วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

ปานแต่กำเนิดที่พบบ่อยในเด็ก


อ.พญ.รัตนาวลัย  จันทร
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

           เด็ก ทารกพบปานแต่กำเนิดได้บ่อย บางชนิดจะสามารถหายไปได้เอง โดยไม่ต้องได้รับการรักษาใดๆ บางชนิดมีอาการคงอยู่ตลอดชีวิต และบางชนิดสามารถพบร่วมกับความผิดปกติอื่นๆของร่างกาย ซึ่งอาจต้องได้รับการตรวจค้นเพิ่มเติมและการรักษาที่เหมาะสม ปานแต่กำเนิดที่พบบ่อย ได้แก่

ปานมองโกเลียน (Mongolian)
            เป็น ปานแต่กำเนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ปานชนิดนี้มีลักษณะเป็นผื่นราบสีเขียว ฟ้าเทา หรือ ฟ้าเข้ม พบได้บ่อยบริเวณก้นและสะโพก แต่อาจพบที่บริเวณอื่นใดของร่างกายก็ได้ เช่น แขน ขา หลัง ไหล่ หนังศีรษะ เป็นต้น ปานชนิดนี้จะค่อยๆจางหายไปเมื่อเข้าสู่วัยเด็ก

ปานสีกาแฟใส่นม (Café au lait)
            เป็นปานแต่กำเนิดที่พบได้บ่อยเช่นกัน มีลักษณะเป็น ผื่นราบสีน้ำตาลอ่อน  มัก มีรูปร่างกลมหรือรี ขอบเขตค่อนข้างชัดเจน มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันได้มาก รอยโรคอาจปรากฏตั้งแต่แรกเกิดหรือภายในอายุ 2-3 เดือน ขนาดของรอยโรคจะขยายขนาดขึ้นตามการเจริญเติบโตของเด็ก และจะคงอยู่ตลอดชีวิต เด็กที่มีปานชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะไม่พบมีความผิดปกติอื่นๆของร่างกายร่วมด้วย แต่หากพบปานชนิดนี้ปริมาณมากหรือมีขนาดใหญ่ อาจพบได้ในโรคพันธุกรรมบางชนิด ดังนั้นหากพบปานขนาดใหญ่หรือมีหลายอัน ควรพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย

ปานดำแต่กำเนิด
          เป็น ปานที่เกิดจากการมีการแบ่งตัวเพิ่มของเซลล์ที่สร้างเม็ดสีของผิวหนัง มีลักษณะเป็นผื่นราบหรือนูน สีของปานมีได้ตั้งแต่ ดำ น้ำตาลและฟ้า ปานชนิดนี้มักพบได้ตั้งแต่แรกเกิดหรือภายในอายุ 2-3 เดือน พบว่าเมื่อผู้ป่วยโตขึ้น ผิวของปานอาจขรุขระมากขึ้น บางครั้งอาจพบขนงอกยาวหรือดกบริเวณที่มีปาน หากมีปานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 7 ซม.ในเด็กทารกมักมีผลต่อรูปลักษณ์ของผู้ป่วย รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้นหากพบปานขนาดใหญ่ ควรพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจติดตามและรับการรักษาที่เหมาะสม

ปานแดงชนิด Port wine stains
            เป็น ปานแดงที่มักปรากฏอาการตั้งแต่แรกเกิด และจะคงอยู่ตลอดชีวิตไม่จางหายไป รอยโรคจะขยายขนาดโตตามตัวของผู้ป่วย ส่วนใหญ่มักอยู่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ปานจะมีสีเข้มขึ้น รวมทั้งอาจนูนหนาและขรุขระเพิ่มขึ้น ตามอายุที่มากขึ้น หากพบปานชนิดนี้บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะรอบดวงตา อาจพบร่วมกับความผิดปกติของดวงตาและสมองได้ จึงควรพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป ปานแดงชนิดนี้สามารถรักษาโดยใช้ เลเซอร์ได้ ซึ่งการตอบสนองต่อการรักษาขึ้นกับตำแหน่งและขนาดของรอยโรค

เนื้องอกหลอดเลือดในเด็ก
            เป็นเนื้องอกชนิดที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก พบได้ประมาณร้อยละ 5 ในทารกแรกเกิด และร้อยละ 5-10 ในเด็กอายุ 1 ปี ส่วนใหญ่พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย    บาง รายอาจพบมีจุดหรือปื้นสีแดงนำมาก่อน ลักษณะของปานที่พบบ่อย จะเป็นก้อนนูนสีแดงสด ผิวขรุขระ ซึ่งก้อนเนื้องอกชนิดนี้จะมีขนาดโตมากขึ้นภายใน 6-9 เดือนแรกของชีวิต หลังจากนั้นก้อนจะค่อยๆยุบลงได้เอง ภายหลังอายุ 1 ปี ภายหลังก้อนยุบ อาจหลงเหลือความผิดปกติของผิวหนังได้  การ รักษาขึ้นกับหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาจำเพาะ เพียงแค่เฝ้าติดตามและให้คำแนะนำ แต่หากรอยโรคอยู่บริเวณใบหน้า หรือเป็นรอยโรคที่อาจก่อปัญหา หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น รอบดวงตา ใบหู หรือมีรอยโรคมากกว่า 5 อัน ควรพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจติดตามและรับการรักษาที่เหมาะสม

แผลเริมที่อวัยวะเพศ


อาจารย์แพทย์หญิงเจนจิต  ฉายะจินดา
หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สาเหตุ 
เชื้อที่ทำให้เกิดโรคคือ เชื้อเริมอวัยวะเพศ (Herpes simplex virus type 2) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักติดจากการร่วมเพศกับผู้ที่มีแผลเริม เป็นโรคที่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้เนื่องจากภายหลังการติดเชื้อ เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาทได้อย่างถาวรและถูกกระตุ้นให้ เกิดโรคซ้ำในบริเวณเดิมได้เป็นครั้งคราว

ระยะฟักตัว  อยู่ระหว่าง 2-14 วัน
อาการผู้ป่วยมักจะมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามร่างกายร่วมกับมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสเล็กๆ ตุ่มน้ำนี้จะแตกภายใน 24-48 ชั่วโมงกลายเป็นแผลตื้นๆคล้ายแผลร้อนในภายในปาก ทำให้อวัยวะเพศบริเวณดังกล่าวบวมแดงแสบร้อนเจ็บปวดมาก ผู้ป่วยที่มีรอยโรคครั้งแรกมักมีรอยโรคจำนวนมากและแผลหายช้า มีอาการอักเสบและแสบบริเวณปากช่องคลอด และท่อปัสสาวะอย่างรุนแรง  ทำให้มีปัสสาวะแสบร่วมด้วยได้  แผล จะตกสะเก็ดแห้งหายไปภายใน 3 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยบางรายถ้าไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม แผลเล็กๆจะขยายรวมเป็นแผลกว้างร่วมกับมีอาการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรก ซ้อนกลายเป็นแผลก้นลึกขนาดใหญ่  ทำให้การรักษาลำบาก
           ในกรณีที่กลับเป็นซ้ำมักสัมพันธ์กับปัจจัยหลายอย่างดังต่อไปนี้ เช่น ขณะที่มีประจำเดือน ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย  เป็นต้น แผลมักจะเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ 2-3 ตุ่มในบริเวณเดิม และมักจะหายเองภายใน 1สัปดาห์
           ใน สตรีตั้งครรภ์ที่มีรอยโรคขณะเจ็บครรภ์คลอดถือเป็นข้อบ่งชี้ให้แพทย์ทำการผ่า ตัดคลอดทางหน้าท้องเนื่องจากโรคนี้สามารถติดต่อถึงทารกระหว่างคลอดได้
การรักษา

            ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกต้องมาพบแพทย์เพื่อรักษาโดยจะได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเริมเช่น ยา acyclovir  เพราะสามารถทำให้อาการดีขึ้นเร็วและระยะเวลาแพร่กระจายเชื้อสั้นลง แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจให้นอนโรงพยาบาล เพื่อให้ acyclovir ฉีดเข้าทางเส้นเลือด อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้ให้การรักษาอาจพิจารณาให้ยาแก้ปวด ลดไข้และยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในผู้ป่วยบางราย และแนะนำการดูแลความสะอาดแผลหรือการนั่งแช่แผลด้วยน้ำอุ่น
            ใน รายที่มีอาการเกิดซ้ำมักมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 7 วัน หรือแพทย์อาจให้ยากินหรือทา ในรายที่มีอาการเกิดซ้ำมากกว่า 6 ครั้งต่อปี แพทย์ผู้ดูแลรักษามักจะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเริมระยะยาว (มากกว่า 1 ปี) เพื่อเป็นการควบคุมเชื้อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

คำแนะนำการปฏิบัติตัว
    1. รับประทานยาตามแผนการรักษา
    2. ดูแลแผลให้สะอาดอยู่เสมอ เช่น การแช่น้ำอุ่น
    3. ควรได้รับการตรวจเลือดและตรวจภายในเพื่อตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
    4. งดเพศสัมพันธ์ระหว่างที่มีแผล เนื่องจากมีการส่งเชื้อเริมให้ผู้ที่สัมผัสแผลและมีการติดเชื้ออื่นได้ง่าย
    5. หากพบว่ามีอาการที่รุนแรงขึ้น หรือการรักษาไม่ได้ผล ให้มาพบแพทย์ก่อนนัดที่หน่วยตรวจได้ในวัน ราชการ เวลา 9.00-12.00น.

ถ้ามีข้อสงสัย   สอบถามได้ที่
หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี (คลีนิก 309)  เวลา  07.00-15.30น.
โทร  02-412-9689 หรือ 02-419-7377

เชื้อราในช่องคลอด


อาจารย์แพทย์หญิงเจนจิต  ฉายะจินดา
หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เมื่อมีอาการคันหรือมีตกขาวปริมาณมาก  สตรีมักจะนึกถึงการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นสาเหตุแรกๆ  ทำให้ไปหาซื้อยามาใช้เอง  ใช้ครบบ้างไม่ครบบ้างจนเกิดเป็นปัญหาเรื้อรังขึ้นมา  อันที่จริงแล้วอาการคันและตกขาวเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งจากการติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือ ไวรัส  หรือแม้กระทั่งไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อเลย เช่น การตกขาวปกติร่วมกับความเป็นกรดของช่องคลอด  สิ่งแปลกปลอมที่ตกค้างในช่องคลอด เป็นต้น  ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อยามาใช้เอง  ควรได้รับการประเมินจากสูติ-นรีแพทย์ก่อน โดยเฉพาะในการเป็นครั้งแรก

ช่องทางของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงเป็นบริเวณที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีพของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียอื่นๆบางชนิด  การพบเชื้อดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสตรีรายนั้นเป็นโรค  พบมากถึงร้อยละ 41 ของสตรีจะมีเชื้อราในช่องคลอดโดยไม่มีอาการ ทั้งนี้ขึ้นกับ อายุ เศรษฐฐานะ  ภูมิภาคที่อยู่อาศัย   เชื้อราชนิดที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการช่องคลอดอักเสบจากเชื้อราส่วนใหญ่คือ เชื้อ Candida albicans  เพราะเป็นเชื้อที่สามารถยึดติดกับเซลล์เยื่อบุช่องคลอดได้ดี นอกจากนี้เชื้อ Candida ยังสามารถอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้โดยไม่ก่ออาการอีกด้วย   โดยสามารถตรวจพบเชื้อรานี้ในอุจจาระของประชากรร้อยละ 65

Candida albicans เป็นเชื้อรา ที่เมื่อย้อมสีแกรมจะติดสีน้ำเงิน   ปรากฏให้เห็นเป็นสองรูปแบบคือ ยีสต์และสายรายาว  สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบนพื้นผิวและในสารคัดหลั่งของร่างกาย  โดยเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเป็นรูปแบบยีสต์ที่มีการแตกหน่อ จำนวนมาก   ขณะที่เจริญแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อจะมีการเปลี่ยนรูปร่างเป็น เส้นใยที่มีและไม่มีผนังกั้น

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเชื้อราในช่องคลอด
การอักเสบในช่องคลอดจากเชื้อราพบได้น้อยในเด็กหญิงก่อนมีวัยประจำเดือน  และสตรีวัยหมดประจำเดือน  ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนคือ ปริมาณไกลโคเจนในสารน้ำในช่องคลอดและความชื้น  ดังนั้นภาวะนี้จึงพบได้มากในสตรีตั้งครรภ์และสตรีที่อยู่ในภูมิประเทศที่อาการร้อนและมีความชื้นสูง  ผู้ที่ได้รับยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน  นอกจากนี้ยังพบบ่อยในผู้ที่มีการทำหน้าที่ของ T-cell เสื่อมลง ได้แก่ โรคเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องรับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสภูมิต้านทานบกพร่อง ทำให้การกำจัดหรือการลดจำนวนของเชื้อราได้ช้าลง

อาการและอาการแสดงของภาวะเชื้อราในช่องคลอด
อาการแสดงที่เด่นชัดที่สุดคือ อาการคัน  ซึ่งมักจะคันค่อนข้างมาก  อาการมักจะดีขึ้นเมื่อมีประจำเดือนเชื่อว่าเกิดจากความเป็นด่างของเลือดประจำเดือน  โดยอาการคันจะครอบคลุมบริเวณฝีเย็บด้วย  หากคันเฉพาะบริเวณแคมใหญ่ควรคิดถึงการติดเชื้อราที่ผิวหนัง หรือ การติดปรสิตบางชนิด  หากคันทั้งที่ในช่องคลอดและฝีเย็บอาจเกิดจากเชื้อ T.vaginalis, Human papilloma virus  โดยควรได้รับการตรวจแยกโรคที่สถานพยาบาล  อาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์หรือแสบเมื่อปัสสาวะโดนบริเวณอักเสบก็สามารถพบได้บ่อย  สำหรับอาการตกขาวจะไม่ชัดเจนในบางรายโดยหากมีตกขาวผู้ป่วยมักจะมีอาการคันนำมาก่อน

การวินิจฉัยภาวะเชื้อราในช่องคลอด

การวินิจฉัยจะทำเมื่อผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงของช่องคลอดอักเสบร่วมกับผลการตรวจข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
            1) ตรวจตกขาว Wet smear (saline, 10% KOH) หรือ Gram stain พบ yeast, hyphae, หรือ pseudohyphae
            2) เพาะเชื้อหรือการตรวจอื่นแล้วพบยีสต์ชนิดใดชนิดหนึ่ง

            โดยการตรวจเหล่านี้จำเป็นต้องทำโดยบุคลากรที่มีความชำนาญ  สำหรับการเป็นครั้งหลังๆ  ผู้ป่วยอาจลองซื้อยามาใช้เองได้  แต่จะต้องใช้อย่างถูกวิธีและครบตามจำนวน

การรักษาภาวะเชื้อราในช่องคลอด

1) ยาเฉพาะที่ ได้แก่ ยาทา หรือ ยาเหน็บ ยากลุ่มนี้ทั้งครีมและยาเหน็บเป็น Oil-based ควรระวังเมื่อใช้ร่วมกับ Latex condom   ยาทาเฉพาะที่อาจทำให้มีการระคายเคืองหรือแสบร้อนได้แต่จะไม่ทำให้แพ้ทั้งร่างกาย

2) ยารับประทาน อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง หรือปวดศีรษะได้  สำหรับยารับประทานกลุ่ม Azole พบมีรายงานทำให้เมีเอนไซม์ตับสูงขึ้น  ภาวะข้างเคียงจะพบมากขึ้นหากใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับยาบางชนิด เช่น  Astemizole, Calcium channel antagonists, Cisapride, Cyclosporine A, Oral hypoglycemic agents, Phenytoin, Protease inhibitors, Tacrolimus, Terfenadine, Theophylline, Trimetrexate, Rifampin, และ Warfain

สามีต้องรักษาด้วยหรือไม่

ภาวะนี้ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงยังไม่มีข้อสรุปให้รักษาในทุกราย  หากคู่นอนมีอาการก็ควรที่จะรักษาร่วมกันไปด้วย


กรณีที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

1) อาการไม่ดีขึ้นหรือ กลับเป็นซ้ำในสองเดือนหลังการรักษา

2) การมีอาการอย่างน้อย 4 ครั้งใน 1 ปี  พบได้ในน้อยกว่าร้อยละ 5 ของสตรีทั่วไป

3) อาการรุนแรง คือ อวัยวะเพศบวมแดงมาก มีผิวเป็นขุย จนถึงอาจมีรอยแตกของผิวหนัง  กลุ่มนี้มักจะตอบสนองต่อยาระยะสั้นทั้งรูป  รับประทานหรือทายาเฉพาะที่ระยะสั้นได้ไม่ดี

4) ตั้งครรภ์

5) ผู้ที่มีการทำหน้าที่ของ T-cell เสื่อมลง ได้แก่ โรคเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องรับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสภูมิต้านทานบกพร่อง

หากท่านมีภาวะใดภาวะหนึ่งข้างต้น  ไม่ควรนิ่งนอนใจ  ควรมารับการกตรวจวินิจฉัยและดูแลจากแพทย์

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

ภาวะสมองเสื่อม



ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงวรพรรณ  เสนาณรงค์
ภาควิชาอายุรศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
            ภาวะสมองเสื่อมเป็นที่เรื่องที่ทุกคนควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะในปัจจุบันคนไทยอายุยืนขึ้น ทำให้จำนวนผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมมีความชุกสูงขึ้นด้วย อาการหลงลืมถึงขั้นภาวะสมองเสื่อมนั้น เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมองใหญ่โดยรวม มีผลให้เกิดความบกพร่องในการประกอบกิจวัตรประจำวันเกิดการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกและพฤติกรรม อาการผิดปกตินี้ควรเกิดขึ้นอย่างน้อย 6 เดือน แพทย์จึงจะวินิจฉัยว่าเกิดภาวะสมองเสื่อม

อาการของภาวะสมองเสื่อม ประกอบด้วย
            ความจำบกพร่องหลง ๆ ลืม ๆ เรียกชื่อคนใกล้ชิดไม่ได้ จำเหตุการณ์ปัจจุบันหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ได้   ขาดสมาธิ  หงุดหงิดง่าย  พูดจาก้าวร้าวต่างไปจากเดิม หรือเฉยเมยไม่พูดจา ไม่ยอมทำอะไรเหมือนคนไร้วิญญาณ นั่งนิ่งเฉย ๆ หรือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย  มีปัญหาเรื่องการพูด การเขียน เช่น พูดหรือถามซ้ำ ๆ ซาก ๆ เรียกชื่อคนหรือสิ่งของเพี้ยนไป เช่น ข่าว แทน ข้าว  ชาม แทน ช้อน  บวกเลขคิดเลขไม่ได้ ทอนเงินไม่ถูก  หลงทาง เดินออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่ได้  การตัดสินใจเชื่องช้า ตัดสินใจไม่ได้หรือตัดสินใจผิดพลาด เพราะมีความเสื่อมของสมองส่วนหน้าซึ่งมีหน้าที่ควบคุมตนเองการวางแผน และการตัดสินใจ  ผู้ป่วยอาจมีบุคลิกเปลี่ยนไป  ลักษณะการเดินเปลี่ยนไปหรือเดินแล้วล้มง่ายขึ้น แขนขาอ่อนแรง ลืมว่าจะเดินก้าวเท้าอย่างไร
            อาการดังกล่าวข้างต้นจะต้องรุนแรงและมีผลกระทบต่อการประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย คือ ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง หรือต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ในการประกอบกิจกรรมบางอย่าง เช่น การรับประทานอาหาร  การลุกนั่ง เดิน ยืน  การอาบน้ำ  การถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะราด การแต่งตัว การจ่ายตลาด ทำกับข้าว  การขับรถ ขึ้นรถเมล์   ออกนอกบ้านไปหาเพื่อน ไปวัด  ทำงานบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาด อาการทั้งหมดที่กล่าวมา อาจเกิดค่อยเป็นค่อยไปหรือเกิดอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดขึ้นกับภาวะสมองเสื่อม  อาการอาจมีหลงลืม ความจำไม่ดี หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่จำเป็นต้องมีทุกอาการ คือต้องมีความจำไม่ดีร่วมกับอาการอื่น 3 อย่างขึ้นไปดังที่กล่าวมาข้างต้น และต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำกิจวัตรประจำวัน จึงจะวินิจฉัยได้ว่ามีภาวะสมองเสื่อม
            นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมคือ เป็นโรคหลอดเลือดสมอง เช่น เคยเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตมาก่อน  เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจหรือหัวใจเต้นผิดปกติ ผู้หญิงมีระดับฮอร์โมนเพศหญิงต่ำมานาน การสูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือสิ่งเสพติด รวมทั้งมีญาติใกล้ชิดมีภาวะสมองเสื่อม จะสังเกตได้ว่าปัจจัยเสี่ยงบางอย่างสามารถปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้
            เมื่อท่านใดมีอาการที่สงสัยว่าจะมีภาวะสมองเสื่อม ควรรีบนำไปพบแพทย์ เพราะภาวะสมองเสื่อมเกิดได้จากหลายสาเหตุ  เพราะมีภาวะสมองเสื่อมที่เกิดที่รักษาได้ หรือป้องกันได้ก็มี ที่สำคัญแพทย์จะต้องตรวจหาว่าอาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุใด รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ เช่น เกิดจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้อยู่ เกิดจากภาวะซึมเศร้า เกิดจากการเสพสุราเรื้อรัง เกิดจากโรคติดเชื้อในสมองหรือเกิดจากการเห็น การได้ยินบกพร่อง เป็นต้น การได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการในระยะแรก ๆ เป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมให้ได้ผลดีที่สุด และสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมต้องมีความเข้าใจในโรคและสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม เข้าใจการดำเนินโรค จึงจะทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปโดยราบรื่น และสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมต้องมีความเข้าใจในโรคและสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม เข้าใจการดำเนินโรค จึงจะทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปโดยราบรื่น

กินถูกหลักป้องกันพยาธิได้



รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงดาราวรรณ วนะชิวนาวิน
ภาควิชาปรสิตวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

          การกินอาหารบางอย่างหรือการดื่มน้ำที่ไม่สะอาดอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิได้ พยาธิบางชนิดอาศัยในเนื้อสัตว์ที่เรานำมาปรุงอาหาร พยาธิบางชนิดอาจปนเปื้อนมากับอาหารหรือน้ำดื่ม  การกินอาหารและดื่มน้ำที่สะอาดและถูกหลักอนามัยสามารถป้องกันการเกิดโรคจากพยาธิได้ค่ะ พยาธิชนิดต่างๆ ที่อาจก่อโรคในคนโดยการกินอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือกินอาหารและดื่มน้ำที่มีพยาธิปนเปื้อน มีดังนึ้ค่ะ

พยาธิใบไม้ตับ
          พยาธิใบไม้ตับ เป็นพยาธิชนิดหนึ่งที่พบมากในประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรคพยาธิใบไม้ตับมีสาเหตุจากการกินอาหารที่ทำจากปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด โดยไม่ได้ทำให้สุกเสียก่อน อาหารเหล่านั้น ได้แก่ ก้อยปลา ลาบปลา ส้มปลา ปลาร้าดิบ เป็นต้น
            ผู้ที่เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับจะมีอาการจุกแน่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง เบื่ออาหาร ผอมลง ต่อมาจะมีอาการเหลือง ตับโต พยาธิตัวเต็มวัยที่อาศัยที่ท่อน้ำดีในตับ ทำให้ท่อน้ำดีอักเสบ  เป็นมะเร็งของท่อน้ำดี และอาจเสียชีวิตได้

พยาธิตัวตืด
          โรคพยาธิตัวตืด ติดต่อโดยการกินเนื้อหมู วัว ควาย ที่มีเม็ดสาคู ซึ่งเป็นตัวอ่อนของพยาธิตัวตืด โดยไม่ปรุงอาหารให้สุกก่อนหรือปรุงสุกๆ ดิบๆ  เช่น ก้อย ลาบ ลู่ ยำ พล่า แหนม ทำให้เกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระบ่อย หรือน้ำหนักลดได้ นอกจากนี้การกินผักสดที่ล้างไม่สะอาดและมีไข่พยาธิตืดหมูปนเปื้อน ตัวอ่อนของพยาธิที่ฟักออกจากไข่จะเป็นซีสต์เข้าไปอยู่ตามกล้ามเนื้อ ผิวหนัง ตา และสมอง
            อันตรายที่เกิดจากพยาธิตัวตืดระยะตัวเต็มวัย ได้แก่ การขาดสารอาหารเนื่องจากพยาธิแย่งอาหาร เกิดลำไส้อุดตัน พยาธิไชทะลุลำไส้ทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ถ้ามีตัวอ่อนของพยาธิตัวตืดหมูอยู่ในกล้ามเนื้อ จะทำให้ปวดเมื่อย พยาธิตัวอ่อนที่เข้าไปในตาหรือสมอง ทำให้ตาบอด หรือเกิดอาการทางสมอง เช่น ปวดศีรษะ ชัก เป็นอัมพาต และเสียชีวิตได้
พยาธิไส้เดือน
          โรคพยาธิไส้เดือน เกิดจากการกินผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาดหรือกินอาหารที่มีไข่พยาธิปนเปื้อน เด็กที่ชอบเล่นกับพื้นดินและหยิบของที่ตกบนพื้นดินเข้าปาก หรือไม่ล้างมือก่อนกินหรือปรุงอาหาร   ทำให้ไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกายได้ ตัวอ่อนของพยาธิจะออกจากไข่ที่ลำไส้เล็กแล้วไชเข้าสู่กระแสเลือด  ผ่านตับ หัวใจ ปอด หลอดลม แล้วจะไปเจริญเป็นตัวเต็มวัยอาศัยในลำไส้เล็กและแย่งอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้องบ่อยๆ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลมพิษ ร่างกายซูบผอม พุงโร เด็กที่เป็นโรคนี้จะเจริญเติบโตช้า และเบื่อหน่ายการเรียน

พยาธิแส้ม้า
          คนที่เป็นโรคพยาธิแส้ม้า โดยการกินอาหารที่ไม่สะอาด มีแมลงวันตอม หรือรับประทานผักดิบหรือผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด เด็กที่หยิบของที่ตกบนพื้นดินเข้าปาก ทำให้ไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกายได้
            ผู้เป็นโรคพยาธิแส้ม้าจะมีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องเดิน อุจจาระเป็นมูกเลือด อันตรายที่เกิดจากพยาธิแส้ม้า ทำให้เกิดลำไส้อักเสบเป็นแผล อาจทำให้ไส้ติ่งอักเสบหรือทำให้ลำไส้ส่วนปลายโผล่ออกมาทางทวารหนัก

พยาธิหอยโข่ง
          โรคพยาธิหอยโข่งเกิดจากการกินอาหารที่ปรุงไม่สุกและมีตัวอ่อนของพยาธิ Angiostrongylus cantonensis ซึ่งเป็นพยาธิตัวกลมอาศัยในหอยโข่ง หอยขม หอยปัง หอยทากยักษ์อาฟริกัน ปู กุ้งน้ำจืด กบ และตะกวด
            แหล่งแพร่โรคที่สำคัญ คือ หนู พยาธิตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในปอดหนู และแพร่ตัวอ่อนออกมาในมูลหนู ตัวอ่อนของพยาธิจะไชเข้าไปอยู่ในหอย หรือหอยกินมูลหนูที่มีพยาธิระยะตัวอ่อน หลังจากการกินอาหารที่ปรุงไม่สุก ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน จะมีอาการปวดศีรษะอย่างเฉียบพลันบริเวณขมับ หน้าผากและท้ายทอย ปวดตลอดเวลาและปวดมากในตอนกลางคืน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดคอ คอแข็ง และกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นอัมพาตของใบหน้าร่วมด้วย ในรายที่มีอาการรุนแรงจะเจ็บปวดที่ผิวหนังเวลาถูกสัมผัส มีไข้ ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก ปัสสาวะไม่ออก หมดสติ
การรักษาโรคพยาธิหอยโข่งเป็นการรักษาตามอาการ ไม่มียารักษาเฉพาะ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารประเภทหอย ปู กุ้งน้ำจืด กบ ที่ปรุงไม่สุก ควรกินอาหารหรือผักที่ล้างสะอาด ปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนให้นานพอ เพื่อฆ่าตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในเนื้อสัตว์
พยาธิตัวจี๊ด
         โรคพยาธิตัวจี๊ดติดต่อโดยการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก เช่น ปลา ไก่ กบ เป็นต้น ตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในเนื้อสัตว์เหล่านี้จะไชผ่านกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสเลือดไปยังตับและไปสู่อวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ปอด ตา สมอง เป็นต้น
           อันตรายที่เกิดจากพยาธิตัวจี๊ด เกิดจากการเคลื่อนย้ายของพยาธิตัวจี๊ดในร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบ บวมและปวด หรือมีเลือดออกของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่พยาธิเคลื่อนที่ไป พยาธิที่เคลื่อนย้ายไปตามผิวหนัง ทำให้เกิดอาการบวมเคลื่อนที่ พยาธิอาจไชเข้าตาทำให้ตาบอด หรือไชเข้าสมองทำให้สมองอักเสบและเลือดออกในสมอง เป็นอัมพาต และเสียชีวิตได้
            การป้องกันโรคพยาธิตัวจี๊ด โดยการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้ว

ความเครียด



รศ.พญ.สุดสบาย  จุลกทัพพะ
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

           ความเครียด คือการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย  ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมีอยู่เสมอในการดำรงชีวิต เช่น การทรงตัว เคลื่อนไหวทั่วๆไป ทุกครั้งที่เราคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นจะต้องมีการหดตัว เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่งในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ ความเครียดเกิดจาก สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการปรับตัว และถ้าไม่สามารถปรับตัวได้จะทำให้เกิดความเครียด

สาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด
 1. ทางด้านร่างกาย เกี่ยวกับสุขภาพและการเจ็บป่วย ทั้งรุนแรงและไม่รุนแรงทำให้เกิดความเครียดได้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ
 2. ทางด้านจิตใจ เช่น ผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง เวลาที่มีเรื่องต่าง ๆ เข้ามากระตุ้นก็จะทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย หรือเป็นผู้ที่วิตกกังวลง่าย ขาดทักษะในการปรับตัว
 3. ทางด้านสังคม มีสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความบกพร่องในเรื่องของการปรับตัว ขาดผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือ ถ้ามีผู้ที่ให้ความช่วยเหลือก็จะทำให้ความเครียดลดน้อยลงไป  มีสิ่งมากระตุ้นมากเกินความสามารถของตนเอง  ความขัดแย้งในครอบครัว ฯลฯ

เมื่อไหร่ที่ควรมาพบแพทย์
           ความเครียดเกิดขึ้นเองและสามารถหายเองได้เป็นปกติทุกวัน แต่ถ้าความเครียดส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เช่น นอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ได้ ทำงานไม่ได้ ปวดศีรษะ ร่างกายอ่อนเพลียฯลฯ   ควรมาพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำต่อไป

จะทราบได้อย่างไรว่ามีความเครียดเกิดขึ้น                                                            
           โดยปกติแล้วผู้ที่มีความเครียดเกิดขึ้นมักจะรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย อ่อนเพลียเป็นเวลานาน ขาดสมาธิในการทำงาน หรือมีอาการทางด้านร่างกายร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะเป็นประจำ


           วิธีการขจัดความเครียดที่เหมาะสม การขจัดความเครียดให้ได้ผล 100% นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ในกรณีที่มาพบแพทย์ แพทย์จะแนะนำวิธีการผ่อนคลาย การหายใจเข้า-ออกลึก ๆ จะช่วยลดความเครียดลงได้

วิธีการขจัดความเครียดที่เกิดขึ้นพิจารณาจาก 3 สาเหตุ ได้แก่
1.ทางด้านร่างกาย คือ การกำจัดสาเหตุที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาสุขภาพร่างกาย
2.ทางด้านจิตใจ คือ การปรับสภาพจิตใจของตัวเราเอง รู้จักปรับเข้ากับปัญหา ยอมรับในสิ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้
3.ทางด้านสิ่งแวดล้อม คือ ถ้ามีภาระงานมากจนรับไม่ไหว ควรทำงานให้น้อยลง รู้จักแบ่งเวลาในการทำงานและแบ่งเวลาให้กับตัวเอง

ขั้นตอนของการรักษา
           ขั้นแรกเหมือนกับการตรวจร่างกายโดยทั่ว ๆ ไป มีการซักถามประวัติ การดำเนินโรค และการเริ่มต้นของการเจ็บป่วย จากนั้นจิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินการรักษาและวิเคราะห์หาสาเหตุของความเครียด ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ถ้าเกิดจากสิ่งแวดล้อม แพทย์จะแนะนำวิธีการปรับตัว ยกเว้นในกรณีที่ความเครียดเกิดจากโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคจิตเพศบางอย่างต้องรับการรักษาโดยการใช้ยา

ยาที่ใช้ในการรักษา
           ยาคลายเครียดเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อสมอง ช่วยให้การทำงานของสมองในส่วนที่ควบคุมความเครียดทำงานได้ดีขึ้น  และช่วยให้เกิดการนอนหลับ ช่วยลดความวิตกกังวล สำหรับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง สามารถใช้ยาคลายเครียดช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดได้  ดังนั้นยาคลายเครียดจึงมีผลต่อร่างกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สำหรับท่านที่ไปพบจิตแพทย์ แพทย์จะให้ยาวันละครั้ง หรือวันละหลายครั้งแตกต่างกันออกไป ซึ่งการรับประทานยาคลายเครียดควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเรื้อรัง โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นความเครียดทั่ว ๆ ไปแพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้ยา โดยจะใช้ยาเมื่อจำเป็น หรือเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 2-3 เดือน หรือเฉพาะในเวลาที่มีอาการวิตกกังวล ส่วนใหญ่แพทย์จะให้คำแนะนำในเรื่องของเทคนิคการคลายเครียด สอนวิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกในเรื่องของการปรับตัว และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่าง ๆ มากกว่าการให้ยารับประทาน



ผลของการใช้ยาคลายเครียด
           เนื่องจากยาคลายเครียดเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้ารับประทานเป็นระยะเวลานานติดต่อกันจะก่อให้เกิดผลต่อร่างกาย เช่น ฤทธิ์ของยาทำให้เกิดการเสพติด ทำให้ต้องกินยาในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หรือจะเกิดความผิดปกติในเวลาที่ไม่ได้กินยา

วิธีการผ่อนคลายความเครียด
           ควรออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ หางานอดิเรกทำ สำหรับผู้ที่มีภาระงานประจำมาก ควรให้เวลากับตัวเองบ้าง จัดเวลาให้เหมาะสม  หาที่ปรึกษาหรือเพื่อนเพื่อรับฟังหรือช่วยตัดสินใจในบางเรื่อง รวมทั้งยอมรับในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นต้น

วิธีการคลายเครียด
           ทางด้านจิตวิทยาถือว่าความเครียดก็เป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้เรามีการตื่นตัวอยู่เสมอ มีการป้องกันตัวเอง และปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่มีความเครียดเลยก็จะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี  แต่ถ้าจะไม่ให้เกิดความเครียดคงจะเป็นไปไม่ได้ จึงควรแบ่งเวลา หาเวลาให้กับตัวเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรืออาจใช้วิธีการทางศาสนาช่วยโดยการนั่งสมาธิ

ความวิตกกังวลในการพบจิตแพทย์
           สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตเวชควรคิดว่า การที่เรามาพบแพทย์นั้นเหมือนกับการหาที่ปรึกษา โดยมีผู้รับฟังและช่วยแก้ปัญหาที่ดี เนื่องจากการมาพบจิตแพทย์ไม่จำเป็นต้องป่วยหรือเป็นโรค เพราะฉะนั้นไม่ควรวิตกกังวล ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เคยมาปรึกษาแพทย์ จะได้รับคำแนะนำในปฏิบัติตนได้อย่างถูกวิธี จึงช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้นได้
           คนเราทุกคนมีความเครียดและต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความเครียดอยู่เป็นระยะ ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาวิธีจัดการกับความเครียดที่เหมาะสม การไม่สามารถจัดการควบคุมสถานการณ์ที่มีความเครียดได้ จะนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพตามมาได้