดยมีข้อแนะนำเพื่อนำไปปรับใช้ในการวิ่งเพื่อสุขภาพมาฝาก

1. เทคนิคในการวิ่ง
1. การลงเท้าที่ถูกวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพื่อป้องกันการบาดเจ็บสำหรับนักวิ่งเพื่อสุขภาพโดยส้นเท้าจะสัมผัสพื้นก่อนทั้งฝ่าเท้าจึงจะตามลงมา และเมื่อปลายเท้าหมุนลงมาแตะพื้น ก็เป็นจังหวะที่ส้นเท้าเปิดขึ้น ปลายเท้าก็จะคล้ายตะกุยดิน ถีบตัวเหมือนสปริงดีดตัวขึ้นบนและเคลื่อนไปข้างหน้า จุดที่เท้าสัมผัสพื้นควรจะตรงกับหัวเข่างอเข่านิดๆ เท้าควรจะสัมผัสพื้นหลังจากที่ได้เหยียดออกไปข้างหน้า ส่วนอีกเท้าเหวี่ยงไปข้างหลัง ควรจะลงแตะพื้นเบา นักวิ่งส่วนใหญ่จะลงพื้นด้วยริมนอกของเท้า และหมุนเข้าด้านใน ซึ่งการหมุนเข้าด้านใน ช่วยเป็นเกาะกันกระแทก การลงเท้าและการก้าวเท้าจะช่วยให้วิ่งเร็วขึ้น ส่วนจะก้าวยาวหรือสั้นนั้นขึ้นอยู่กับนักวิ่งว่าต้องการความเร็วแค่ไหน โดยนักวิ่งเร็วจะลงพื้นด้วยปลายเท้าก่อน ส่วนนักวิ่งระยะกลางจะลงพื้นด้วยอุ้งเท้าก่อน และสำหรับนักวิ่งระยะไกลและนักวิ่งเพื่อสุขภาพจะลงด้วยส้นเท้าก่อน
2 . ท่าทางในการวิ่ง ควรวิ่งให้หลังตรงและเป็นธรรมชาติมากที่สุด ศีรษะตรงตามองตรงไปข้างหน้าให้ส่วนต่างๆ จากศีรษะลงมาหัวไหล่และสะโพกจนถึงพื้นเป็นเส้นตรง ลำตัวไม่โน้มไปด้านหน้าหรือเอนไปด้านหลัง
3. การเคลื่อนไหวของแขนจะช่วยเป็นจังหวะและการทรงตัวในการวิ่ง ขณะวิ่งแขนแกว่งไปมาเหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกาไปตามแนวหน้าหลัง พยายามอย่าให้ข้อศอกงอเข้ามาแคบกว่า 90 องศา หัวแม่โป้งวางบนนิ้วชี้สบายๆ กำนิ้วหลวมๆ ข้อมือไม่เกร็ง บางครั้งอาจเหยียดแขนตรงลงมา หรือเขย่าแขนเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวบ้าง หลังจากยกแขนไว้นานๆ
4. การหายใจ ควรหายใจเข้าทางจมูกและปล่อยลมหายใจออกพร้อมกันทั้งทางจมูกและปาก อย่างไรก็ดีให้ยึดกฎง่าย ๆ คือ การหายใจควรเป็นไปตามสบายและพยายามหายใจด้วยท้อง การหายใจด้วยท้องคือ สูดหายใจเข้าไปในปอดจนท้องขยายและบังคับปล่อยลมให้ออกมาด้วยการแขม่วท้อง การหายใจไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เกิดการจุกเสียดขณะวิ่งได้

2. ความหนัก ความนาน และความบ่อยของการวิ่ง
ความหนักหรือความเร็ว ควรใช้ความเร็วที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยจนต้องหายใจแรง แต่ไม่ถึงกับต้องหายใจทางปากหรือมีอาการหอบ เมื่อวิ่งไปแล้ว 4 – 5 นาที ควรมีเหงื่อออก ยกเว้นในอากาศเย็นจัดอาจยังไม่มี แต่สามารถวิ่งต่อไปได้เกิน10 นาที อาจใช้ความเร็วความคงที่ตลอดระยะทางหรือจะวิ่งเร็วสลับช้าบ้างก็ได้ แต่การวิ่งติดต่อกันโดยไม่หยุดถึง10 นาที เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนักสำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นกีฬาหรือวิ่งเป็นประจำอยู่ก่อน ฉะนั้นผู้ที่เริ่มวิ่งทุกคนจึงไม่ควรตั้งความหวังสำหรับการวิ่งครั้งแรกไว้ว่า จะวิ่งให้ได้ตลอดมากกว่า10 นาที โดยไม่สลับด้วยการเดิน
ความจริงแล้วการวิ่งสลับกับการเดินยาวๆ โดยไม่หยุดวิ่งในวันแรกๆ เป็นสิ่งถูกต้อง เพราะเป็นการผ่อนคลายร่างกายที่ไม่ทำให้เกิดความเครียดมากจนเกินไป แต่ในวันต่อ ๆ ไปควรเพิ่มระยะเวลาของการวิ่งให้มากขึ้น และลดระยะเวลาของการเดินให้น้อยลง จนในที่สุดสามารถวิ่งเหยาะได้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า10 นาที โดยไม่ต้องสลับด้วยการเดิน และทำเช่นนี้อย่างน้อย 3 วัน ต่อสัปดาห์ จึงถือได้ว่าเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ

3. การอบอุ่นร่างกายก่อนวิ่งและการผ่อนคลายร่างกายหลังวิ่ง
ก่อนและหลังการวิ่งทุกครั้ง ควรอบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกายประมาณ 4 – 5 นาที โดยวิ่งเหยาะๆ ด้วยความเร็วที่น้อยกว่าที่ใช้ในการวิ่งจริง พร้อมกับทำกายบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย

แต่บางครั้งร่างกายอ่อนแอ อาจอดนอน หรือเจ็บไข้ หรือวิ่งในขณะอากาศร้อนจัด และไม่ได้ทดแทนน้ำและเกลือแร่พอเพียง อาจเกิดอาการที่ส่อ “สัญญาณเตือนอันตราย” ขึ้นขณะวิ่งได้ เช่น อาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้หรือหน้ามืดเป็นลม รู้สึกคล้ายหายใจไม่ทันหรือหายใจไม่ออก ใจสั่น แน่น เจ็บตื้อบริเวณหน้าอก หรือลมออกหู หูตึงกว่าปกติ มีบางรายอาจควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ ซึ่งถ้าเกิดมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ให้ทำตามลำดับดังนี้
1. ขณะวิ่ง ให้ชะลอความเร็วลง หากอาการหายไปอย่างรวดเร็ว อาจวิ่งต่อไปอีกระยะหนึ่งด้วยความเร็วที่ชะลอไว้แล้วนั้น
2. แต่หากชะลอความเร็วแล้ว ยังมีอาการอยู่อีก ให้เปลี่ยนเป็นเดิน
3. ถ้าเดินแล้วยังมีอาการอยู่ ต้องหยุดนั่งหรือนอนราบจนว่าอาการจะหายไป
4. ซึ่งในวันต่อไป จำเป็นต้องลดความเร็วและระยะทางลง
5. ถ้าอาการที่เป็นสัญญาณเตือนอันตรายไม่หายไปแม้พักแล้วเป็นเวลานาน ต้องรีบปรึกษาแพทย์

สำหรับประโยชน์ของการวิ่ง มีมากมายตั้งแต่...
1. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจทำงานดีขึ้น ลดระดับไขมันในเลือด เพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และช่วยให้ไม่เป็นลมหน้ามืดง่าย
2. ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ลดภาวะกระดูกพรุน
3. ช่วยปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น
4. ช่วยควบคุมน้ำหนักของร่างกาย
5. กระตุ้นให้สมองเกิดการหลั่งสารเอ็นโดรฟินขึ้น ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด และทำให้รู้สึกสุขสบาย

และสุดท้าย จะดีมากขึ้น ถ้าการวิ่งใช้เสื้อและกางเกงที่ทำจากผ้าฝ้าย ไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป รวมทั้งรองเท้าหุ้มส้นที่พอดีกับขนาดและรูปเท้า ตลอดจนพื้นรองเท้าควรหนาและนุ่ม
หากออกกำลังกายได้อย่างที่ว่า สุขภาพดีก็อยู่แค่เอื้อม