<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602</id><updated>2011-10-23T14:55:04.751-07:00</updated><category term='มะเร็งต่อมลูกหมาก'/><category term='ภาวะการมีบุตรยาก'/><category term='หลัง สันหลัง'/><category term='มะเร็งไทรอยด์'/><category term='วิทยาการทางการแพทย์'/><category term='เท้า'/><category term='กระดูก'/><category term='วัณโรค'/><category term='มะเร็งกล่องเสียง'/><category term='สุขภาพทั่วไป'/><category term='ปวดหัว'/><category term='ปัญหาต่างๆทางเพศ'/><category term='อีโคไล'/><category term='การทรงตัว'/><category term='ตั้งครรภ์'/><category term='วิธีกำจัดขน'/><category term='สุขภาพเพศชาย'/><category term='มะเร็งลำไส้ใหญ่'/><category term='โรคร้ายแรง'/><category term='การนอน การพักผ่อน'/><category term='ผิวหนัง และศัลยกรรม'/><category term='สุขภาพจิต'/><category term='โรคจากสัตว์'/><category term='ขา'/><category term='โรคลมพิษ'/><category term='จิต'/><category term='สิว'/><category term='มะเร็งปอด'/><category term='สารเมลามีน'/><category term='ระบบทางเดินหายใจ'/><category term='กล้ามเนื้อ'/><category term='คอ ลำคอ'/><category term='พยาธิ'/><category term='มะเร็งผิวหนัง'/><category term='มะเร็งช่องปาก'/><category term='รอยสัก'/><category term='มะเร็งรังไข่'/><category term='หู'/><category term='กลิ่นตัว'/><category term='การคุมกำเนิด'/><category term='ยา การใช้ยา'/><category term='เพศสัมพันธ์'/><category term='ฝ้า'/><category term='เส้นประสาท'/><category term='สุขภาพเด็ก'/><category term='เบาหวาน'/><category term='มะเร็งเม็ดเลือดขาว'/><category term='มะเร็งเต้านม'/><category term='พาร์กินสัน'/><category term='ลมประเภทต่างๆ'/><category term='มะเร็งทางเดินปัสสาวะ'/><category term='ตา'/><category term='ความอ้วน'/><category term='หัวใจ'/><category term='มะเร็งต่อมน้ำเหลือง'/><category term='ระบบขับถ่าย'/><category term='มะเร็งโพลงหลังจมูก'/><category term='มะเร็งกระดูก'/><category term='สมอง'/><category term='อาหาร'/><category term='ภูมิแพ้'/><category term='ผม'/><category term='มะเร็งตับ'/><category term='โรคติดต่อ'/><category term='ฟัน ช่องปาก'/><category term='มะเร็งปากมดลูก'/><category term='กรน'/><category term='มะเร็ง'/><category term='นม'/><category term='ความเครียด'/><category term='มะเร็งมดลูก'/><category term='มะเร็งสมอง'/><category term='ไข้ ต่างๆ'/><category term='ใบหน้า'/><category term='เข่า'/><category term='สุขภาพผู้สูงอายุ'/><category term='คันในร่มผ้า'/><category term='ไข้หวัดใหญ่ 2009'/><category term='เอดส์'/><category term='สุขภาพเพศหญิง'/><category term='อัลไซเมอร์'/><category term='เสียง'/><category term='มะเร็งและเนื้องอกในระบบประสาท'/><category term='ทางเดินอาหาร'/><category term='กระเพาะอาหาร'/><category term='จมูก'/><title type='text'>สุขภาพดี ดูแลได้ ห่างไกลโรค</title><subtitle type='html'>โรค และการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต  การรักษา การบำบัด คำแนะนำจากคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญของไทย</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>300</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-8217064733623717515</id><published>2011-10-23T11:49:00.000-07:00</published><updated>2011-10-23T11:49:39.258-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภูมิแพ้'/><title type='text'>แมลงสาบ! ภัยเงียบสู่ภูมิแพ้</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.bugbegone.co.th/images/bio/p1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://www.bugbegone.co.th/images/bio/p1.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099;"&gt;“แมลงสาบ”  สัตว์สกปรกที่เป็นต้นกำเนิดสารก่อภูมิแพ้  ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของผู้ป่วยภูมิแพ้คนไทย &lt;br /&gt;          แมลงสาบที่พบในบ้านเรา  ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อเมริกัน สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว  กล่าวคือหากเราเห็นแมลงสาบในบ้าน 1 ตัว เท่ากับยังมีอยู่ในรังอีก 10-800 ตัว&lt;br /&gt;          สารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบจะมาจากส่วนต่าง ๆ ทั้งจากตัวมันเอง และส่วนต่างๆ ของแมลงสาบ   เช่น   ปีก หนวด  ไข่   รวมทั้งสิ่งที่ขับถ่ายออกมา หรือจากสารคัดหลั่งของแมลงสาบ  &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099;"&gt;          หลายคนสงสัยว่า “ภูมิแพ้” นั้นคืออะไรกัน          อธิบายง่ายๆ  ก็คือ  โรคภูมิแพ้   เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแบบไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ซึ่งในคนปกติไม่เกิดอาการใดๆ แต่ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อได้รับสารนั้นจะกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้าง immunoglobulin E (IgE) มากเกินไป มีผลทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานมากขึ้น เกิดการอักเสบและมีการหลั่งสารเคมีชนิดต่างๆ ที่รู้จักกันดีคือสาร histamine  ทำให้เกิดอาการแพ้และมีอาการแสดงต่างๆ แล้วแต่ว่าจะเกิดกับอวัยวะใด  ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกระบบและทุกวัย  &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099;"&gt;          แม้โรคภูมิแพ้ จะเป็นโรคที่ไม่ติดต่อกัน  แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคคือ กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม  จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า สิ่งแวดล้อมที่กล่าวถึงนั้น รวมถึงบ้านพักอาศัยด้วย เพราะในบ้านมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ฝุ่นบ้าน ขนสัตว์ ฯลฯ โดยเฉพาะแมลงสาบถือเป็นภัยร้ายใกล้ตัว ที่หลายคนมองข้าม ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นอยู่   หากเป็นอพาร์ทเมนท์  ที่รวมห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัวไว้ที่เดียวกัน จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่อาศัยในบ้านพัก หรือห้องเช่าที่มีการจัดแบ่งห้องต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นสัดส่วน จากการสำรวจพบว่า  ในส่วนที่เป็นครัวจะมีสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบมากที่สุด รองลงมาคือ ห้องนั่งเล่นและห้องนอน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099;"&gt;          จากการศึกษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราชที่ผ่านมา พบว่า มีสาเหตุมาจากแมลงสาบ 44 – 60 % ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทั้งหมด&lt;br /&gt;          อาการภูมิแพ้แมลงสาบ  อาจมีเพียงเล็กน้อย   เช่น  คันที่ผิวหนัง  คอ   ตาและจมูก  ที่พบบ่อยคือ  โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis) และโรคหืด (asthma) ซึ่งมักมีอาการเกิดขึ้นได้ตลอดปี หากเกิดอาการในกลุ่มเด็กจะมีความรุนแรงมากกว่า อาจทำให้เกิดโรคหอบหืดและหายใจไม่ออก จนต้องไปโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉินหรือเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และมีโอกาสเสียชีวิตได้ถ้านำส่งโรงพยาบาลไม่ทัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099;"&gt;          แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยกำจัดหรือลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว  และหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือได้รับสารก่อภูมิแพ้อย่างมุ่งมั่นและจริงจัง  ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการรักษาโรคภูมิแพ้  การกำจัดแมลงสาบต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน  ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม โดยการรักษาความสะอาด กำจัดขยะและเศษอาหาร การควบคุมโดยใช้สารเคมี และใช้อุปกรณ์กำจัดแมลงสาบ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099;"&gt;          อย่างไรก็ตามโรคภูมิแพ้ไม่เฉพาะที่มาจากแมลงสาบนับวันจะพบมากขึ้น  เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  สิ่งที่เป็นปัญหาของการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยนั้น ส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าในบ้านจะมีสารก่อภูมิแพ้ใด จึงทำให้แพทย์เกิดแนวคิดในการทำชุดทดสอบต่าง ๆ เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ในบ้านโดยเฉพาะเพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในอดีตจะใช้ชุดตรวจสอบจากต่างประเทศซึ่งเป็นแมลงสาบคนละสายพันธุ์กับไทย ทำให้ไม่ได้มาตรฐาน แต่วันนี้เราสามารถพัฒนาน้ำยาดังกล่าวได้สำเร็จ  และนำมาใช้ในการตรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099;"&gt;          นอกจากนี้คณะผู้วิจัยนำโดย  ศาสตราจารจารย์ ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา ยังได้พัฒนาวัคซีน  โดยการนำโปรตีนของแมลงสาบกว่า 20 ชนิด มาตรวจสอบว่าชนิดใดก่อให้เกิดภูมิแพ้  เมื่อทราบว่าโปรตีนจากแมลงสาบชนิดใดที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้และเป็นโปรตีนที่ไม่พบในคน จึงนำมาพัฒนาเป็นวัคซีนต้นแบบสำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้แมลงสาบได้สำเร็จเรียกว่า วัคซีนดีเอ็นเอ โดยการนำดีเอ็นเอที่สร้างโปรตีนแมลงสาบมาเชื่อมกับดีเอ็นเอของสารช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของคน    ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้ป่วย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099;"&gt;          แม้ภูมิแพ้จะได้รับการรักษาแล้ว   แต่ไม่อาจพูดได้ว่าหายขาด 100 %   จากข้อมูลที่ผ่านมา  มีเด็กประมาณ  30 – 50 %  ถ้าได้รับการดูแลรักษาดี   โตขึ้นอาจหายได้ แต่ในรายที่ไม่หายขาด สามารถดูแลรักษาไม่ให้อาการกำเริบได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #000099;"&gt;          ถ้าไม่อยากเป็นภูมิแพ้แมลงสาบ  ต้องหมั่นทำความสะอาด  ดูแลสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและรอบๆ  ป้องกันดีกว่าแก้ไขนะคะ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-8217064733623717515?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/8217064733623717515/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/8217064733623717515'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/8217064733623717515'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_23.html' title='แมลงสาบ! ภัยเงียบสู่ภูมิแพ้'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-448315484151615140</id><published>2011-10-22T00:48:00.000-07:00</published><updated>2011-10-22T00:48:11.027-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระดูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผู้สูงอายุ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><title type='text'>4 วิธี ช่วยกระดูกให้แข็งแรง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://t3.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcS1Vrkk9PYtJNdWb2ie_4L41yDqMjkIuKY9PSXTsNLgb3CDxEko" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="253" src="http://t3.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcS1Vrkk9PYtJNdWb2ie_4L41yDqMjkIuKY9PSXTsNLgb3CDxEko" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="background-color: white;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;em style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-family: 'Cordia New';"&gt;“&lt;span lang="TH"&gt;ทำอย่างไรดี ไปตรวจความหนาแน่นของกระดูกแล้วพบว่า กระดูกบางลง&lt;/span&gt;”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/em&gt;&lt;b style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/i&gt;&lt;/b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;โรคกระดูกพรุน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp; 65&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ปีขึ้นไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนจะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เรามีวิธีบำรุงรักษากระดูกให้แข็งแรงมาฝากค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;span style="font-family: 'Cordia New';"&gt;1.&amp;nbsp;&lt;span lang="TH"&gt;รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และ รับประทานแคลเซียมเสริม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp; 50&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ปี&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ต้องการแคลเซียมวันละ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;1,000&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;มิลลิกรัม&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;อายุมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;50&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ปี ต้องการแคลเซียมวันละ&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;1,200&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;มิลลิกรัม&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;แหล่งที่มาของแคลเซียมได้จาก อาหารหลายประเภท&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เช่น&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;นม&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;โยเกิร์ต&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ชีส&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ปลาตัวเล็กทอด&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;กุ้งแห้ง&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;กะปิ&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ผักคะน้า&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ใบยอ&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ดอกแค&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เต้าหู้แข็ง&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ถั่วแดง&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;และงาดำ โดยทั่วไปการรับประทานอาหารไทยจะได้รับแคลเซียมประมาณ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;400 - 500&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;มิลลิกรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่ร่างกายควรได้รับ จึงควรดื่มนมเสริม&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;แต่หากไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ แนะนำให้รับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดซึ่งมีหลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ดูว่าใน&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;1&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;800&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;มิลลิกรัม&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เนื่องจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;4.&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดจะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อความปลอดภัย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;b style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;span style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&amp;nbsp;2.&amp;nbsp;&lt;span lang="TH"&gt;ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (&lt;/span&gt;weight-bearing exercise)&amp;nbsp;&lt;span lang="TH"&gt;อย่างสม่ำเสมอ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;2 – 3&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ครั้ง ครั้งละ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;30&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;นาที โดยเฉพาะผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เน้นการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เช่น&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เดินไกล&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;วิ่งเหยาะๆ&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;รำมวยจีน&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก การออกกำลังกายชนิดนี้ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;span style="font-family: 'Cordia New';"&gt;3.&amp;nbsp;&lt;span lang="TH"&gt;หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ลดเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เช่น&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ชา&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;กาแฟ&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เนื่องจากจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ลดลง&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ และยาลูกกลอน ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระดูกพรุนมากขึ้นได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;span style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;span lang="TH"&gt;ปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม ส่งตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นของกระดูกในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และให้การรักษาเมื่อตรวจพบภาวะโรคกระดูกพรุน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;สุดท้ายคงต้องบอกว่า การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงสามารถทำได้ทุกวัย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนอายุ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;30&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;ปี&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 21px;"&gt;เป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดและต้องไม่ลืมว่าการออกกำลังกายแต่พอเหมาะและรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีกนาน&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;อ.พญ. จันทนรัศม์ จันทนยิ่งยง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: 'Cordia New';"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px;"&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-448315484151615140?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/448315484151615140/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/4.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/448315484151615140'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/448315484151615140'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/4.html' title='4 วิธี ช่วยกระดูกให้แข็งแรง'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-1757440760908878321</id><published>2011-10-22T00:36:00.000-07:00</published><updated>2011-10-22T00:36:10.650-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การทรงตัว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หู'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><title type='text'>เวียนศีรษะ โลกหมุน สูญเสียการทรงตัว</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/809_1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/809_1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;อาการเวียนศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อย เป็นความรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริง ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนไป รู้สึกว่าตัวผู้ป่วยเองหมุนหรือไหวไป ทั้ง ๆ ที่ตัวผู้ป่วยเองอยู่เฉย ๆ ความรู้สึกดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการรับข้อมูล หรือการเสียสมดุลของระบบประสาททรงตัวของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยตา, ประสาทสัมผัสบริเวณข้อต่อ, อวัยวะควบคุมการทรงตัวในหูชั้นใน และระบบประสาทส่วนกลางที่ฐานสมอง และตัวสมองเอง ทำงานเกี่ยวเนื่องกัน &amp;nbsp;ความผิดปกติดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยเข้าใจไปว่ามีการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่มี เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวและอวัยวะการได้ยิน อยู่ใกล้ชิดสัมพันธ์กันจากหูไปสู่สมอง โรคของระบบทรงตัวจึงมักสัมพันธ์กับการเสียการได้ยิน, หูอื้อ และมีเสียงดังรบกวนในหูได้ เมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะ มักจะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของลูกตา (ตากระตุก หรือ nystagmus), การเซ, การล้ม, อาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตกร่วมด้วยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สาเหตุของอาการเวียนศีรษะ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;1. สาเหตุทางหู&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หูชั้นนอก&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;อุดตัน จาก ขี้หู, เนื้องอก, หนอง หรือการอักเสบจากหูชั้นนอก หรือหูชั้นกลางอักเสบ, กระดูกช่องหูหักจากอุบัติเหตุ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หูชั้นกลาง&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;เลือดคั่งในหูชั้นกลาง (hemotympanum) จากอุบัติเหตุ หรือการเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;ท่อยูสเตเชี่ยน ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมระหว่างโพรงหลังจมูกและหูชั้นกลาง ทำงานผิดปกติหรือมีการอุดตันจากโรคจมูกอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง (โรคแพ้อากาศ หรือจมูกอักเสบภูมิแพ้), ไซนัสอักเสบ, การดำน้ำ, การขึ้น-ลงที่สูง, ก้อนเนื้องอกที่โพรงหลังจมูก&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;การทะลุของเยื่อที่ปิดช่องทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลาง และหูชั้นใน (perilymphatic fistula) จากการไอ, เบ่ง หรือจามแรงๆ หรือเกิดจากหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อน&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หูชั้นใน&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;การติดเชื้อของหูชั้นใน (labyrinthitis) โดยเชื้ออาจลุกลามมาจากหูชั้นกลางที่อักเสบเฉียบพลัน หรือเยื่อหุ้มสมองที่อักเสบ หูชั้นกลางที่อักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก) และมีภาวะแทรกซ้อน หรือเกิดจากการติดเชื้อซิฟิลิส, ไวรัส, แบคทีเรีย, ปรสิต&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;การอักเสบของหูชั้นในจากสารพิษ (toxic labyrinthitis) ได้แก่ ยาที่มีพิษต่อระบบประสาททรงตัวในหูชั้นใน เช่น ยาต้านจุลชีพ กลุ่ม aminoglycoside, quinine, salicylate, sulfonamide, barbiturate&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;การบาดเจ็บที่ศีรษะ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน ทำให้มีเลือดออกในหูชั้นใน, ฐานสมอง, ก้านสมอง หรือสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;การได้รับแรงกระแทก เกิดการบาดเจ็บจากเสียงดัง เช่นระเบิด, ประทัด, การยิงปืน หรือการผ่าตัดบริเวณหู&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคมีเนีย (Meniere’s disease)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;โรคก้อนหินปูนเคลื่อนที่ในหูชั้นใน (benign paroxysmal positional vertigo หรือ BPPV) อาการเวียนศีรษะจะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่ศีรษะหันไปทางใดทางหนึ่ง และมักจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ (มักเป็นวินาที มักไม่เกิน 1 นาที)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;2. โรคของทางเดินประสาท และสมอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ (vestibular neuronitis)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; เนื้องอกของประสาททรงตัว (vestibular schwannoma)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp;โรคของระบบประสาทกลาง&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; ความผิดปกติของกระแสโลหิตที่ไปเลี้ยงระบบประสาทกลาง ทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัวไม่พอ อาจเกิดจากไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูง, การสูบบุหรี่ (สารนิโคติน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว), การดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (สารคาเฟอีน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว), เบาหวาน, เลือดข้นผิดปกติ, ซีด, กระดูกคอเสื่อม หรือมีหินปูนบริเวณกระดูกคองอกไปกดหลอดเลือดขณะมีการหันศีรษะหรือแหงน, เครียด หรือวิตกกังวล (ทำให้เส้นเลือดตีบตัวชั่วคราว), โรคหัวใจ (หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจขาดเลือด)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp; การเสื่อมของระบบประสาทกลางที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp; การติดเชื้อของระบบประสาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;3. สาเหตุอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disease), โรคต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยผิดปกติ (hypothyroidism), โรคเลือด &amp;nbsp;[มะเร็งเม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือดสูงผิดปกติ, ซีด, เลือดออกง่ายผิดปกติ], โรคหลอดเลือดแข็งและตีบจากโรคไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, โรคกระดูกต้นคอเสื่อม, โรคไต, ระดับยูริกในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตต่ำ, โรคภูมิแพ้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;4. ไม่ทราบสาเหตุ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การวินิจฉัยสาเหตุของอาการเวียนศีรษะ อาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกายโดยเฉพาะ การตรวจทางหู คอ จมูก, การตรวจตา, การตรวจเส้นประสาทสมอง และ ระบบประสาทกลาง, การวัดความดันโลหิต ท่านอน ท่านั่ง และท่ายืน (เพื่อตรวจหาความดันเลือดต่ำขณะเปลี่ยนท่า) และการตรวจพิเศษ เช่น&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; การเจาะเลือด เพื่อหาภาวะซีด, เลือดข้น, มะเร็งเม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือดมากผิดปกติ,เบาหวาน, ระดับไขมันในเลือดที่สูง, ระดับยูริกในเลือดที่สูง, การอักเสบของร่างกาย (ESR) ซึ่งอาจบ่งถึงโรคแพ้ภูมิตัวเอง, โรคไต, การติดเชื้อซิฟิลิส หรือเอดส์, การทำงานของต่อมธัยรอยด์ที่ผิดปกติ, ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำเกินไป&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีโรคไตหรือไม่&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; การตรวจการได้ยิน&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; การตรวจหาความผิดปกติของหัวใจ (EKG)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง (brainstem electrical response audiometry)โดยใช้เสียงกระตุ้นทางเดินประสาทที่ผ่านหู ตั้งแต่หูชั้นใน, ประสาทสมองที่เกิ่ยวกับการได้ยิน ไปสู่ก้านสมอง และผ่านไปกลีบสมอง &amp;nbsp;วิธีนี้จะตรวจความผิดปกติของโรคในสมองส่วนกลางได้รวดเร็วและแม่นยำ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; การตรวจระบบประสาททรงตัวโดยเครื่องวัดการทรงตัว เพื่อแยกความผิดปกติของภาวะข้อเสื่อมจากโรคหูชั้นในและโรคของสมอง&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; การถ่ายภาพรังสีกระดูกคอ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; การถ่ายภาพรังสี เช่นเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) หรือเอ็กซเรย์สนามแม่เหล็ก (MRI)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; การตรวจการไหลเวียนของกระแสโลหิต ผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปสู่สมอง โดยใช้อัลตราซาวน์ ซึ่งจะบอกแรงดันเลือด &amp;nbsp;ความเร็วของการไหล และความไม่สมดุลของการไหลเวียนของกระแสโลหิตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การรักษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;1. การรักษาตามอาการ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp;ให้ยาที่กดการรับรู้ของประสาททรงตัว เพื่อให้หายจากอาการเวียนศีรษะ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp;ให้ยาสงบ หรือระงับประสาท&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp;ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp;ให้ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว ซึ่งการให้ยาดังกล่าวนี้ เป็นการรักษาปลายเหตุ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp; เมื่ออาการเวียนศีรษะน้อยลงแล้ว ควรให้เริ่มการบริหารระบบทรงตัว (head balance exercise) เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลของระบบประสาททรงตัวได้ &amp;nbsp;การบริหารดังกล่าวเป็นการฝึกฝนการปรับวิสัยการทรงตัวต่อตัวกระตุ้นสมมุติที่สร้างขึ้น จะสร้างนิสัย“เคยชิน”ต่อสภาวะนั้น ๆ ให้เกิดขึ้นในอวัยวะทรงตัว เพื่อให้สามารถใช้การทรงตัวได้อย่างดีในสภาวะต่างๆ ได้แก่ การฝึกบริหารสายตา &amp;nbsp;ฝึกกล้ามเนื้อ คอ แขนขา &amp;nbsp; ฝึกการเคลื่อนไหวศีรษะและคอ รวมทั้งการเดิน และยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าผู้ป่วยหายเวียนศีรษะแล้ว &amp;nbsp;ควรป้องกันไม่ให้มีอาการเวียนศีรษะอีก โดย&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;• &amp;nbsp;หลีกเลี่ยงเสียงดัง&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;• &amp;nbsp;ถ้าเป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง,ไขมันในเลือดสูง, ไต,โรคกรดยูริกในเลือดสูง,โรคซีด,โรคเลือด ควบคุมโรคให้ดี&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;• &amp;nbsp;หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาททรงตัว เช่น aspirin, aminoglycoside, quinine&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;• &amp;nbsp;หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;• &amp;nbsp;หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;• &amp;nbsp;ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ, ชา, เครื่องดื่มน้ำอัดลม, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, งดการสูบบุหรี่&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;• &amp;nbsp;พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว, ลดความเครียด วิตกกังวล และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ&lt;br /&gt;2. การรักษาตามสาเหตุของโรค&lt;br /&gt;3. การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องขณะเวียนศีรษะ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; เมื่อมีอาการเวียนศีรษะขณะเดิน ควรหยุดเดินและนั่งพัก &amp;nbsp;เพราะการฝืนเดินขณะเวียนศีรษะอาจทำให้ผู้ป่วยล้ม และเกิดอุบัติเหตุได้ เช่นกัน ถ้าอาการเวียนศีรษะเกิดขณะขับรถหรือขณะทำงาน ควรหยุดรถข้างทางหรือหยุดการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าเวียนมากควรนอนบนพื้นราบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น พื้น ผู้ป่วยควรมองไปยังวัตถุที่อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ถ้าอาการเวียนศีรษะน้อยลง ค่อย ๆ ลุกขึ้น แต่อาจรู้สึกง่วงหรือเพลียได้ ถ้าง่วงแนะนำให้นอนหลับพักผ่อน หลังตื่นนอนอาการมักจะดีขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; ไม่ควรว่ายน้ำ, ดำน้ำ, ปีนป่ายที่สูง, เดินบนสะพานไม้แผ่นเดียว หรือเชือกข้ามคูคลอง, ขับรถ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ขณะมีอาการเวียนศีรษะเพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; หลีกเลี่ยงสารคาเฟอีน (ชา น้ำอัดลม กาแฟ) &amp;nbsp;การสูบบุหรี่ ซึ่งจะลดเลือดที่ไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; พยายามอย่ารับประทานอาหาร หรือดื่มมากนัก จะได้มีโอกาสอาเจียนน้อยลง&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; พยายามหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ในระหว่างเกิดอาการ ได้แก่ การหมุนหันศีรษะไว ๆ, การเปลี่ยนท่าทางอิริยาบถอย่างรวดเร็ว, การก้ม เงยคอ หรือหันอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิด อาการเวียนศีรษะ เช่นความเครียด, ความวิตกกังวล, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, สารก่อภูมิแพ้ (ถ้าแพ้), การเดินทางโดยทางเรือ, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;- &amp;nbsp; รับประทานยาที่แพทย์ให้รับประทาน เวลาเวียนศีรษะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-1757440760908878321?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/1757440760908878321/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_6416.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/1757440760908878321'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/1757440760908878321'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_6416.html' title='เวียนศีรษะ โลกหมุน สูญเสียการทรงตัว'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-8639065172656870845</id><published>2011-10-22T00:28:00.000-07:00</published><updated>2011-10-22T00:28:34.124-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฟัน ช่องปาก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><title type='text'>จัดฟันแฟชั่น อันตราย!!</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/916_1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/916_1.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันการจัดฟันเพื่อการรักษา กลายมาเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมจากหมู่วัยรุ่นและประชาชนอย่างมาก &amp;nbsp;การจัดฟันแฟชั่น โดยผู้ที่ไม่ใช่ทันตแพทย์ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่มีความรู้เพียงพอในการที่จะใส่เครื่องมือจัดฟัน ทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพในช่องปาก &amp;nbsp;ตามมาภายหลัง&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยปกติแล้วผู้ที่มีฟันเรียงตัวเป็นปกติ ไม่มีปัญหาในการใช้งานหรือมีปัญหาเรื่องความสวยงาม เมื่อมาพบทันตแพทย์เพื่อขอจัดฟัน ทันตแพทย์จะปฎิเสธที่จะจัดฟันให้เนื่องจากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการรักษา ทำให้มีกลุ่มบุคคลที่เห็นช่องทางหารายได้จากความต้องการจัดฟันคนเหล่านี้ จึงมีการเปิดรับจัดฟันแฟชั่นขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การจัดฟันแฟชั่น ที่แสนจะอันตราย ผู้จัดจะใช้ลวดเส้นเล็ก ร้อยลูกปัดสีต่าง ๆ บางชนิดเคลือบสีและสารปรอทเพื่อให้สวยงาม ซึ่งลวดและลูกปัดดังกล่าวพบว่ามีสารเคมีรุนแรง ทั้ง...&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp;สารตะกั่ว&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp;สารหนู&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - &amp;nbsp;สารแคดเมียม&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ออกประกาศห้ามผลิตและจำหน่ายลวดจัดฟันแฟชั่น โดยมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมากระแสนิยมในเรื่องจัดฟันแฟชั่นได้เปลี่ยนไป จากการใช้ลวดเส้นเล็กร้อยลูกปัดสีต่าง ๆ หายไปจากสังคมไทย กลายเป็นการใช้เครื่องมือจัดฟันจริง หรือเลียนแบบใกล้เคียงกับเครื่องมือที่ทันตแพทย์ใช้มากขึ้น ซึ่งรูปแบบของการจัดฟันแฟชั่นที่มีการใส่เครื่องมือแบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ คือ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. การใส่เครื่องมือแบบติดแน่น&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2. การใส่เครื่องมือถอดได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขั้นตอนการทำจะยุ่งยากซับซ้อนขึ้น และมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น (แต่ก็ยังอันตรายอยู่ดี) และมักจะโฆษณาชวนเชื่อว่า “เป็นการใช้ลวดและเครื่องมือที่ทันตแพทย์ใช้” &amp;nbsp;บางแห่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยใช้คำว่า Lab เพื่อให้เข้าใจว่า เป็น Laboratory ที่สามารถทำฟันปลอม เครื่องมือจัดฟันให้กับทันตแพทย์ &amp;nbsp;(ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เลย)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การจัดฟันแฟชั่นโดยใช้ลวดจัดฟันปลอม นอกจากมีจำหน่ายตามแผงลอยแล้ว ยังระบาดไปตามตลาดนัดในต่างจังหวัด &amp;nbsp;แหล่งชุมชนไม่เว้นจังหวัดเล็กจังหวัดใหญ่ &amp;nbsp;มีทั้งจำหน่ายให้นำไปใส่เองหรือผู้จำหน่ายใส่ให้ในช่องปาก แต่วัยรุ่นมักจะนิยมให้ผู้จำหน่ายติดให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันตรายต่อสุขภาพในช่องปาก จากการจัดฟันแฟชั่น ...&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1. เหงือกอักเสบเป็นแผล มีเลือดไหล &amp;nbsp;เกิดแผลในช่องปาก &amp;nbsp;เนื่องจากลวดและพลาสติกอาจกดเหงือกหรือทิ่มเหงือก หรือถ้าลวดยาวและไม่พอดี &amp;nbsp;ทำให้แทงเหงือกได้&lt;br /&gt;2. สารอันตรายดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย &amp;nbsp;เนื่องจากการใช้เครื่องมือที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ใช่มาตรฐานที่สามารถใช้ในช่องปากได้ เช่น เกิดสนิมหรือเคลือบปรอท ลูกปัดสีมีสารหนู สารตะกั่ว เจือปนอยู่&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. เกิดการแพร่กระจายของโรคติดต่อ หรือการติดเชื้อ เนื่องจากผู้ทำไม่ได้ใส่ถุงมือ ไม่มีการล้างมือด้วยน้ำยากำจัดเชื้อก่อนทำ ขั้นตอนในการทำที่สกปรกไม่มีการฆ่าเชื้อโรค อีกทั้งการที่ผู้ทำใส่ลวดให้จะต้องใช้คีม และฝังวัสดุเข้าไปในช่องปากอาจจะไม่สะอาดพอ &amp;nbsp;โดยปกติเครื่องมือที่นำไปใช้ในช่องปาก &amp;nbsp;ทันตแพทย์ต้องฆ่าเชื้อโรคก่อนทุกครั้ง&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. ฟันผุ &amp;nbsp;เหงือกอักเสบ การมีลวดและลูกปัดติดในช่องปาก &amp;nbsp;จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟันลดลง เพราะเศษอาหารติดได้ง่าย&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. ปวดฟัน ฟันเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิม เพราะลวดอาจดันฟัน ยิ่งผู้ทำออกแรงกระทำกับตัวฟันมาก อาจเกิดการเจ็บปวดได้&lt;br /&gt;6. เคลือบฟันบางลง ฟันผุง่ายขึ้น บางครั้งอาจมีการกรอเอาเคลือบฟันออก (ทำให้เสียเคลือบฟันไป ซึ่งทันตแพทย์จะไม่มีการกรอเอาเคลือบฟันที่ดีๆออกไป) แล้วใช้กรดฟอสฟอริก (ชนิดเดียวกับที่ทันตแพทย์ใช้ในการทำฟัน)กัดฟันให้เป็นรูพรุนเล็กๆ เพื่อที่จะให้เกิดการยึดเครื่องมือ Bracket ให้ติดกับฟันได้ ซึ่งการที่เคลือบฟันถูกทำลายไปไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7. อาจถึงแก่ชีวิตโดยไม่รู้ตัว &amp;nbsp;การใส่ลวดเส้นเล็ก ถ้าไม่แน่นหรือหลวมขยับได้จะเกิดอันตรายอย่างมาก ยิ่งใส่นอนหรือขณะรับประทานอาหาร เนื่องจากลวดมีขนาดเล็กอาจตกลงในลำคอ รวมถึงลูกปัดเล็ก ๆ ที่ติดไม่แน่นกับลวดก็อาจหลุดเข้าคอได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**เมื่อเกิดอันตรายดังข้างต้น ควรรีบมาพบทันตแพทย์ให้เร็วที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัยรุ่นและประชาชน อย่าเห็นแก่ความสวยงามเพียงเล็กน้อย ซึ่งการจัดฟันแฟชั่น ถ้าดูใกล้ ๆ &amp;nbsp;ก็ไม่เหมือนการจัดฟันที่มีลวดหรือยางจัดฟันของทันตแพทย์จัดฟัน &amp;nbsp;มีแต่จะทำให้สุขภาพฟันและอวัยวะอื่น ๆเสียอย่างคาดไม่ถึงตามมามากมาย ซึ่งไม่คุ้มค่ากับความสวยงามที่แลกด้วยความเจ็บปวด&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจซื้อและใช้สินค้าเหล่านี้ รวมถึงผู้ทำที่ไม่ใช่ทันตแพทย์ ต่างก็มีความผิดทางกฎหมายในการทำฟันเช่นกันค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ทพญ.ฉัตรแก้ว บริบูรณ์หิรัญสาร &amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;งานทันตกรรม Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-8639065172656870845?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/8639065172656870845/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_8399.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/8639065172656870845'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/8639065172656870845'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_8399.html' title='จัดฟันแฟชั่น อันตราย!!'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-6881528400596678470</id><published>2011-10-22T00:25:00.000-07:00</published><updated>2011-10-22T00:25:35.572-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><title type='text'>สมุนไพรกับการรักษามะเร็ง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.seso.go.th/customer_images/seso_go_th_0129_1_6_img1_5050." imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="239" src="http://www.seso.go.th/customer_images/seso_go_th_0129_1_6_img1_5050." width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายต่อหลายครั้งที่เห็นคนไข้แล้วเศร้าใจ เพราะเหตุที่คุณผู้หญิงทั้งหลายหันไปรักษามะเร็งด้วยสมุนไพร &amp;nbsp;มาเจอคนไข้อีกทีก็เข้าขั้นระยะรุนแรง หรือหมดทางเยียวยาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อย ยิ่งมะเร็งที่เกิดในสตรี เช่น มะเร็งปากมดลูกด้วยแล้ว &amp;nbsp;หากรายไหนหมอบ่งชี้ว่า &amp;nbsp;ควรจะรับการรักษาโดยวิธีรังสีรักษา ก็มักจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย &amp;nbsp; ด้วยความเข้าใจผิดของผู้ป่วยนั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากจะบอกคุณผู้หญิงทั้งหลายว่า ผู้ที่เป็นมะเร็ง &amp;nbsp;ไม่ได้แปลว่าตนจะต้องตายสถานเดียว ถ้าตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้ครับ&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;br /&gt;การรักษามาตรฐานที่ใช้กันมี 3 วิธี คือ&lt;br /&gt;1. การผ่าตัดรักษา เช่น &amp;nbsp;มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งรังไข่ ซึ่งวิธีการผ่าตัดก็หลากหลายแล้วแต่ชนิดของโรค&lt;br /&gt;2. รักษาโดยยาเคมีบำบัด มักใช้ในโรคมะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งชนิดอื่น ๆ เพื่อช่วยกำจัดมะเร็งที่หลงเหลือจากการผ่าตัด หรือเพื่อกันการเกิดซ้ำของโรค โดยหมอจะพิจารณาการใช้ยาเคมีบำบัดอย่างไร ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และปริมาณมะเร็งที่หลงเหลือจากการผ่าตัดหรือขึ้นกับปัจจัยอื่น ๆ &amp;nbsp;ของคนไข้&lt;br /&gt;3. รักษาโดยรังสีรักษา ซึ่งในปัจจุบันอาจจะรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัด ซึ่งได้ผลดีในการรักษามะเร็งปากมดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูก อย่างไรก็ตาม ผลการรักษายังขึ้นกับระยะของโรค ถ้าเป็นระยะแรกโอกาสหายเกือบจะ 100 % สำหรับภาวะแทรกซ้อนของการรักษานั้น พบน้อยมาก &amp;nbsp;เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากภาวะแทรกซ้อนจึงแทบจะไม่มี&lt;br /&gt;การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวถือเป็นการรักษาโรคแผนปัจจุบัน ต้องผ่านการศึกษาวิจัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักทางสถิติและทางวิทยาศาสตร์ มีการทดลองในหลอดแก้วและในสัตว์ &amp;nbsp;พิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและใช้ได้ผลในการรักษาจริง &amp;nbsp;ก่อนจะนำมาใช้รักษากับผู้ป่วย &amp;nbsp;โดยแพทย์ผู้ชำนาญการ &amp;nbsp;อีกทั้งผลงานดังกล่าวยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับการใช้ยาสมุนไพรรักษามะเร็งนั้น &amp;nbsp;ยังไม่มีรายงานผลการรักษาที่เชื่อถือได้ชัดเจน มักพูดกันปากต่อปาก หรือเป็นไปตามกระแสข่าว &amp;nbsp;ทำให้เกิดความหลงเข้าใจผิดไป &amp;nbsp;ยิ่งกว่านั้นยาสมุนไพรบางชนิดยังผสมยาเคมีบำบัดเข้าไปด้วย &amp;nbsp;อาจทำให้คนไข้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การกดไขกระดูกมากขึ้น และหากผู้ป่วยรักษาร่วมกับแผนปัจจุบันอีก &amp;nbsp;อาจทำให้การรับยาไม่ได้ตามที่กำหนด &amp;nbsp;จึงเกิดผลเสียในการตอบสนองต่อยาแผนปัจจุบัน &amp;nbsp;และอาจทำให้การรักษาล้มเหลวในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;รศ.นพ.ชัยยศ ธีรผกาวงศ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;ภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-6881528400596678470?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/6881528400596678470/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_22.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6881528400596678470'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6881528400596678470'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_22.html' title='สมุนไพรกับการรักษามะเร็ง'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-6503838531717242896</id><published>2011-10-22T00:21:00.000-07:00</published><updated>2011-10-22T00:21:18.354-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผิวหนัง และศัลยกรรม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ใบหน้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><title type='text'>ผื่นแดงที่หน้า (Red face Syndrome)</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/920_1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/920_1.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Red face syndrome&lt;/b&gt; หรือ ผื่นแดงที่หน้า มีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กๆคล้ายผดบริเวณใบหน้า อาจมีอาการคันหรือไม่ก็ได้ เวลาลูบจะรู้สึกสากที่ผิวหน้า อาจมีอาการแสบคัน ระคายเคือง ไวต่อแสงแดดและเหงื่อ&lt;br /&gt;ผื่นแดงที่หน้าเป็นปัญหาที่พบบ่อยในปัจจุบัน ส่วนมากพบในผู้หญิง เนื่องจากผิวหนังบริเวณใบหน้า เป็นบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสสารต่างๆ หลายชนิด รวมทั้งในปัจจุบันมีการใช้ผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอางที่ใช้กับใบหน้ามากขึ้น ทำให้พบผื่นแดงที่หน้าได้บ่อย และเป็นปัญหาในการวินิจฉัยและรักษาในปัจจุบัน ซึ่งสาเหตุของผื่นแดงที่หน้านั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุที่สำคัญ คือ&lt;br /&gt;1. ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheic dermatitis)&lt;br /&gt;ลักษณะเป็นผื่นแดงคัน มีขุยสีเหลืองเป็นมัน มักพบบริเวณข้างจมูก คิ้ว ใบหู และหนังศีรษะมีรังแค&lt;br /&gt;2. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)&lt;br /&gt;ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีผิวแห้ง มีผื่นแดงคัน บริเวณหน้า คอ ข้อพับของแขนและขา พบในผู้ป่วยที่มีประวัติกรรมพันธุ์เป็นโรคในกลุ่มภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ คันตา หอบหืด เป็นต้น&lt;br /&gt;3. ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เกิดมีผื่นแดง ผิวหน้าคันอักเสบบริเวณที่สัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น เครื่องสำอาง ส่วนมากมักเกิดอาการหลังใช้เครื่องสำอางหรือสารที่แพ้ ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน&lt;br /&gt;4. ผื่นระคายสัมผัส (Irritant contact dermatitis)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เกิดขึ้นกับคนที่สัมผัสสารมีฤทธิ์ก่อระคายปริมาณมากและระยะเวลานานพอ พบผื่นแดงอักเสบที่มีขอบเขตชัดเจนในบริเวณที่มีการสัมผัส ซึ่งจะมีอาการบวม แดง ร่วมด้วย นอกจากนี้ อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ที่ใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบเป็นกรดวิตามินเอ กรดผลไม้ หรือสารที่มีฤทธิ์ลอกผิวต่อเนื่องเวลานาน&lt;br /&gt;5. ผื่นสัมผัสจากสารร่วมกับแสง (Photocontact dermatitis)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ครีมกันแดด น้ำหอม ร่วมกับโดนแสงแดด ซึ่งจะพบผื่นอักเสบได้บริเวณที่ได้รับแสงนอกร่มผ้า เช่น ใบหน้า หน้าอก แขน&lt;br /&gt;6. ผื่นผิวหนังอักเสบรอบปาก (Perioral dermatitis)&lt;br /&gt;มีลักษณะเป็นผื่นแดง ตุ่มแดง ตุ่มน้ำ หรือ ตุ่มหนอง พบบ่อยรอบริมฝีปาก&lt;br /&gt;7. ผื่นผิวหนังอักเสบชนิด Rosacea&lt;br /&gt;พบมากในคนผิวขาว จะมีอาการหน้าแดง ตุ่มแดงอักเสบ ตุ่มหนอง หลอดเลือดฝอยขยายที่บริเวณใบหน้า มักมีประวัติว่าเป็นผื่นมากขึ้นเมื่อโดนความร้อน แสงแดด มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์&lt;br /&gt;8. สิว (Acne)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ที่เป็นสิวมักมีผิวมัน พบสิวบนใบหน้าได้หลายรูปแบบ เช่น ตุ่มแดงอักเสบ ตุ่มหนอง ถุงใต้ผิวหนัง หรือพบเป็นสิวหัวเปิดมีจุดดำตรงกลาง&lt;br /&gt;9. ผิวหนังบางและหลอดเลือดฝอยขยายจากยาคอร์ติโค สเตียรอยด์ (Corticosteroid atrophy and telangiectasia)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นผลข้างเคียงจากการทายาหรือกินยาที่มีส่วนประกอบของคอร์ติโคสตีรอยด์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน พบในผู้ที่ใช้ยานี้นอกการควบคุมของแพทย์&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่าอาการผื่นแดงที่หน้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นเพื่อให้ได้การวินิฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และบางครั้งอาจต้องทำทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง โดยวิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง (Patch test) เพื่อพิสูจน์ว่าผื่นแดงที่หน้าเกิดจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือผื่นแพ้สัมผัส&lt;br /&gt;ประโยชน์ของการทำทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง คือ หากตรวจพบสารที่แพ้ จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันการสัมผัสสารที่แพ้ได้&lt;br /&gt;สารก่อภูมิแพ้ผิวหนังที่เป็นต้นเหตุของผื่นแดงที่หน้าที่พบบ่อย ได้แก่&lt;br /&gt;- ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับใบหน้า เช่น เครื่องสำอาง สบู่ล้างหน้า ครีมบำรุงผิวหน้า ซึ่งส่วนประกอบที่มักเป็นสาเหตุของผื่นแพ้สัมผัส ได้แก่ สารกันเสีย น้ำหอม สารลาโนลิน (Lanolin) สารที่ทำให้เกิดฟอง (Cocamidopropyl betaine) เป็นต้น&lt;br /&gt;- แชมพูสระผมและผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ใช้กับเส้นผม&lt;br /&gt;- โลหะและแผ่นยางที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง เช่น โลหะในถาดแป้ง ขอบแปรงที่ทาตาและปาก แผ่นยางที่ใช้เป็นพัฟทาหน้า&lt;br /&gt;- สารที่มาจากผื่นแพ้สัมผัสบริเวณมือ เช่น โลหะนิเกิล ทอง สารในยาทาเล็บ เป็นต้น&lt;br /&gt;ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้มีผื่นแดงที่หน้า คือ&lt;br /&gt;1. หยุดใช้เครื่องสำอางและสารที่สงสัยว่าเป็นต้นเหตุทันที เพราะการใช้สารที่แพ้ต่อไปจะทำให้มีผื่นที่หน้ามากขึ้น&lt;br /&gt;2. ไม่ควรซื้อยามาทาเอง ควรมาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;3. พบแพทย์เพื่อทำการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง โดยวิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง (Patch test) โดยชุดทดสอบเครื่องสำอาง (Cosmetic series) พร้อมกับนำผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าทำให้เกิดผื่นแดงที่หน้ามาร่วมทดสอบด้วย&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากท่านมีผื่นแดงที่หน้า ต้องการปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการดูแลรักษาที่ถูกต้อง หรือต้องการทำการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง โดยวิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง (Patch test)&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โปรดติดต่อ นัดหมายล่วงหน้าได้ที่โทรศัพท์ 02-4197380-1 ระหว่างเวลา 13.00-15.00 น. เพื่อมารับการตรวจ &amp;nbsp;ณ คลินิกผื่นแพ้สัมผัส &amp;nbsp;ภาควิชาตจวิทยา โรงพยาบาลศิริราช&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;รศ.พญ. วรัญญา บุญชัย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คนินิกผื่นแพ้สัมผัส ภาควิชาตจวิทยา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-6503838531717242896?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/6503838531717242896/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/red-face-syndrome.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6503838531717242896'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6503838531717242896'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/red-face-syndrome.html' title='ผื่นแดงที่หน้า (Red face Syndrome)'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-1641568003913430072</id><published>2011-10-04T12:12:00.000-07:00</published><updated>2011-10-04T12:12:04.951-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหาร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศชาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><title type='text'>อาหารข้างถนน</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://media.thaigov.go.th/Sitedirectory/471/1783/28681_1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://media.thaigov.go.th/Sitedirectory/471/1783/28681_1.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;ถาม: รับประทานอาหารอย่างไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ตอบ: &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;อาหารที่รับประทานนั้น จะต้องเป็นอาหารที่ทำให้สุกหรือไม่ดิบ ๆ สุก ๆ หรือ ดิบ เช่น พวกพล่า หรือยำต่าง ๆ สิ่งนี้จะทำให้เกิดโรคได้ อีกอย่างต้องเป็นอาหารที่รส ไม่จัด ไม่เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด เค็มจัดเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นใหม่ ๆ ร้อน ๆ เพราะพวกแมลง วันยังไม่ตอมภาชนะที่ใส่อาหารต่าง ๆ ก็ต้องสะอาด เป็นภาชนะที่คงทนต่อความร้อน ไม่ละลายง่าย ไม่เจือสีซึ่งมีโลหะหนักผสม จานพลาสติกบางอย่างผสมสี และพลาสติก ที่ไม่มีคุณภาพ หรือคุณภาพไม่ดี เวลาใส่ของร้อน ๆ อาจจะทำให้สีซึ่งมีโลหะหนักพวก ตะกั่วผสมอยู่ หลุดออกมาติดกับอาหารได้ ทำให้คนกินเข้าไปได้รับสารพิษเข้าไปใน ร่างกาย ภาชนะที่ใส่อาหารควรอยู่ในที่เปิดเผย ควรจะมีสิ่งปกปิดมิดชิด มีฝาชีครอบ เพื่อป้องกันแมลงวัน หรือฝุ่นอากาศจากภายนอก ในช่วงนี้รถยนต์ในกรุงเทพฯ มี จำนวนมาก ก็อาจจะเกิดมลพิษจากการเผาไหม้ของเบนซินต่าง ๆ รวมทั้งตะกั่วซึ่งอยู่ ในน้ำมันเบนซิน เมื่อเครื่องยนต์เผาไหม้ สารตะกั่วจะถูกปะปนในบรรยากาศและอาจ ปลิวเข้าไปสะสมอยู่ในอาหารได้ ควรจะเลือกอาหารที่ใส่ผงชูรสน้อย ไม่ใส่มากเกินไป เลือกอาหารที่ไม่เจือสีถ้าอาหารที่เจือสีควรจะถามว่าใช้สีอะไร ไม่ใช่สีย้อมผ้าควรใช้สี ธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ถาม :ในการรับประทานอาหาร ควรให้ถูกสุขลักษณะทั้งที่บ้าน และนอกบ้าน สำหรับนอกบ้านบางครั้งก็หย่อนยานไปบ้าง ถ้ารับประทานอาหารริมทาง ถือว่าไม่ถูกสุขลักษณะอย่างไรบ้าง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="color: #cc0000;"&gt;ตอบ &lt;/b&gt;:อาหารริมทางหมายถึง อาหารหาบเร่แผงลอยต่าง ๆ บางเจ้าทำได้ดีสะอาดพอ สมควร บางเจ้าก็ไม่สะอาดก็ต้องติงกันบ้าง อย่างเช่น การปรุงอาหารควรจะทำในบ้าน เพราะมีเครื่องไม้เครื่องมือครบ ทำความสะอาดได้ดี เพราะมีน้ำประปาอย่างสมบูรณ์ แต่สำหรับ หาบเร่แผงลอย การทำความสะอาดจานต่างๆ ภาชนะใส่อาหาร เป็นไปด้วย ความยากลำบาก และปรุงในบรรยากาศที่มีคนจอแจ ก็มีอันตราย จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ อย่างเช่น พวกหาบเร่แผงลอยไม่เป็นระเบียบ คนที่จะเดินก็ไม่มีทางเท้าที่จะเดิน ก็ต้อง ลงไปเดินในถนน ซึ่งปัจจุบันรถยนต์มีเป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้ถูกรถชนได้ก็เป็น อุบัติเหตุอันหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งพวกของทอด ๆ เช่น ทอดมัน ทอดปลา ก็ทำกันอย่าง โจ่งแจ้ง ไม่มีเครื่องป้องกันไม่ให้คนเดินเฉียด จริง ๆ แล้วน่าจะมีการห้ามทอดกันอย่าง นั้น และในบริเวณอย่างนั้น เวลาเลิกงาน หรือเด็กต้องไปโรงเรียนคนพลุกพล่าน ต้อง รีบขึ้นเมล์ เป็นการเสี่ยงมากที่อาจจะโดนน้ำได้ เป็นอุบัติเหตุที่เกิดได้ตลอดเวลา นอก จากนั้นพวกลูกชิ้นเสียบไม้ เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว มักจะโยนไม้ที่แหลมลงพื้นแทน ที่จะใส่ถึงขยะก็ปรากฎว่าคนโดนไม้เสียบลูกชิ้นตำเท้า โดยเฉพาะคนที่ไม่สวมรองเท้า หรือคนที่สวมรองเท้าแตะฟองน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ถาม : ถ้าสมมุติว่ามีความจำเป็นจริง ๆ จะต้องรับประทาน มีข้อแนะนำอย่างไร บ้าง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="color: #cc0000;"&gt;ตอบ&lt;/b&gt; : ก็ต้องยอมรับว่าเห็นใจ ทั้งคนขายและคนซื้อ เรื่องหาบเร่แผงลอยในบ้านเรา ซึ่งมีมานานแล้ว และมีบทบัญญัติผู้เร่ขายว่า จะต้องมีความสะอาดอย่างไรผู้ขายจะ ต้องแต่งตัวอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ถาม :ช่วยยกตัวอย่างให้ฟัง สักสองสามข้อ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="color: #cc0000;"&gt;ตอบ &lt;/b&gt;:ในข้อ 9 กล่าวว่าผู้รับใบอนุญาตเร่ขาย จะต้องปฏิบัติดังนี้ เช่น แต่งกายให้ สะอาดเรียบร้อยในเวลาที่ขายอาหารและเครื่องใช้ไม่ให้มีฝุ่น แมลงวันซึ่งเป็นพาหนะนำ โรค รวมทั้งรักษาเครื่องปกปิดนั้นให้ใช้การประกอบปรุงแช่หรือล้างภาชนะเครื่องใช้ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าเราเข้มงวดเต็มที่ก็สามารถใช้ได้ทุกร้านอยู่ที่เราจะเข้มงวดแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ถาม :ในเรื่องสุขอนามัย คืออนามัยในการทำให้สะอาด เพื่อประโยชน์ต่อ สุขภาพแต่ละคน ควรคำนึงในด้านใด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="color: #cc0000;"&gt;ตอบ&lt;/b&gt; : เน้นในเรื่องของตัวคนทำต้องสะอาด ไม่เป็นพาหนะของโรค ผมต้องสะอาด พวกนี้สามารถนำพาโรคมาได้ มือต้องสะอาด เล็บตัดให้เรียบและสะอาด ควรจะใส่ถุง มือภาชนะต่าง ๆ ที่ใส่อาหารต้องมีที่ปกปิดมิดชิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ถาม :พวกเครื่องดื่มที่ใส่ถุงพลาสติก หรือใส่แก้วควรจะคำนึงถึงอะไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ตอบ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; :น้ำแข็งควรเลือกน้ำแข็งที่มีคุณภาพ บางแห่งใช้น้ำที่ไม่สะอาดมาทำ ซึ่งจะเป็น ตัวนำโรค พวกน้ำหวานต่าง ๆ ที่ผสมให้เด็กกิน ต้องใช้สีธรรมชาติไม่ใช่น้ำหวานที่เจือ สี จะเป็นอันตรายได้ สำหรับภาชนะเวลาใช้ไปแล้ว นำมาล้างต้องให้สะอาด ซึ่งเป็น เรื่องยาก เพราะผู้เร่ขายมีน้ำสะอาดจำนวนจำกัด ต้องหาทางแก้ไข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ถาม :มีข้อแนะนำอย่างไรบ้าง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="color: #cc0000;"&gt;ตอบ&lt;/b&gt; :การรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ จะเกิดโทษอย่างมากมายเกี่ยวกับลำ ไส้ เช่น อาหารเป็นพิษส่วนอาหารที่เจือสีก็ต้องระวัง เพราะอาจจะทำให้ปวดท้อง อาการซีดขาดเลือดได้โดยไม่ทราบสาเหตุอีกเรื่องหนึ่งอยากให้กรุงเทพมหานคร หาที่ ให้หาบเร่หรือแผงลอยอยู่ในเขตที่กำหนดให้ และอาจจะให้กรุงเทพมหานครจัด พนัก งาน ซึ่งดูแลเกี่ยวกับความสะอาดคิดว่าพ่อค้าแม่ค้าคงให้ความร่วมมือกันอย่างดี หรือ จัดให้มีการประกวดว่าร้านใดทำร้านได้สะอาดก็จะได้รับรางวัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลด้านสุขภาพดีๆ จาก &lt;br /&gt;&lt;b&gt;รศ.นพ.ศุภชัย รัตนมณีฉัตร&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-1641568003913430072?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/1641568003913430072/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_3225.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/1641568003913430072'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/1641568003913430072'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_3225.html' title='อาหารข้างถนน'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-2189525045959421461</id><published>2011-10-04T11:45:00.000-07:00</published><updated>2011-10-04T11:46:11.240-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เบาหวาน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เท้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผู้สูงอายุ'/><title type='text'>แผลเบาหวาน</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-BOHX4ET3yck/TluY_y_hMHI/AAAAAAAAF9A/zYcmFNjODBc/s1600/HFM1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-BOHX4ET3yck/TluY_y_hMHI/AAAAAAAAF9A/zYcmFNjODBc/s320/HFM1.jpg" width="266" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เหตุใดแผลเบาหวานตึงหายยาก???&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;มีหลายปัจจัยด้วยกันโดยปัจจัยหลักๆได้แก่&lt;br /&gt;&lt;b&gt;1.ปลายประสาทเสื่อม &lt;/b&gt;โดยสามารถแบ่งย่อยออกไปอีก 3 ข้อ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ประสาทรับความรู้สึกเสื่อม ผู้ป่วยเบาหวานจะสูญเสียการรับความรู้สึกเจ็บปวดหรือความรู้สึกร้อนเย็น ดังนั้นเมื่อเป็นแผลขึ้นแล้วผู้ป่วยมักไม่หยุดใช้เท้าเนื่องจากขาดความรู้สึกเจ็บปวด แผลจึงเกิดการอักเสบลุกลามมากขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ประสาทควบคุมกล้ามเนื้อเสื่อม ทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆที่เท้าลีบลง กล้ามเนื้อที่เท้าไม่อยู่ในสภาพสมดุล ทำให้เกิดเท้าผิดรูป (Charcot Foot) ทำให้จุดรับน้ำหนักผิดไป มีโอกาสเกิดตาปลาหรือแผลเป็นได้ง่าย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.3 ประสาทอัตโนมัติเสื่อม ทำให้ระบบประสาทควบคุมเกี่ยวกับการหลั่งเหงื่อ การหดและขยายตัวของหลอดเลือดเสียไป ผิวหนังแห้ง มีเหงื่ออกน้อย และผิวหนังแห้งแตกง่าย เชื้อโรคอาจเข้าไปตามรอยแตกแล้วเกิดเป็นแผลลุกลามมากขึ้น และยังทำให้เท้าบวม รองเท้าจึงคับขึ้นและกดเท้าจนเป็นแผลได้&lt;br /&gt;&lt;b&gt;2. ความผิดปกติของหลอดเลือด &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากเกิดภาวะเส้นเลือดตีบแข็งจนบางครั้งก็อุดตัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดเลือดฝอย ทำให้เกิดแผลที่เท้าขึ้นเองได้เนื่องจากเนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งจะพบมากที่ปลายนิ้วเท้าทั้งห้าหรือส้นเท้า ในผู้ป่วยบางรายซึ่งเกิดแผลจากสาเหตุอื่น เช่น อุบัติเหตุ ของมีคม เล็บขบ ยุงกัดและการเกา เป็นต้น การรักษาแผลให้หายเป็นไปได้ยากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากหลอดเลือดเลือดตีบไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงเพียงพอ ทำให้ไม่มีการสมานแผล การตีบตันของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะที่เท้าเท่านั้น ยังเกิดกับหลอดเลือดอื่นๆด้วย เช่น หลอดเลือดหัวใจและสมอง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมที่ทำให้มีการตีบตันเร็วและมากขึ้นอีก คือการสูบบุหรี่ ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;b&gt;3. การติดเชื้อแทรกซ้อน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีการติดเชื้อร่วมด้วยอยู่เสมอ โดยเฉพาะการมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้การอักเสบลุกลามมากขึ้น เกิดเส้นเลือดฝอยอุดตันทำให้เนื้อเยื่อที่ขาดเลือดส่งกลิ่นเหม็นเน่าได้ ยิ่งหากมีภาวะแทรกซ้อนทางประสาทและหลอดเลือดด้วยแล้ว โอกาสที่จะรักษาให้หายยิ่งยากมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ผู้ป่วยต้องถูกตัดขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การรักษาแผลที่เท้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;1.การรักษาเบื้องต้น เมื่อเป็นแผลจากของมีคมหรือแผลขีดข่วน ควรล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำอุ่นและสบู่ เช็ดให้แห้งและใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีนอย่างเจือจาง ปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลที่แห้งและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ควรใช้พลาสเตอร์ปิดแผลโดยตรง ถ้าหากแผลบวมแดงขึ้นมีน้ำเหลืองออกมา แม้ว่าจะไม่มีความเจ็บปวดก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว&lt;br /&gt;2.การรักษาโดยแพทย์ ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของแผล&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 การทำแผล หากมีหนอง ต้องกรีดเปิดแผลให้กว้างเพื่อระบายหนองออก ตัดเนื้อเน่าตายออก&lt;br /&gt;ล้างด้วยน้ำเกลือ แล้วปิดแผลด้วยผ้ากอซชุบด้วยน้ำเกลือหรือน้ำเกลือผสมน้ำยาเบตาดีน ควรทำแผล 2-4 ครั้งต่อวัน ตามที่แพทย์แนะนำ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 การใช้ยาปฏิชีวนะ แพทย์จะพิจารณาว่าผู้ป่วยควรได้รับยาปฏิชีวนะหรือไม่ ควรใช้ยาชนิดใดและให้ยาโดยการรับประทาน หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือด โดยแพทย์จะพิจารณาตามลักษณะและความรุนแรงของแผล&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.3 การหยุดพักบริเวณที่เป็นแผล โดยหากเป็นจุดที่ลงน้ำหนักควรนอนพักเฉยๆ พยายามเดินเท่าที่จำเป็น หรือสวมรองเท้าที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักในบริเวณที่เป็นแผล&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.4 การผ่าตัดหลอดเลือด ในกรณีที่แผลนั้นได้รับการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมและวินิจฉัยแล้วว่ามีสาเหตุมาจากการขาดเลือดเนื่องจากมีเส้นเลือดตีบแข็ง หากผ่าตัดรักษาเพื่อให้มีเลือดไปหล่อเลี้ยงบริเวณแผลได้ดีขึ้นก็จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินพยาธิสภาพของโรคและความพร้อมของผู้ป่วยว่าเหมาะสมที่จะเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.5 การผ่าตัดเท้าทิ้ง จะทำต่อเมื่อไม่สามารถรักษาแผลด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้วให้ได้ผล ระดับที่ผ่าตัดจะอยู่ใต้เข่าหรือเหนือเข่าขึ้นอยู่กับแผล หลังการผ่าตัดแล้วสามารถประกอบขาเทียมได้ ทำให้ผู้ป่วยเดินและเคลื่อนไหวได้ดังเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy) ซึ่งปัจจุบันเข้ามามีบทบาทและเป็นที่ยอมรับในการร่วมรักษาแผลเบาหวานเรื้อรังอีกด้วย (อ่านต่อบทความเรื่องการรักษาผู้ป่วยด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy))&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นได้ว่าการรักษาแผลที่เท้านั้นนอกจากทำให้เกิดผลเสียทางด้านจิตใจแล้วยังเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากตามมา ดังนั้นการป้องกัน และการรักษาให้ถูกต้องที่ต้นเหตุของการเกิดโรค คือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด และควบคุมความดันโลหิตให้ดี จึงเป็นวิธีที่การที่สำคัญที่สุดที่สามารถลดโอกาสการเกิดแผลเรื้อรังจากเบาหวานได้ดีที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การป้องกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีที่สุด &lt;br /&gt;2. งดการสูบบุหรี่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;3. ออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;4. ควบคุมไขมันในเลือดไม่ให้สูงเกินปกติรักษา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;5. โรคความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;6. ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;7. หมั่นดูแลเท้าอย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาของข้อมูลดีๆ &lt;br /&gt;&lt;b&gt;ผศ.พญ.สุภาพร โอภาสานนท์&lt;br /&gt;สาขาวิชาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ ภาควิชาศัลยศาสตร์&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-2189525045959421461?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/2189525045959421461/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_2191.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/2189525045959421461'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/2189525045959421461'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_2191.html' title='แผลเบาหวาน'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-BOHX4ET3yck/TluY_y_hMHI/AAAAAAAAF9A/zYcmFNjODBc/s72-c/HFM1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-7011076914544428437</id><published>2011-10-04T11:34:00.000-07:00</published><updated>2011-10-04T11:34:01.379-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเด็ก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขา'/><title type='text'>หนูปวดขาจัง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/images/drowing1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="208" src="http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/images/drowing1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ภาวะปวดขาแบบที่ไม่เป็นอันตรายในเด็ก&amp;nbsp; (Benign Nocturnal Pains of Childhood)&amp;nbsp; หรือที่มีอีกชื่อว่าภาวะปวดขาจากการเจริญเติบโตในเด็ก (Groeing Pains) เป็นอาการที่พบได้บ่อยในเด็กวัยก่อนเรียนและเด็กวัยเรียนช่วงอายุ&amp;nbsp; 3 ถึง 12 ปี พบได้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กมักมีอาการปวดลึกๆ บริเวณขาทั้ง 2 ข้าง&amp;nbsp; โดยอาจปวดบริเวณต้นขา&amp;nbsp; หน้าแข้ง&amp;nbsp; น่อง&amp;nbsp; หรือหลังข้อเข่า&amp;nbsp; โดยไม่มีอาการปวดบริเวณข้อ&amp;nbsp; หรือพบว่ามีข้อบวม&amp;nbsp; โดยมากมักมีอาการช่วงเย็นหลังกลับจากโรงเรียน&amp;nbsp; หรือช่วงกลางคืน&amp;nbsp; ในบางรายอาจมีอาการปวดมากจนทำให้เด็กตื่นนอนตอนกลางคืนได้&amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าอาการปวดขาจะหายไป&amp;nbsp; เด็กจะดูสบายดีและสามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ&amp;nbsp; เด็กมักมีอาการปวดขาหลังจากออกกำลังกาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรียนวิชาพละอย่างหนัก&amp;nbsp; และอาการปวดขามักจะบรรเทาลงด้วยการนวดหรือยาแก้ปวด&amp;nbsp; ความถี่ของการปวดไม่แน่นอนอาจมีอาการทุกวันหรือมีระยะเว้นช่วงการปวดเป็นเดือน&amp;nbsp; อาการปวดขาแบบที่ไม่เป็นอันตรายในเด็กนี้จะค่อย ๆ หายไปเมื่อเด็กโตขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่สำคัญคือ&amp;nbsp; ภาวะปวดขาแบบที่ไม่เป็นอันตรายในเด็กนี้&amp;nbsp; เด็กจะไม่มีไข้&amp;nbsp; เหงื่อออกกลางคืน&amp;nbsp; น้ำหนักลด&amp;nbsp; เลือดออกง่าย&amp;nbsp; มีจุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง&amp;nbsp; ข้อบวม&amp;nbsp; ข้อติดฝืดช่วงเช้า&amp;nbsp; หรือเดินกะเผลกร่วมด้วย&amp;nbsp; ถ้าเด็กมีอาการดังกล่าวข้างต้น&amp;nbsp; ผู้ปกครองจำเป็นต้องพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดขาและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาของข้อมูลดีๆ&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อ.พญ.ศิริรัตน์&amp;nbsp; จารุวณิช&lt;br /&gt;ภาควิชากุมารเวชศาสตร์&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: 'Cordia New'; font-size: 16pt;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-7011076914544428437?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/7011076914544428437/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_7443.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/7011076914544428437'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/7011076914544428437'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_7443.html' title='หนูปวดขาจัง'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-3231774537308392341</id><published>2011-10-04T11:27:00.000-07:00</published><updated>2011-10-04T11:27:35.366-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผิวหนัง และศัลยกรรม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><title type='text'>เรื้อน</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://dpc10.ddc.moph.go.th/lep10/53/12.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="319" src="http://dpc10.ddc.moph.go.th/lep10/53/12.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันมานาน คนทั่วไปมักมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนที่เป็นโรคนี้อาจจะเป็นเพราะความเชื่อเก่า ๆ ที่ว่า คนเป็นโรคเรื้อนเพราะประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ขัดต่อข้อห้ามทางศาสนาหรือประเพณีต่าง ๆ แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นดังความเชื่อเหล่านั้น เพราะโรคเรื้อนเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียตระกูลเดียวกับวัณโรค แต่อาการจะไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้ อย่างวัณโรค ตรงกันข้างกลับมีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ จนในระยะหลังทำให้เกิดความพิการที่มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ทำให้เป็นที่รังเกียจแก่คนทั่วไป หากมารับการรักษาเสียแต่ในระยะเริ่มแรก โรคเรื้อนก็สามารถหายได้ง่าย และไม่ก่อให้เกิดความพิการดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สาเหตุที่ผู้ป่วยไม่มารับการรักษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจเกิดจากปัจจัยต่อไปนี้หรือหลายปัจจัยร่วมกัน คือ&lt;br /&gt;- ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรค เนื่องจากผื่นในระยะแรก มักมองเห็นได้ไม่ชัดเจน และไม่มีอาการเจ็บหรือคัน หากเกิดผื่นในตำแหน่งที่ผู้ป่วยมองไม่เห็นเช่นที่หลังหรือที่ก้น ก็จะไม่มารับการรักษา&lt;br /&gt;- ไม่กล้ามารับการรักษาเพราะเกรงว่าผู้อื่นจะรู้ว่าเป็นโรคเรื้อน และจะเป็นที่รังเกียจหรือถูกไล่ออกจากงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สาเหตุของการเกิดโรค&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื้อโรคเรื้อนเป็นมัยโคแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคเฉพาะในคนหรือสัตว์บางชนิด เช่น ตัวนิ่มเก้าลาย และลิงบางชนิด เท่านั้น หากเชื้อโรคเรื้อนออกมานอกตัวคนและสัตว์มันจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในธรรมชาติ ทางที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายคนยังไม่ทราบแน่นอน แต่เชื่อว่าอาจจะเกิดจากการหายใจและไอจามรดกันเช่นเดียวกับวัณโรค เพราะผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีอาการมากจะมีเชื้อโรคอยู่ในจมูกได้ นอกจากนี้อาจเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล ที่จริงแล้วเชื้อโรคเรื้อนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคในคนได้ง่ายนัก เนื่องจากเชื้อมีความรุนแรงไม่มาก หากผู้ที่ได้รับเชื้อมีสุขภาพแข็งแรงจะมีภูมิคุ้มกันโรคดี และไม่เกิดอาการของโรค ผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อและเป็นโรคเรื้อนมักจะต้องอยู่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อนเป็นระยะเวลานาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อาการของโรคเรื้อน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื้อโรคเรื้อนจะก่อให้เกิดอาการของโรคที่ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย การอักเสบของเส้นประสาทส่วนปลาย จะทำให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมด้วยเส้นประสาทเส้นนั้นฝ่อลีบไป ทำให้มือเท้าหงิก และกุดได้ในระยะท้ายของโรค ที่จริงแล้วในระยะแรกของโรคมักจะมีผื่นจำนวนเล็กน้อย ผู้ป่วยระยะแรกเริ่มบางรายมีผื่นเพียงแห่งเดียว ซึ่งหากรักษาเสียตั้งแต่ในระยะนี้ก็จะหายสนิท และไม่เกิดความพิการใด ๆ เหลืออยู่ หากปล่อยทิ้งเนิ่นนานเป็นเดือนเป็นปี หรือหลาย ๆ ปี โรคจึงจะลุกลามอย่างช้า ๆ มีผื่นจำนวนมากขึ้น ผื่นระยะนี้จะมีสีแดงก่ำ ผิวเป็นมัน ขนคิ้วร่วง จมูกยุบ ใบหูหนาและบิดผิดรูปดังได้กล่าวแล้ว หากมารับการรักษาในระยะนี้ แม้จะหายจากโรคได้แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขความพิการดังกล่าวได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การวินิจฉัยโรค&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากการตรวจดูลักษณะผื่นที่ผิวหนังและอาการของเส้นประสาทส่วนปลายแล้วแพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อที่ผื่น โดยการเจาะช่องเล็ก ๆ ที่ผิวหนัง หรือตัดผิวหนังไปตรวจ และหาเชื้อจากน้ำมูกในจมูกร่วมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การรักษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาตามแบบแผนที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก ตามความรุนแรงของโรค ซึ่งการรักษาโดยวิธีดังกล่าวนี้มีประสิทธิภาพดีมาก ผู้ป่วยที่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ก็จะหายขาดจากโรคและไม่แพร่เชื้อไปติดต่อผู้อื่น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ผู้ป่วยระยะเริ่มแรกที่มีอาการน้อย จะได้รับประทานยา 2 ชนิด นาน 6 เดือน โดย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ยาชนิดที่ 1&amp;nbsp; จะเป็นเม็ดเล็กสีขาว รับประทานวันละ 1 เม็ดทุกวัน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ยาชนิดที่ 2&amp;nbsp; จะเป็นแคปซูล รับประทานเพียงเดือนละ 1 ครั้ง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ผู้ป่วยที่มีอาการมาก จะได้รับประทานยา 3 ชนิด นาน 2 ปี โดยมียาชนิดที่ 1 และ 2 เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีอาการน้อย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ยาชนิดที่ 3&amp;nbsp; จะเป็นแคปซูลนิ่มสีน้ำตาลเข้ม วิธีการรับประทานจะยุ่งยากเล็กน้อย&lt;br /&gt;ดังนี้คือ รับประทาน 3 เม็ดพร้อมกันเดือนละ 1 ครั้ง พร้อมยาแคปซูลชนิดที่ 2&lt;br /&gt;&amp;nbsp;วันอื่น ๆ ให้รับประทานวันละ 1 เม็ด พร้อมยาเม็ดเล็กสีขาว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ยาชนิดที่ 3 นี้เมื่อรับประทานแล้ว จะทำให้ผิวหนังผู้ป่วยมีสีน้ำตาลเข้มขึ้น แต่เมื่อหยุดรับประทานสีของผิวหนังจะกลับเป็นปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเรื้อน และไม่มียาที่จะใช้ป้องกันการเกิดโรค ดังนั้นประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะอยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยโรคเรื้อน ควรจะสำรวจผื่นผิวหนังตามร่างกายหากมีผื่นที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเรื้อนในระยะเริ่มแรก ซึ่งมักจะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ตรงตำแหน่งที่มีผื่นจะไม่มีเหงื่อออกและขนร่วง ให้รีบมาปรึกษาแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาของข้อมูลดีๆ &lt;br /&gt;&lt;b&gt;ภาควิชาตจวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-3231774537308392341?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/3231774537308392341/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_04.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/3231774537308392341'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/3231774537308392341'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post_04.html' title='เรื้อน'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-178716674012151841</id><published>2011-10-04T11:23:00.000-07:00</published><updated>2011-10-04T11:23:35.562-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระดูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผู้สูงอายุ'/><title type='text'>กระดูกพรุน</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://media.thaigov.go.th/Sitedirectory/471/1783/49654_image_201010021637276C4D9DF9-A054-7334-0EE03717F6CDDFCC.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://media.thaigov.go.th/Sitedirectory/471/1783/49654_image_201010021637276C4D9DF9-A054-7334-0EE03717F6CDDFCC.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นโรคที่พบได้ในผู้สูงอายุทุกคน สาเหตุที่สำคัญอันหนึ่งคือ  การทำงานของฮอร์ โมนที่ลดลงในผู้สูงอายุ ทำให้การเคลื่อนไหวลดลง  แต่ผู้สูงอายุส่วนน้อยเท่านั้นที่มี อาการ เช่น ปวดหลัง หลังค่อม  ทำให้ความสูงลดลง จนถึงกระดูกหักง่าย แม้มีอุบัติเหตุ เพียงเล็กน้อย เช่น  หกล้มก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. การไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่ม สาว  ซึ่งเป็นช่วงที่ควรสร้างความหนาแน่นของกระดูกมากที่สุด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. สาเหตุจากรรมพันธุ์ ซึ่งควรจะพิจารณาถึงบุคคลในครอบครัว  เช่น ปู่ ยา ตา ยาย ถ้าท่านเหล่านั้นมีอาการของโรคกระดูกพรุนอย่างชัดเจน  โอกาสที่บุตรหลานจะมีอาการ เช่นกันนั้นสูงถึง 80% ส่วน 20% ที่เหลือนั้น  ขึ้นอยู่กับลักษณะในการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.  ยาอาจเกิดจากการใช้ยาสำหรับโรคบางอย่างที่นำสู่การลดความหนาแน่นของ กระดูก  เช่น ออร์ติโซน สำหรับโรคไขข้ออักเสบ, โรคหืด, ยาเฮปาริน สำหรับโรคหัวใจ  และความดันโลหิต การรักษาโดยการฉายรังสี  หรือการให้สารเคมีก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่มีการทำลายเซลล์กระดูก  ซึ่งนำไปสู่โรคกระดูกพรุน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4. กายภาพ การสูบบุหรี่ การดื่มสุราเป็นประจำ  จะลดประสิทธิภาพการดูดซึม ธาตุแคลเซียม ใน ร่างกาย  ทำให้กระดูกเสื่อมและหดลงเร็ว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. คาเฟอีน การดื่มกาแฟมาก ๆ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเช่น โค้ก, ชา เป็นต้น ก็ทำให้กระดูกเสื่อมง่ายขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6. ฮอร์โมน การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนของหญิงวัยหมดประจำเดือน  ทำให้ ประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง  เป็นสาเหตุให้เกิดโรคกระดูก พรุนเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7. อาหารที่มีแคลเซี่ยมต่ำ  การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำในวัยชรา และใน คู่สามีภรรยา  จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง เป็นสาเหตุให้เกิดโรค  กระดูกพรุนเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 8. การสูญเสียแคลเซียม ผ่านทางผิวหนัง ปัสสาวะและอุจจาระ  ควรจะทดแทนการ สูญเสียเหล่านั้น เพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูก&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 9. การไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย  เมื่อวัยชราโรคกระดูดพรุนเกิดขึ้นรุนแรง ถ้าขาดการออกกำลังกาย  และการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูก มักเกิดขึ้นในช่วง ที่ไม่ได้เคลื่อนไหว  เช่น ในขณะนั่งรถเข็น หรือนอนพักฟื้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 10. ขาดวิตามินดี  เพราะในวิตามินดีมีความจำเป็นในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะเมื่อได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ในบ้านเรามักจะไม่มี  ปัญหาการขาดวิตามีนดี เนื่องจากมีแสงแดดตลอดปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การป้องกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. ออกกำลังกายเป็นกิจวัตร โดยเฉพาะกลางแจ้งตอนที่มีแดดอ่อน เช่น เวลาเช้า หรือเย็น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. เมื่อมีความเจ็บป่วยไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรรีบทำกายภาพบำบัด  หรือเคลื่อน ไหวส่วนต่าง ๆ  ของร่างกายให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลากระป๋อง  ซึ่งสามารถรับประทาน กระดูกปลาได้ หรือดื่มนมพร่องไขมันเนย ผักผลไม้  เป็นต้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4. งดการดื่มสุรา และสูบบุหรี่&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. ไม่ควรซื้อยารับประทาน เช่น ยาลูกกลอน เพราะมักจะมีสารเสตียรอยด์ผสมอยู่ ทำให้กระดูกพรุนได้โดยไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลดีๆ จาก &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;รศ.นพ.ประเสริฐ อัสสัตชัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital &lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-178716674012151841?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/178716674012151841/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/178716674012151841'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/178716674012151841'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/10/blog-post.html' title='กระดูกพรุน'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-4180771276870869650</id><published>2011-07-26T22:37:00.000-07:00</published><updated>2011-07-26T22:37:34.461-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเด็ก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตา'/><title type='text'>ถนอมดวงตาลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://file.giggog.com/health/pictures/2010-07/15/10-58-48-853724309.gif" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="213px" src="http://file.giggog.com/health/pictures/2010-07/15/10-58-48-853724309.gif" t$="true" width="320px" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="261"&gt;&lt;br /&gt;อ.พญ.ศนิตรา อนุวุฒินาวิน &lt;/div&gt;ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="209"&gt;อ.นพ.พิทยา ภมรเวชวรรณ &lt;/div&gt;ภาควิชาจักษุวิทยา&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="210"&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="211"&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/div&gt;สำหรับทารกแรกเกิด ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงทารกกับโลกรอบ ๆ ตัว ความสามารถในการมองเห็นที่ดีคือจุดเริ่มต้นนำไปสู่พัฒนาการที่ดีในด้านต่าง ๆ เช่น ทำให้การประสานงานของมือและตามีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูก และนำไปสู่การพัฒนาทางด้านกายภาพอื่น ๆ ทั้งการนั่ง คว่ำ คลาน หรือการเดิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้ทางการมองเห็นเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% เมื่อเทียบกับการเรียนรู้จากทางอื่น เช่น จากการได้ยิน การได้กลิ่น การรับรู้รส และการสัมผัส ดังนั้น เด็กที่มีปัญหาในการมองเห็น จะส่งผลให้การเรียนรู้ถูกจำกัด พัฒนาการไม่ดีเท่าที่ควร และจะเป็นสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ในอนาคต เช่น ขาดความมั่นใจ เป็นเด็กที่มีปมด้อย และมีปัญหาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พัฒนาการของระบบการมองเห็นจะเป็นไปอย่างสมบูรณ์ได้นั้น ส่วนประกอบของดวงตาจะต้องสมบูรณ์ทั้งรูปร่างและการทำงาน และจอตาของทารกต้องถูกกระตุ้นด้วยภาพที่คมชัด ดังนั้น สาเหตุที่ทำให้ภาพที่เข้าสู่จอตาไม่คมชัด ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ทารกที่มีภาวะสายตาผิดปกติ (ไม่ว่าจะสายตาสั้นมาก ยาวมาก หรือเอียงมาก ก็ทำให้ภาพที่จอตาไม่ชัด) &lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="213"&gt;- มีภาวะหนังตาตก &lt;/div&gt;- ต้อกระจกในทารก หรือแม้แต่กระจกตา (ตาดำ) เป็นฝ้าขาว ซึ่งเป็นผลจากโรคเยื่อตาอักเสบจากการติดเชื้อหนองใน หรือกระจกตาติดเชื้อ จะทำให้พัฒนาการของระบบการมองเห็นเกิดขึ้นได้ไม่ดี &lt;br /&gt;ทารกที่มีปัญหาดังกล่าว อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ขณะอยู่ในครรภ์ มารดามีความเสี่ยงเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="214"&gt;- การติดเชื้อในครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน อีสุกอีใส เชื้อแบคทีเรียซิฟิลิส หรือ เชื้อปรสิต อาจทำให้ทารกในครรภ์มีความผิดปกติทางตา เช่น ตาอักเสบรุนแรง ต้อกระจก ต้อหิน หรือตาบอดได้ &lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="215"&gt;(สำหรับโรคหัดเยอรมันและอีสุกอีใสสามารถป้องกันได้ เพียงคุณแม่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต้องฉีดวัคซีนป้องกันก่อนปล่อยให้ตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไป)&lt;/div&gt;- ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกมีความพิการทางตาได้หลายอย่าง เช่น ตาห่าง หนังตาตก ตาเหล่ สายตาสั้น ขั้วประสาทตาผิดปกติ นอกจากนี้ทารกอาจมีความพิการของใบหน้า น้ำหนักตัวน้อย เจริญเติบโตช้าหรือมีพัฒนาการผิดปกติ&lt;br /&gt;- การรับประทานยาบางชนิด อาจมีผลกระทบต่อการเจริญของตาทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้รับในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการพัฒนาอวัยวะของทารก ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- โรคตาที่เกิดจากพันธุกรรมในครอบครัวที่มีประวัติเสี่ยง บางโรคอาจสามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยวิธีการเจาะตรวจเนื้อรก น้ำคร่ำ หรือเลือดสายสะดือทารก&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="219"&gt;สัญญาณอันตราย ต้องหมั่นสังเกตลูกน้อย... &lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="220"&gt;- มีน้ำตาไหลเอ่อตลอด มีขี้ตามาก ตาแดง หรือมีการติดเชื้อของตาบ่อย ๆ&lt;/div&gt;- แก้วตา หรือเลนส์ตาขุ่นขาว&lt;br /&gt;- หนังตาบวม หรือขนาดลูกตาดูใหญ่/เล็กผิดปกติ&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="223"&gt;- รูม่านตาไม่เท่ากัน&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="224"&gt;- สีของม่านตาผิดปกติ&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="225"&gt;- หนังตาตก&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="226"&gt;- ตาเหล่ ตาเข&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="227"&gt;- ชอบเอียงหรือหันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้เลี้ยงไม่ควรละเลยสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากทารกไม่สามารถสื่อสารหรือพูดคุยได้เหมือนผู้ใหญ่ ความผิดปกติทางตาของทารก สามารถสังเกตได้จากการเลี้ยงดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="228"&gt;ภัยร้ายคุกคามดวงตาน้อย ๆ ของทารกที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ คือ “โรคเยื่อตาอักเสบในทารก” เป็นการติดเชื้อที่พบได้บ่อยในช่วงหนึ่งเดือนแรกของชีวิต และอาจเป็นสาเหตุสำคัญของอาการตาบอดในทารกแรกเกิด ทารกที่ติดเชื้อจะมีอาการหนังตาและเยื่อตาบวมแดง และ ขี้ตาเป็นหนอง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="229"&gt;&lt;strong&gt;สาเหตุของโรค&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="230"&gt;มักจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ซึ่งเชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยที่สุดและทำให้เกิดอาการรุนแรงจนทำให้ตาบอด คือ หนองในและหนองในเทียม ซึ่งเป็นเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทารกได้รับเชื้อมาจากช่องทางคลอดของมารดาที่ติดเชื้อ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;*โดยโรคเยื่อตาอักเสบจากเชื้อหนองในจะมีอาการรุนแรงมากกว่าการติดเชื้อจากหนองในเทียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="233"&gt;&lt;strong&gt;วิธีป้องกัน&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="232"&gt;วิธีป้องกันโรคเยื่อตาอักเสบของทารกได้ดีที่สุด คือ การตรวจคัดกรองโรคหนองในและหนองในเทียมในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายและให้การรักษาตั้งแต่ก่อนคลอด แต่ข้อจำกัดของวิธีนี้ คือ การติดเชื้อหนองในและหนองในเทียมส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการ และการตรวจคัดกรองในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายอาจไม่สามารถกระทำได้ จึงทำให้สตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง เช่น ไม่ได้รับการฝากครรภ์ มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการใช้สารเสพติด อาจไม่ได้รับการตรวจคัดกรองและไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ก่อนคลอด นอกจากนี้การตรวจคัดกรอง “เชื้อหนองในเทียม” นั้นวิธีการค่อนข้างยุ่งยากและมักจะมีการติดเชื้อซ้ำหลังการรักษาได้บ่อย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อโดยการใช้ยาหยอดตาในทารกแรกเกิดทุกราย จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมมากกว่าการตรวจคัดกรองในมารดา เพราะปลอดภัย สะดวก สามารถทำได้ทุกราย ราคาไม่แพง และยังลดอัตราการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อหนองในได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หนองในเทียมอาจมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้ไม่ดีนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาหยอดตาที่แนะนำให้ใช้ในปัจจุบัน คือ&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="234"&gt;- 0.5% erythromycin eye ointment&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="235"&gt;- 1% tetracycline eye ointment&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="236"&gt;- 1% silver nitrate &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ยาหยอดตาทั้ง 3 ชนิดนี้ แพทย์หรือพยาบาล จะเป็นผู้หยอดตาแก่ทารกแรกเกิดทุกรายเพื่อป้องกันโรคเยื่อตาอักเสบ และให้การรักษาเพิ่มเติมถ้าตรวจพบว่ามารดาหรือทารกมีการติดเชื้อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลข้างเคียงของการใช้ยาหยอดตาที่สำคัญ คือ หนังตาและเยื่อบุตาบวมแดงร้อน โดยทั่วไปเกิดภายใน 24 ชั่วโมงและหายได้เองใน 48 ชั่วโมง แต่ไม่เป็นอันตรายกับดวงตาของทารก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="237"&gt;&lt;strong&gt;การป้องกันทำได้ 4 วิธี คือ &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="238"&gt;1. สตรีวัยเจริญพันธุ์ต้องรู้จักป้องกันตนเองจากการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="239"&gt;2. เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และรับการรักษาถ้ามีการติดเชื้อ&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="240"&gt;3. ทารกเมื่อแรกคลอด ควรได้รับการหยอดตาทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคเยื่อตาอักเสบ (ในกรณีนี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์และพยาบาลผู้ทำคลอด)&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="241"&gt;4. มารดา-บิดาของทารก ควรสังเกตอาการผิดปกติที่กล่าวไว้ข้างต้น และหากพบว่าเข้าข่ายก็ควรพาทารกมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="242"&gt;&lt;strong&gt;ความเชื่อผิด ๆ ที่ผู้ปกครองมักจะทำ และส่งผลต่อทารก&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="243"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="244"&gt;- การถ่ายภาพโดยเปิดแฟลช ถ้าตาของทารกสัมผัสแสงแฟลชในระยะเวลาสั้น จะมีผลเสียน้อย นอกเสียจากว่าจะเปิดแฟลชถ่ายภาพในระยะใกล้กับตาทารกมากและถ่ายบ่อย ๆ จะทำให้ทารกเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก จุดรับภาพชัดเสื่อมเร็วกว่าปกติได้&lt;/div&gt;- ถ้าการถ่ายภาพโดยเปิดแฟลชในระยะห่างจากตาทารกพอสมควรและไม่บ่อยมาก ก็จะไม่มีอันตรายต่อตาทารก) &lt;br /&gt;- หยอดตาทารกด้วยน้ำนมแม่ ในชนบทเชื่อว่าน้ำนมแม่มีความบริสุทธิ์ สามารถรักษาโรคตาได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำนมแม่ถือเป็นแหล่งอาหารที่ดีของเชื้อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านำไปหยอดตาทารกที่เป็นโรคตาแดงติดเชื้อหรือกระจกตาเป็นแผลติดเชื้อ จะยิ่งทำให้โรครุนแรงมากยิ่งขึ้น กระจกตา (ตาดำ) จะขุ่นขาวมากขึ้น และส่งผลต่อการมองเห็นในที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่พบความผิดปกติของตาทารก ควรนำทารกมาพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นของทารก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พบอาการเหล่านี้ อย่ารีรอ รีบพาทารกไปพบแพทย์ทันที&lt;br /&gt;&lt;div closure_uid_n37uzo="245"&gt;- เปลือกตาและเยื่อบุตาบวมแดง &lt;/div&gt;- มีขี้ตาสีเหลือง หรือสีเขียวคล้ายหนอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ในกรณีการติดเชื้อหนองใน จะเริ่มแสดงอาการในวันที่ 2-5 หลังคลอด และพบการติดเชื้อได้น้อยมากถ้าหลังคลอดเกิน 10 วัน ส่วนการติดเชื้อหนองในเทียมอาการจะเกิดขึ้นช้ากว่าประมาณ 5-14 วันหลังคลอด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดวงตาของทารกเริ่มเจริญขึ้นขณะอายุครรภ์ประมาณ 4 - 5 สัปดาห์ ช่วงอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ ทารกสามารถลืมตาและตอบสนองต่อแสงสว่างได้ แต่ความสามารถของการมองเห็นยังคงต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ หลังคลอดจนกระทั่งอายุ 6 - 7 ปี ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญต่อสุขภาพตาและการมองเห็นของทารกมากยิ่งขึ้น และเมื่อสงสัยว่าทารกอาจมีการติดเชื้อโรคเยื่อตาอักเสบ ผู้ปกครองควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อรักษา โดยการให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันอาการตาบอดและการกระจายของเชื้อไปสู่อวัยวะต่างๆของร่างกายค่ะ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-4180771276870869650?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/4180771276870869650/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/4180771276870869650'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/4180771276870869650'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='ถนอมดวงตาลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-419472126352715813</id><published>2011-06-27T08:46:00.000-07:00</published><updated>2011-06-27T08:46:27.252-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อีโคไล'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคติดต่อ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคร้ายแรง'/><title type='text'>อีโคไล ภัยร้ายที่มากับอาหาร</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;รศ.ดร.นพ.ภัทรชัย กีรติสิน&lt;br /&gt;ภาควิชาจุลชีววิทยา &lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข่าวการแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไล&amp;nbsp; ทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า&amp;nbsp; 3,400 คน ในประเทศเยอรมันนีและประเทศอื่นๆ ในยุโรป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 39 คนในขณะนี้ (ข้อมูลเมื่อ 15 มิ.ย. 54) แต่ประเทศไทยจะเกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่&amp;nbsp; พบคำตอบจากนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชื้ออีโคไล (E. coli)&amp;nbsp; เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง&amp;nbsp; ปกติพบอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารส่วนลำไส้ของคนและสัตว์&amp;nbsp; โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และนก ซึ่งเชื้ออีโคไลนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนและสัตว์นั้นมักไม่ก่อให้เกิดโรค&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สายพันธุ์ที่ก่อโรคในคนได้ มีตั้งแต่ที่ก่อโรคไม่รุนแรง เช่น&amp;nbsp; โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอาหารเป็นพิษ&amp;nbsp; ไปจนถึงที่ก่อโรครุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือด&amp;nbsp; สำหรับสายพันธุ์ของเชื้ออีโคไล กลุ่มอีเฮค (EHEC) หรือเอนเตอโรฮีโมราจิคอีโคไล (Enterohemorrhagic E. coli) ที่พบกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในแถบยุโรปขณะนี้เป็นกลุ่มที่ก่อโรคในทางเดินอาหารที่สามารถก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เชื้ออีเฮคเคยระบาดมาแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยปกติแล้วจะพบเชื้ออีโคไลได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในมูลสัตว์ และส่วนใหญ่แพร่สู่คนได้ทางการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่&amp;nbsp; พบเชื้อได้ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เนื้อหรือผักดิบ ปรุงไม่สุก รวมถึงนมและน้ำที่ไม่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนอย่างเหมาะสม นอกจากนี้การปนเปื้อนของเชื้อโรคจากอุจจาระสู่อาหารและน้ำ อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการเตรียมและการปรุงอาหารได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะอาการของผู้ที่ได้รับเชื้อกลุ่มอีเฮคมีความหลากหลาย&amp;nbsp; ตั้งแต่ท้องร่วงเป็นน้ำที่ไม่รุนแรง หายได้เอง จนทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบเป็นแผล&amp;nbsp; ถ่ายอุจจาระเหลวปนมูกเลือด&amp;nbsp; ปวดเกร็งท้อง&amp;nbsp; อาเจียน&amp;nbsp; อาจมีไข้ร่วมด้วย&amp;nbsp; เนื่องจากเชื้อสามารถทนความเป็นกรดได้สูง จึงทำให้เชื้อผ่านบริเวณกระเพาะอาหารซึ่งเป็นกรดไปก่อโรคในลำไส้ได้&amp;nbsp; คุณสมบัติในการก่อโรคที่สำคัญของเชื้อกลุ่มอีเฮค คือสามารถสร้างและปล่อยสารพิษ&amp;nbsp; ชิกา (Shiga toxin) ออกมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สารพิษชิกาจะสามารถเข้าสู่กระแสเลือด&amp;nbsp; และไปทำลายเม็ดเลือดแดงและเกร็ดเลือด&amp;nbsp; ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะซีดและเลือดออกง่าย&amp;nbsp; รวมถึงทำลายเซลล์ไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าปริมาณเชื้อกลุ่มอีเฮคที่ก่อโรคได้นั้นอยู่ในระดับต่ำมากเพียง&amp;nbsp; 10 - 100 เซลล์เท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเชื้อก่อโรคในทางเดินอาหารทั่วไป มักต้องมีเชื้อในปริมาณมากกว่า&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ล้านเซลล์&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับระยะฟักตัวของเชื้อกลุ่มอีเฮคนี้&amp;nbsp; เฉลี่ยประมาณ&amp;nbsp; 3 - 4 วัน (อาจแตกต่างกันได้ตั้งแต่ 2 วันถึงหลายสัปดาห์)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้น้ำเกลือทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกาย&amp;nbsp; ร่วมกับการให้ยาฆ่าเชื้อหากมีอาการรุนแรง&amp;nbsp; ผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงรุนแรง หรือมีอาการปวดเกร็งท้องร่วมกับถ่ายปนมูกเลือด ควรรีบปรึกษาแพทย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ขณะนี้จะยังไม่พบเชื้ออีโคไลกลุ่มอีเฮคระบาดในประเทศไทย และพบก่อโรคในคนไทยได้น้อยมาก&amp;nbsp; แต่ควรระมัดระวังและเตรียมพร้อม&amp;nbsp; การป้องกันที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกถูกสุขลักษณะ เนื่องจากเชื้อจะถูกทำลาย ด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ขึ้นไป&amp;nbsp; และล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หากสงสัยว่าจะติดเชื้อควรรีบพบแพทย์&amp;nbsp; ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง&amp;nbsp; รวมทั้งรักษาสุขอนามัยเรื่องอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ และน้ำดื่ม ตลอดจนความสะอาดของภาชนะที่ใช้ เพื่อลดการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-419472126352715813?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/419472126352715813/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/06/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/419472126352715813'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/419472126352715813'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/06/blog-post.html' title='อีโคไล ภัยร้ายที่มากับอาหาร'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-1918007181487370886</id><published>2011-05-23T08:58:00.000-07:00</published><updated>2011-05-23T08:58:26.795-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพศสัมพันธ์'/><title type='text'>แผลเริมที่อวัยวะเพศ</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://images.thaiza.com/25/25_20071129112604..jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="205" src="http://images.thaiza.com/25/25_20071129112604..jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;โดย&amp;nbsp; นางสุจิตตรา&amp;nbsp; พงศ์ประสบชัย&lt;br /&gt;นางชนากานต์ เกิดกลิ่นหอม&lt;br /&gt;นางเพียงเพ็ญ ธัญญะตุลย์&lt;br /&gt;ที่ปรึกษา&amp;nbsp; อาจารย์แพทย์หญิงเจนจิต&amp;nbsp; ฉายะจินดา&lt;br /&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์มานพชัย&amp;nbsp; ธรรมคันโท&lt;br /&gt;รองศาสตราจารย์นายแพทย์ อัมพัน เฉลิมโชคเจริญกิจ&lt;br /&gt;หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี&lt;br /&gt;ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุ&lt;/b&gt;&amp;nbsp; เชื้อที่ทำให้เกิดโรคคือ เชื้อเริมอวัยวะเพศ (Herpes simplex virus type 2) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักติดจากการร่วมเพศกับผู้ที่มีแผลเริม เป็นโรคที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้เนื่องจากภายหลังการติดเชื้อ เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาทได้อย่างถาวรและถูกกระตุ้นให้เกิดโรคซ้ำในบริเวณเดิมได้เป็นครั้งคราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะฟักตัว&amp;nbsp; อยู่ระหว่าง 2-14 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อาการ&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ป่วยมักจะมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามร่างกายร่วมกับมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสเล็กๆ ตุ่มน้ำนี้จะแตกภายใน 24-48 ชั่วโมงกลายเป็นแผลตื้นๆคล้ายแผลร้อนในภายในปาก ทำให้อวัยวะเพศบริเวณดังกล่าวบวมแดงแสบร้อนเจ็บปวดมาก ผู้ป่วยที่มีรอยโรคครั้งแรกมักมีรอยโรคจำนวนมากและแผลหายช้า มีอาการอักเสบและแสบบริเวณปากช่องคลอด และท่อปัสสาวะอย่างรุนแรง&amp;nbsp; ทำให้มีปัสสาวะแสบร่วมด้วยได้&amp;nbsp; แผลจะตกสะเก็ดแห้งหายไปภายใน 3 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยบางรายถ้าไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม แผลเล็กๆจะขยายรวมเป็นแผลกว้างร่วมกับมีอาการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนกลายเป็นแผลก้นลึกขนาดใหญ่&amp;nbsp; ทำให้การรักษาลำบาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในกรณีที่กลับเป็นซ้ำมักสัมพันธ์กับปัจจัยหลายอย่างดังต่อไปนี้ เช่น ขณะที่มีประจำเดือน ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย&amp;nbsp; เป็นต้น แผลมักจะเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ 2-3 ตุ่มในบริเวณเดิม และมักจะหายเองภายใน 1สัปดาห์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีรอยโรคขณะเจ็บครรภ์คลอดถือเป็นข้อบ่งชี้ให้แพทย์ทำการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องเนื่องจากโรคนี้สามารถติดต่อถึงทารกระหว่างคลอดได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การรักษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกต้องมาพบแพทย์เพื่อรักษาโดยจะได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเริมเช่น ยา acyclovir&amp;nbsp; เพราะสามารถทำให้อาการดีขึ้นเร็วและระยะเวลาแพร่กระจายเชื้อสั้นลง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจให้นอนโรงพยาบาล เพื่อให้ acyclovir ฉีดเข้าทางเส้นเลือด อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้ให้การรักษาอาจพิจารณาให้ยาแก้ปวด ลดไข้และยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในผู้ป่วยบางราย และแนะนำการดูแลความสะอาดแผลหรือการนั่งแช่แผลด้วยน้ำอุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในรายที่มีอาการเกิดซ้ำมักมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 7 วัน หรือแพทย์อาจให้ยากินหรือทา ในรายที่มีอาการเกิดซ้ำมากกว่า 6 ครั้งต่อปี แพทย์ผู้ดูแลรักษามักจะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเริมระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) เพื่อเป็นการควบคุมเชื้อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คำแนะนำการปฏิบัติตัว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. รับประทานยาตามแผนการรักษา&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ดูแลแผลให้สะอาดอยู่เสมอ เช่น การแช่น้ำอุ่น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. ควรได้รับการตรวจเลือดและตรวจภายในเพื่อตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4. งดเพศสัมพันธ์ระหว่างที่มีแผล เนื่องจากมีการส่งเชื้อเริมให้ผู้ที่สัมผัสแผลและมีการติดเชื้ออื่นได้ง่าย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. หากพบว่ามีอาการที่รุนแรงขึ้น หรือการรักษาไม่ได้ผล ให้มาพบแพทย์ก่อนนัดที่หน่วยตรวจได้ในวัน ราชการ เวลา 9.00-12.00น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามีข้อสงสัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอบถามได้ที่&lt;br /&gt;หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี (คลีนิก 309)&amp;nbsp; เวลา&amp;nbsp; 07.00-15.30น.&lt;br /&gt;โทร&amp;nbsp; 02-412-9689 หรือ 02-419-7377&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-1918007181487370886?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/1918007181487370886/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/05/blog-post_5120.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/1918007181487370886'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/1918007181487370886'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/05/blog-post_5120.html' title='แผลเริมที่อวัยวะเพศ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-7211169329963665965</id><published>2011-05-23T08:52:00.000-07:00</published><updated>2011-05-23T08:52:04.001-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตา'/><title type='text'>ต้อหิน...วายร้ายตัวทำลายการมองเห็น</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/874_1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="333" src="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/874_1.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;รศ.นพ. นริศ&amp;nbsp; กิจณรงค์&lt;br /&gt;สาขาวิชาโรคต้อหิน&amp;nbsp; ภาควิชาจักษุวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรคที่ทำให้เกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นชนิดถาวรที่พบมากที่สุดจากทั่วโลกก็คือ “โรคต้อหิน” โดยส่วนใหญ่เมื่อเป็นในระยะแรก ๆ มักไม่ทราบว่าตนเป็นโรคนี้&amp;nbsp; กว่าจะทราบก็เกือบถึงขั้นตาบอดแล้ว&amp;nbsp; ในประเทศไทยผู้ป่วยต้อหินโดยส่วนใหญ่จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่วัยรุ่นทั้งหลายก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ&amp;nbsp; ทางที่ดีควรป้องกันการสูญเสียสายตาแต่เนิ่น ๆ&amp;nbsp; ด้วยการไปทำความรู้จักโรคนี้กันครับ&lt;br /&gt;โรคต้อหิน คือ กลุ่มโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของขั้วประสาทตา เกี่ยวข้องกับความดันตาหรือการสูญเสียลานสายตา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ กรรมพันธุ์ ได้แก่&lt;br /&gt;- มีญาติสายตรงเป็นต้อหิน&lt;br /&gt;- มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ๆ&lt;br /&gt;- เป็นโรคเบาหวาน&lt;br /&gt;- ผู้สูงอายุ (ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่อาจทำให้เกิดต้อหินชนิดทุติยภูมิ ได้แก่&lt;br /&gt;-&amp;nbsp; ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา&lt;br /&gt;-&amp;nbsp; การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ทั้งชนิดหยอด ยารับประทาน ยาฉีด หรือยากิน&lt;br /&gt;-&amp;nbsp; โรคต้อกระจกที่ปล่อยทิ้งไว้จนเลนส์ตาสุก&lt;br /&gt;- อุบัติเหตุทางตาต่าง ๆ อาทิ ถูกชก หรือถูกสารเคมี&lt;br /&gt;-&amp;nbsp; การติดเชื้อ หรือ การอักเสบในตา เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ส่วนการใช้สายตามากๆ หรือต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ เป็นเวลาติดต่อกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต้อหินโดยตรง แต่ถ้าสายตาสั้นหรือยาวมากๆอยู่ก่อนแล้ว ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหินได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* ยิ่งมีอายุมากก็มีโอกาสเป็นโรคต้อหินมากกว่าคนอายุน้อย ส่วนมากพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สาเหตุของโรคต้อหิน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;1.มีความดันตาสูง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคต้อหิน ความดันตาถูกควบคุมโดยสารน้ำในตา ถ้าอัตราการสร้างสารน้ำสมดุลกับการระบายออก ความดันตาก็จะปกติ แต่หากความสมดุลนี้เสียไป เนื่องจากการระบายออกของน้ำในตาอุดตันก็จะทำให้ความดันตาสูง ส่งผลให้ เส้นประสาทตาค่อย ๆ ถูกทำลาย ลานสายตาแคบลง และตามัวได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ลานสายตาผิดปกติ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ป่วยต้อหินบางรายอาจสังเกตพบความผิดปกติของลานสายตาได้ด้วยตนเอง ส่วนมากจะเสียรอบนอกทำให้มองไม่เห็นด้านข้างก่อนแล้วค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเข้าสู่ตรงกลาง ผู้ป่วยต้อหินทุกรายจึงสมควรได้รับการตรวจลานสายตาเพื่อใช้ในการวินิจฉัยและติดตามการรักษา&lt;br /&gt;ต้อหิน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ต้อหินชนิดมุมตาเปิด&lt;br /&gt;2.ต้อหินชนิดมุมตาปิด&lt;br /&gt;3.ต้อหินในเด็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการ ผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรังทั้งชนิดมุมตาเปิดและมุมตาปิดในระยะแรกมักจะไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใด ๆ ในการมองเห็น จึงเป็นการยากที่คนที่เป็นโรคต้อหินจะรู้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อโรคดำเนินต่อไปจะทำให้ลานสายตาค่อย ๆ แคบลงจนตาบอดได้ในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;โดยทั่วไป “ผู้ป่วยต้อหิน” มักตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจตาทั่วไปโดยจักษุแพทย์ที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดตา ปวดศีรษะร่วมกับอาการตาแดงหรือตามัวเป็นครั้งคราว ซึ่งจะช่วยวินิจฉัยโรคต้อหินชนิดมุมตาปิด ซึ่งถ้าเกิดภาวะ “ต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน” ก็จะมีอาการปวดตา ตาแดง และตามัวอย่างรวดเร็ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวินิจฉัยโรคต้อหิน จะใช้การตรวจหาความผิดปกติของขั้วประสาทตา ร่วมกับการตรวจวัดความดันตา หรือตรวจพบความผิดปกติของลานสายตาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การรักษา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ทำได้โดยการลดความดันตาซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถควบคุมโรคต้อหินได้ การรักษาประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;1.การใช้ยา ซึ่งมีทั้ง ยาหยอด ยารับประทาน และยาฉีด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;การใช้ยาหยอดตารักษาต้อหินเป็นการรักษาเบื้องต้นที่ดีที่สุด เพราะสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาทุกวันไปตลอดชีวิต ...ปัจจุบันมียาหยอดตารักษาโรคต้อหินหลายชนิด ผู้ป่วยอาจใช้ยาเพียงชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกันก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางรายจำเป็นต้องใช้ยารักษาต้อหินชนิดกินหรือฉีดร่วมด้วย ซึ่งในกรณีนี้ จะใช้รักษาโรคต้อหินในระยะสั้นเพื่อเตรียมผ่าตัดเท่านั้น เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้แสงเลเซอร์สำหรับโรคต้อหิน มีการยิงเลเซอร์เพื่อเจาะรูที่ม่านตาในคนที่มีมุมตาแคบ สำหรับรักษาหรือป้องกันโรคต้อหินเฉียบพลัน สำหรับผู้ป่วยต้อหินชนิดมุมตาเปิด อาจยิงเลเซอร์ที่มุมตาเพื่อลดความดันตาร่วมกับการใช้ยาหยอดตา&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีการจี้เลเซอร์เพื่อลดความดันตา (cyclophotocoagulation) ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;2.การผ่าตัด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;มุ่งเน้นที่การทำช่องเพื่อระบายน้ำภายในลูกตา ความสำเร็จของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย&amp;nbsp; ทั้งชนิดของต้อหิน อายุ เพศ และการหายของแผลผ่าตัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาต้อหินโดยการผ่าตัด ใช้รักษาในผู้ป่วยต้อหินที่&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. ได้รับการรักษาโดยการใช้ยาและเลเซอร์อย่างเต็มที่แล้ว&amp;nbsp; แต่ยังไม่สามารถควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ถึงแม้จะได้รับการรักษาโดยการใช้ยาและเลเซอร์จนความดันตาอยู่ในระดับปกติ&amp;nbsp; แต่ยังไม่ปลอดภัยมากพอ โดยยังคงมีการสูญเสียลานสายตา&amp;nbsp; หรือเส้นใยประสาทตาอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. ไม่สามารถใช้ยาสำหรับควบคุมความดันตาได้&amp;nbsp; หรือใช้ได้แต่ไม่สม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาต้อหินโดยการผ่าตัดมีหลายวิธี เช่น trabeculectomy, การผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายน้ำสำหรับต้อหิน (glaucoma drainage device)&amp;nbsp; เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้อหิน เป็นโรคที่ทำให้เกิดการสูญเสียสายตาแบบถาวรที่พบได้บ่อย แต่สามารถควบคุมรักษาโรคทำให้ผู้ป่วยยังคงมีสายตามองเห็นอยู่ได้ แต่ต้องได้รับความร่วมมืออย่างดีระหว่างผู้ป่วย และแพทย์ผู้รักษา มีผู้ป่วยหลายรายที่ตรวจพบว่าเป็นต้อหินโดยบังเอิญจากการตรวจตาทั่วไปโดยไม่มีอาการอะไร&amp;nbsp; ดังนั้นการตรวจวัดความดันตาในคนที่มีอายุมากกว่า&amp;nbsp; 40 ปี&amp;nbsp; อย่างน้อยปีละ&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ครั้ง&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนที่มีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว&amp;nbsp; จึงมีความสำคัญมากในการค้นหาผู้ป่วยโรคต้อหิน การวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้นรวมทั้งการรักษาอย่างต่อเนื่องจะสามารถป้องกันการสูญเสียสายตาได้ครับ&amp;nbsp; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-7211169329963665965?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/7211169329963665965/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/05/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/7211169329963665965'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/7211169329963665965'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/05/blog-post_23.html' title='ต้อหิน...วายร้ายตัวทำลายการมองเห็น'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-6777600459981711428</id><published>2011-05-23T08:48:00.000-07:00</published><updated>2011-05-23T08:48:58.809-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคจากสัตว์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พยาธิ'/><title type='text'>พยาธิขึ้นสมอง...กับอาหารสุกๆดิบๆ</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/876_3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="333" src="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/876_3.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;รศ.ดร.ประภาทิพย์ เอี่ยมโสภณา &lt;br /&gt;ภาควิชาปรสิตวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข่าวดังทางหน้าหนังสือพิมพ์ ที่มีเด็กสาวป่วยด้วยโรคสมองอักเสบแล้วกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุมาจากพยาธิในส้มตำปูปลาร้านั้น สร้างความสงสัยแก่ประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะชาวชนบททางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติ ในด้านอาหารการกินที่มักเป็นพืชและสัตว์ที่มีอยู่ตามแหล่งธรรมชาติของท้องถิ่น ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังนิยมรับประทานอาหารดิบ ปิ้งย่าง&amp;nbsp; หรือปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ&amp;nbsp; เช่น ลาบ ก้อย พล่า ยำ น้ำตก อ่อม หมก ฯลฯ อาหารดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการติดโรคและเกิดโรคจากพยาธิหลายชนิด ซึ่งมีระยะติดต่ออยู่ในเนื้อสัตว์หรือปนเปื้อนมากับผักสดที่นำมาบริโภค&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในประเทศไทยนั้น พยาธิจากอาหารที่เป็นสาเหตุสำคัญของ “โรคพยาธิขึ้นสมองในคน” ทำให้เกิดโรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จนถึงขั้นเสียชีวิต ที่พบบ่อย ๆ มี 2 ชนิด ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;1. พยาธิหอยโข่ง (Angiostrongylus cantonensis)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พยาธิหอยโข่ง หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “พยาธิปอดหนู” เป็นพยาธิตัวกลมที่เป็นสาเหตุของโรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบในคน ซึ่งพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติการกินเนื้อหอยโข่ง หอยเชอรี่ หรือเนื้อสัตว์จำพวก กุ้ง ปู กบ และตะกวด ปรุงแบบดิบๆหรือดิบ ๆ สุกๆ เช่น นำมาทำก้อย ยำ ลาบ พล่า หรือการกินพืช ผักสด หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนด้วยตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิหอยโข่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พยาธิหอยโข่งนั้น&amp;nbsp; โดยธรรมชาติเป็นพยาธิของหนู&amp;nbsp; เช่น หนูนา หนูท่อ หนูป่า พยาธิตัวเต็มวัยเพศผู้และเพศเมียจะอาศัยอยู่ในหลอดเลือดแดงของปอดหนู&amp;nbsp; เมื่อหนูถ่ายอุจจาระจะมีพยาธิตัวอ่อนปะปนมา เมื่อหอย (ทั้งหอยบก หอยน้ำจืด และตัวทาก) กินตัวอ่อนของพยาธิหรือตัวอ่อนของพยาธิไชเข้าตัวหอยจะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อขดตัวอยู่ในกล้ามเนื้อหรืออวัยวะของหอย และเมื่อคนนำหอยมารับประทานโดยไม่ทำให้สุกก่อน ตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิจะเข้าสู่ร่างกาย ไปตามกระแสเลือด แล้วเคลื่อนที่เข้าสู่สมอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พยาธิ เมื่อเข้าไปในสมองแล้ว จะเจริญเติบโตและเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบของสมองและเยื่อหุ้มสมอง ผู้ป่วยจะมีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอสิโนฟิล (eosinophil) ขึ้นสูงในน้ำไขสันหลัง ผู้ป่วยบางรายอาจหมดสติได้ บ่อยครั้งที่พยาธิเคลื่อนที่เข้าไปอยู่ในลูกตา ทำให้เยื่อบุภายในตาฉีกขาดและมีเลือดออก อาจจะทำให้ตาบอดได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นที่ปรุงไม่สุก อาทิ กุ้งฝอย ปู กบ ตะกวด ซึ่งกินหอยที่มีพยาธิ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็มีโอกาสได้รับพยาธิเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สัญญาณอันตราย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยทั่วไป ผู้ติดโรคพยาธิหอยโข่งมีตั้งแต่ไม่แสดงอาการ มีอาการเพียงเล็กน้อย หรือมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนพยาธิที่กินเข้าไป รวมทั้งภาวะภูมิคุ้มกันและสุขภาพพลานามัยของผู้ได้รับพยาธิ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็งและหลังแข็ง บางรายอาจพบอาการอัมพาตบางส่วนของแขน ขา หรือใบหน้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;รักษาอย่างไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรักษาโรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากโรคพยาธิหอยโข่งนั้น เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เพราะปัจจุบันไม่มียาชนิดใดที่เฉพาะเจาะจงในการรักษาโรคพยาธิหอยโข่ง ถ้าผู้ป่วยได้รับตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิเข้าไปไม่มากอาการของโรคจะหายได้เอง&amp;nbsp; การให้ยาแก้ปวด และการเจาะหลังเพื่อเอาน้ำไขสันหลังออกเป็นการลดความดันในสมองจะช่วยลดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงในผู้ป่วยได้ การใช้ยาจำพวกสตีรอยด์ (steroid) จะช่วยลดการอักเสบของสมองในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถป้องกันไม่ให้ติดโรคจากพยาธิหอยโข่งได้โดย....&lt;br /&gt;-งดกินเนื้อหอยทั้งหอยน้ำจืดและหอยบกดิบๆ หรือดิบๆ สุกๆ&lt;br /&gt;-กินแต่เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้ว&lt;br /&gt;-ผักสดที่รับประทานต้องล้างให้สะอาด&lt;br /&gt;-หากต้องดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ต้องดื่มน้ำที่ต้มเดือดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;2. พยาธิตัวจี๊ด&amp;nbsp; (Gnathostoma spinigerum)&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;พยาธิตัวจี๊ดเป็นพยาธิตัวกลมของสัตว์จำพวก สุนัข แมว สิงโต และเสือ&amp;nbsp; ผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดโรคพยาธิตัวจี๊ดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ เช่น ปลาน้ำจืด กบ งู เป็ด ไก่ นก ที่ปิ้งหรือย่างไม่สุก หรือปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ&amp;nbsp; ผู้ป่วยที่ติดโรคพยาธิตัวจี๊ดมักจะมีการบวมเคลื่อนที่โดยเฉพาะที่ผิวหนัง เนื่องจากพยาธิตัวอ่อนที่เข้าไปอยู่ใต้ผิวหนังมีการเคลื่อนไหว&amp;nbsp; บ่อยครั้งที่พบพยาธิเคลื่อนที่เข้าไปในสมอง ทำให้เกิดอาการอักเสบ มีเลือดออก และเกิดอาการทางประสาท เป็นอัมพาต ชักและหมดสติ บางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;พยาธิตัวจี๊ดระยะตัวเต็มวัยนั้นตามปกติจะพบในผนังกระเพาะอาหารของสุนัข แมว สิงโต เสือ&amp;nbsp; ไข่พยาธิตัวจี๊ดจะปะปนออกมากับอุจจาระของสัตว์เหล่านี้ ออกสู่สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เมื่อไข่ถูกชะพาลงในน้ำ ตัวอ่อนของพยาธิจะฟักออกจากไข่ เมื่อถูกกินโดยกุ้งไร ตัวอ่อนของพยาธิจะเจริญในกุ้งไร เมื่อกุ้งไรถูกกินโดยปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลาช่อน และปลาไหล พยาธิจะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อฝังตัวเป็นซีสต์อยู่ในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของของสัตว์เหล่านี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากคนกินเนื้อปลาที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิตัวจี๊ดซึ่งปรุงไม่สุก หรือกินเนื้อกบ งู เป็ด ไก่ นก ที่เผอิญไปกินตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิตัวจี๊ด ตัวอ่อนที่ฝังตัวเป็นซีสต์อยู่ในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของสัตว์เหล่านี้จะไชทะลุผนังกระเพาะอาหาร เคลื่อนที่ไปตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในรายที่ตัวพยาธิไชเข้าใต้ผิวหนังจะเกิดอาการบวมแดงเจ็บจี๊ด ๆ&amp;nbsp; พยาธิบางตัวเคลื่อนย้ายที่อยู่ใต้ผิวหนังทำให้เกิดการบวมเคลื่อนที่ ซึ่งพบได้บ่อยบริเวณแขน ขา ใบหน้า เปลือกตา หน้าท้อง&amp;nbsp; และเท้า ในรายที่พยาธิเคลื่อนที่เข้าสู่สมอง จะทำให้เกิดการอักเสบของระบบประสาทส่วนกลาง พบเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอสิโนฟิลสูงขึ้นในน้ำไขสันหลัง&amp;nbsp; จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง&amp;nbsp; โคมาและอาจเสียชีวิต&amp;nbsp; บางรายเมื่อพยาธิตัวจี๊ดไชเข้าไปในลูกตาก็จะทำให้ตาบอดได้&amp;nbsp; ยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดโดยเฉพาะ การรักษาให้รับประทานยาอัลเบนดาโซล (Albendazole) ขนาด 400 มิลลิกรัม นาน 21 วัน ให้ผลการรักษาประมาณร้อยละ 94&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การหลีกเหลี่ยงการรับประทานเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ทุกชนิดแบบสุกๆ ดิบๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคพยาธิที่เกิดจากการกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ&amp;nbsp; แม้เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยเหมือนโรคติดเชื้อชนิดอื่นๆ แต่ก็เป็นโรคที่บั่นทอนสุขภาพ และทำให้เกิดโรครุนแรงและเสียชีวิตได้ เพียงแค่การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อนสูงเท่านั้น ความเสี่ยงในการเกิดโรคพยาธิจากอาหารก็ไม่สามารถมาย่ำกรายเราได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอนค่ะ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-6777600459981711428?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/6777600459981711428/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/05/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6777600459981711428'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6777600459981711428'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/05/blog-post.html' title='พยาธิขึ้นสมอง...กับอาหารสุกๆดิบๆ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-6027591153479591137</id><published>2011-04-24T09:04:00.000-07:00</published><updated>2011-04-24T09:05:19.109-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเด็ก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผิวหนัง และศัลยกรรม'/><title type='text'>ปานแต่กำเนิดที่พบบ่อยในเด็ก</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/863_3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="333" src="http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_pic/863_3.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;อ.พญ.รัตนาวลัย&amp;nbsp; จันทร&lt;br /&gt;ภาควิชากุมารเวชศาสตร์&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็ก ทารกพบปานแต่กำเนิดได้บ่อย บางชนิดจะสามารถหายไปได้เอง โดยไม่ต้องได้รับการรักษาใดๆ บางชนิดมีอาการคงอยู่ตลอดชีวิต และบางชนิดสามารถพบร่วมกับความผิดปกติอื่นๆของร่างกาย ซึ่งอาจต้องได้รับการตรวจค้นเพิ่มเติมและการรักษาที่เหมาะสม ปานแต่กำเนิดที่พบบ่อย ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ปานมองโกเลียน (Mongolian)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็น ปานแต่กำเนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ปานชนิดนี้มีลักษณะเป็นผื่นราบสีเขียว ฟ้าเทา หรือ ฟ้าเข้ม พบได้บ่อยบริเวณก้นและสะโพก แต่อาจพบที่บริเวณอื่นใดของร่างกายก็ได้ เช่น แขน ขา หลัง ไหล่ หนังศีรษะ เป็นต้น ปานชนิดนี้จะค่อยๆจางหายไปเมื่อเข้าสู่วัยเด็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ปานสีกาแฟใส่นม (Café au lait)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นปานแต่กำเนิดที่พบได้บ่อยเช่นกัน มีลักษณะเป็น ผื่นราบสีน้ำตาลอ่อน&amp;nbsp; มัก มีรูปร่างกลมหรือรี ขอบเขตค่อนข้างชัดเจน มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันได้มาก รอยโรคอาจปรากฏตั้งแต่แรกเกิดหรือภายในอายุ 2-3 เดือน ขนาดของรอยโรคจะขยายขนาดขึ้นตามการเจริญเติบโตของเด็ก และจะคงอยู่ตลอดชีวิต เด็กที่มีปานชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะไม่พบมีความผิดปกติอื่นๆของร่างกายร่วมด้วย แต่หากพบปานชนิดนี้ปริมาณมากหรือมีขนาดใหญ่ อาจพบได้ในโรคพันธุกรรมบางชนิด ดังนั้นหากพบปานขนาดใหญ่หรือมีหลายอัน ควรพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ปานดำแต่กำเนิด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็น ปานที่เกิดจากการมีการแบ่งตัวเพิ่มของเซลล์ที่สร้างเม็ดสีของผิวหนัง มีลักษณะเป็นผื่นราบหรือนูน สีของปานมีได้ตั้งแต่ ดำ น้ำตาลและฟ้า ปานชนิดนี้มักพบได้ตั้งแต่แรกเกิดหรือภายในอายุ 2-3 เดือน พบว่าเมื่อผู้ป่วยโตขึ้น ผิวของปานอาจขรุขระมากขึ้น บางครั้งอาจพบขนงอกยาวหรือดกบริเวณที่มีปาน หากมีปานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 7 ซม.ในเด็กทารกมักมีผลต่อรูปลักษณ์ของผู้ป่วย รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้นหากพบปานขนาดใหญ่ ควรพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจติดตามและรับการรักษาที่เหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ปานแดงชนิด Port wine stains&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็น ปานแดงที่มักปรากฏอาการตั้งแต่แรกเกิด และจะคงอยู่ตลอดชีวิตไม่จางหายไป รอยโรคจะขยายขนาดโตตามตัวของผู้ป่วย ส่วนใหญ่มักอยู่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ปานจะมีสีเข้มขึ้น รวมทั้งอาจนูนหนาและขรุขระเพิ่มขึ้น ตามอายุที่มากขึ้น หากพบปานชนิดนี้บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะรอบดวงตา อาจพบร่วมกับความผิดปกติของดวงตาและสมองได้ จึงควรพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป ปานแดงชนิดนี้สามารถรักษาโดยใช้ เลเซอร์ได้ ซึ่งการตอบสนองต่อการรักษาขึ้นกับตำแหน่งและขนาดของรอยโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เนื้องอกหลอดเลือดในเด็ก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเนื้องอกชนิดที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก พบได้ประมาณร้อยละ 5 ในทารกแรกเกิด และร้อยละ 5-10 ในเด็กอายุ 1 ปี ส่วนใหญ่พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาง รายอาจพบมีจุดหรือปื้นสีแดงนำมาก่อน ลักษณะของปานที่พบบ่อย จะเป็นก้อนนูนสีแดงสด ผิวขรุขระ ซึ่งก้อนเนื้องอกชนิดนี้จะมีขนาดโตมากขึ้นภายใน 6-9 เดือนแรกของชีวิต หลังจากนั้นก้อนจะค่อยๆยุบลงได้เอง ภายหลังอายุ 1 ปี ภายหลังก้อนยุบ อาจหลงเหลือความผิดปกติของผิวหนังได้&amp;nbsp; การ รักษาขึ้นกับหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาจำเพาะ เพียงแค่เฝ้าติดตามและให้คำแนะนำ แต่หากรอยโรคอยู่บริเวณใบหน้า หรือเป็นรอยโรคที่อาจก่อปัญหา หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น รอบดวงตา ใบหู หรือมีรอยโรคมากกว่า 5 อัน ควรพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจติดตามและรับการรักษาที่เหมาะสม&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-6027591153479591137?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/6027591153479591137/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_1994.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6027591153479591137'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6027591153479591137'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_1994.html' title='ปานแต่กำเนิดที่พบบ่อยในเด็ก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-3696334319511143152</id><published>2011-04-24T08:58:00.000-07:00</published><updated>2011-04-24T08:58:57.989-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปัญหาต่างๆทางเพศ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><title type='text'>แผลเริมที่อวัยวะเพศ</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://content.mthai.com/upload_images/0-te/te_apr_2009/beauty/clean_nongnoo/clean_nongnoo_002.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://content.mthai.com/upload_images/0-te/te_apr_2009/beauty/clean_nongnoo/clean_nongnoo_002.jpg" width="222" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์แพทย์หญิงเจนจิต&amp;nbsp; ฉายะจินดา&lt;br /&gt;หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี&lt;br /&gt;ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สาเหตุ&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;เชื้อที่ทำให้เกิดโรคคือ เชื้อเริมอวัยวะเพศ (Herpes simplex virus type 2) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักติดจากการร่วมเพศกับผู้ที่มีแผลเริม เป็นโรคที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้เนื่องจากภายหลังการติดเชื้อ เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาทได้อย่างถาวรและถูกกระตุ้นให้ เกิดโรคซ้ำในบริเวณเดิมได้เป็นครั้งคราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ระยะฟักตัว&amp;nbsp; อยู่ระหว่าง 2-14 วัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;อาการผู้ป่วยมักจะมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามร่างกายร่วมกับมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสเล็กๆ ตุ่มน้ำนี้จะแตกภายใน 24-48 ชั่วโมงกลายเป็นแผลตื้นๆคล้ายแผลร้อนในภายในปาก ทำให้อวัยวะเพศบริเวณดังกล่าวบวมแดงแสบร้อนเจ็บปวดมาก ผู้ป่วยที่มีรอยโรคครั้งแรกมักมีรอยโรคจำนวนมากและแผลหายช้า มีอาการอักเสบและแสบบริเวณปากช่องคลอด และท่อปัสสาวะอย่างรุนแรง&amp;nbsp; ทำให้มีปัสสาวะแสบร่วมด้วยได้&amp;nbsp; แผล จะตกสะเก็ดแห้งหายไปภายใน 3 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยบางรายถ้าไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม แผลเล็กๆจะขยายรวมเป็นแผลกว้างร่วมกับมีอาการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรก ซ้อนกลายเป็นแผลก้นลึกขนาดใหญ่&amp;nbsp; ทำให้การรักษาลำบาก &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในกรณีที่กลับเป็นซ้ำมักสัมพันธ์กับปัจจัยหลายอย่างดังต่อไปนี้ เช่น ขณะที่มีประจำเดือน ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย&amp;nbsp; เป็นต้น แผลมักจะเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ 2-3 ตุ่มในบริเวณเดิม และมักจะหายเองภายใน 1สัปดาห์&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใน สตรีตั้งครรภ์ที่มีรอยโรคขณะเจ็บครรภ์คลอดถือเป็นข้อบ่งชี้ให้แพทย์ทำการผ่า ตัดคลอดทางหน้าท้องเนื่องจากโรคนี้สามารถติดต่อถึงทารกระหว่างคลอดได้ &lt;br /&gt;การรักษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกต้องมาพบแพทย์เพื่อรักษาโดยจะได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเริมเช่น ยา acyclovir&amp;nbsp; เพราะสามารถทำให้อาการดีขึ้นเร็วและระยะเวลาแพร่กระจายเชื้อสั้นลง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจให้นอนโรงพยาบาล เพื่อให้ acyclovir ฉีดเข้าทางเส้นเลือด อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้ให้การรักษาอาจพิจารณาให้ยาแก้ปวด ลดไข้และยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในผู้ป่วยบางราย และแนะนำการดูแลความสะอาดแผลหรือการนั่งแช่แผลด้วยน้ำอุ่น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใน รายที่มีอาการเกิดซ้ำมักมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 7 วัน หรือแพทย์อาจให้ยากินหรือทา ในรายที่มีอาการเกิดซ้ำมากกว่า 6 ครั้งต่อปี แพทย์ผู้ดูแลรักษามักจะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเริมระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) เพื่อเป็นการควบคุมเชื้อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คำแนะนำการปฏิบัติตัว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. รับประทานยาตามแผนการรักษา&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ดูแลแผลให้สะอาดอยู่เสมอ เช่น การแช่น้ำอุ่น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. ควรได้รับการตรวจเลือดและตรวจภายในเพื่อตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4. งดเพศสัมพันธ์ระหว่างที่มีแผล เนื่องจากมีการส่งเชื้อเริมให้ผู้ที่สัมผัสแผลและมีการติดเชื้ออื่นได้ง่าย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. หากพบว่ามีอาการที่รุนแรงขึ้น หรือการรักษาไม่ได้ผล ให้มาพบแพทย์ก่อนนัดที่หน่วยตรวจได้ในวัน ราชการ เวลา 9.00-12.00น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ถ้ามีข้อสงสัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอบถามได้ที่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี (คลีนิก 309)&amp;nbsp; เวลา&amp;nbsp; 07.00-15.30น.&lt;br /&gt;โทร&amp;nbsp; 02-412-9689 หรือ 02-419-7377&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-3696334319511143152?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/3696334319511143152/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_7160.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/3696334319511143152'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/3696334319511143152'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_7160.html' title='แผลเริมที่อวัยวะเพศ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-8512078327412184601</id><published>2011-04-24T08:52:00.000-07:00</published><updated>2011-04-24T08:52:15.246-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปัญหาต่างๆทางเพศ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><title type='text'>เชื้อราในช่องคลอด</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.thaihealth.or.th/files/u4910/jhgf_0.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://www.thaihealth.or.th/files/u4910/jhgf_0.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์แพทย์หญิงเจนจิต&amp;nbsp; ฉายะจินดา&lt;br /&gt;หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี&lt;br /&gt;ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมีอาการคันหรือมีตกขาวปริมาณมาก&amp;nbsp; สตรีมักจะนึกถึงการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นสาเหตุแรกๆ&amp;nbsp; ทำให้ไปหาซื้อยามาใช้เอง&amp;nbsp; ใช้ครบบ้างไม่ครบบ้างจนเกิดเป็นปัญหาเรื้อรังขึ้นมา&amp;nbsp; อันที่จริงแล้วอาการคันและตกขาวเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งจากการติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือ ไวรัส&amp;nbsp; หรือแม้กระทั่งไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อเลย เช่น การตกขาวปกติร่วมกับความเป็นกรดของช่องคลอด&amp;nbsp; สิ่งแปลกปลอมที่ตกค้างในช่องคลอด เป็นต้น&amp;nbsp; ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อยามาใช้เอง&amp;nbsp; ควรได้รับการประเมินจากสูติ-นรีแพทย์ก่อน โดยเฉพาะในการเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องทางของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงเป็นบริเวณที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีพของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียอื่นๆบางชนิด&amp;nbsp; การพบเชื้อดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสตรีรายนั้นเป็นโรค&amp;nbsp; พบมากถึงร้อยละ 41 ของสตรีจะมีเชื้อราในช่องคลอดโดยไม่มีอาการ ทั้งนี้ขึ้นกับ อายุ เศรษฐฐานะ&amp;nbsp; ภูมิภาคที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื้อราชนิดที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการช่องคลอดอักเสบจากเชื้อราส่วนใหญ่คือ เชื้อ Candida albicans&amp;nbsp; เพราะเป็นเชื้อที่สามารถยึดติดกับเซลล์เยื่อบุช่องคลอดได้ดี นอกจากนี้เชื้อ Candida ยังสามารถอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้โดยไม่ก่ออาการอีกด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสามารถตรวจพบเชื้อรานี้ในอุจจาระของประชากรร้อยละ 65&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Candida albicans เป็นเชื้อรา ที่เมื่อย้อมสีแกรมจะติดสีน้ำเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรากฏให้เห็นเป็นสองรูปแบบคือ ยีสต์และสายรายาว&amp;nbsp; สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบนพื้นผิวและในสารคัดหลั่งของร่างกาย&amp;nbsp; โดยเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเป็นรูปแบบยีสต์ที่มีการแตกหน่อ จำนวนมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่เจริญแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อจะมีการเปลี่ยนรูปร่างเป็น เส้นใยที่มีและไม่มีผนังกั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเชื้อราในช่องคลอด&lt;br /&gt;การอักเสบในช่องคลอดจากเชื้อราพบได้น้อยในเด็กหญิงก่อนมีวัยประจำเดือน&amp;nbsp; และสตรีวัยหมดประจำเดือน&amp;nbsp; ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนคือ ปริมาณไกลโคเจนในสารน้ำในช่องคลอดและความชื้น&amp;nbsp; ดังนั้นภาวะนี้จึงพบได้มากในสตรีตั้งครรภ์และสตรีที่อยู่ในภูมิประเทศที่อาการร้อนและมีความชื้นสูง&amp;nbsp; ผู้ที่ได้รับยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังพบบ่อยในผู้ที่มีการทำหน้าที่ของ T-cell เสื่อมลง ได้แก่ โรคเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องรับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน&amp;nbsp; หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสภูมิต้านทานบกพร่อง ทำให้การกำจัดหรือการลดจำนวนของเชื้อราได้ช้าลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการและอาการแสดงของภาวะเชื้อราในช่องคลอด&lt;br /&gt;อาการแสดงที่เด่นชัดที่สุดคือ อาการคัน&amp;nbsp; ซึ่งมักจะคันค่อนข้างมาก&amp;nbsp; อาการมักจะดีขึ้นเมื่อมีประจำเดือนเชื่อว่าเกิดจากความเป็นด่างของเลือดประจำเดือน&amp;nbsp; โดยอาการคันจะครอบคลุมบริเวณฝีเย็บด้วย&amp;nbsp; หากคันเฉพาะบริเวณแคมใหญ่ควรคิดถึงการติดเชื้อราที่ผิวหนัง หรือ การติดปรสิตบางชนิด&amp;nbsp; หากคันทั้งที่ในช่องคลอดและฝีเย็บอาจเกิดจากเชื้อ T.vaginalis, Human papilloma virus&amp;nbsp; โดยควรได้รับการตรวจแยกโรคที่สถานพยาบาล&amp;nbsp; อาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์หรือแสบเมื่อปัสสาวะโดนบริเวณอักเสบก็สามารถพบได้บ่อย&amp;nbsp; สำหรับอาการตกขาวจะไม่ชัดเจนในบางรายโดยหากมีตกขาวผู้ป่วยมักจะมีอาการคันนำมาก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวินิจฉัยภาวะเชื้อราในช่องคลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวินิจฉัยจะทำเมื่อผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงของช่องคลอดอักเสบร่วมกับผลการตรวจข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1) ตรวจตกขาว Wet smear (saline, 10% KOH) หรือ Gram stain พบ yeast, hyphae, หรือ pseudohyphae&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2) เพาะเชื้อหรือการตรวจอื่นแล้วพบยีสต์ชนิดใดชนิดหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการตรวจเหล่านี้จำเป็นต้องทำโดยบุคลากรที่มีความชำนาญ&amp;nbsp; สำหรับการเป็นครั้งหลังๆ&amp;nbsp; ผู้ป่วยอาจลองซื้อยามาใช้เองได้&amp;nbsp; แต่จะต้องใช้อย่างถูกวิธีและครบตามจำนวน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาภาวะเชื้อราในช่องคลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) ยาเฉพาะที่ ได้แก่ ยาทา หรือ ยาเหน็บ ยากลุ่มนี้ทั้งครีมและยาเหน็บเป็น Oil-based ควรระวังเมื่อใช้ร่วมกับ Latex condom&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยาทาเฉพาะที่อาจทำให้มีการระคายเคืองหรือแสบร้อนได้แต่จะไม่ทำให้แพ้ทั้งร่างกาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) ยารับประทาน อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง หรือปวดศีรษะได้&amp;nbsp; สำหรับยารับประทานกลุ่ม Azole พบมีรายงานทำให้เมีเอนไซม์ตับสูงขึ้น&amp;nbsp; ภาวะข้างเคียงจะพบมากขึ้นหากใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับยาบางชนิด เช่น&amp;nbsp; Astemizole, Calcium channel antagonists, Cisapride, Cyclosporine A, Oral hypoglycemic agents, Phenytoin, Protease inhibitors, Tacrolimus, Terfenadine, Theophylline, Trimetrexate, Rifampin, และ Warfain&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามีต้องรักษาด้วยหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะนี้ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงยังไม่มีข้อสรุปให้รักษาในทุกราย&amp;nbsp; หากคู่นอนมีอาการก็ควรที่จะรักษาร่วมกันไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) อาการไม่ดีขึ้นหรือ กลับเป็นซ้ำในสองเดือนหลังการรักษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) การมีอาการอย่างน้อย 4 ครั้งใน 1 ปี&amp;nbsp; พบได้ในน้อยกว่าร้อยละ 5 ของสตรีทั่วไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3) อาการรุนแรง คือ อวัยวะเพศบวมแดงมาก มีผิวเป็นขุย จนถึงอาจมีรอยแตกของผิวหนัง&amp;nbsp; กลุ่มนี้มักจะตอบสนองต่อยาระยะสั้นทั้งรูป&amp;nbsp; รับประทานหรือทายาเฉพาะที่ระยะสั้นได้ไม่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4) ตั้งครรภ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5) ผู้ที่มีการทำหน้าที่ของ T-cell เสื่อมลง ได้แก่ โรคเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องรับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน&amp;nbsp; หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสภูมิต้านทานบกพร่อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากท่านมีภาวะใดภาวะหนึ่งข้างต้น&amp;nbsp; ไม่ควรนิ่งนอนใจ&amp;nbsp; ควรมารับการกตรวจวินิจฉัยและดูแลจากแพทย์&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-8512078327412184601?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/8512078327412184601/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_24.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/8512078327412184601'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/8512078327412184601'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_24.html' title='เชื้อราในช่องคลอด'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-6567175769469657966</id><published>2011-04-07T18:18:00.000-07:00</published><updated>2011-04-07T18:18:11.562-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมอง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผู้สูงอายุ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><title type='text'>ภาวะสมองเสื่อม</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://pr.prd.go.th/samutprakan/images/article/news164/n20110119121833_1338.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="216" src="http://pr.prd.go.th/samutprakan/images/article/news164/n20110119121833_1338.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงวรพรรณ &amp;nbsp;เสนาณรงค์&lt;br /&gt;ภาควิชาอายุรศาสตร์&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะสมองเสื่อมเป็นที่เรื่องที่ทุกคนควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะในปัจจุบันคนไทยอายุยืนขึ้น ทำให้จำนวนผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมมีความชุกสูงขึ้นด้วย อาการหลงลืมถึงขั้นภาวะสมองเสื่อมนั้น เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมองใหญ่โดยรวม มีผลให้เกิดความบกพร่องในการประกอบกิจวัตรประจำวันเกิดการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกและพฤติกรรม อาการผิดปกตินี้ควรเกิดขึ้นอย่างน้อย 6 เดือน แพทย์จึงจะวินิจฉัยว่าเกิดภาวะสมองเสื่อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการของภาวะสมองเสื่อม ประกอบด้วย &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความจำบกพร่องหลง ๆ ลืม ๆ เรียกชื่อคนใกล้ชิดไม่ได้ จำเหตุการณ์ปัจจุบันหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ได้ &amp;nbsp; ขาดสมาธิ &amp;nbsp;หงุดหงิดง่าย &amp;nbsp;พูดจาก้าวร้าวต่างไปจากเดิม หรือเฉยเมยไม่พูดจา ไม่ยอมทำอะไรเหมือนคนไร้วิญญาณ นั่งนิ่งเฉย ๆ หรือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย &amp;nbsp;มีปัญหาเรื่องการพูด การเขียน เช่น พูดหรือถามซ้ำ ๆ ซาก ๆ เรียกชื่อคนหรือสิ่งของเพี้ยนไป เช่น ข่าว แทน ข้าว &amp;nbsp;ชาม แทน ช้อน &amp;nbsp;บวกเลขคิดเลขไม่ได้ ทอนเงินไม่ถูก &amp;nbsp;หลงทาง เดินออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่ได้ &amp;nbsp;การตัดสินใจเชื่องช้า ตัดสินใจไม่ได้หรือตัดสินใจผิดพลาด เพราะมีความเสื่อมของสมองส่วนหน้าซึ่งมีหน้าที่ควบคุมตนเองการวางแผน และการตัดสินใจ &amp;nbsp;ผู้ป่วยอาจมีบุคลิกเปลี่ยนไป &amp;nbsp;ลักษณะการเดินเปลี่ยนไปหรือเดินแล้วล้มง่ายขึ้น แขนขาอ่อนแรง ลืมว่าจะเดินก้าวเท้าอย่างไร&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการดังกล่าวข้างต้นจะต้องรุนแรงและมีผลกระทบต่อการประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย คือ ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง หรือต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ในการประกอบกิจกรรมบางอย่าง เช่น การรับประทานอาหาร &amp;nbsp;การลุกนั่ง เดิน ยืน &amp;nbsp;การอาบน้ำ &amp;nbsp;การถ่ายอุจจาระ &amp;nbsp;ปัสสาวะราด การแต่งตัว การจ่ายตลาด ทำกับข้าว &amp;nbsp;การขับรถ ขึ้นรถเมล์ &amp;nbsp; ออกนอกบ้านไปหาเพื่อน ไปวัด &amp;nbsp;ทำงานบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาด อาการทั้งหมดที่กล่าวมา อาจเกิดค่อยเป็นค่อยไปหรือเกิดอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดขึ้นกับภาวะสมองเสื่อม &amp;nbsp;อาการอาจมีหลงลืม ความจำไม่ดี หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่จำเป็นต้องมีทุกอาการ คือต้องมีความจำไม่ดีร่วมกับอาการอื่น 3 อย่างขึ้นไปดังที่กล่าวมาข้างต้น และต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำกิจวัตรประจำวัน จึงจะวินิจฉัยได้ว่ามีภาวะสมองเสื่อม&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมคือ เป็นโรคหลอดเลือดสมอง เช่น เคยเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตมาก่อน &amp;nbsp;เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจหรือหัวใจเต้นผิดปกติ ผู้หญิงมีระดับฮอร์โมนเพศหญิงต่ำมานาน การสูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือสิ่งเสพติด รวมทั้งมีญาติใกล้ชิดมีภาวะสมองเสื่อม จะสังเกตได้ว่าปัจจัยเสี่ยงบางอย่างสามารถปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อท่านใดมีอาการที่สงสัยว่าจะมีภาวะสมองเสื่อม ควรรีบนำไปพบแพทย์ เพราะภาวะสมองเสื่อมเกิดได้จากหลายสาเหตุ &amp;nbsp;เพราะมีภาวะสมองเสื่อมที่เกิดที่รักษาได้ หรือป้องกันได้ก็มี ที่สำคัญแพทย์จะต้องตรวจหาว่าอาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุใด รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ เช่น เกิดจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้อยู่ เกิดจากภาวะซึมเศร้า เกิดจากการเสพสุราเรื้อรัง เกิดจากโรคติดเชื้อในสมองหรือเกิดจากการเห็น การได้ยินบกพร่อง เป็นต้น การได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการในระยะแรก ๆ เป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมให้ได้ผลดีที่สุด และสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมต้องมีความเข้าใจในโรคและสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม เข้าใจการดำเนินโรค จึงจะทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปโดยราบรื่น และสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมต้องมีความเข้าใจในโรคและสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม เข้าใจการดำเนินโรค จึงจะทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปโดยราบรื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-6567175769469657966?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/6567175769469657966/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_4287.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6567175769469657966'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6567175769469657966'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_4287.html' title='ภาวะสมองเสื่อม'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-6423482421477279974</id><published>2011-04-07T18:16:00.000-07:00</published><updated>2011-04-07T18:16:41.414-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคจากสัตว์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พยาธิ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><title type='text'>กินถูกหลักป้องกันพยาธิได้</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงดาราวรรณ วนะชิวนาวิน&lt;br /&gt;ภาควิชาปรสิตวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การกินอาหารบางอย่างหรือการดื่มน้ำที่ไม่สะอาดอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิได้ พยาธิบางชนิดอาศัยในเนื้อสัตว์ที่เรานำมาปรุงอาหาร พยาธิบางชนิดอาจปนเปื้อนมากับอาหารหรือน้ำดื่ม &amp;nbsp;การกินอาหารและดื่มน้ำที่สะอาดและถูกหลักอนามัยสามารถป้องกันการเกิดโรคจากพยาธิได้ค่ะ พยาธิชนิดต่างๆ ที่อาจก่อโรคในคนโดยการกินอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือกินอาหารและดื่มน้ำที่มีพยาธิปนเปื้อน มีดังนึ้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พยาธิใบไม้ตับ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พยาธิใบไม้ตับ เป็นพยาธิชนิดหนึ่งที่พบมากในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรคพยาธิใบไม้ตับมีสาเหตุจากการกินอาหารที่ทำจากปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด โดยไม่ได้ทำให้สุกเสียก่อน อาหารเหล่านั้น ได้แก่ ก้อยปลา ลาบปลา ส้มปลา ปลาร้าดิบ เป็นต้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ที่เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับจะมีอาการจุกแน่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง เบื่ออาหาร ผอมลง ต่อมาจะมีอาการเหลือง ตับโต พยาธิตัวเต็มวัยที่อาศัยที่ท่อน้ำดีในตับ ทำให้ท่อน้ำดีอักเสบ &amp;nbsp;เป็นมะเร็งของท่อน้ำดี และอาจเสียชีวิตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พยาธิตัวตืด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคพยาธิตัวตืด ติดต่อโดยการกินเนื้อหมู วัว ควาย ที่มีเม็ดสาคู ซึ่งเป็นตัวอ่อนของพยาธิตัวตืด โดยไม่ปรุงอาหารให้สุกก่อนหรือปรุงสุกๆ ดิบๆ &amp;nbsp;เช่น ก้อย ลาบ ลู่ ยำ พล่า แหนม ทำให้เกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระบ่อย หรือน้ำหนักลดได้ นอกจากนี้การกินผักสดที่ล้างไม่สะอาดและมีไข่พยาธิตืดหมูปนเปื้อน ตัวอ่อนของพยาธิที่ฟักออกจากไข่จะเป็นซีสต์เข้าไปอยู่ตามกล้ามเนื้อ ผิวหนัง ตา และสมอง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อันตรายที่เกิดจากพยาธิตัวตืดระยะตัวเต็มวัย ได้แก่ การขาดสารอาหารเนื่องจากพยาธิแย่งอาหาร เกิดลำไส้อุดตัน พยาธิไชทะลุลำไส้ทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ถ้ามีตัวอ่อนของพยาธิตัวตืดหมูอยู่ในกล้ามเนื้อ จะทำให้ปวดเมื่อย พยาธิตัวอ่อนที่เข้าไปในตาหรือสมอง ทำให้ตาบอด หรือเกิดอาการทางสมอง เช่น ปวดศีรษะ ชัก เป็นอัมพาต และเสียชีวิตได้&lt;br /&gt;พยาธิไส้เดือน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคพยาธิไส้เดือน เกิดจากการกินผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาดหรือกินอาหารที่มีไข่พยาธิปนเปื้อน เด็กที่ชอบเล่นกับพื้นดินและหยิบของที่ตกบนพื้นดินเข้าปาก หรือไม่ล้างมือก่อนกินหรือปรุงอาหาร &amp;nbsp; ทำให้ไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกายได้ ตัวอ่อนของพยาธิจะออกจากไข่ที่ลำไส้เล็กแล้วไชเข้าสู่กระแสเลือด &amp;nbsp;ผ่านตับ หัวใจ ปอด หลอดลม แล้วจะไปเจริญเป็นตัวเต็มวัยอาศัยในลำไส้เล็กและแย่งอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้องบ่อยๆ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลมพิษ ร่างกายซูบผอม พุงโร เด็กที่เป็นโรคนี้จะเจริญเติบโตช้า และเบื่อหน่ายการเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พยาธิแส้ม้า&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่เป็นโรคพยาธิแส้ม้า โดยการกินอาหารที่ไม่สะอาด มีแมลงวันตอม หรือรับประทานผักดิบหรือผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด เด็กที่หยิบของที่ตกบนพื้นดินเข้าปาก ทำให้ไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกายได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เป็นโรคพยาธิแส้ม้าจะมีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องเดิน อุจจาระเป็นมูกเลือด อันตรายที่เกิดจากพยาธิแส้ม้า ทำให้เกิดลำไส้อักเสบเป็นแผล อาจทำให้ไส้ติ่งอักเสบหรือทำให้ลำไส้ส่วนปลายโผล่ออกมาทางทวารหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พยาธิหอยโข่ง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคพยาธิหอยโข่งเกิดจากการกินอาหารที่ปรุงไม่สุกและมีตัวอ่อนของพยาธิ Angiostrongylus cantonensis ซึ่งเป็นพยาธิตัวกลมอาศัยในหอยโข่ง หอยขม หอยปัง หอยทากยักษ์อาฟริกัน ปู กุ้งน้ำจืด กบ และตะกวด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งแพร่โรคที่สำคัญ คือ หนู พยาธิตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในปอดหนู และแพร่ตัวอ่อนออกมาในมูลหนู ตัวอ่อนของพยาธิจะไชเข้าไปอยู่ในหอย หรือหอยกินมูลหนูที่มีพยาธิระยะตัวอ่อน หลังจากการกินอาหารที่ปรุงไม่สุก ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน จะมีอาการปวดศีรษะอย่างเฉียบพลันบริเวณขมับ หน้าผากและท้ายทอย ปวดตลอดเวลาและปวดมากในตอนกลางคืน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดคอ คอแข็ง และกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นอัมพาตของใบหน้าร่วมด้วย ในรายที่มีอาการรุนแรงจะเจ็บปวดที่ผิวหนังเวลาถูกสัมผัส มีไข้ ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก ปัสสาวะไม่ออก หมดสติ&lt;br /&gt;การรักษาโรคพยาธิหอยโข่งเป็นการรักษาตามอาการ ไม่มียารักษาเฉพาะ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารประเภทหอย ปู กุ้งน้ำจืด กบ ที่ปรุงไม่สุก ควรกินอาหารหรือผักที่ล้างสะอาด ปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนให้นานพอ เพื่อฆ่าตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในเนื้อสัตว์&lt;br /&gt;พยาธิตัวจี๊ด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคพยาธิตัวจี๊ดติดต่อโดยการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก เช่น ปลา ไก่ กบ เป็นต้น ตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในเนื้อสัตว์เหล่านี้จะไชผ่านกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสเลือดไปยังตับและไปสู่อวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ปอด ตา สมอง เป็นต้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อันตรายที่เกิดจากพยาธิตัวจี๊ด เกิดจากการเคลื่อนย้ายของพยาธิตัวจี๊ดในร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบ บวมและปวด หรือมีเลือดออกของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่พยาธิเคลื่อนที่ไป พยาธิที่เคลื่อนย้ายไปตามผิวหนัง ทำให้เกิดอาการบวมเคลื่อนที่ พยาธิอาจไชเข้าตาทำให้ตาบอด หรือไชเข้าสมองทำให้สมองอักเสบและเลือดออกในสมอง เป็นอัมพาต และเสียชีวิตได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การป้องกันโรคพยาธิตัวจี๊ด โดยการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-6423482421477279974?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/6423482421477279974/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_07.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6423482421477279974'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6423482421477279974'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post_07.html' title='กินถูกหลักป้องกันพยาธิได้'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-191201233792928767</id><published>2011-04-07T18:11:00.000-07:00</published><updated>2011-04-07T18:11:25.072-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความเครียด'/><title type='text'>ความเครียด</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://pni.go.th/pnigoth/wp-content/uploads//2009/04/stroke.png" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://pni.go.th/pnigoth/wp-content/uploads//2009/04/stroke.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;รศ.พญ.สุดสบาย &amp;nbsp;จุลกทัพพะ&lt;br /&gt;ภาควิชาจิตเวชศาสตร์&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความเครียด คือการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย &amp;nbsp;ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมีอยู่เสมอในการดำรงชีวิต เช่น การทรงตัว เคลื่อนไหวทั่วๆไป ทุกครั้งที่เราคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นจะต้องมีการหดตัว เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่งในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ ความเครียดเกิดจาก สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการปรับตัว และถ้าไม่สามารถปรับตัวได้จะทำให้เกิดความเครียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;1. ทางด้านร่างกาย เกี่ยวกับสุขภาพและการเจ็บป่วย ทั้งรุนแรงและไม่รุนแรงทำให้เกิดความเครียดได้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;2. ทางด้านจิตใจ เช่น ผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง เวลาที่มีเรื่องต่าง ๆ เข้ามากระตุ้นก็จะทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย หรือเป็นผู้ที่วิตกกังวลง่าย ขาดทักษะในการปรับตัว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;3. ทางด้านสังคม มีสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความบกพร่องในเรื่องของการปรับตัว ขาดผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือ ถ้ามีผู้ที่ให้ความช่วยเหลือก็จะทำให้ความเครียดลดน้อยลงไป &amp;nbsp;มีสิ่งมากระตุ้นมากเกินความสามารถของตนเอง &amp;nbsp;ความขัดแย้งในครอบครัว ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไหร่ที่ควรมาพบแพทย์&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความเครียดเกิดขึ้นเองและสามารถหายเองได้เป็นปกติทุกวัน แต่ถ้าความเครียดส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เช่น นอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ได้ ทำงานไม่ได้ ปวดศีรษะ ร่างกายอ่อนเพลียฯลฯ &amp;nbsp; ควรมาพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะทราบได้อย่างไรว่ามีความเครียดเกิดขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยปกติแล้วผู้ที่มีความเครียดเกิดขึ้นมักจะรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย อ่อนเพลียเป็นเวลานาน ขาดสมาธิในการทำงาน หรือมีอาการทางด้านร่างกายร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะเป็นประจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิธีการขจัดความเครียดที่เหมาะสม การขจัดความเครียดให้ได้ผล 100% นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ในกรณีที่มาพบแพทย์ แพทย์จะแนะนำวิธีการผ่อนคลาย การหายใจเข้า-ออกลึก ๆ จะช่วยลดความเครียดลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการขจัดความเครียดที่เกิดขึ้นพิจารณาจาก 3 สาเหตุ ได้แก่&lt;br /&gt;1.ทางด้านร่างกาย คือ การกำจัดสาเหตุที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาสุขภาพร่างกาย&lt;br /&gt;2.ทางด้านจิตใจ คือ การปรับสภาพจิตใจของตัวเราเอง รู้จักปรับเข้ากับปัญหา ยอมรับในสิ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้&lt;br /&gt;3.ทางด้านสิ่งแวดล้อม คือ ถ้ามีภาระงานมากจนรับไม่ไหว ควรทำงานให้น้อยลง รู้จักแบ่งเวลาในการทำงานและแบ่งเวลาให้กับตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนของการรักษา&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขั้นแรกเหมือนกับการตรวจร่างกายโดยทั่ว ๆ ไป มีการซักถามประวัติ การดำเนินโรค และการเริ่มต้นของการเจ็บป่วย จากนั้นจิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินการรักษาและวิเคราะห์หาสาเหตุของความเครียด ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ถ้าเกิดจากสิ่งแวดล้อม แพทย์จะแนะนำวิธีการปรับตัว ยกเว้นในกรณีที่ความเครียดเกิดจากโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคจิตเพศบางอย่างต้องรับการรักษาโดยการใช้ยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาที่ใช้ในการรักษา&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ยาคลายเครียดเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อสมอง ช่วยให้การทำงานของสมองในส่วนที่ควบคุมความเครียดทำงานได้ดีขึ้น &amp;nbsp;และช่วยให้เกิดการนอนหลับ ช่วยลดความวิตกกังวล สำหรับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง สามารถใช้ยาคลายเครียดช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดได้ &amp;nbsp;ดังนั้นยาคลายเครียดจึงมีผลต่อร่างกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สำหรับท่านที่ไปพบจิตแพทย์ แพทย์จะให้ยาวันละครั้ง หรือวันละหลายครั้งแตกต่างกันออกไป ซึ่งการรับประทานยาคลายเครียดควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเรื้อรัง โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นความเครียดทั่ว ๆ ไปแพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้ยา โดยจะใช้ยาเมื่อจำเป็น หรือเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 2-3 เดือน หรือเฉพาะในเวลาที่มีอาการวิตกกังวล ส่วนใหญ่แพทย์จะให้คำแนะนำในเรื่องของเทคนิคการคลายเครียด สอนวิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกในเรื่องของการปรับตัว และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่าง ๆ มากกว่าการให้ยารับประทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลของการใช้ยาคลายเครียด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เนื่องจากยาคลายเครียดเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้ารับประทานเป็นระยะเวลานานติดต่อกันจะก่อให้เกิดผลต่อร่างกาย เช่น ฤทธิ์ของยาทำให้เกิดการเสพติด ทำให้ต้องกินยาในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หรือจะเกิดความผิดปกติในเวลาที่ไม่ได้กินยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการผ่อนคลายความเครียด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ควรออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ หางานอดิเรกทำ สำหรับผู้ที่มีภาระงานประจำมาก ควรให้เวลากับตัวเองบ้าง จัดเวลาให้เหมาะสม &amp;nbsp;หาที่ปรึกษาหรือเพื่อนเพื่อรับฟังหรือช่วยตัดสินใจในบางเรื่อง รวมทั้งยอมรับในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการคลายเครียด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางด้านจิตวิทยาถือว่าความเครียดก็เป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้เรามีการตื่นตัวอยู่เสมอ มีการป้องกันตัวเอง และปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่มีความเครียดเลยก็จะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี &amp;nbsp;แต่ถ้าจะไม่ให้เกิดความเครียดคงจะเป็นไปไม่ได้ จึงควรแบ่งเวลา หาเวลาให้กับตัวเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรืออาจใช้วิธีการทางศาสนาช่วยโดยการนั่งสมาธิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความวิตกกังวลในการพบจิตแพทย์&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตเวชควรคิดว่า การที่เรามาพบแพทย์นั้นเหมือนกับการหาที่ปรึกษา โดยมีผู้รับฟังและช่วยแก้ปัญหาที่ดี เนื่องจากการมาพบจิตแพทย์ไม่จำเป็นต้องป่วยหรือเป็นโรค เพราะฉะนั้นไม่ควรวิตกกังวล ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เคยมาปรึกษาแพทย์ จะได้รับคำแนะนำในปฏิบัติตนได้อย่างถูกวิธี จึงช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนเราทุกคนมีความเครียดและต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความเครียดอยู่เป็นระยะ ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาวิธีจัดการกับความเครียดที่เหมาะสม การไม่สามารถจัดการควบคุมสถานการณ์ที่มีความเครียดได้ จะนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพตามมาได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-191201233792928767?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/191201233792928767/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/191201233792928767'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/191201233792928767'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/04/blog-post.html' title='ความเครียด'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-7646886589736761629</id><published>2011-03-18T11:48:00.000-07:00</published><updated>2011-03-18T11:48:03.714-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><title type='text'>อยากกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในท้อง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.cco.moph.go.th/apichart/wp-content/uploads/2011/03/A1.png" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="211" src="http://www.cco.moph.go.th/apichart/wp-content/uploads/2011/03/A1.png" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิทยา ถิฐาพันธ์&lt;br /&gt;ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมัยก่อนเวลาตั้งครรภ์ ส่วนมากคุณแม่ก็มักจะลุ้นแค่ขอให้ลูกคลอดออกมาสมบูรณ์และแข็งแรงก็พอใจแล้ว ส่วนจะฉลาดหรือไม่ฉลาดค่อยมาลุ้นเอาตอนหลังคลอดซึ่งอาจจะต้องรอจนลูกโตพอ สมควรแล้วจึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีลูกถึงจะฉลาด บางคนก็ไม่คิดอะไรปล่อยไปตามธรรมชาติลูกจะฉลาดหรือไม่ฉลาดถือว่าเป็นเรื่อง บุญกรรมที่มีมาแต่ชาติปางก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในปัจจุบันด้วยความรู้ทางการแพทย์ที่มากขึ้น ทำให้เราสามารถทราบถึงพัฒนาการของสมองลูกน้อยได้ตั้งแต่อยู่ครรภ์ว่ามีพัฒนาการอย่างไร&amp;nbsp; และ สามารถจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้อย่างไรบ้าง คุณแม่หลายคนจึงใจร้อนอยากจะช่วยกระตุ้นให้สมองของลูกมีการพัฒนาที่ดีโดย เริ่มตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์เลย โดยหวังว่าเมื่อคลอดออกมา ลูกจะได้เป็นเด็กฉลาด ไหวพริบดี หรืออารมณ์ดี&amp;nbsp; ไอ้ที่จะมารอพัฒนาลูกหลังคลอดก็กลัวว่าจะไม่ทันการณ์หรือช้าเกินไป&amp;nbsp; ยิ่งในปัจจุบันมีข้อมูลจากสื่อต่างๆมากมายแนะนำให้คุณแม่กระตุ้นพัฒนาการสมองของ ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์กันมากมาย จนไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี หรือบางทีที่ได้รับคำแนะนำมาก็ทำไม่ถูกก็มี หลายคนเลยเครียด และวิตกกังวลกลัวลูกจะฉลาดสู้ลูกคนอื่นไม่ได้ บางคนกลัวตกยุค ไม่ทันสมัยก็มี ถ้าไม่ได้กระตุ้นพัฒนาการลูกในท้องเหมือนชาวบ้านเขา&amp;nbsp; ผม อยากเรียนให้ทราบว่าการกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ด้วยวิธีการต่างๆที่มีการกล่าวอ้างกัน ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเลยว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่และวิธีการใดเป็นวิธี การที่ดีที่สุด เพียงแต่มีข้อสังเกตว่าทารกจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่ อยู่ในครรภ์มีสติปัญญาดี เลี้ยงง่าย อารมณ์ดี&amp;nbsp; ดัง นั้นถ้าคุณแม่อยากจะกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกในครรภ์จะด้วยวิธีการใดก็ตาม ถ้าคุณแม่ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองสบายดีหรือมีความสุขและไม่น่าจะเป็นอันตราย อะไรก็ทำไปเถิดครับ แต่ถ้าทำแล้วตัวเองเครียดหรือกังวลก็เลิกเถอะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;จะกระตุ้นพัฒนาการสมองเมื่อไรดี ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับ ตั้งแต่ไข่จากแม่และตัวอสุจิจากพ่อมาผสมกัน เกิดเป็นหน่วยชีวิตเล็กๆที่เรียกว่า เซลล์ จากเซลล์เพียงเซลล์เดียวก็จะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและพัฒนาต่อเนื่องไป เรื่อยเกิดเป็นเซลล์ที่สร้างระบบอวัยวะต่างมากมายจนเกิดเป็นลูกน้อยอยู่ใน ท้องของคุณแม่&amp;nbsp; เซลล์สมองก็เช่นเดียวกับเซลล์ของ ระบบอวัยวะอื่น กล่าวคือจะเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์เช่นเดียวกันและจะมีการเพิ่ม ทั้งจำนวนและขนาด เกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเอง เกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากและรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ เรื่อยไปจนถึงคลอดออกมาแล้วมีอายุ 2 ขวบ หลังจากนั้นพัฒนาการของสมองก็จะลดลง ดังนั้นช่วงทองที่ควรจะกระตุ้นพัฒนาลูกน้อยจึงควรเป็นช่วงเวลาดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะกระตุ้นลูกน้อยให้สมองดีได้อย่างไร?&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่คนเราจะมีสมองดีหรือมีความเฉลียวฉลาดมีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องหลายประการ ปัจจัยที่สำคัญมี 3 ประการ คือ กรรมพันธุ์&amp;nbsp; อาหาร การกินของแม่ขณะตั้งครรภ์และของลูกภายหลังคลอด และประการสุดท้ายคือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กทั้งขณะที่อยู่ในท้องและ ภายหลังคลอด&lt;br /&gt;ปัจจัยทางกรรมพันธุ์เป็นเรื่องที่ ติดตัวมาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ พ่อแม่ที่เฉลียวฉลาดก็จะถ่ายทอดลักษณะที่ดีนี้มาให้ลูกได้ เหมือนกับโรงงานไหนที่ผลิตสินค้าที่คุณภาพดี ก็จะผลิตแต่สินค้าคุณภาพดี แต่บางโรงงานที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าได้แค่เพียงสินค้าคุณภาพต่ำ ผลิตอย่างไรสินค้าก็คุณภาพดียาก คุณแม่คงจะเห็นได้ว่าเด็กบางคนพ่อแม่ไม่ได้ให้การดูแลอะไรเป็นพิเศษทั้งขณะ ตั้งครรภ์หรือหลังคลอดแล้ว ก็ยังฉลาดได้เลย&amp;nbsp; อ่านมา อ่านนี้แล้ว พ่อแม่ที่คิดว่าตัวเองสมองไม่ค่อยดีก็อย่าเพิ่งสิ้นหวังเสียทีเดียวครับ เพราะ ความเฉลียวฉลาดของคนเรายังขึ้นกับ อาหารการกินและสิ่งแวดล้อมดังกล่าวแล้วอีกด้วย&amp;nbsp; ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำมาซึ่งแนวคิดในการกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั่นเองครับ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การ กระตุ้นพัฒนาการของสมองลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์สามารถทำได้หลายวิธี ผมจะยกตัวอย่างวิธีที่ทำได้ง่ายๆ ไม่สิ้นเปลือง และไม่เป็นอันตรายให้คุณแม่ลองนำไปปฏิบัติดูนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การปรับอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คน อารมณ์ดีย่อมมีความสุขกว่าคนอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าคุณแม่ที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ร่างกายมีการ หลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่า เอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกมาผ่านไปทางสายสะดือไปยังลูกทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งสมอง (IQ) และอารมณ์ (EQ)&amp;nbsp; ในทางตรงกันข้ามคุณแม่ที่มีอารมณ์หงุดหงิด โมโหง่าย ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความเครียดที่เรียกว่า อะดรีนาลิน (adrenalin) ออก มาผ่านไปยังลูก ผลดังกล่าวจะทำให้ลูกคลอดออกมาเด็กงอแง เลี้ยงยาก พัฒนาการช้า ฟังดูแล้วจะว่าทำได้ง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะบางคนไม่ใช่คนที่จะปล่อยวางอะไรได้ง่ายๆ หรือเป็นคนเครียดตลอดเวลา ถ้าต้องมาปรับอารมณ์ให้ดี อาจจะเครียดจากการปรับอารมณ์หรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ฟังเพลง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน การใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้เครือข่ายใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น&amp;nbsp; เสียงที่ดีที่ควรใช้ในการกระตุ้นก็คือ เสียงเพลง&amp;nbsp; โดย เฉพาะเพลงที่มีความไพเราะและคุณแม่ชอบฟัง ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิคอะไรที่ฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะบางเพลงถ้าฟังไม่ดีอาจจะประสาทรับประทานก็ได้ครับ&amp;nbsp; เวลาคุณแม่ฟังเพลง ควรจะเปิดเสียงเพลงให้อยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต และเปิดเสียงดังพอประมาณเพื่อลูกในครรภ์จะได้ฟังเสียงเพลงไปด้วย การที่ลูกในครรภ์ได้รับฟังเสียงเพลงคลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่ เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมา มีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;พูดคุยกับลูก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การ พูดคุยกับลูกในครรภ์บ่อยๆ จะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดีและเตรียม พร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด คุณแม่ควรพูดกับลูกบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ประโยคซ้ำๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคย&amp;nbsp; อย่าไปเล่าเรื่องทุกข์ใจ เช่น เป็นหนี้เขาอยู่ หรือส่งแชร์ไม่ทัน ให้ลูกฟังนะครับ เพราะเดี๋ยวลูกจะเครียดเสียตั้งแต่อยู่ในท้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ลูบหน้าท้อง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การ ลูบหน้าท้องจะกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกให้มี พัฒนาการดีขึ้น การลูบท้องควรลูบเป็นวงกลม จะจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบน บริเวณไหนก่อนก็ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่องไฟที่หน้าท้อง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลูกน้อยในครรภ์สามารถกระพริบตาเพื่อตอบสนองต่อแสงไฟที่กระตุ้นได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน การส่องไฟที่หน้าท้องจะทำให้เซลล์สมองและเส้นประสาทส่วนรับภาพและการมองเห็น มีพัฒนาดีขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับการมองเห็นภายหลังคลอด การส่องไฟที่หน้าท้องไม่จำเป็นต้องไปเล็งว่าแสงจะเข้าตรงกับนัยน์ตาของลูก หรือเปล่าหรอกครับ คุณแม่บางคนมาขอให้หมอตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อหาตำแหน่งของนัยน์ตาลูกก็มี ผมว่ามันออกจะมากเกินไปครับ เอาแค่ให้ลูกรู้ว่ามีแสงส่องเข้ามาก็น่าจะพอแล้วละครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ออกกำลังกาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลา คุณแม่มีการออกกำลังกาย ลูกที่อยู่ในครรภ์ก็จะมีการเคลื่อนไหวตามไปด้วย และผิวกายของลูกจะไปกระแทกกับผนังด้านในของมดลูก ผลดังกล่าวจะกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสของลูกให้พัฒนาดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื้อสมองของลูกน้อยในครรภ์มีองค์ประกอบเป็นไขมันโดยเฉพาะไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 60&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ความสำคัญต่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยในครรภ์คือ กรดไขมันที่มีชื่อว่า ดีเอ็ช เอ (DHA) ซึ่งมีมากในอาหารปลาพวกปลาทะเลและสาหร่ายทะเล และ เออาร์เอ (ARA) ซึ่งมีมากในอาหารพวกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเม็ดทานตะวัน และน้ำมันข้างโพด&amp;nbsp;&amp;nbsp; การ เลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารดังกล่าวให้เพียงพอจะทำให้ลูกในครรภ์ได้ รับวัตถุดิบคุณภาพดีในการสร้างเนื้อสมองและระบบเส้นใยประสาทให้มีคุณภาพดี ตามไป&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอให้คุณแม่ทุกคนโชคดีมีลูกน่ารักและเฉลียวฉลาดสมดังที่ตั้งใจนะครับ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-7646886589736761629?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/7646886589736761629/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/blog-post_6586.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/7646886589736761629'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/7646886589736761629'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/blog-post_6586.html' title='อยากกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในท้อง'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-1530936269572458473</id><published>2011-03-18T11:43:00.000-07:00</published><updated>2011-03-18T11:43:22.364-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หัวใจ'/><title type='text'>เมื่อหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (AV block)</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;อ.นพ.สัชชนะ พุ่มพฤกษ์&lt;br /&gt;สาขาวิชาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญในร่างกาย ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญอื่น ๆ เพื่อให้ร่างกายเรามีชีวิตอยู่ได้&amp;nbsp; การที่หัวใจทั้ง 4 ห้องจะทำงานสัมพันธ์กันได้ จำเป็นต้องมีระบบควบคุม ซึ่งก็คือ ระบบไฟฟ้าในหัวใจ นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;AV block คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การบีบตัวของหัวใจคนปกติ เริ่มจาก “หัวใจห้องบน”&amp;nbsp; ซึ่งมีเซลล์พิเศษที่ผนังหัวใจห้องบนขวา ทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดจังหวะ (pacemaker)&amp;nbsp; เซลล์กลุ่มนี้รวมกันเรียกว่า sinus node จะปล่อยกระแสไฟฟ้าเป็นระยะ ๆ (ประมาณ 60 - 80 ครั้งต่อนาทีขณะที่เราพัก) ไฟฟ้าที่ออกมาจะกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนให้บีบตัว แล้วกระแสไฟจะเดินทางผ่านทางเนื้อเยื่อซึ่งมีคุณสมบัตินำไฟฟ้าได้ดี เปรียบเสมือนสายไฟ ลงมากระตุ้นหัวใจห้องล่างให้บีบตัวตาม &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปรียบเทียบง่าย ๆ กับโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าให้เราใช้&amp;nbsp; จะเห็นว่าก่อนที่ไฟฟ้าจะมาถึงบ้าน ต้องผ่านสถานีย่อยเพื่อแปลงสัญญาณ/ ปรับเปลี่ยนแรงดันก่อน ในหัวใจเราก็เช่นเดียวกัน ไฟฟ้าที่วิ่งจากหัวใจห้องบน ก่อนจะลงไปถึงหัวใจห้องล่าง ต้องผ่านสถานีแปลงสัญญาณที่เรียกว่า “AV node” ก่อน &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ AV node มี ปลายประสาทอัตโนมัติมาเลี้ยงมากมาย ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนอัตราและความเร็วในการนำไฟฟ้าในหัวใจให้อัตราการเต้น ของหัวใจโดยรวมให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายเราในขณะนั้น ถ้าการทำงานของ AV node หรือ “สายไฟ” ในหัวใจผิดปกติไป ทำให้การนำไฟฟ้าช้าลงมาก หรือนำไม่ได้เลย หัวใจห้องบนและล่างก็จะทำงานไม่สัมพันธ์กัน เราเรียกว่าเกิดภาวะ Atrioventricular block หรือ AV block&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สัญญานอันตราย&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;- เหนื่อยง่าย&lt;br /&gt;- ความสามารถในการออกกำลังกายลดลง&lt;br /&gt;- มีภาวะหัวใจล้มเหลว&lt;br /&gt;- เป็นลมหมดสติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * ผู้ป่วยบางคนมีอัตราการเต้นของหัวใจช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทำให้มีอาการจากภาวะ AV block&amp;nbsp; ควรรีบพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยบางรายไม่แสดงอาการใด ๆ กว่าจะรู้ว่ามีภาวะ AV block ก็เนื่องจากตรวจพบโดยบังเอิญ (บางรายที่อาการกำเริบรุนแรง ก็อาจเสียชีวิตฉับพลัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;AV block แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ&lt;br /&gt;1. physiologic AV block&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบในผู้ที่มีระบบประสาท parasympathetic ทำ งานเด่น เช่น นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนักตลอดเวลา รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง (เช่น บางคนเมื่อปวดมาก ๆ ก็จะเป็นลม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.&amp;nbsp; กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ความเสื่อมของร่างกาย ยาบางชนิด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคติดเชื้อบางชนิด โรคทัยรอยด์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเป็นแล้ว จะรักษาได้อย่างไร&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แพทย์จะรักษาตามอาการของโรคที่เป็นสาเหตุในผู้ป่วยแต่ละราย&amp;nbsp; เช่น ผู้ที่หลอดเลือดหัวใจตีบ ต้องรับประทานยาและรับการขยายหลอดเลือดหัวใจ &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในรายที่ไม่พบสาเหตุชัดเจน หรือ พบสาเหตุแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ และ เป็น AV block รุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า&amp;nbsp; แพทย์จะพิจารณาระยะเวลาในการใส่ตามอาการของโรค นั่นคือ “หากคาดว่า AV block จะหายเองได้” ก็จะใส่เป็นเครื่องกระตุ้นชั่วคราวทางหลอดเลือดดำที่ไหล่หรือคอ แต่ “ถ้าหากคาดว่า AV block ไม่สามารถหายเองได้” ก็จำเป็นต้องใส่เป็นเครื่องกระตุ้นแบบถาวร &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่ง จะมีภาวะ AV block มาตั้งแต่กำเนิด (ส่วนใหญ่ไม่มีอาการแต่จะตรวจพบโดยบังเอิญขณะมาตรวจสุขภาพ) ซึ่งมีการดำเนินโรคแตกต่างไปจากผู้ป่วย AV block ทั่ว ไปอย่างมาก ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่ก็มีบางรายที่จำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; *&amp;nbsp; ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า ไม่มียาใด ๆ ที่ใช้รักษา&lt;a href="http://healthbooth.blogspot.com/"&gt;โรค AV block&lt;/a&gt; การรักษาที่ได้ผล คือการรักษาโรคต้นเหตุ และ/หรือ การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้โรคนี้ไม่มียารักษา แต่สามารถป้องกันได้โดย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รักษาสุขภาพร่างกายให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของภาวะนี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะ &lt;a href="http://healthbooth.blogspot.com/"&gt;AV block&lt;/a&gt; แต่ ยังไม่มีอาการ และไม่รุนแรงถึงขั้นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า ควรหมั่นสังเกตอาการตัวเอง ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย หรือคล้ายจะเป็นลมหมดสติควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากผู้ป่วยภาวะนี้บางรายเสียชีวิตฉับพลันได้&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-1530936269572458473?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/1530936269572458473/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/av-block.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/1530936269572458473'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/1530936269572458473'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/av-block.html' title='เมื่อหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (AV block)'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-8024467350920545440</id><published>2011-03-18T11:37:00.000-07:00</published><updated>2011-03-18T11:37:07.113-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เข่า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผู้สูงอายุ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><title type='text'>การรักษา “ข้อเข่าเสื่อม” โดยการผ่าตัด</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.msdbangkok.go.th/healthconner/healthconnor_Osteoarthritis%20of%20the%20Knee/Osteoarthritis%20of%20the%20Knee3.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://www.msdbangkok.go.th/healthconner/healthconnor_Osteoarthritis%20of%20the%20Knee/Osteoarthritis%20of%20the%20Knee3.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;รศ.นพ.พัชรพล อุดมเกียรติ&lt;br /&gt;ภาควิชาศัลยศาสตรออร์โธปิดิกส์&amp;nbsp; กายภาพบำบัด&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ ผู้ป่วยโรค&lt;a href="http://healthbooth.blogspot.com/"&gt;ข้อเข่าเสื่อม&lt;/a&gt;มีอาการรุนแรง และไม่สามารถรู้สึกทุเลาลงภายหลังได้รับการรักษาด้วยการใช้ยา ก็อาจที่จะถึงเวลาของการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีที่นิยมใช้อยู่ด้วยกัน 4 รูปแบบ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การส่องกล้องล้าง (Arthroscopic debridement) แพทย์จะพิจารณาใช้ในรายที่การเสื่อมของข้อเข่ายังไม่มาก (ที่สำคัญคือ ขาของผู้ป่วยต้องยังไม่โก่ง) และโดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข่าล็อค เวลางอเข่าแล้วรู้สึกติดขัดมาก หรือสงสัยว่าหมอนรองกระดูกแตก เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข่าโก่งเล็กน้อย ซึ่งแพทย์จะทำการผ่าตัดและปรับให้กระดูกเอียงกลับมาในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อลดแรงผ่านข้อด้านที่มีการสึกมากกว่า โดยจำเป็นต้องใส่เหล็กดามเข้าไป เหมาะกับผู้ป่วยที่อายุน้อยและเข่ายังเสื่อมไม่มาก ที่สำคัญคือ เข่าต้องเสื่อมเพียงด้านเดียว (อาจเป็นด้านในหรือด้านนอกของเข่าก็ได้) อีก ด้านหนึ่งต้องยังดีอยู่ ถ้าเข่าเสื่อมทั้ง 2 ด้าน หรือลูกสะบ้าเสื่อมมากๆ จะไม่สามารถผ่าตัดด้วยวิธีนี้ได้ ข้อเสียของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คือ ผู้ป่วยอาจจะเดินลงน้ำหนักได้ช้า คือ ต้องรอหลายสัปดาห์ถึงจะให้ลงน้ำหนักได้เต็มที่ และจะใช้เวลานานหลังผ่าตัดจึงจะหายปวด ส่วนข้อดีคือ ยังไม่ต้องใส่ข้อเทียมในเข่า และสามารถเก็บเนื้อกระดูกเดิมของคนไข้เอาไว้ได้อยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเสี้ยวเดียว (Unicompartmental knee replacement) ซึ่ง มักจะเป็นการเปลี่ยนด้านในของข้อเข่า เหมาะกับผู้ป่วยที่เข่ายังโก่งไม่มาก และอีกด้านหนึ่งของเข่ายังดีและลูกสะบ้าก็ยังไม่เสื่อม ข้อดีคือ แผลผ่าตัดจะมีขนาดที่เล็ก หลังผ่าตัดเจ็บไม่มาก สามารถที่จะลงน้ำหนักเดินได้ภายใน 1-2 วัน&amp;nbsp; ทำให้ผู้ ป่วยออกจากโรงพยาบาล และกลับไปทำงานได้เร็ว ข้อเสียคือ ต้องมีการใส่ข้อเทียมเข้าไปทำให้เสียเนื้อกระดูก และเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการผ่าแบบที่ 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total knee replacement) คือการผ่าตัดที่ต้องเปลี่ยนผิวที่คลุมกระดูกข้อเข่าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระดูกต้นขา (femur) กระดูกขา (tibia) และอาจรวมทั้งกระดูกลูกสะบ้าด้วย โดยอาศัยการนำข้อเทียมเข้าไปครอบกระดูกที่เสื่อมไว้ ลักษณะคล้ายๆ กับการครอบฟันที่เมื่อฟันผุก็จะนำเหล็กเข้าไปครอบไว้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยเข่าเสื่อมขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถใช้การผ่าตัด วิธีอื่นรักษาได้ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ว่าโดยมากแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90) ที่มีอาการรุนแรงจนยอม หรือต้องการได้รับการผ่าตัดนั้น จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับเจ้า “ข้อเข่าเทียม” นี้กันดูบ้าง&amp;nbsp; ซึ่ง ผู้ป่วยหลายท่านอาจคิดว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมจำเป็นต้องตัดกระดูกข้อเข่าที่เสื่อมทิ้งไปทั้ง ท่อนก่อน แล้วจึงค่อยใส่ข้อเทียมเข้าไปแทนที่ ซึ่งนับเป็นความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อน เพราะข้อเข่าเทียมที่ใช้ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมนั้นไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่โต มากนัก และอาศัยการครอบลงบนกระดูกเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเข่าเทียมที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 ชนิดหลักด้วยกันได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ข้อเข่าเทียมชนิดหมุนได้ (Mobile-bearing) เป็นข้อเข่าเทียมที่มีส่วนที่เป็นพลาสติกที่สามารถหมุนได้ ซึ่งในทางทฤษฎีจะทำให้สามารถลดการสึกหรอของพลาสติกได้ดีขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอายุน้อย หรือนักกีฬาที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดข้อเข่าเทียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ข้อเข่าเทียมธรรมดา (Fixed-bearing) ลักษณะเหมือนข้อเข่าเทียมชนิดหมุนได้ทุกประการ เพียงแต่ส่วนที่เป็นพลาสติกจะอยู่นิ่ง ซึ่งข้อเทียมชนิดนี้จะมีราคาที่ย่อมเยากว่า และจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติพบว่าผลการ รักษาที่ได้จะไม่แตกต่างกับการใช้ข้อเข่าเทียมชนิดหมุนได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอายุการใช้งาน หรือคุณภาพของการใช้งาน รวมทั้งผู้ป่วยสามารถงอและเหยียดเข่าได้ไม่ต่างกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอก จากนั้นแล้ว การเลือกใช้ข้อเข่าเทียมชนิดธรรมดา จะทำให้แพทย์สามารถทำแผลผ่าตัดให้มีขนาดที่เล็กกว่า การใช้ ข้อเข่าเทียมชนิดหมุนได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่ของเทคนิคการผ่าตัดนั้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปมากโดยเฉพาะในช่วง&amp;nbsp; 5 ปี หลังนี้ ทำให้การผ่าตัดทำได้แม่นยำ รวดเร็ว และ สามารถทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดที่เล็กกว่าในอดีตได้อย่างมาก โดยปัจจุบันแผลผ่าตัดจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 8 – 14 ซม. นอกจากนั้นแล้วพัฒนาการของวิสัญญีแพทย์ หรือหมอดมยาก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้อาการเจ็บปวดในระยะหลังผ่าตัดนั้นลดลง ได้กว่าในอดีตอย่างชัดเจน ส่วนในแง่ของเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีการนำมาใช้ช่วยในการผ่าตัดนั้น นอกจากเครื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; navigator ที่มีการใช้มาระยะหนึ่งแล้ว ก็ยังมีการนำเอา CT scan หรือ MRI มาช่วยในการผลิตเครื่องมือผ่าตัดเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อเพิ่มความแม่นยำ และลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดลงอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่ นอนว่าหลังการผ่าตัดข้อเข่าเทียมแล้วนั้นผู้ป่วยจะสามารถกลับมาเดินได้และมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหากไม่มีผลแทรกซ้อนใด โดยทั่วไปผู้ป่วยจะสามารถเดินได้ในวันที่ 2 หรือ 3 หลังผ่าตัดโดยอาศัยเครื่องช่วยพยุงเดิน เช่น walker และ กลับบ้านได้ในวันที่ 4 ถึง 7 หลังผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถทำกายภาพด้วยตัวเองต่อได้ที่บ้าน และมักจะทิ้ง walker ได้เมื่อประมาณ 1-3 สัปดาห์หลังผ่าตัด&amp;nbsp; สำหรับในแง่ของอายุการใช้งานนั้น ปัจจุบันมีรายงานว่า ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 สามารถใช้งานข้อเทียมได้นานถึง 15-20 ปี จึงจะต้องได้รับการแก้ไขอีกครั้ง แต่ทั้งนี้อายุของข้อเทียมก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพร่างกายของผู้ป่วย ระดับของกิจกรรมที่ทำ น้ำหนักตัว และการใช้งานของข้อเข่า ตัวอย่างเช่น ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย และชอบการออกกำลังที่หักโหม หรือลงน้ำหนักที่ข้อมากๆ เช่น การเล่นกีฬาที่ต้องมีการปะทะ ก็อาจทำให้อายุการใช้งานของข้อลดลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุด ท้ายนี้สำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่กำลังพิจารณาว่าจะเลือกการผ่าตัดรูป แบบใดนั้น ขอให้คำนึงถึงรูปแบบการใช้ชีวิต และอายุของท่าน ตลอดจนถึงความรุนแรงของโรคเป็นหลัก รวมทั้งควรปรึกษา ขอข้อมูล และร่วมตัดสินใจกับแพทย์ผู้ทำการรักษาด้วย&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-8024467350920545440?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/8024467350920545440/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/blog-post_4289.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/8024467350920545440'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/8024467350920545440'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/blog-post_4289.html' title='การรักษา “ข้อเข่าเสื่อม” โดยการผ่าตัด'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-193113500450275299</id><published>2011-03-18T11:31:00.000-07:00</published><updated>2011-03-18T11:33:19.182-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งไทรอยด์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอ ลำคอ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><title type='text'>เกลือไอโอดีน กับ การป้องกันมะเร็งไทรอยด์ ในผู้ที่ได้รับสารกัมมันตรังสี</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.moph.go.th/ops/iprg/news_pic/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B52.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="233" src="http://www.moph.go.th/ops/iprg/news_pic/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B52.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;รศ.นพ. อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์&lt;br /&gt;ภาควิชาศัลยศาสตร์&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารกัมมันตรังสี กับ&lt;a href="http://healthbooth.blogspot.com/"&gt;มะเร็งไทรอยด์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ ไรก็ตามที่เราได้ยินเรื่องระเบิดนิวเคลียร์ หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด หรือ มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหล สิ่งที่คนกลัวกันมากคือ การที่สารกัมมันตรังสีทำให้เราตายได้ การได้รับสารกัมมันตรังสี ปริมาณมากๆ อยู่ใกล้กับแหล่งระเบิดมากๆ จะทำให้เซลล์ของร่างกายหยุดเติบโต มีแผลตามร่างกาย เม็ดเลือดต่ำ ทั้งเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว ร่างกายอ่อนเพลีย และเกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิต ถึงขั้นเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วัน แต่หากปริมาณรังสีที่ได้รับเป็นจำนวนน้อย อยู่ห่างจากแหล่งที่เกิดระเบิด ปริมาณรังสีนั้นอาจไม่มากพอที่จะทำอันตรายโดยตรงกับร่างกายของเรา แต่อาจทำให้เซลล์บางส่วนผิดปกติ และเกิดเป็นมะเร็งขึ้นภายหลัง ซึ่งหนึ่งในเซลล์ของร่างกายที่ไวต่อสารกัมมันตรังสีมากที่สุด คือ ไทรอยด์ ดังนั้น หากต่อมไทรอยด์ของร่างกายได้รับสารรังสีเกินขนาด อาจทำให้เกิดมะเร็งขึ้นในอนาคตได้ อาจจะ 10-20 ปีต่อมา ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝนรังสี กับมะเร็งไทรอยด์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาร กัมมันตรังสี ที่ตกค้างหลังการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจลอยอยู่ในอากาศ และตกลงมาพร้อมกับฝนได้ ดังนั้นการถูกฝนในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งระเบิดจึงอาจได้รับปริมาณรังสีจาก การระเบิดได้ แต่อย่างไรก็ดี จะเกิดเฉพาะรอบๆ แหล่งระเบิดเท่านั้น ฝนดังกล่าวจะไม่สามารถมาจากญี่ปุ่นถึงไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://healthbooth.blogspot.com/"&gt;เกลือไอโอดีนเม็ด&lt;/a&gt; ป้องกันมะเร็งไทรอยด์ได้อย่างไร ในผู้ที่ได้รับสารกัมมันตรังสี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมไทรอยด์เป็นอวัยวะที่ดูดจับไอโอดีนที่เข้ามาในร่างกายได้เร็วที่สุด และมากที่สุด 99% ของ ไอโอดีนที่ร่างกายรับเข้าไป จะถูกจับที่ต่อมไทรอยด์ ดังนั้น หากน้ำดื่ม ปลา อาหาร ที่อยู่ในบริเวณที่มีการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจมีสารกัมมันตรังสีในปริมาณสูง และ ไอโอดีน เป็นสารที่จับสารกัมมันตรังสีได้เร็วที่สุด ดังนั้น หากรับประทานอาหารจากแหล่งดังกล่าว ต่อมไทรอยด์จะรับสารไอโอดีนที่มีกัมมันตรังสีเข้าไปด้วย จึงเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง&amp;nbsp; ธรรมชาติได้ช่วยร่างกาย เราไว้อย่างหนึ่งคือ หากต่อมไทรอยด์ได้รับไอโอดีนจนอิ่มแล้ว จะไม่รับไอโอดีนเพิ่มเข้าไปอีก หรือรับแต่เพียงเล็กน้อย ดังนั้นในกลุ่มเสี่ยง หากกินไอโอดีนเม็ดเข้าไปในปริมาณพอเหมาะ จะทำให้ต่อมไทรอยด์อิ่ม และ ดูดจับไอโอดีนที่มีสารกัมมันตรังสีที่ปนเปื้อนกับอาหารและน้ำได้น้อยลง เราจึงเสี่ยงลดลง การกินไอโอดีนเม็ดจึงจำเป็นสำหรับคนที่อยู่ในบริเวณกับที่เกิดเหตุเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนปกติกินไอโอดีนเม็ด มีโทษ ทำให้เกิดไทรอยด์เป็นพิษได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การ กิน&lt;a href="http://healthbooth.blogspot.com/"&gt;ไอโอดีนเม็ด&lt;/a&gt; จะไม่แนะนำในคนปกติ เพราะหากร่างกายรับไอโอดีนเข้าไปในปริมาณมากเกิน ระยะแรกจะทำให้ต่อมไทรอยด์หยุดทำงานชั่วคราว เกิดอาการอ่อนเพลีย แต่หลังจากนั้นประมาณ 3-5 วัน ต่อมไทรอยด์จะทำให้ไอโอดีนที่กินเข้าไปสร้างเป็นฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งหากกินไอโอดีนเม็ดเข้าไปมาก จะทำให้เกิดภาวะที่ฮอร์โมนไทรอยด์เกิน (hyperthyroid) หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งเป็นโรคอย่างหนึ่ง แต่ต้องการการรักษา หากไม่รักษา ร่างกายจะอ่อนเพลีย เหนื่อย ผอมลง ดังนั้น คนทั่วไป จึงห้ามกินไอโอดีนเม็ด ถ้าไม่ใช่คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ใกล้บริเวณที่รับสารกัมมันตรังสี มีโทษต่อร่างกาย&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-193113500450275299?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/193113500450275299/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/blog-post_18.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/193113500450275299'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/193113500450275299'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/blog-post_18.html' title='เกลือไอโอดีน กับ การป้องกันมะเร็งไทรอยด์ ในผู้ที่ได้รับสารกัมมันตรังสี'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-6216890423733466296</id><published>2011-03-18T11:30:00.000-07:00</published><updated>2011-03-18T11:30:06.459-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><title type='text'>ซีสเต้านม คืออะไรกันแน่</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.thaigoodview.com/files/u19304/3_0.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" height="263" src="http://www.thaigoodview.com/files/u19304/3_0.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์&lt;br /&gt;ภาควิชาศัลยศาสตร์&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำว่า &lt;a href="http://healthbooth.blogspot.com/"&gt;ซีสเต้านม&lt;/a&gt; มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษของโรค หรือภาวะการเปลี่ยนแปลงของเต้านม ที่เรียกว่า "Fibrocystic change" หรือ "Fibrocystic disease" ครับ ที่เรียกกัน 2 แบบ แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ก็เพราะว่า ภาวะ fibrocystic นั้นไม่ใช่โรค แต่ในสมัยก่อนเรียกกันว่าเป็นโรคจนติดปากครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า fibrocystic(ไฟ-โบร-ซีส-ติค) เป็นภาวะที่เกิดมี ซีส(cyst) หรือที่แปลตรวตัวจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทยว่า ถุงน้ำครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใน ความเข้าใจของคนทั่วไป การมีก้อนอะไรที่เต้านม ก็เรียกว่า ซีส หมด ซึ่งอาจจะไม่ถูกนะครับ เพราะที่ว่าเป็นซีส นั้น หากไม่ได้รับการยืนยันจากแพทย์ อาจไม่ใช่ซีส ตามความหมายทางการแพทย์ อาจเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งก็ได้ครับ ดังนั้น เมื่อมีใครเล่าให้ฟังว่าเป็น ซีสเต้านม ก็ควรจะถามยืนยันว่า หมอบอกว่าเป็นซีสหรึเปล่าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซีสเต้านม เหมือนหรือต่างกับซีสตามตัวที่อื่นหรือไม่?&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อวัยวะอื่นก็มีซีสได้ "ซี ส" หมายถึง พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกายนับแต่ผิวหนังลงไป จนถึงอวัยวะภายใน เมื่อใดก็ตามมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเกิดเป็นถุงขึ้น ก็เรียกว่า ซีส ข้างในซีส อาจจะมีส่วนประกอบเป็นน้ำ หรือ สารหลั่งจากต่อมของร่างกาย ขนาดของซีสอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรืออาจมองเห็น คลำได้ ซีสไม่ใช่เนื้องอก ส่วนใหญ่จะไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งครับ &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซี สส่วนใหญ่ที่เรารู้จัก คือ ซีสที่ผิวหนัง ซึ่งปรากฏบนผิวหนังเป็นก้อนเล็กๆ และอาจจะมีลักษณะค่อนไปทางนูนๆ และบางครั้งมองไปแล้วเหมือนข้าวสุกที่เราบด หรือเรียกว่าฝีข้าวสุก ฝีข้าวสาร มักจะเกิดจากกันอุดตัดของต่อมไขมันที่ผิวหนัง ทำให้มีขี้ไคลสะสมอยู่ภายในถุงซีสนั้นครับ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน ซีสที่เต้านม เป็นภาวะที่น้ำขังอยู่ในเนื้อเต้านม อยู่กันเป็นหย่อมๆ ทำให้เวลาตรวจดูจะพบเป็นถุงน้ำ หรือ เมื่อคลำจากภายนอก ก็ได้เป็นก้อนในเนื้อนม เล็กบ้างใหญ่บ้างครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุของซีสที่เกิดขึ้นบริเวณเต้านมมาจากสาเหตุใด? &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาเหตุ ที่แท้จริงบอกไม่ได้ อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับภาวะการเปลี่ยนแปลงต่อมเต้านมในร่างกาย มีน้ำเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเต้านม รวมตัวเป็นถุงน้ำ สิ่งเหล่านี้มี การควบคุมโดยฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมน "เอสโตรเจน" ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงมีอยู่ เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของเนื้อเต้านม และในที่สุดก็เป็นซีส มักจะพบว่า ซีสโตขึ้น และพบซีสได้บ่อยขึ้นในช่วงที่ประจำเดือนใกล้จะมา และซีสจะเล็กลง เมื่อประจำเดือนมาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะผิดปกติที่พอจะสังเกตได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คน ที่เป็นซีสที่เต้านม อาจมีจะมีปัญหาปวดบริเวณเต้านม อาจจะเจ็บหรือปวดเนื่องจากน้ำในซีส ดันเนื้อนมรอบข้าง ทำให้เต้านมตึง จึงเกิดอาการปวด และบางครั้งอาจจะคลำ พบก้อนที่เต้านมด้วยก็ได้ ก้อนที่เต้านม อาจมีได้หลายตำแหน่ง และอาจโตๆ ยุบๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซีสเนื้อกับซีสน้ำ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; "ซี ส" โดยทั่วไปจะเป็นถุงน้ำ จะโตๆ ยุบๆ และสามารถยุบหายจนสนิทได้ แต่ในบางตำแหน่งของเต้านมที่เกิดซีสบ่อยๆ อาจมีการอักเสบของเนื้อนม และเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อนม จนกลายเป็นก้อนเนื้อได้ เรียกว่า ซีสเนื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้ได้อย่างไรว่าเป็นซีส&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก้อน ที่เต้านมที่เป็นซีสจะโต ๆ ยุบๆ ตามรอบเดือน มะเร็งมักจะโตขึ้นเรื่อยๆ ซีสมักจะเจ็บ มะเร็งมักจะไม่เจ็บ ซีสมักจะนุ่มๆ หยุ่นๆ มะเร็งมักจะแข็ง ลักษณะดังกล่าวพบจะบอกได้คร่าวๆ ว่าเป็นซีส หรือ เป็นมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ตรวจอื่นๆ ที่พอจะบอกได้ว่าเป็นซีส หรือ ก้อนเนื้อ ก็คือ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ซึ่งจะบอกได้ว่าก้อนที่ตรวจพบเป็นน้ำ หรือ เป็นเนื้อ อีกวิธีหนึ่งก็คือ การใช้เข็มฉีดยา เจาะดู หากเป็นซีสน้ำจะได้น้ำออกมา และก้อนยุบหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นซีสแล้ว จะกลายเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซีสเต้านม ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็งเต้านม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่ซีสที่เกิดขึ้นมีความผิดปกติ ตั้งแต่ต้น ที่มีลักษณะเป็นมะเร็งเต้านม การจะทราบได้หรือไม่ว่า ซีสที่เป็นนั้น มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นหรือไม่ ที่แน่นอนจะต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ แต่โดยทั่วไป แพทย์สามารถบอกได้ว่า ลักษณะของซีสที่เกิดขึ้น ส่อเค้าว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไร เป็นซีส และไม่ต้องผ่าตัด&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การพบก้อนที่เต้านม หากแพทย์แน่ใจว่าว่าเป็นซีส เช่น พบว่าเป็นซีสน้ำ จากการเจาะดูด หรือ จากการตรวจอัลตราซาวด์, ก้อน ซีสที่ยุบลงได้เอง ซึ่งจัดในกลุ่มที่ไม่ใช่มะเร็ง จะไม่ต้องผ่าตัด แต่หาก ซีสที่พบมีส่วนที่เป็นเนื้อปนอยู่ หรือเป็นซีสเนื้อ แพทย์จะพยายามพิสูจน์ว่าก้อนที่พบนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ หากไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่ใช่มะเร็ง แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อพิสูจน์ชิ้นเนื้อจะด้วยการผ่าตัด หรือ ด้วยการเจาะเนื้อดูก็ได้&lt;br /&gt;ดังนั้น หากรู้แน่ว่าเป็นซีส ก็ไม่ต้องผ่าตัด แต่หากไม่แน่ใจ แพทย์จะพยายามพิสูจน์ให้รู้ว่าเป็นซีส หรือ เป็นมะเร็ง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะ มีโอกาสกลับมาเป็นซีสได้อีกหรือไม่เนื่องจากสาเหตุการเกิดซีสไม่แน่นอน และพบว่ามีการเกิดที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ดังนั้น ซีส จึงอาจกลับมาเป็นได้อีก ทั้งในจุดเดิม และที่ใหม่ การรักษาซีส จึงไม่ใช่การผ่าตัด เพราะตัดออกก็เป็นใหม่ได้ การรักษาซีส จึงเป็นการรู้จักกับซีส และรู้ว่าเมื่อไร ก้อนในเต้านมจะเป็นมะเร็งไม่ใช่ซีสต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากท่านไม่แน่ใจ... ว่าก้อนที่เต้านมที่ตรวจพบเป็นซีส หรือเป็นมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-6216890423733466296?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/6216890423733466296/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6216890423733466296'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6216890423733466296'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/03/blog-post.html' title='ซีสเต้านม คืออะไรกันแน่'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-6053660061768652480</id><published>2011-01-26T07:46:00.000-08:00</published><updated>2011-01-26T07:46:32.167-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งผิวหนัง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผิวหนัง และศัลยกรรม'/><title type='text'>โรคลิมโฟมาผิวหนัง</title><content type='html'>รองศาสตราจารย์นายแพทย์ป่วน&amp;nbsp; สุทธิพินิจธรร&lt;br /&gt;ภาควิชาตจวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;a href="http://healthbooth.blogspot.com/"&gt;โรคลิมโฟมาผิวหนัง&lt;/a&gt; คือ โรคมะเร็งของเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ทำให้ผิวหนังเกิดผื่นคันแดงเป็นขุย ปกติลิมโฟมาจะเป็นมะเร็งของต่อมน้ำเหลืองที่มีลิมโฟซัยต์เพิ่มมากผิดปกติใน ต่อมน้ำเหลืองของร่างกายก่อน แล้วจึงแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น แต่ลิมโฟมาผิวหนังจะเริ่มมีการเพิ่มจำนวนของลิมโฟซัยต์ที่ผิวหนังก่อน แล้วจึงแพร่กระจายไปสู่เลือด และต่อมน้ำเหลืองในระยะท้ายของโรค&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาเหตุของการเกิดโรคนี้ จากหลักฐานยังไม่ทราบแน่ชัด จากการศึกษาพบว่าอาจเกิดจากเชื้อไวรัส สารพิษ หรือพันธุกรรม&amp;nbsp; ซึ่ง อาการแสดงของโรค จะเริ่มที่ผิวหนังมีลักษณะผื่นแดง ราบหรือนูนเป็นปื้น อาการคันเป็นอาการที่พบได้บ่อย ผื่นมีขนาดและจำนวนต่าง ๆกัน ระยะท้ายของโรคผื่นจะลามกว้างออกเป็นหย่อม ๆ หรือเป็นก้อนตามผิวหนัง บางรายผื่นแดงลามทั่วตัวค่อนข้างช้ามาก ผู้ป่วยบางรายมีผื่นคันที่ผิวหนังเป็น ๆ หาย ๆ นานนับสิบปี การตัดชิ้นเนื้อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์บางครั้งก็วินิจฉัยไม่ได้ ดังนั้น ในรายที่สงสัยว่าเป็นโรคนี้อาจต้องติดตามดูอาการและทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อ ตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรค ลิมโฟมาผิวหนังมีหลายระยะ การรักษาขึ้นอยู่กับระยะที่เป็น ระยะเริ่มต้น ผื่นผิวหนังอักเสบเป็นเฉพาะที่ การรักษาจะทำเฉพาะตำแหน่งที่เป็น ระยะต่อมาจะเป็นหลายตำแหน่ง หรือเป็นทั่วตัว การรักษาจำเป็นต้องใช้ยารับประทานหรือฉายแสงแดดเทียม หรือลำแสงอิเล็กตรอนทั่วตัว บางครั้งอาจต้องใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธีเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่ สุด&amp;nbsp; การรักษาเฉพาะที่ จะประกอบด้วย การใช้เคมีบำบัดเฉพาะที่ โดยใช้ยาไนโตรเจ็น มัสตาด ชนิดทา&amp;nbsp; การฉายแสงอิเล็กตรอนเฉพาะที่ รังสีชนิดนี้จะทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ผิวหนัง โดยมีผลต่ออวัยวะภายในน้อยมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; การ รักษาเมื่อผื่นกระจายเป็นพื้นที่กว้างหรือทั่วตัว จะรักษาโดยใช้เคมีบำบัดชนิดรับประทานหรือฉีดในรายที่เป็นผื่นกว้าง หรือมีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปในอวัยวะภายใน&amp;nbsp; การฉายแสงแดดเทียมร่วมกับการรับประทานยาโซราเลน&amp;nbsp; โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาก่อน 2 ชั่วโมง ยาจะไปจับกับเซลล์มะเร็งที่ผิวหนัง แล้วฉายแสงอัลตราไวโอเล็ต เอ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรักษาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การอธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจธรรมชาติของโรค&amp;nbsp; การรับประทานอาหารที่ถูกส่วน ร่วมกับการออกกำลังกายพอเหมาะจะช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีทั้งใจและกาย พอที่จะรับยาเคมีบำบัดและการฉายแสง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดัง นั้น หากว่าท่านพบว่าผิวหนังของท่านเกิดอาการดังกล่าว ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรมาพบหรือปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะสายเกินควร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-6053660061768652480?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/6053660061768652480/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_7578.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6053660061768652480'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/6053660061768652480'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_7578.html' title='โรคลิมโฟมาผิวหนัง'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-3740508424143724030</id><published>2011-01-26T07:41:00.000-08:00</published><updated>2011-01-26T07:41:40.662-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เสียง'/><title type='text'>เสียงแหบ</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_m7f1iV3WaEI/TKjDFScXMoI/AAAAAAAAFFc/kYTSzcamZHo/s1600/H1N1_8.gif" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_m7f1iV3WaEI/TKjDFScXMoI/AAAAAAAAFFc/kYTSzcamZHo/s1600/H1N1_8.gif" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ผศ.พญ.สุนันทา พลปัถพี&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://healthbooth.blogspot.com/"&gt;เสียงแหบ&lt;/a&gt;เกิดจากอะไร&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อน ที่จะกล่าวถึงสาเหตุของเสียงแหบ ใคร่จะขอเรียนให้ทราบถึงลักษณะและการทำงานของอวัยวะที่ทำให้เกิดเสียงก่อน นั่นคือ กล่องเสียง ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณลำคอใต้ช่องปากลงไปในผู้ชายจะเห็นชัดคือส่วนที่เรา เรียกว่า ลูกกระเดือก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกล่องเสียงนั่นเอง กล่องเสียงประกอบด้วย กระดุกก่อนและกล้ามเนื้อหลายชิ้นทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อ 2 ชิ้น ที่เราเรียกว่าสายเสียงน้นขึงตึงจากด้านในของลูกกระเดือกไปยังส่วนหลัง ของกล่องเสียง สายเสียงนี้สามารถเคลื่อนไหวเปิดปิดให้ลมหายใจออกเคลื่อนมาถึงสายเสียงซึ่ง ปิดอยู่จากแรงดันของลมทำให้สายเสียงเปิดออก และเกิดมีการสั่นสะเทือนของสายเสียง ซึ่งจะเปลี่ยนลมจากปอดให้กลายเป็นเสียงและเสียงก็จะถูกปรับปรุงให้เป็นคำพูด ที่ชัดเจนโดยอวัยวะในช่องปากซึ่งได้แก่ ลิ้น ฟัน เพดาน และอื่น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงแหบเกิดจากสาเหตุใหญ่ 2 ประการ คือ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. ความผิดปกติในโครงสร้างของส่ายเสียง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ความผิดปกติในการทำหน้าที่ของสายเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกลุ่มเสียงแหบที่เกิดจากความผิดปกติของตัวสายเสียงเองนั้น อาจจะได้แก่&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ความพิการตั้งแต่กำเนิด เช่น มีแผ่นเยื่อบาง ๆ ขึงระหว่างสายเสียงทั้ง 2 ข้าง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - การอักเสบของกล่องเสียง ซึ่งอาจจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - เนื้องอกของสายเสียง อาจแบ่งได้เป็น ชนิดร้ายแรง ชนิดไม่ร้ายแรง ติ่งเนื้อที่เกิดจาการใช้เสียงมาก&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - การ ได้รับกระแทกบริเวณกล่องเสียง อาจทำให้กระดูกอ่อนของกล่องเสียงแตกหัก ไฟลวกบริเวณใบหน้าหรือส่วนบุบของลำตัว หายใจเอาลมร้อนจัดเข้าไปลวกเยื่อบุของทางเดินหายใจรวมทั้งกล่องเสียง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - อัมพาตของสายเสียง อาจเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้าง สาเหตุที่พบบ่อย คือ ภายหลังการผ่าตัดต่อธัยรอยด์ที่คอ แล้วมีผลต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของสายเสียง ทำให้สายเสียงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ อัมพาตของสายเสียงอาจเกิดมะเร็งในปอด หรือพยาธิสภาพอื่นในทรวงอกก็ได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พวกที่ใช้เสียงผิดจนติดเป็นนิสัย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พวกที่มีความผิดปกติทางด้านจิตใจก็มีผลต่อการทำงานของสายเสียง เช่น อาจทำให้เกิดเสียงเปลี่ยน หรือไม่มีเสียงเลยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นหวัดทำให้เสียงแหบได้หรือไม่&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การ เป็นหวัดทำให้เสียงแหบได้ เนื่องจากเมื่อเป็นหวัดก็จะมีการอักเสบของบริเวณช่องจมูกและภายในคอ การอักเสบนี้อาจลามต่อไปถึงกล่องเสียงและสายเสียงทำให้มีการบวมของสายเสียง การทำงานของสายเสียงเปลี่ยนไป จึงเป็นสาเหตุให้เกิดเสียงแหบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาอาการเสียงแหบ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การ รักษาอาการเสียงแหบให้หายได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุทำให้เกิดเสียงแหบ เช่น ถ้าเสียงแหบเกิดจากโครงร้างของสายเสียงผิดปกติมาแต่กำเนิด ก็ย่อมรักษาไม่หาย แต่ถ้าเสียงแหบจากากรเป็นหวัดหรือการอักเสยของสายเสียงก็หายได้ แต่โรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในบ้านเราคือ มะเร็งของกล่องเสียง ซึ่งอาจรักษาให้หายขาดได้ถ้ามาพบแพทย์ในระยะเริ่มแรก หรือเสียงแหบในผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้เสียงมาก เช่น ครู นักเรียน นักแสดง การรักษาโดยการให้ยาอย่างเดียวย่อมไม่ได้ผลเต็มที่ จำเป็นต้องหยุดพักการใช้เสียงร่วมด้วย พวกนี้มักมีอาการเสียงแหบเป็น หาย ๆ บ่อย ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากที่ต้องใช้เสียงมากเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรระวังมิให้เสียงแหบ &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อ เราได้ทราบถึงสาเหตุของการทำให้เกิดเสียงแหบแล้ว การป้องกันก็ต้องป้องกันสาเหตุ ซึ่งบางอย่างก็ทำได้ บางอย่างก็ทำไม่ได้ เช่น เสียงแหบหลังจากเป็นหวัด ก็ป้องกันโดย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -&amp;nbsp; เมื่อ เป็นหวัดแล้วก็ต้องรีบรักษา โดยรับประทานยา ให้ความอบอุ่นแก่ร่ายให้พอเพียง หรือในขณะที่อากาศร้อน อย่านอนเป่าพัดลมตรงมาที่ตัว เพราะการหายใจเอาลมแห้งเข้าไปตลอดเวลาทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง และเกิดการอักเสบตามมาได้ง่าย&amp;nbsp; เมื่อเป็นหวัด หรือเจ็บคอ ถ้าทำได้ควรใช้เสียงให้น้อยลง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -&amp;nbsp; ใน เด็ก การเชียร์กีฬาด้วยเสียงดังเป็นการแสดงความพร้อมเพรียง และทำให้เกิดความสนุก แต่ก็ควรระมัดระวัง เมื่อรู้สึกคอแห้งมากก็อย่าตะโกนต่อไป เพราะจะทำให้สายเสียงอักเสบตามมาได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - จาก หลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค มะเร็งของระบบทางเดินหายใจ เช่น ที่ปอด ที่กล่องเสียง ดังนั้น ก็ควรหลีกเลี่ยงจากการสูบบุหรี่ เพื่อไม่เป็นการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของกล่องเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนเสียงแหบบ่อย โดยมิได้ตะโกนหรือใช้เสียงมากอยากทราบว่าเพราะอะไร&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ เป็นเช่นนี้อาจเนื่องจากผู้นั้นมีการอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูก หรือมีหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ก็ทำให้กล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดเสียงแหบได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการที่ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง อาจพบในคนที่สูบบุหรี่มากเป็นประจำ ทำให้เกิดอาการไอบ่อย ๆ การไอทำให้เสียงเสียงกระแทกกัน และเชื้อโรคที่อยู่ภายในเสมหะที่ไอออกมาผ่านสายเสียงออกสู่ภายนอกทั้งการไอ และทั้งเชื้อโรคในเสมหะทำให้สายเสียงอักเสบทำให้เกิดเสียงแหบได้ &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยาอมให้ชุ่มคอที่โฆษณาอยู่ตามท้องตลาดมีส่วนช่วยได้มากน้อยแค่ไหนในการรักษาเสียงแหบ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มี ส่วนช่วยได้บ้างในแง่ที่ทำให้ชุ่มคอ เย็นคอ บางชนิดอาจมียาฆ่าเชื้อโรคผสมอยู่ด้วยก็อาจช่วยลดการอักเสบเล็กน้อยลงได้ บ้าง แต่ถ้ามีการอักเสบมากทำให้เสียงแหบ ยาอมอย่างเดียวก็ไม่สามารถรักษาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อแนะนำหรือข้อฝากถึงท่านผู้อ่าน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตาม ที่ได้เรียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบแล้วว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าการสูบบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งของทาง เดินหายใจ โดยเฉพาะมะเร็งของปอด และมะเร็งกล่องเสียง ดังนั้นการงดสูบบุหรี่หรือพยายามสูบให้น้อยลง จึงเป็นวิธีที่ดีที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีเสียงแหบ หรือเจ็บคอที่ไดรับการรักษาแบบคออักเสบธรรมดาจากแพทย์ทั่วไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้ยังไม่หาย ควรได้รับการตรวจกล่องเสียงจากแพทย์ หู คอ จมูก โดยตางเพื่อหาสาเหตุของเสียงแหบ หรือเจ็บคอนั้น กรุณาอย่าคิดว่าสูบบุหรี่มากเสียงมันก็เป็นอย่างนี้เอง คำกล่าวนี้ทำให้ผู้ป่วยใจเย็นไม่มาพบแพทย์ และกว่าจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งของกล่องเสียงจึงทำให้เสียงแหบ เวลาก็ล่วงเลยไปจนหมดโอกาสที่จะรักษาให้หายได้ จึงขอเรียนท่านผู้อ่านได้คิดถึงความจริงในข้อนี้ไว้ด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-3740508424143724030?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/3740508424143724030/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_26.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/3740508424143724030'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/3740508424143724030'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_26.html' title='เสียงแหบ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_m7f1iV3WaEI/TKjDFScXMoI/AAAAAAAAFFc/kYTSzcamZHo/s72-c/H1N1_8.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-3671592914664885192</id><published>2011-01-12T07:41:00.000-08:00</published><updated>2011-01-12T07:41:32.083-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิทยาการทางการแพทย์'/><title type='text'>โคลน-นิ่ง หรือ โคลนิงก์</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://laudyms.files.wordpress.com/2009/09/dna.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://laudyms.files.wordpress.com/2009/09/dna.jpg" width="247" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจินตนา ศิรินาวิน&lt;br /&gt;ภาควิชาอายุรศาสตร์&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"โคลนิงก์" คืออะไร&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;"โคลนิงก์" (โคลน-นิ่ง) มาจากศัพท์วิทยาศาสตร์ว่า "cloning" หมายถึง การทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมเหมือนๆ กัน จะเรียกว่า "การคัดลอก" หรือ "การถอดแบบ" พันธุกรรม ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โคลนิงก์ที่เกิดตามธรรมชาติมีหรือไม่&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แฝดไข่ใบเดียวกันเป็นตัวอย่างหนึ่งของโคลนิงก์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะมีต้นกำเนิดจากไข่ที่ปฏิสนธิแล้วใบเดียวกัน &amp;nbsp;เมื่อไข่จากแม่ปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิจากพ่อแล้วแบ่งตัวเป็นหลายเซลล์ ถ้าแต่ละเซลล์แยกออกจากกันและเจริญไปเป็นตัวอ่อนแต่ละตัว ก็จะได้แฝดไข่ใบเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นแฝดสองหรือมากกว่าสองก็ได้แฝดไข่ใบเดียวกันมีส่วนประกอบทางพันธุกรรมเหมือนกัน จึงมีลักษณะต่างๆ เหมือนกัน ถ้าจะต่างกันไปบ้างก็เพราะอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เช่น เลือดที่ไปเลี้ยงขณะอยู่ในครรภ์แม่ อาหาร และการเลี้ยงดูหลังคลอด เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้เกิดโคลนิงก์ได้หรือไม่&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิทยาศาสตร์สามารถทำโคลนิงก์สัตว์ได้สำเร็จมานานนับสิบปีแล้ว วิธีโคลนิงก์ที่ทำกันแต่เดิมเลียนแบบธรรมชาติ อาศัยเซลล์สืบพันธุ์จากพ่อและแม่ปฏิสนธินอกร่างกาย เพาะเลี้ยงระยะสั้นๆ ให้เซลล์แบ่งตัว แล้วแยกเซลล์จากตัวอ่อนตัวหนึ่งออกเป็นหลายๆ เซลล์ ถ่ายฝากแต่ละเซลล์กลับเข้าไปในโพรงมดลูกให้เจริญเติบโตในครรภ์ จนกระทั่งครบกำหนดและตกลูกออกมาได้หลายตัว ทั้งหมดมีต้นกำเนิดมาจากตัวอ่อนตัวเดียวกัน&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2540 นักวิทยาศาสตร์ชาวสก็อต ชื่อ เอียน วิลมุต (Ian Wilmut) กับคณะ รายงานความสำเร็จของโคลนิงก์แกะวิธีใหม่ โดยใช้เซลล์ร่างกายแทนเซลล์สืบพันธุ์ เขาตั้งชื่อแกะที่ได้จากวิธีนี้ว่า "ดอลลีย์ (Dolly)"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำโคลนิงก์มีประโยชน์อะไร&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำโคลนิงก์มีประโยชน์ทางเกษตรกรรม เพื่อแพร่พันธุ์สัตว์พันธุ์ดี สัตว์พันธุ์หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ หรือ สัตว์ที่มีลักษณะพิเศษทางพันธุกรรม (เช่น สามารถสร้างโปรตีนมนุษย์ที่ใช้รักษาโรคเลือดออกผิดปกติ เป็นต้น) นอกจากนี้ ใช้สร้างสัตว์ทดลองจำนวนมากที่มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนๆ กัน เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคพันธุกรรม และบทบาทของปัจจัยพันธุกรรมกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการเกิดโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนโคลนิงก์ "ดอลลีย์" ทำอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;ขั้นตอนโคลนิงก์ "ดอลลีย์" มีดังนี้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1. เพาะเลี้ยงเซลล์จากเต้านมแกะในห้องปฏิบัติการ และทำให้เซลล์อยู่ในระยะจำศีล&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2. แยกไข่ที่ยังไม่ได้ปฏิสนธิมาจากแกะอีกตัว ดูดเอาไข่แดง (ซึ่งมีสารพันธุกรรม) ออก เหลือแต่ไข่ขาว&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3. ทำให้เซลล์เต้านมกับไข่รวมตัวกันโดยใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4. ถ่ายฝากไข่เข้าไปในมดลูกของแกะอีกตัว (ตอนนี้ไข่มีสารพันธุกรรมจากเซลล์เต้านมอยู่ในไข่แดงแล้ว) ไข่จะเจริญเป็นตัวอ่อน และเติบโตต่อมาจนครบกำหนดตกลูกเป็นลูกแกะ จากไข่ 277 ฟองที่ฝากเข้าไปในมดลูก มี "ดอลลีย์" เพียงตัวเดียวที่มีชีวิตอยู่จนโต 7 เดือน การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ปรากฏว่า "ดอลลีย์" คัดลอกหรือถอดแบบพันธุกรรมมาจากแกะตัวที่ใช้เซลล์เต้านมมา ไม่ใช่จากแกะตัวที่ให้ไข่ขาว หรือตัวที่ไปฝากไว้ในท้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุใดโคลนิงก์ "ดอลลีย์" จึงได้รับความสนใจและกล่าวขวัญกันอย่างมาก&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำเร็จของโคลนิงก์ "ดอลลีย์" แสดงถึงการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างใหม่ เป็นการสร้างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยอาศัยเซลล์ร่างกายจากพ่อหรือแม่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องอาศัยการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์ซึ่งต้องมาจากทั้งพ่อและแม่ ดังที่เกิดตามธรรมชาติหรือโดยโคลนิงก์วิธีเดิม&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสำเร็จนี้ทำให้เกิดความหวั่นเกรงว่าจะนำไปสู่โคลนิงก์มนุษย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านสังคม จริยธรรม และกฎหมายอย่างมากตามมา ขณะนี้โคลนิงก์มนุษย์ถูกต่อต้าน ทั้งถูกประณามโดยองค์กรหลายแห่งจากหลายประเทศทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความก้าวหน้าของวิทยาการโคลนิงก์จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไร&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความก้าวหน้าของวิทยาการโคลนิงก์ มีประโยชน์ทั้งในด้านความรู้พื้นฐานและในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อรักษาโรค &amp;nbsp;การทำโคลนิงก์มนุษย์ (หรือสัตว์ที่ลักษณะพันธุกรรมคล้ายมนุษย์) จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอวัยวะสำหรับใช้ปลูกถ่ายให้ผู้ป่วย เช่น ไขกระดูก และ ไต ความรู้ว่าเหตุใดเซลล์ร่างกายจึงสามารถกลับไปทำหน้าที่เป็นเซลล์ระยะตัวอ่อน แล้วเจริญจำแนกชนิดต่อไปอีก อาจนำไปสู่วิธีการรักษาโรคบางระบบ เช่น ระบบประสาท ทำให้เซลล์ซึ่งเสื่อมหน้าที่หรือถูกทำลายไปแล้ว กลับมาทำงานได้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลเสียหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโคลนิงก์มีอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำให้เกิดมนุษย์ด้วยวิธีโคลนิงก์ จะทำให้ความหมายของการเป็นพ่อแม่ลูก และสถาบันครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป ทั้งเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการนับถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อาจก่อให้เกิดความสับสนจากการที่มนุษย์ที่เหมือนๆ กันหลายคนในสังคม บางศาสนาถือว่าโคลนิงก์เป็นการละเมิดคำสอนและความเชื่อทางศาสนาอีกด้วย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ วิธีโคลนิงก์ยังไม่มีประสิทธิภาพนัก และยังไม่ทราบว่าปลอดภัยเพียงใด เด็กที่เกิดมาโดยวิธีนี้อาจมีความพิการหรือเป็นโรค หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือมีอายุสั้นกว่าธรรมดาก็ได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากนำโคลนิงก์มาใช้เพื่อคัดเลือกพันธุ์มนุษย์ การคัดลอกแบบจากคนที่ถือกันว่ามีคุณสมบัติดี อาจจะได้ผลออกมาไมดีเหมือนที่คาด เพราะนอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนหล่อหลอมลักษณะของสิ่งมีชีวิตด้วย ยิ่งกว่านั้น ลักษณะที่ถือกันว่าดีในสมัยหนึ่งหรือสิ่งแวดล้อมหนึ่ง อาจเป็นลักษณะที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมสำหรับอีกสมัยหนึ่ง หรือในสิ่งแวดล้อมอื่นก็ได้&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง หากทำโคลนิงก์มนุษย์กันอย่างกว้างขวาง ได้มนุษย์ที่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมเหมือนกันจำนวนมากๆ ก็จะทำให้ขาดความหลากหลายทางพันธุศาสตร์ และอาจสูญพันธุ์ได้หากสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีโรคระบาดจากการติดเชื้อบางชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทส่งท้าย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การนำความรู้และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาใช้ จำเป็นต้องคำนึงถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น นักวิทยาศาสตร์และสังคมมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน ที่จะตรวจสอบและวางมาตรการอันเหมาะสมเพื่อนำวิทยาศาสตร์มาใช้ให้บังเกิดประโยชน์สุขต่อสังคมทั่วหน้ากัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-3671592914664885192?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/3671592914664885192/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_6131.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/3671592914664885192'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/3671592914664885192'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_6131.html' title='โคลน-นิ่ง หรือ โคลนิงก์'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-235254762899115396</id><published>2011-01-12T07:37:00.000-08:00</published><updated>2011-01-12T07:37:47.796-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เบาหวาน'/><title type='text'>ออกกำลังกาย ฟื้นฟูผู้ถูกตัดขาจากเบาหวาน</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://cro.moph.go.th/hosp/hosp03/wordpress/wp-content/uploads/2010/05/IMG_6297_resize.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="213" src="http://cro.moph.go.th/hosp/hosp03/wordpress/wp-content/uploads/2010/05/IMG_6297_resize.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;อ.พญ.วิลาวัณย์ &amp;nbsp;ถิรภัทรพงศ์&lt;br /&gt;&amp;nbsp;ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู&lt;br /&gt;&amp;nbsp;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;&amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขา..ขา...หายไปไหน”&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความทุกข์ทรมานใจที่รู้ว่า ตนต้องต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญของร่างกายเมื่อลืมตาขึ้นหลังผ่าตัดขา ทำให้คนไข้เบาหวานหลายคนอดท้อใจกับชีวิตไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจผู้สูงวัยเกิน 65 ปีขึ้นไปที่ถูกตัดขาพบว่าร้อยละ75 มีสาเหตุหรือเกี่ยวข้องกับเบาหวานเป็นสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากเบาหวานเป็นโรคที่ทำให้เกิดความบกพร่องของระบบประสาทส่วนปลาย ระบบประสาทอัตโนมัติ และระบบหลอดเลือด จึงทำให้เกิดอาการชาบริเวณปลายเท้า เวลาเป็นแผลบ่อยครั้งที่ไม่รู้ตัวกว่าจะรู้แผลก็มีขนาดใหญ่ เกิดแผลติดเชื้อได้ง่ายกลายเป็นแผลเรื้อรัง และรักษาให้หายยาก รวมทั้งอาจเกิดเนื้อตายจากหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน จนอาจนำไปสู่การรักษาด้วยการตัดนิ้วเท้า เท้า หรือขาในที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มต้นกันใหม่ด้วยการออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้การถูกตัดขาจะทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ดูแลตนเอง มีแต่ความท้อแท้สิ้นหวัง ไม่ปรับพฤติกรรมการดูแลตนเองเสียใหม่ อาจจะทำให้ต้องสูญเสียแขนขาข้างที่เหลือ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ สำหรับในการดูแลตนเองนอกจากการควบคุมอาหาร การรับประทานยา และไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการรักษาและฟื้นฟูสภาพ โดยมีเป้าหมายคือ เพื่อเสริมสร้างหรือคงสภาพความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างเช่น ควบคุมระดับไขมันในเลือด ระดับความดันโลหิต และน้ำหนักตัว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามศักยภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การให้ผู้สูงอายุที่ถูกตัดขา โดยเฉพาะที่มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดหรือเบาหวาน หรือผู้สูงอายุที่ถูกตัดขาจากสาเหตุอื่น แต่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เป็นต้น มารับการทดสอบก่อนออกกำลังกาย สามารถช่วยให้การออกกำลังกายมีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจ และมีการปรับเพิ่มการออกกำลังกายให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทดสอบก่อนออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การทดสอบก่อนออกกำลังกาย จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจว่าควรออกกำลังกายอย่างไรจึงจะเหมาะสม มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย &amp;nbsp;การทดสอบทำโดยให้ผู้ป่วยมาออกกำลังกาย โดยใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการออกกำลังกาย ได้แก่ ลู่เดิน จักรยานปั่นมือ จักรยานปั่นเท้า พร้อมกับมีการตรวจติดตามการทำงานของหัวใจ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในระหว่างการทดสอบ เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะก่อน ระหว่างและหลังการออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรรู้ในการออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1. ควรอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย โดยค่อยๆ เพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อ เพื่อลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อรวมทั้งเพื่อเป็นการตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นก่อนเพิ่มความหนักในการออกกำลังกายด้วย โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2. ควรผ่อนเครื่องหลังการออกกำลังกายทุกครั้งโดยค่อย ๆ ลดความหนักและความเร็วในการออกกำลังกายลง เพื่อช่วยทำให้ความดัน และชีพจรค่อย ๆ กลับสู่เกณฑ์ปกติ รวมทั้งช่วยเพิ่มการไหลเวียนกลับของเลือดดำ เพื่อป้องกันภาวะความดันเลือดต่ำหรืออาการหน้ามืด หลังการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วยโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10 นาที&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3. ควรออกกำลังกายหลังอาหารมื้อใหญ่หนักประมาณ 1-2 ชม. เนื่องจากการออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหาร เพราะระดับอินซูลินที่สูงขึ้นหลังรับประทานอาหารช่วยทำให้ตับผลิต และปลดปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดน้อยลง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4. พกพาลูกอม น้ำผลไม้ น้ำ ไปด้วยเมื่อออกกำลังกายเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะร่างกายขาดน้ำ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ในกรณีที่ฉีดอินซูลิน ไม่ควรฉีดบริเวณกล้ามเนื้อที่มีการออกกำลังกาย เช่น ในการออกกำลังกายที่ใช้ส่วนแขนหรือขา ให้เปลี่ยนไปฉีดบริเวณหน้าท้องแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักในการออกกำลังกาย &lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1. ประเภทของการออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แนะนำให้ออกกำลังกายประเภทแอโรบิก เช่น เดินหรือปั่นจักรยานขาในผู้ป่วยที่ใส่ขาเทียมและสามารถทรงตัวได้ดี ปั่นจักรยานแขนหรือแกว่งแขนในผู้ป่วยที่ไม่ใส่ขาเทียมหรือใส่ขาเทียม แต่ยังทรงตัวไม่ได้เป็นต้น อย่างไรก็ตามจะเลือกออกกำลังกายชนิดใดขึ้นกับสภาพร่างกาย ความชำนาญ ความถนัด และความชอบของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทำได้อย่างสม่ำเสมอและมีความสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. ความหนักของการออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ค่อย ๆ เพิ่มระดับในการออกกำลังกาย จากเบาๆและหนักเพิ่มขึ้น โดยให้ความเหนื่อยอยู่ที่ความหนักระดับปานกลาง ทั้งนี้อาจใช้อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรเป็นตัวกำหนด โดยอาจกำหนดความเหนื่อยที่อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรขณะพักบวก 10 แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น หรือถ้าไม่สามารถใช้อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรได้ ซึ่งอาจเนื่องจากกินยาลดความดันโลหิตบางกลุ่มที่ยับยั้งการเพิ่มของอัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจร แนะนำให้ใช้ระดับความรู้สึกเหนื่อยเป็นตัวกำหนดแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ระยะเวลาในการออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายจนสามารถออกกำลังกายได้ต่อเนื่องประมาณ 20-30 นาที แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ให้ใช้วิธีออกกำลังกายสะสม โดยออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานเท่าที่ทำได้หลาย ๆ ครั้งและสะสมต่อวันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. ความถี่ในการออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประมาณสัปดาห์ละ 3 - 5 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย &amp;nbsp;ความหนักและระยะเวลาในการออกกำลังกาย นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว ผู้ถูกตัดขาจากโรคหลอดเลือดส่วนปลายหรือจากโรคเบา หวาน ควรได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพของหัวใจ ควบคุมโรคเบาหวาน ควบคุมระดับไขมันในเลือด ห้ามสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว รับประทานยาตามแพทย์สั่ง รวมทั้งป้องกันแผลที่ตอขาข้างที่ถูกตัดและป้องกันแผลที่เท้าที่อาจเกิดขึ้นกับขาอีกข้าง โดยเลือกใส่ขาเทียมที่กระชับพอดีกับตอขา ไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป และใส่รองเท้าที่มีขนาดและรูปทรงเหมาะสมกับเท้าข้างปกติ และทำด้วยวัสดุที่นุ่ม ใส่สบาย ระบายเหงื่อและความร้อน และที่สำคัญควรตรวจดูความผิดปกติ เช่น รอยแดง แผล ที่อาจเกิดขึ้นหลังการสวมใส่ทุกครั้ง&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ท้ายนี้ อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายว่ามีประโยชน์ต่างๆ มากมาย และไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด นอกจากจะทำให้ผู้ออกกำลังกายแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังทำให้คลายเครียด ลืมความโศกเศร้า และนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วย ยิ่งถ้าชวนเพื่อนมาออกกำลังกายด้วยกัน ยิ่งทำให้การออกกำลังกายสนุก มีความสุข แล้วที่สำคัญเพื่อนยังได้ดูแลกันเผื่อมีภาวะผิดปกติเกิดขึ้น อย่างเช่น อาการน้ำตาลในเลือดต่ำในขณะออกกำลังกายด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นข้อดีอย่างนี้แล้ว มาชวนกันออกกำลังกายดีกว่านะคะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-235254762899115396?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/235254762899115396/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_5809.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/235254762899115396'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/235254762899115396'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_5809.html' title='ออกกำลังกาย ฟื้นฟูผู้ถูกตัดขาจากเบาหวาน'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-7128791752729164944</id><published>2011-01-12T07:31:00.000-08:00</published><updated>2011-01-12T07:31:00.660-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระดูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพผู้สูงอายุ'/><title type='text'>กลัวกระดูกผุ</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://media.thaigov.go.th/Sitedirectory/471/1783/49654_image_201010021637276C4D9DF9-A054-7334-0EE03717F6CDDFCC.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://media.thaigov.go.th/Sitedirectory/471/1783/49654_image_201010021637276C4D9DF9-A054-7334-0EE03717F6CDDFCC.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;รศ.พญ.มานี &amp;nbsp;ปิยะอนันต์&lt;br /&gt;ภาควิชาสูติศาสตร์ - นรีเวชเวชวิทยา&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประยงค์ : สวัสดีค่ะคุณหมอ ดิฉันเคยเป็นคนไข้ของคุณหมอ ดิฉันสบายดีเลยไม่ได้มา พบคุณหมอหลายปีแล้วค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอ : สวัสดีค่ะคุณประยงค์ หลังผ่าตัดไม่มีปัญหาอะไรเลยหรือคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประยงค์ : ไม่มีเลยค่ะ หลังจากที่คุณหมอผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ทั้งสองข้างออกพอ ครบเดือน คุณหมอนัดมาตรวจหลังผ่าตัด คุณหมอบอกว่าปกติดี ดิฉันก็ไม่ได้กินยา อะไรเลย เพียงแต่ปฏิบัติตัวตามที่คุณหมอแนะนำ คือออกกำลังกายสม่ำเสมอ และกิน อาหารที่มีประโยชน์ ดิฉันพยายามดื่มนมพร่องมันเนยวันละกล่อง ทั้งๆ ที่ไม่เคยดื่มมา ก่อนเลย เพราะไม่ชอบกลิ่นนม และเมื่อดื่มแล้วรู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย คือมันมี อาการท้องอืด และมีลมในท้องมาก แต่เมื่อคุณหมอแนะนำให้ดิฉันทำโยเกิตสด (วิธีทำ อยู่ท้ายบท) เมื่อลองทานแล้ว จึงเริ่มดื่มนมได้ แม้ว่าห้องทำงานอยู่ถึงขั้น 5 หลังผ่าตัด ใหม่ๆ เพื่อนๆ ของดิฉันเตือนว่าระวังเข่าเสื่อม แต่ดิฉันเชื่อคุณหมอว่า การเดินออก กำลัง กายจะทำให้ร่างกายเสื่อมช้าลง เดี๋ยวนี้ดิฉันแข็งแรงดีและไม่ค่อยเป็นหวัด หรือ เป็นโรคภูมิแพ้เหมือนตอนก่อนผ่าตัดแล้วค่ะ ดิฉันขึ้นลงบันไดวันละ 5–10 เที่ยวทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอ : วันหยุดคุณประยงค์ออกกำลังกายหรือเปล่าค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประยงค์ : วันหยุดดิฉันจะเดินจากบ้านมาปากซอย ซึ่งเป็นระยะทาง ประมาณ 500 เมตร โดยเดินไปและกลับ 2 เที่ยว ซึ่งรวมระยะทาง ประมาณ 2 กิโลเมตร เกือบทุกวันเลยค่ะ เพราะดิฉันรู้สึกกว่าหลังจาก ออกกำลังกายแล้วรู้สึกสดชื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอ : วันนี้คุณประยงค์มีปัญหาอะไรถึงมาหาหมอค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประยงค์ : มีค่ะ ดิฉันสงสัยว่าทำไมเพื่อนๆ ที่ไปทำผ่าตัดแล้ว จึงได้ฮอร์โมนมากินกัน เพราะหมอบอกว่า หลังจากตัดรังไข่ออก ต้องกินฮอร์โมน ทดแทน มิฉะนั้นจะเป็นโรคกระดูกผุ ุ และกระดูกหักง่ายตอนแก่ ดิฉัน เลยรู้สึกกังวลใจ อยากถามคุณหมอว่าดิฉันควรกินยาหรือไม่ เคยเห็น เพื่อนที่กินยาแล้ว รู้สึกว่า อ้วนขึ้นมาก ดิฉันยังกลัวเรื่องอ้วนอยู่ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอ : หลังผ่าตัดใหม่ๆ หมอเคยให้คุณประสงค์ สังเกตอาการของตน เองแล้วใช่ไหมคะ ว่ามีความผิดปกติอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประยงค์ : ใช่ค่ะ หลังผ่าตัดใหม่ๆ ดิฉันมีอาการเหงื่อออกมากร้อนวูบ วาบตามตัว บางทีมีอาการเหมือนขนลุก แต่ก็ทนได้ เดี๋ยวนี้มีบ้างนานๆ ครั้งซึ่งไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไรค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอ : มีอาการอย่างอื่นบ้างหรือเปล่าค่ะ เช่น ถ่ายปัสสาวะบ่อย นอนไม่ หลับ ปวดศีรษะ หงุดหงิด หรือมีอาการซึมเศร้า ซึ่งอาการเหล่านี้อาจ เกิดขึ้นในสตรีวัยหมดประจำเดือน บางคนเป็นมากจนทนไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประยงค์ : ไม่มีเลยค่ะ รู้สึกว่าหลังการผ่าตัดดิฉันกลับสบายขึ้น ท้องไม่ ผูก ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ คงเป็นเพราะดิฉันรับประทานผักผลไม้มาก และ ออกกำลังกายตามที่คุณหมอแนะนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอ : การดูแลคนไข้หลังผ่าตัดนั้น หมอจะพิจารณาเป็นรายๆ ตาม ความจำเป็นว่า ต้องใช้ฮอร์โมนทดแทนหรือไม่ ยาทุกชนิดแม้แต่ยาบำรุง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะรับประทาน เราต้องคำนึงถึงทั้งประโยชน์และ โทษที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ ตามที่คุณประยงค์บอกว่ามีเพื่อนรับ ประทานยาแล้วอ้วนนั้น เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนกลัวมาก ถ้าคุณประยงค์ รู้สึกว่าแข็งแรงและสบายดีก็คงไม่จำเป็นต้องกินฮอร์โมนอีก หมอคิดว่า ประเทศไทยเราได้เปรียบประเทศอื่นที่มีอากาศหนาวจัด เพราะเรามี ผักผลไม้มากจนสามารถส่งไปขายในต่างประเทศได้ ผักผลไม้เป็น อาหารที่มีแคลเซียมมาก และเรายังมีแสงแดดซึ่งมีส่วนในการช่วยดูด ซึมแคลเซียม ส่วนคนที่อยู่ในเมืองหนาว เขาไม่มีแดด จึงต้องไปที่อาบ แดดกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประยงค์ : ผู้สูงอายุกระดูกหักง่ายเพราะกระดูกผุใช่ไหมค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอ : สาเหตุของกระดูกหักมักเกิดจากการหกล้ม ซึ่งถ้าคุณประยงค์ ลองพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า ผู้สูงอายุนั้นมีสาเหตุที่ทำให้หกล้มง่ายได้ หลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงเพราะไม่ค่อย ได้ค่อยได้ออก กำลังกาย หรือไม่ค่อยได้ใช้งาน โรคทางตาทำให้มีปัญหาในการมอง เห็น เช่นเป็นต้อ ประสาทเสื่อมเกิดโรคทางหู ทำให้มีปัญหาการได้ยิน หรือเวียนศีรษะ คงไม่ใช่เพราะสาเหตุจากกระดูกบางเพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประยงค์ : เพื่อนของดิฉันบางคนไปซื้อยาฮอร์โมน มารับประทานเองจะมีปัญหาไหมค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอ : ขอฝากคุณประยงค์ไปอธิบายให้เพื่อนฟังด้วยนะคะว่ายานั้นย่อม มีทั้งประโยชน์และโทษ การใช้ยาทุกอย่างแพทย์ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ก่อนใช้แพทย์ต้องซักประวัติ เช่น ญาติพี่น้องเคยมีก้อนที่เต้านม และเป็นมะเร็งที่เต้านมหรือไม่ แพทย์จะตรวจร่างกายรวมทั้งพิจารณา ถึงความจำเป็นในการใช้ยาทุกครั้ง ในกรณีของคุณประยงค์จะเป็นตัว อย่างสำหรับสตรีที่ไม่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนได้ดีทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประยงค์ : ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ ขอขอบพระคุณที่คุณหมอทำให้ดิฉันหายกังวลใจ&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: #cc0000;"&gt;วิธีทำโยเกิตสด มะนาวผลปานกลาง 1 ลูก นมสดหรือนมพร่องมันเนย 1 กล่อง ส้ม 1 ลูก วิธีทำบีบมะนาวที่ฝานแล้วลงในแก้ว ค่อย ๆ เทนมลงผสมในน้ำมะนาว โดยใช้ช้อนคน คลอดเวลา นมจะถูกย่อยน้ำมะนาวทำให้น้ำนมข้นเหมือนโยเกิต ถ้าต้องการรสส้มให้ เติมน้ำส้มคั้นลงไปเล็กน้อย ชิมรสตามชอบ จะได้เครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของนมและ วิตามินซีสด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8538709735218369602-7128791752729164944?l=healthbooth.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthbooth.blogspot.com/feeds/7128791752729164944/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_5013.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/7128791752729164944'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8538709735218369602/posts/default/7128791752729164944'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthbooth.blogspot.com/2011/01/blog-post_5013.html' title='กลัวกระดูกผุ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8538709735218369602.post-900793634538894926</id><published>2011-01-12T07:28:00.000-08:00</published><updated>2011-01-12T07:28:45.874-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศหญิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพเพศชาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพทั่วไป'/><title type='text'>โรคในออฟฟิศ</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.phuket.psu.ac.th/web52/Picture_news/420.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://www.phuket.psu.ac.th/web52/Picture_news/420.jpg" width="308" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;รศ.นพ.ศุภชัย &amp;nbsp;รัตนมณีฉัตร&lt;br /&gt;ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม&lt;br /&gt;Faculty of Medicine Siriraj Hospital&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปัจจุบันมักจะพบเห็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานในออฟฟิศ หรือสำนักงานได้โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการหรือเอกชน และตามบริษัทห้างร้านต่างก็มีให้เห็นอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์มากมายเหลือคณานับ อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp; การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ โดยมิได้พักผ่อนเท่าที่ควร พฤติกรรมดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายขึ้นได้ โรคที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ได้แก่&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. กลุ่มอาการทางตาจากคอมพิวเตอร์ (Computer Vision Syndrome: CVS)&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับสายตาและการมองเห็น&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุ &amp;nbsp;เกิดจากการใช้สายตามองจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้มีผลต่อดวงตา รวมถึงรังสีที่แผ่ออกมาที่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกด้วย&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการ &amp;nbsp;อาจจะรู้สึกแสบตา ไม่สบายตา เกิดอาการระคายเคืองตา เจ็
