วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การดูแลผิวหน้าให้สวยใส


          “คุณหมอคะ หนูอยากหน้าใส หนูจะต้องใช้อะไรกับหน้าบ้างคะ แต่ละวันควรต้องทาอะไรบ้าง”

            นี่คือคำถามที่หมอผิวหนังมักจะถูกถามจากคนไข้เป็นประจำ จริงๆ แล้วการดูแลผิวหน้าที่ถูกวิธีทำได้ไม่ยากโดย  ขั้นตอนการดูแลผิวพื้นฐานที่สำคัญและควรปฏิบัติในแต่ละวันเป็นประจำประกอบด้วยเพียง 3 ขั้นตอน ได้แก่  การทำความสะอาดผิวหน้า  การทายากันแดด  และการทาสารให้ความชุ่มชื้นค่ะ  ในวันนี้หมอจึงขอรวบรวมคำถามที่หมอมักถูกถามเกี่ยวกับการทำความสะอาดผิวหน้ารวมทั้งคำแนะนำต่างๆมาฝากกันค่ะ

การทำความสะอาดผิวหน้า
 “หนูจะใช้อะไรล้างหน้าดีคะ หรือใช้น้ำเปล่าล้างหน้าจะดีที่สุด?”  
      การทำความสะอาดผิวหน้ามีความสำคัญมากเนื่องจากในแต่ละวันจะมีสิ่งสกปรกมาก
มายที่ติดค้างอยู่ที่ใบหน้าของเรา  ตั้งแต่สิ่งที่ผลิตมาจากร่างกายของเราเอง  ได้แก่  เหงื่อ  ไขมันที่ถูกผลิตจากต่อมไขมันที่ผิวหนัง (sebum) ขี้ไคลซึ่งก็คือเซลล์ผิวชั้นบนที่สิ้นอายุขัยหลุดลอกออกมา ไปจนถึงบรรดาครีมเครื่องสำอางต่างๆที่เราทาและสิ่งสกปรกจากมลภาวะภายนอกอีกด้วย  จากธรรมชาติของน้ำมันซึ่งจะไม่ละลายในน้ำ  การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าจะสามารถล้างเพียงเหงื่อและฝุ่นผงต่างๆที่ละลายน้ำเท่านั้น  แต่ไม่สามารถชำระล้างsebumและน้ำมันที่เป็นส่วนประกอบของครีมเครื่องสำอางต่างๆออกไปได้หมด  ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการอุดตันรูขุมขนทำให้เกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบตามมาได้ค่ะ
 
“แล้วหนูจะเลือกใช้อะไรดีคะ  สบู่ก้อนหรือสบู่เหลว?”

      หลักการโดยทั่วไป  ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาเพื่อใช้กับผิวหน้าโดยเฉพาะ  เนื่องจากจะใช้ส่วนผสมของสารชะล้าง (surfactant) ที่อ่อนโยนและคุณภาพดีกว่า (นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลิตภัณฑ์สำหรับล้างหน้ามีราคาแพงกว่าสบู่สำหรับผิวกายทั่วๆไป)  ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของโฟมและเจลล้างหน้ามากกว่าสบู่แบบก้อน  นอกจากนี้สบู่ก้อนส่วนใหญ่จะมีค่า pH เป็นด่างสูงกว่าค่าpHปกติที่ผิวหนังของเราซึ่งจะมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ  เมื่อล้างด้วยสบู่ที่เป็นด่างจะทำให้ผิวหนังเสียความชุ่มชื้นมากจนเกินไปเกิดการผิวแห้งเป็นขุยได้

“หนูเป็นคนผิวแห้งมากค่ะ บางครั้งหลังล้างหน้าจะรู้สึกว่าหน้าแห้งตึงมากและแสบหน้าด้วย  โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวจะลอกเป็นขุยๆ”
      สำหรับคนที่ผิวแห้งนั้นผิวหน้ามักมีการผลิต sebum ได้น้อย ข้อดีคือ ผิวจะดูละเอียด  มองไม่ค่อยเห็นรูขุมขน  แต่ข้อเสียคือ  เนื่องจาก sebum ทำหน้าที่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวหนัง (moisturizer)  ดังนั้นเมื่อปริมาณ sebumต่ำ จึงทำให้ผิวสูญเสียน้ำไปได้ง่าย  ในระยะยาวจะเสียความยืดหยุ่นและเกิดเป็นริ้วรอยได้เร็วกว่าคนที่หน้ามัน ดังนั้นการใช้สบู่ล้างหน้าที่ชะล้างความมันได้ดีจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้น  คนผิวแห้งไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคนหน้ามันหรือคนเป็นสิวเนื่องจากจะผสมสารชะล้างปริมาณมากกว่าและมักผสมกรด hydroxy acid (เช่น  lactic acid, glycolic acid, salicylic acid) ซึ่งมีคุณสมบัติในการกำจัดไขมันส่วนเกินในรูขุมขนและบนผิวหนัง  ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ในคนที่ผิวแห้งอยู่แล้ว  กรณีที่ผิวแห้งมากๆในตอนเช้าอาจล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าก็เพียงพอค่ะ (เนื่องจากไม่มีเครื่องสำอางที่จะต้องล้างออก) นอกจากนี้ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องล้างหน้า  หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนล้างหน้าเนื่องจากจะทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น

“หนูเป็นคนหน้ามันค่ะ  ต้องคอยซับมันตลอดๆ  แถมเป็นสิวเต็มหน้าเลย  หนูล้างหน้าบ่อยๆจะช่วยให้หน้าแห้งและสิวน้อยลงได้ไหมคะ”
      คนผิวมันนั้นผิวจะมีการสร้างผลิตsebumออกมาปริมาณมากและมักเกิดเป็นสิวได้ง่าย  ลักษณะผิวหน้าจะค่อนข้างหยาบ  รูขุมขนใหญ่เห็นได้ชัดเจน  แต่คนผิวมันก็มีข้อดีนะคะ  คืออย่างที่กล่าวไปแล้วว่าsebumทำหน้าที่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติดังนั้นในคนกลุ่มนี้จะมีความชุ่มชื้นของผิวดีและเมื่ออายุมากขึ้นจะเกิดริ้วรอยช้ากว่าคนผิวแห้งค่ะ  สำหรับการล้างหน้านั้นมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า  ในคนที่เป็นสิวการล้างหน้าวันละ 2 ครั้งในเวลาเช้าและเย็นให้ผลการรักษาสิวดีที่สุด  โดยการล้างหน้า (โดยใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า) เกินวันละ 2 ครั้ง  อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวและทำให้สิวยิ่งอักเสบรุนแรงมากขึ้นค่ะ  แต่ถ้าหน้ามันมากๆ  เหนอะหนะจนทำให้รำคาญอยากล้างหน้าในระหว่างวันแนะนำให้ล้างด้วยน้ำเปล่าค่ะ  และหากหลังการล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแล้วยังรู้สึกว่าความมันยังไม่หมดไปอาจใช้โทนเนอร์ (toner)  ซึ่งจะช่วยกำจัดความมันที่เหลือได้

“หน้าหนูมันบริเวณหน้าผาก จมูก คางและมีสิวขึ้นประปรายค่ะ  แต่พอใช้สบู่สำหรับผิวมันแล้วผิวที่แก้มกลับแห้งแสบคันไปด้วย  หนูจะทำอย่างไรดีคะ”
      ลักษณะผิวอย่างนี้น่าจะเป็นผิวผสมค่ะ  คือ  มีการผลิตไขมันมากบริเวณ ทีโซน (T-zone) คือ หน้าผาก จมูก และคาง  ส่วนบริเวณยูโซน (U-zone) คือ แก้ม กลับมีลักษณะผิวแห้ง  กรณีเช่นนี้แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสำหรับผิวมันและผิวแห้ง  โดยแยกใช้ตามบริเวณลักษณะผิวต่างกันค่ะ

“วันที่หนูแต่งหน้า จำเป็นต้องใช้อะไรเป็นพิเศษก่อนล้างหน้าไหมคะ”
      ในเครื่องสำอางประเภทครีมรองพื้น แป้งพัฟนั้นจำเป็นจะต้องมีน้ำมันผสมอยู่เพื่อให้เม็ดสีของเครื่องสำอางสามารถติดอยู่กับผิวหน้าของเราได้ดี  ดังนั้นหากใช้เครื่องสำอางโดยเฉพาะชนิดที่กันน้ำ  สารชะล้างในผลิตภัณฑ์อาจไม่สามารถชำระน้ำมันเหล่านี้ออกได้หมด  จึงควรจะต้องใช้น้ำมันหรือโลชั่นเช็ดเครื่องสำอางออกก่อนที่จะล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตามปกติค่ะ

      เป็นอย่างไรบ้างคะ  พอจะได้เลือกได้หรือยังว่าสภาพผิวของเรานั้นเหมาะกับการทำความสะอาดอย่างไรบ้าง  และในโอกาสต่อไปหมอจะมาเล่าเรื่องเคล็ดลับในการการทายากันแดด  และการทาสารให้ความชุ่มชื้นค่ะ อย่าลืมติดตามกันนะคะ

อ.พญ.สุเพ็ญญา  วโรทัย
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

หวัดเรื้อรัง...จากเชื้อแบคทีเรีย


โรคหวัดส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัส  ติดต่อกันผ่านทางลมหายใจ และสารคัดหลั่ง  เช่น  น้ำมูก  น้ำลาย   แต่สำหรับโรคหวัดเรื้อรัง มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อทั้งสองชนิดนี้จะแสดงอาการที่ต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น   

           โดยทั่วไป “ไข้หวัด” เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งสามารถหายเองได้ แต่ถ้ามีอาการนานกว่า 5 - 10 วัน อาจเป็นหวัดเรื้อรัง เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัสได้  ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีน้ำมูกข้นสีเขียวปนเหลือง มีอาการคัดจมูกและปวดตึงใบหน้า ความสามารถในการรับกลิ่นลดลง  อาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคออักเสบ และเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ

           การรักษาในเบื้องต้น ผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบ ซึ่งต้องได้รับในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม  หากผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบตามกำหนดจะส่งผลเสียต่อร่างกาย  เพราะนอกจากอาการจะไม่ดีขึ้นแล้ว การใช้ยาปฏิชีวนะที่มากเกินไปก็มีผลทำให้เชื้อดื้อยา  ดังนั้นการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง  ส่วนใหญ่อาการของหวัดเรื้อรังที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะหายดี

          แต่ถ้าการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัส ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการเจาะล้างไซนัสหรือการผ่าตัดด้วย  ซึ่งการผ่าตัดไซนัสในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ใช้การส่องกล้องผ่านโพรงจมูกโดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดจากภายนอก ช่วยลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด และผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้น

        ว่าแต่ถ้าไม่อยากเป็นหวัดเริ้อรัง วิธีง่ายๆ ต้องออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานป้องกันแต่เนิ่นๆ ได้ครับ

อ.นพ.เจตน์ ลำยองเสถียร
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เป็นหวัด หรือ ภูมิแพ้กันเอ่ย


บางครั้งโรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) กับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) อาจมีอาการคล้ายกัน

โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) ทำให้ผู้ป่วยมีไข้  อ่อนเพลีย  ปวดหรือมึนศีรษะ  คัดจมูก น้ำมูกไหล (ใส หรือขุ่น)   สาเหตุที่พบได้บ่อยที่ทำให้ภูมิต้านทานน้อยลง และมีการติดเชื้อไวรัสตามมาได้แก่ เครียด  นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนหรือสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ เช่น ขณะนอนเปิดแอร์ หรือพัดลมเป่าจ่อ   ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หรือไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ   การดื่มหรืออาบน้ำเย็น ตากฝน หรือสัมผัสกับอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น จากร้อนเป็นเย็น เย็นเป็นร้อน หรือมีคนรอบข้างที่ไม่สบายคอยแพร่เชื้อให้เราทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคได้แก่ rhinovirus, influenza, parainfluenza, adenovirus  ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน โดยไม่ต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ  ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง และเหมาะสม

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการจาม  คันจมูก  น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ  คัดจมูก  คันเพดานปากหรือคอ นานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป

อาการดังกล่าว มักจะมีอาการ เป็นๆ (มีเหตุมากระตุ้น) หายๆ  (ไม่มีเหตุมากระตุ้น)  เมื่อผู้ป่วยมีอาการ ต้องมีเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการนำมาก่อน เช่น
- ความเครียด, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, อารมณ์เศร้า, วิตก, กังวล, เสียใจ
- ของฉุน, ฝุ่น,  ควัน,  อากาศที่เปลี่ยนแปลง

และอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเองหลังหมดเหตุดังกล่าว หรือดีขึ้นหลังได้รับประทานยาแก้แพ้    ผู้ป่วยอาจมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ [เช่น โรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้, โรคหืด, โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรคอะโทปี (atopic diseases or atopy)] ในสมัยเด็ก หรือในปัจจุบัน เนื่องจากโรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย  นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆดังกล่าว เนื่องจากโรคภูมิแพ้ดังกล่าวมีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้

ตารางข้างล่างอาจพอช่วยแยก 2 โรคนี้ออกจากกันได้
โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold)
โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis)
น้ำมูกข้น (อาจจะใสก็ได้)
ตัวร้อน มีไข้ได้
ติดต่อได้
เจ็บคอ หรือ แสบคอ
เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
สัมผัสเชื้อโรคแล้วต้องใช้เวลาฟักตัวนานกว่าจะเกิดอาการ
น้ำมูกใส
ไม่ตัวร้อน  ไม่มีไข้
ไม่ติดต่อ (อาจติดต่อทางกรรมพันธุ์)
คันคอ
เป็น ๆ หาย ๆ
สัมผัสสารก่อภูมิแพ้แล้วจะเกิดอาการในไม่ช้า

รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

มีเพศสัมพันธ์โดยฝ่าไฟแดง..อันตราย!!



ฝ่าไฟแดง” เป็นคำที่สามารถใช้หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการมีประจำเดือน   สตรีวัยรุ่นร้อยละ 2.4-4 และสตรีวัยผู้ใหญ่ร้อยละ 25-30  ตอบในแบบสอบถามว่าตนมีความสัมพันธ์ทางเพศขณะมีประจำเดือน  โดยพบว่ากลุ่มวัยผู้ใหญ่มักเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาดี รายได้ดี และไม่รังเกียจความสกปรกของเลือด  บางคนเชื่อว่า เลือดช่วยเป็นสารหล่อลื่นในการมีเพศสัมพันธ์และการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้ถือเป็นการคุมกำเนิดไปในตัว  ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่คิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งต้องห้าม  น่ารังเกียจ
            จากการศึกษาพบว่า  พฤติกรรมนี้สัมพันธ์กับการถ่ายทอดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม พยาธิในช่องคลอด หูดหงอนไก่ เป็นต้น อย่างชัดเจนประมาณ 3เท่า  เนื่องมาจาก 2 สาเหตุ  ได้แก่

            เหตุผลแรกคือ ระหว่างการมีประจำเดือน ปากมดลูกจะเปิดออกเพื่อให้เลือดประเดือน และเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา  การเปิดของปากมดลูกนี้ทำให้เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นในช่องคลอดเองและจากการมีเพศสัมพันธ์สามารถเดินทางขึ้นไปในโพรงมดลูกได้ง่ายขึ้น  นอกจากนี้ธาตุเหล็กที่อยู่ในเลือดประจำเดือนจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อหนองในได้ดีเป็นพิเศษ  และการที่เยื่อบุโพรงมดลูกลอกหลุดเชื้อก็จะสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้มากขึ้น  เกิดการติดเชื้อลุกลามได้
 
            เหตุผลที่สองคือ ภูมิต้านทานในร่างกายต่อเชื้อแบคทีเรีย รา และไวรัส จะทำงานแย่ลงตั้งแต่ด่านแรกของร่างกายไปจนถึงการตอบสนองขั้นต่อๆ ไป   โดยทั่วไปร่างกายจะมีกลไกป้องกันตนเองหลายชั้น  ชั้นแรกจะเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ  เกิดขึ้นทันที  จากนั้นจะมีการส่งต่อข้อมูลคล้ายกับการวิ่งผลัดไปจนถึงศูนย์บัญชาการแล้วศูนย์นั้นจะส่งสารออกมาทำลายเชื้อโรคอย่างมากและจำเพาะ  ดังนั้นการมีการติดเชื้อในช่วงนี้สามารถทำให้เกิดอาการอักเสบภายหลังหมดประจำเดือนไปแล้วได้ถึง 1-2สัปดาห์

            สำหรับการติดเชื้อบางอย่างที่ข้อมูลยังไม่ชัดเจน  อาทิ การติดเชื้อเอชไอวี  ซึ่งโดยปกติ การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน  ฝ่ายหญิงมีโอกาสติดจากฝ่ายชาย 10 ใน 10000  ในขณะที่ฝ่ายชายมีโอกาสติดจากฝ่ายหญิง 5 ใน 10000  เมื่อมีเลือดและสารคัดหลั่งออกมาอย่างมากอัตราการติดเชื้อน่าจะเพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่ายอย่างมหาศาล  แต่ข้อมูลในปัจจุบันก็ยังขัดแย้งกันอยู่

            เชื้อเริมถือว่าเป็นเชื้อที่มีการถ่ายทอดได้ง่ายอยู่แล้ว  ทั้งขณะมีและไม่มีรอยโรค  ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีประจำเดือนจึงไม่ได้เพิ่มการถ่ายทอดเชื้ออย่างชัดเจน  อย่างไรก็ตาม โรคเริมมักกลับเป็นซ้ำมากช่วงมีประจำเดือนเพราะภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอลง  ความแสบร้อนจนรำคาญจากรอยโรคจะช่วยให้ผู้ป่วยงดความสัมพันธ์ทางเพศ (ชั่วคราว) โดยอัตโนมัติ

            จะเห็นได้ว่าการมีพฤติกรรมดังกล่าวเป็นความเสี่ยงต่อสุขอนามัยสตรีไม่มากก็น้อย  ดังนั้น  จึงควรหลีกเลี่ยงโดยการพูดคุยกับคู่สมรสของตนให้เข้าใจตรงกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา  สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มนิยมการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการมีประจำเดือน  มีข้อควรคำนึงคือ  คุณและคู่นอนของคุณจะต้องไม่เป็นผู้มีความสำส่อนทางเพศ  และควรเฝ้าสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกายให้ดีเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

            หากท่านมีข้อสงสัยใดหรือต้องการรับคำปรึกษาเพิ่มเติม  กรุณาติดต่อได้ที่ หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี (คลินิก 309) โทรศัพท์ 02-412-9689 หรือ 02-419-7377  เวลา  07.00-15.30น.

อ.พญ.เจนจิต  ฉายะจินดา
หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา  Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เลือกเสื้อชั้นในให้มีสไตล์ ปลอดภัยไร้กังวล


            พูดถึงเสื้อชั้นใน หรือ Brassiere แล้ว ท่านสุภาพสตรีทุกท่านคงรู้จักกันดี ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่จะใส่โชว์เหมือนเครื่องแต่งกายอื่นๆ แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สาวน้อยสาวใหญ่ทุกท่านให้ความเอาใจใส่กันอย่างยิ่ง การเลือกและใส่เสื้อชั้นในนั้น ก็ดูเป็นรสนิยมอย่างหนึ่ง ลองมาทำความรู้จักกับเสื้อชั้นในกันสักเล็กน้อยดีไหมครับ

            เสื้อชั้นในนั้นได้มีการใช้กันตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ประมาณ 6 พันกว่าปีก่อนเพื่อใส่ในการออกกำลังกาย หรือ ทำให้เต้านมของสตรีดูเล็กลงคล้ายบุรุษ แต่ที่เสื้อชั้นในมีลักษณะคล้ายกับที่ใส่ในปัจจุบัน ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีก่อน โดยช่างตัดเสื้อชาวฝรั่งเศส ซึ่งผลิตเสื้อชั้นในเป็น 2 ส่วน และต่อมา Mary Phelps Jacob ได้นำมาจดลิขสิทธิ์ และผลิตจนเป็นที่แพร่หลายในอเมริกา เสื้อชั้นในได้มีการพัฒนาทั้งรูปแบบ รูปทรง และวัสดุ มาเรื่อยๆ ตามสมัยนิยมจนเป็นลักษณะที่เห็นกันในปัจจุบัน

            ประโยชน์ของการใส่เสื้อชั้นในสตรีนั้น มีทั้งในด้านการแพทย์และทางสังคม ในทางการแพทย์นั้น เสื้อชั้นในจะสามารถช่วยพยุงเต้านมที่คล้อยตัวหรือหย่อนให้กระชับและลดการแกว่งตัวระหว่างการเคลื่อนไหว ทำให้ลดความไม่สบายตัวหรือ อาการเจ็บที่เกิดจากการเคลื่อนไหวมากเกินไปของเต้านม ส่วนจะช่วยป้องกันการคล้อยตัวหรือการหย่อนยานของเต้านมนั้นยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในทางสังคมนั้น เสื้อชั้นในช่วยทำให้เต้านมของสตรีดูสวยงาม ดูดี และ เป็นแรงดึงดูดความสนใจมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เจ้าของมีความมั่นใจมากขึ้น ดังนั้น เสื้อชั้นในจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายที่ได้รับการเอาใจใส่ และมีการพัฒนาเป็นเสื้อชั้นในชนิดต่างๆให้เหมาะสมกับกิจกรรม และ โอกาส เช่น เสื้อชั้นในสำหรับใส่เล่นกีฬา สำหรับงานราตรี สำหรับใส่นอน สำหรับวัยรุ่น สำหรับคนตั้งครรภ์ ฯลฯ

            การเลือกเสื้อชั้นในให้เหมาะสมนั้น มีปัจจัยที่ควรคำนึงถึง นอกจากเรื่องขนาด cup size และ เนื้อผ้าแล้ว ยังต้องดูรูปทรงของเสื้อชั้นใน เพราะในแต่ละแบบนั้น ได้รับการออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งแบบเต็มตัว ไร้สาย เสริมทรงและดันทรง ฯลฯ หลักทั่วไป คือ ใส่แล้วต้องไม่คับหรือรัดจนแน่นเกิน แนวเสื้อชั้นในรอบตัวควรอยู่ในแนวราบเสมอกันไม่ถูกรั้งให้สูงขึ้น เนื้อเต้านมต้องไม่ถูกกดทับ หรือล้นออกทางด้านล่างและ ด้านข้าง ส่วนทางด้านบนของเสื้อชั้นในควรจะราบไปกับเนื้อเต้านมเมื่อสวมใส่  นอกจากนี้ ขนาดของเต้านมยังมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุ น้ำหนักตัว และ รอบประจำเดือน ดังนั้น อาจต้องมีเปลี่ยนเสื้อชั้นในให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปครับ

รศ.นพ.อดุลย์  รัตนวิจิตราศิลป์
ภาควิชาศัลยศาสตร์ Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล