วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554

อยากกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในท้อง


รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิทยา ถิฐาพันธ์
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            สมัยก่อนเวลาตั้งครรภ์ ส่วนมากคุณแม่ก็มักจะลุ้นแค่ขอให้ลูกคลอดออกมาสมบูรณ์และแข็งแรงก็พอใจแล้ว ส่วนจะฉลาดหรือไม่ฉลาดค่อยมาลุ้นเอาตอนหลังคลอดซึ่งอาจจะต้องรอจนลูกโตพอ สมควรแล้วจึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีลูกถึงจะฉลาด บางคนก็ไม่คิดอะไรปล่อยไปตามธรรมชาติลูกจะฉลาดหรือไม่ฉลาดถือว่าเป็นเรื่อง บุญกรรมที่มีมาแต่ชาติปางก่อน   แต่ในปัจจุบันด้วยความรู้ทางการแพทย์ที่มากขึ้น ทำให้เราสามารถทราบถึงพัฒนาการของสมองลูกน้อยได้ตั้งแต่อยู่ครรภ์ว่ามีพัฒนาการอย่างไร  และ สามารถจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้อย่างไรบ้าง คุณแม่หลายคนจึงใจร้อนอยากจะช่วยกระตุ้นให้สมองของลูกมีการพัฒนาที่ดีโดย เริ่มตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์เลย โดยหวังว่าเมื่อคลอดออกมา ลูกจะได้เป็นเด็กฉลาด ไหวพริบดี หรืออารมณ์ดี  ไอ้ที่จะมารอพัฒนาลูกหลังคลอดก็กลัวว่าจะไม่ทันการณ์หรือช้าเกินไป  ยิ่งในปัจจุบันมีข้อมูลจากสื่อต่างๆมากมายแนะนำให้คุณแม่กระตุ้นพัฒนาการสมองของ ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์กันมากมาย จนไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี หรือบางทีที่ได้รับคำแนะนำมาก็ทำไม่ถูกก็มี หลายคนเลยเครียด และวิตกกังวลกลัวลูกจะฉลาดสู้ลูกคนอื่นไม่ได้ บางคนกลัวตกยุค ไม่ทันสมัยก็มี ถ้าไม่ได้กระตุ้นพัฒนาการลูกในท้องเหมือนชาวบ้านเขา  ผม อยากเรียนให้ทราบว่าการกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ด้วยวิธีการต่างๆที่มีการกล่าวอ้างกัน ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเลยว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่และวิธีการใดเป็นวิธี การที่ดีที่สุด เพียงแต่มีข้อสังเกตว่าทารกจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่ อยู่ในครรภ์มีสติปัญญาดี เลี้ยงง่าย อารมณ์ดี  ดัง นั้นถ้าคุณแม่อยากจะกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกในครรภ์จะด้วยวิธีการใดก็ตาม ถ้าคุณแม่ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองสบายดีหรือมีความสุขและไม่น่าจะเป็นอันตราย อะไรก็ทำไปเถิดครับ แต่ถ้าทำแล้วตัวเองเครียดหรือกังวลก็เลิกเถอะครับ

จะกระตุ้นพัฒนาการสมองเมื่อไรดี ?
            นับ ตั้งแต่ไข่จากแม่และตัวอสุจิจากพ่อมาผสมกัน เกิดเป็นหน่วยชีวิตเล็กๆที่เรียกว่า เซลล์ จากเซลล์เพียงเซลล์เดียวก็จะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและพัฒนาต่อเนื่องไป เรื่อยเกิดเป็นเซลล์ที่สร้างระบบอวัยวะต่างมากมายจนเกิดเป็นลูกน้อยอยู่ใน ท้องของคุณแม่  เซลล์สมองก็เช่นเดียวกับเซลล์ของ ระบบอวัยวะอื่น กล่าวคือจะเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์เช่นเดียวกันและจะมีการเพิ่ม ทั้งจำนวนและขนาด เกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเอง เกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากและรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ เรื่อยไปจนถึงคลอดออกมาแล้วมีอายุ 2 ขวบ หลังจากนั้นพัฒนาการของสมองก็จะลดลง ดังนั้นช่วงทองที่ควรจะกระตุ้นพัฒนาลูกน้อยจึงควรเป็นช่วงเวลาดังกล่าว

จะกระตุ้นลูกน้อยให้สมองดีได้อย่างไร?
            การที่คนเราจะมีสมองดีหรือมีความเฉลียวฉลาดมีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องหลายประการ ปัจจัยที่สำคัญมี 3 ประการ คือ กรรมพันธุ์  อาหาร การกินของแม่ขณะตั้งครรภ์และของลูกภายหลังคลอด และประการสุดท้ายคือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กทั้งขณะที่อยู่ในท้องและ ภายหลังคลอด
ปัจจัยทางกรรมพันธุ์เป็นเรื่องที่ ติดตัวมาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ พ่อแม่ที่เฉลียวฉลาดก็จะถ่ายทอดลักษณะที่ดีนี้มาให้ลูกได้ เหมือนกับโรงงานไหนที่ผลิตสินค้าที่คุณภาพดี ก็จะผลิตแต่สินค้าคุณภาพดี แต่บางโรงงานที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าได้แค่เพียงสินค้าคุณภาพต่ำ ผลิตอย่างไรสินค้าก็คุณภาพดียาก คุณแม่คงจะเห็นได้ว่าเด็กบางคนพ่อแม่ไม่ได้ให้การดูแลอะไรเป็นพิเศษทั้งขณะ ตั้งครรภ์หรือหลังคลอดแล้ว ก็ยังฉลาดได้เลย  อ่านมา อ่านนี้แล้ว พ่อแม่ที่คิดว่าตัวเองสมองไม่ค่อยดีก็อย่าเพิ่งสิ้นหวังเสียทีเดียวครับ เพราะ ความเฉลียวฉลาดของคนเรายังขึ้นกับ อาหารการกินและสิ่งแวดล้อมดังกล่าวแล้วอีกด้วย  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำมาซึ่งแนวคิดในการกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั่นเองครับ
            การ กระตุ้นพัฒนาการของสมองลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์สามารถทำได้หลายวิธี ผมจะยกตัวอย่างวิธีที่ทำได้ง่ายๆ ไม่สิ้นเปลือง และไม่เป็นอันตรายให้คุณแม่ลองนำไปปฏิบัติดูนะครับ

การปรับอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ
            คน อารมณ์ดีย่อมมีความสุขกว่าคนอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าคุณแม่ที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ร่างกายมีการ หลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่า เอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกมาผ่านไปทางสายสะดือไปยังลูกทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งสมอง (IQ) และอารมณ์ (EQ)  ในทางตรงกันข้ามคุณแม่ที่มีอารมณ์หงุดหงิด โมโหง่าย ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความเครียดที่เรียกว่า อะดรีนาลิน (adrenalin) ออก มาผ่านไปยังลูก ผลดังกล่าวจะทำให้ลูกคลอดออกมาเด็กงอแง เลี้ยงยาก พัฒนาการช้า ฟังดูแล้วจะว่าทำได้ง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะบางคนไม่ใช่คนที่จะปล่อยวางอะไรได้ง่ายๆ หรือเป็นคนเครียดตลอดเวลา ถ้าต้องมาปรับอารมณ์ให้ดี อาจจะเครียดจากการปรับอารมณ์หรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ฟังเพลง
            ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน การใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้เครือข่ายใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น  เสียงที่ดีที่ควรใช้ในการกระตุ้นก็คือ เสียงเพลง  โดย เฉพาะเพลงที่มีความไพเราะและคุณแม่ชอบฟัง ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิคอะไรที่ฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะบางเพลงถ้าฟังไม่ดีอาจจะประสาทรับประทานก็ได้ครับ  เวลาคุณแม่ฟังเพลง ควรจะเปิดเสียงเพลงให้อยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต และเปิดเสียงดังพอประมาณเพื่อลูกในครรภ์จะได้ฟังเสียงเพลงไปด้วย การที่ลูกในครรภ์ได้รับฟังเสียงเพลงคลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่ เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมา มีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี

พูดคุยกับลูก
            การ พูดคุยกับลูกในครรภ์บ่อยๆ จะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดีและเตรียม พร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด คุณแม่ควรพูดกับลูกบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ประโยคซ้ำๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคย  อย่าไปเล่าเรื่องทุกข์ใจ เช่น เป็นหนี้เขาอยู่ หรือส่งแชร์ไม่ทัน ให้ลูกฟังนะครับ เพราะเดี๋ยวลูกจะเครียดเสียตั้งแต่อยู่ในท้อง

ลูบหน้าท้อง
            การ ลูบหน้าท้องจะกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกให้มี พัฒนาการดีขึ้น การลูบท้องควรลูบเป็นวงกลม จะจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบน บริเวณไหนก่อนก็ได้ครับ

ส่องไฟที่หน้าท้อง
            ลูกน้อยในครรภ์สามารถกระพริบตาเพื่อตอบสนองต่อแสงไฟที่กระตุ้นได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน การส่องไฟที่หน้าท้องจะทำให้เซลล์สมองและเส้นประสาทส่วนรับภาพและการมองเห็น มีพัฒนาดีขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับการมองเห็นภายหลังคลอด การส่องไฟที่หน้าท้องไม่จำเป็นต้องไปเล็งว่าแสงจะเข้าตรงกับนัยน์ตาของลูก หรือเปล่าหรอกครับ คุณแม่บางคนมาขอให้หมอตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อหาตำแหน่งของนัยน์ตาลูกก็มี ผมว่ามันออกจะมากเกินไปครับ เอาแค่ให้ลูกรู้ว่ามีแสงส่องเข้ามาก็น่าจะพอแล้วละครับ


ออกกำลังกาย
            เวลา คุณแม่มีการออกกำลังกาย ลูกที่อยู่ในครรภ์ก็จะมีการเคลื่อนไหวตามไปด้วย และผิวกายของลูกจะไปกระแทกกับผนังด้านในของมดลูก ผลดังกล่าวจะกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสของลูกให้พัฒนาดีขึ้น

เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม
            เนื้อสมองของลูกน้อยในครรภ์มีองค์ประกอบเป็นไขมันโดยเฉพาะไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 60   กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ความสำคัญต่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยในครรภ์คือ กรดไขมันที่มีชื่อว่า ดีเอ็ช เอ (DHA) ซึ่งมีมากในอาหารปลาพวกปลาทะเลและสาหร่ายทะเล และ เออาร์เอ (ARA) ซึ่งมีมากในอาหารพวกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเม็ดทานตะวัน และน้ำมันข้างโพด   การ เลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารดังกล่าวให้เพียงพอจะทำให้ลูกในครรภ์ได้ รับวัตถุดิบคุณภาพดีในการสร้างเนื้อสมองและระบบเส้นใยประสาทให้มีคุณภาพดี ตามไป
     
            ขอให้คุณแม่ทุกคนโชคดีมีลูกน่ารักและเฉลียวฉลาดสมดังที่ตั้งใจนะครับ

เมื่อหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (AV block)

อ.นพ.สัชชนะ พุ่มพฤกษ์
สาขาวิชาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญในร่างกาย ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญอื่น ๆ เพื่อให้ร่างกายเรามีชีวิตอยู่ได้  การที่หัวใจทั้ง 4 ห้องจะทำงานสัมพันธ์กันได้ จำเป็นต้องมีระบบควบคุม ซึ่งก็คือ ระบบไฟฟ้าในหัวใจ นั่นเอง

 AV block คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
          การบีบตัวของหัวใจคนปกติ เริ่มจาก “หัวใจห้องบน”  ซึ่งมีเซลล์พิเศษที่ผนังหัวใจห้องบนขวา ทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดจังหวะ (pacemaker)  เซลล์กลุ่มนี้รวมกันเรียกว่า sinus node จะปล่อยกระแสไฟฟ้าเป็นระยะ ๆ (ประมาณ 60 - 80 ครั้งต่อนาทีขณะที่เราพัก) ไฟฟ้าที่ออกมาจะกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนให้บีบตัว แล้วกระแสไฟจะเดินทางผ่านทางเนื้อเยื่อซึ่งมีคุณสมบัตินำไฟฟ้าได้ดี เปรียบเสมือนสายไฟ ลงมากระตุ้นหัวใจห้องล่างให้บีบตัวตาม
          เปรียบเทียบง่าย ๆ กับโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าให้เราใช้  จะเห็นว่าก่อนที่ไฟฟ้าจะมาถึงบ้าน ต้องผ่านสถานีย่อยเพื่อแปลงสัญญาณ/ ปรับเปลี่ยนแรงดันก่อน ในหัวใจเราก็เช่นเดียวกัน ไฟฟ้าที่วิ่งจากหัวใจห้องบน ก่อนจะลงไปถึงหัวใจห้องล่าง ต้องผ่านสถานีแปลงสัญญาณที่เรียกว่า “AV node” ก่อน
          ที่ AV node มี ปลายประสาทอัตโนมัติมาเลี้ยงมากมาย ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนอัตราและความเร็วในการนำไฟฟ้าในหัวใจให้อัตราการเต้น ของหัวใจโดยรวมให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายเราในขณะนั้น ถ้าการทำงานของ AV node หรือ “สายไฟ” ในหัวใจผิดปกติไป ทำให้การนำไฟฟ้าช้าลงมาก หรือนำไม่ได้เลย หัวใจห้องบนและล่างก็จะทำงานไม่สัมพันธ์กัน เราเรียกว่าเกิดภาวะ Atrioventricular block หรือ AV block

สัญญานอันตราย      
- เหนื่อยง่าย
- ความสามารถในการออกกำลังกายลดลง
- มีภาวะหัวใจล้มเหลว
- เป็นลมหมดสติ

            * ผู้ป่วยบางคนมีอัตราการเต้นของหัวใจช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทำให้มีอาการจากภาวะ AV block  ควรรีบพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยบางรายไม่แสดงอาการใด ๆ กว่าจะรู้ว่ามีภาวะ AV block ก็เนื่องจากตรวจพบโดยบังเอิญ (บางรายที่อาการกำเริบรุนแรง ก็อาจเสียชีวิตฉับพลัน)

 AV block แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. physiologic AV block
          พบในผู้ที่มีระบบประสาท parasympathetic ทำ งานเด่น เช่น นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนักตลอดเวลา รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง (เช่น บางคนเมื่อปวดมาก ๆ ก็จะเป็นลม)

2.  กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว
            มีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ความเสื่อมของร่างกาย ยาบางชนิด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคติดเชื้อบางชนิด โรคทัยรอยด์ เป็นต้น

เมื่อเป็นแล้ว จะรักษาได้อย่างไร
          แพทย์จะรักษาตามอาการของโรคที่เป็นสาเหตุในผู้ป่วยแต่ละราย  เช่น ผู้ที่หลอดเลือดหัวใจตีบ ต้องรับประทานยาและรับการขยายหลอดเลือดหัวใจ
          ในรายที่ไม่พบสาเหตุชัดเจน หรือ พบสาเหตุแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ และ เป็น AV block รุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า
          การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า  แพทย์จะพิจารณาระยะเวลาในการใส่ตามอาการของโรค นั่นคือ “หากคาดว่า AV block จะหายเองได้” ก็จะใส่เป็นเครื่องกระตุ้นชั่วคราวทางหลอดเลือดดำที่ไหล่หรือคอ แต่ “ถ้าหากคาดว่า AV block ไม่สามารถหายเองได้” ก็จำเป็นต้องใส่เป็นเครื่องกระตุ้นแบบถาวร
          ผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่ง จะมีภาวะ AV block มาตั้งแต่กำเนิด (ส่วนใหญ่ไม่มีอาการแต่จะตรวจพบโดยบังเอิญขณะมาตรวจสุขภาพ) ซึ่งมีการดำเนินโรคแตกต่างไปจากผู้ป่วย AV block ทั่ว ไปอย่างมาก ผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่ก็มีบางรายที่จำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าเช่นเดียวกัน

        *  ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า ไม่มียาใด ๆ ที่ใช้รักษาโรค AV block การรักษาที่ได้ผล คือการรักษาโรคต้นเหตุ และ/หรือ การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าเท่านั้น

แม้โรคนี้ไม่มียารักษา แต่สามารถป้องกันได้โดย
          รักษาสุขภาพร่างกายให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของภาวะนี้ได้

            สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะ AV block แต่ ยังไม่มีอาการ และไม่รุนแรงถึงขั้นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า ควรหมั่นสังเกตอาการตัวเอง ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย หรือคล้ายจะเป็นลมหมดสติควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากผู้ป่วยภาวะนี้บางรายเสียชีวิตฉับพลันได้

การรักษา “ข้อเข่าเสื่อม” โดยการผ่าตัด


รศ.นพ.พัชรพล อุดมเกียรติ
ภาควิชาศัลยศาสตรออร์โธปิดิกส์  กายภาพบำบัด
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เมื่อ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีอาการรุนแรง และไม่สามารถรู้สึกทุเลาลงภายหลังได้รับการรักษาด้วยการใช้ยา ก็อาจที่จะถึงเวลาของการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีที่นิยมใช้อยู่ด้วยกัน 4 รูปแบบ คือ

1. การส่องกล้องล้าง (Arthroscopic debridement) แพทย์จะพิจารณาใช้ในรายที่การเสื่อมของข้อเข่ายังไม่มาก (ที่สำคัญคือ ขาของผู้ป่วยต้องยังไม่โก่ง) และโดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข่าล็อค เวลางอเข่าแล้วรู้สึกติดขัดมาก หรือสงสัยว่าหมอนรองกระดูกแตก เป็นต้น

2. การผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข่าโก่งเล็กน้อย ซึ่งแพทย์จะทำการผ่าตัดและปรับให้กระดูกเอียงกลับมาในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อลดแรงผ่านข้อด้านที่มีการสึกมากกว่า โดยจำเป็นต้องใส่เหล็กดามเข้าไป เหมาะกับผู้ป่วยที่อายุน้อยและเข่ายังเสื่อมไม่มาก ที่สำคัญคือ เข่าต้องเสื่อมเพียงด้านเดียว (อาจเป็นด้านในหรือด้านนอกของเข่าก็ได้) อีก ด้านหนึ่งต้องยังดีอยู่ ถ้าเข่าเสื่อมทั้ง 2 ด้าน หรือลูกสะบ้าเสื่อมมากๆ จะไม่สามารถผ่าตัดด้วยวิธีนี้ได้ ข้อเสียของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คือ ผู้ป่วยอาจจะเดินลงน้ำหนักได้ช้า คือ ต้องรอหลายสัปดาห์ถึงจะให้ลงน้ำหนักได้เต็มที่ และจะใช้เวลานานหลังผ่าตัดจึงจะหายปวด ส่วนข้อดีคือ ยังไม่ต้องใส่ข้อเทียมในเข่า และสามารถเก็บเนื้อกระดูกเดิมของคนไข้เอาไว้ได้อยู่

3. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเสี้ยวเดียว (Unicompartmental knee replacement) ซึ่ง มักจะเป็นการเปลี่ยนด้านในของข้อเข่า เหมาะกับผู้ป่วยที่เข่ายังโก่งไม่มาก และอีกด้านหนึ่งของเข่ายังดีและลูกสะบ้าก็ยังไม่เสื่อม ข้อดีคือ แผลผ่าตัดจะมีขนาดที่เล็ก หลังผ่าตัดเจ็บไม่มาก สามารถที่จะลงน้ำหนักเดินได้ภายใน 1-2 วัน  ทำให้ผู้ ป่วยออกจากโรงพยาบาล และกลับไปทำงานได้เร็ว ข้อเสียคือ ต้องมีการใส่ข้อเทียมเข้าไปทำให้เสียเนื้อกระดูก และเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการผ่าแบบที่ 2

4. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total knee replacement) คือการผ่าตัดที่ต้องเปลี่ยนผิวที่คลุมกระดูกข้อเข่าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระดูกต้นขา (femur) กระดูกขา (tibia) และอาจรวมทั้งกระดูกลูกสะบ้าด้วย โดยอาศัยการนำข้อเทียมเข้าไปครอบกระดูกที่เสื่อมไว้ ลักษณะคล้ายๆ กับการครอบฟันที่เมื่อฟันผุก็จะนำเหล็กเข้าไปครอบไว้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยเข่าเสื่อมขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถใช้การผ่าตัด วิธีอื่นรักษาได้ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ว่าโดยมากแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90) ที่มีอาการรุนแรงจนยอม หรือต้องการได้รับการผ่าตัดนั้น จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้

            ดังนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับเจ้า “ข้อเข่าเทียม” นี้กันดูบ้าง  ซึ่ง ผู้ป่วยหลายท่านอาจคิดว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมจำเป็นต้องตัดกระดูกข้อเข่าที่เสื่อมทิ้งไปทั้ง ท่อนก่อน แล้วจึงค่อยใส่ข้อเทียมเข้าไปแทนที่ ซึ่งนับเป็นความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อน เพราะข้อเข่าเทียมที่ใช้ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมนั้นไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่โต มากนัก และอาศัยการครอบลงบนกระดูกเท่านั้น

             ข้อเข่าเทียมที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 ชนิดหลักด้วยกันได้แก่

1. ข้อเข่าเทียมชนิดหมุนได้ (Mobile-bearing) เป็นข้อเข่าเทียมที่มีส่วนที่เป็นพลาสติกที่สามารถหมุนได้ ซึ่งในทางทฤษฎีจะทำให้สามารถลดการสึกหรอของพลาสติกได้ดีขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอายุน้อย หรือนักกีฬาที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดข้อเข่าเทียม

            2. ข้อเข่าเทียมธรรมดา (Fixed-bearing) ลักษณะเหมือนข้อเข่าเทียมชนิดหมุนได้ทุกประการ เพียงแต่ส่วนที่เป็นพลาสติกจะอยู่นิ่ง ซึ่งข้อเทียมชนิดนี้จะมีราคาที่ย่อมเยากว่า และจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติพบว่าผลการ รักษาที่ได้จะไม่แตกต่างกับการใช้ข้อเข่าเทียมชนิดหมุนได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอายุการใช้งาน หรือคุณภาพของการใช้งาน รวมทั้งผู้ป่วยสามารถงอและเหยียดเข่าได้ไม่ต่างกัน       นอก จากนั้นแล้ว การเลือกใช้ข้อเข่าเทียมชนิดธรรมดา จะทำให้แพทย์สามารถทำแผลผ่าตัดให้มีขนาดที่เล็กกว่า การใช้ ข้อเข่าเทียมชนิดหมุนได้อีกด้วย

ในแง่ของเทคนิคการผ่าตัดนั้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปมากโดยเฉพาะในช่วง  5 ปี หลังนี้ ทำให้การผ่าตัดทำได้แม่นยำ รวดเร็ว และ สามารถทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดที่เล็กกว่าในอดีตได้อย่างมาก โดยปัจจุบันแผลผ่าตัดจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 8 – 14 ซม. นอกจากนั้นแล้วพัฒนาการของวิสัญญีแพทย์ หรือหมอดมยาก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้อาการเจ็บปวดในระยะหลังผ่าตัดนั้นลดลง ได้กว่าในอดีตอย่างชัดเจน ส่วนในแง่ของเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีการนำมาใช้ช่วยในการผ่าตัดนั้น นอกจากเครื่อง          navigator ที่มีการใช้มาระยะหนึ่งแล้ว ก็ยังมีการนำเอา CT scan หรือ MRI มาช่วยในการผลิตเครื่องมือผ่าตัดเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อเพิ่มความแม่นยำ และลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดลงอีกด้วย

แน่ นอนว่าหลังการผ่าตัดข้อเข่าเทียมแล้วนั้นผู้ป่วยจะสามารถกลับมาเดินได้และมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหากไม่มีผลแทรกซ้อนใด โดยทั่วไปผู้ป่วยจะสามารถเดินได้ในวันที่ 2 หรือ 3 หลังผ่าตัดโดยอาศัยเครื่องช่วยพยุงเดิน เช่น walker และ กลับบ้านได้ในวันที่ 4 ถึง 7 หลังผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถทำกายภาพด้วยตัวเองต่อได้ที่บ้าน และมักจะทิ้ง walker ได้เมื่อประมาณ 1-3 สัปดาห์หลังผ่าตัด  สำหรับในแง่ของอายุการใช้งานนั้น ปัจจุบันมีรายงานว่า ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 สามารถใช้งานข้อเทียมได้นานถึง 15-20 ปี จึงจะต้องได้รับการแก้ไขอีกครั้ง แต่ทั้งนี้อายุของข้อเทียมก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพร่างกายของผู้ป่วย ระดับของกิจกรรมที่ทำ น้ำหนักตัว และการใช้งานของข้อเข่า ตัวอย่างเช่น ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย และชอบการออกกำลังที่หักโหม หรือลงน้ำหนักที่ข้อมากๆ เช่น การเล่นกีฬาที่ต้องมีการปะทะ ก็อาจทำให้อายุการใช้งานของข้อลดลงได้

สุด ท้ายนี้สำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่กำลังพิจารณาว่าจะเลือกการผ่าตัดรูป แบบใดนั้น ขอให้คำนึงถึงรูปแบบการใช้ชีวิต และอายุของท่าน ตลอดจนถึงความรุนแรงของโรคเป็นหลัก รวมทั้งควรปรึกษา ขอข้อมูล และร่วมตัดสินใจกับแพทย์ผู้ทำการรักษาด้วย

เกลือไอโอดีน กับ การป้องกันมะเร็งไทรอยด์ ในผู้ที่ได้รับสารกัมมันตรังสี


รศ.นพ. อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์
ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สารกัมมันตรังสี กับมะเร็งไทรอยด์

เมื่อ ไรก็ตามที่เราได้ยินเรื่องระเบิดนิวเคลียร์ หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด หรือ มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหล สิ่งที่คนกลัวกันมากคือ การที่สารกัมมันตรังสีทำให้เราตายได้ การได้รับสารกัมมันตรังสี ปริมาณมากๆ อยู่ใกล้กับแหล่งระเบิดมากๆ จะทำให้เซลล์ของร่างกายหยุดเติบโต มีแผลตามร่างกาย เม็ดเลือดต่ำ ทั้งเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว ร่างกายอ่อนเพลีย และเกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิต ถึงขั้นเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วัน แต่หากปริมาณรังสีที่ได้รับเป็นจำนวนน้อย อยู่ห่างจากแหล่งที่เกิดระเบิด ปริมาณรังสีนั้นอาจไม่มากพอที่จะทำอันตรายโดยตรงกับร่างกายของเรา แต่อาจทำให้เซลล์บางส่วนผิดปกติ และเกิดเป็นมะเร็งขึ้นภายหลัง ซึ่งหนึ่งในเซลล์ของร่างกายที่ไวต่อสารกัมมันตรังสีมากที่สุด คือ ไทรอยด์ ดังนั้น หากต่อมไทรอยด์ของร่างกายได้รับสารรังสีเกินขนาด อาจทำให้เกิดมะเร็งขึ้นในอนาคตได้ อาจจะ 10-20 ปีต่อมา ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ

ฝนรังสี กับมะเร็งไทรอยด์

            สาร กัมมันตรังสี ที่ตกค้างหลังการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจลอยอยู่ในอากาศ และตกลงมาพร้อมกับฝนได้ ดังนั้นการถูกฝนในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งระเบิดจึงอาจได้รับปริมาณรังสีจาก การระเบิดได้ แต่อย่างไรก็ดี จะเกิดเฉพาะรอบๆ แหล่งระเบิดเท่านั้น ฝนดังกล่าวจะไม่สามารถมาจากญี่ปุ่นถึงไทย

เกลือไอโอดีนเม็ด ป้องกันมะเร็งไทรอยด์ได้อย่างไร ในผู้ที่ได้รับสารกัมมันตรังสี

            ต่อมไทรอยด์เป็นอวัยวะที่ดูดจับไอโอดีนที่เข้ามาในร่างกายได้เร็วที่สุด และมากที่สุด 99% ของ ไอโอดีนที่ร่างกายรับเข้าไป จะถูกจับที่ต่อมไทรอยด์ ดังนั้น หากน้ำดื่ม ปลา อาหาร ที่อยู่ในบริเวณที่มีการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจมีสารกัมมันตรังสีในปริมาณสูง และ ไอโอดีน เป็นสารที่จับสารกัมมันตรังสีได้เร็วที่สุด ดังนั้น หากรับประทานอาหารจากแหล่งดังกล่าว ต่อมไทรอยด์จะรับสารไอโอดีนที่มีกัมมันตรังสีเข้าไปด้วย จึงเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง  ธรรมชาติได้ช่วยร่างกาย เราไว้อย่างหนึ่งคือ หากต่อมไทรอยด์ได้รับไอโอดีนจนอิ่มแล้ว จะไม่รับไอโอดีนเพิ่มเข้าไปอีก หรือรับแต่เพียงเล็กน้อย ดังนั้นในกลุ่มเสี่ยง หากกินไอโอดีนเม็ดเข้าไปในปริมาณพอเหมาะ จะทำให้ต่อมไทรอยด์อิ่ม และ ดูดจับไอโอดีนที่มีสารกัมมันตรังสีที่ปนเปื้อนกับอาหารและน้ำได้น้อยลง เราจึงเสี่ยงลดลง การกินไอโอดีนเม็ดจึงจำเป็นสำหรับคนที่อยู่ในบริเวณกับที่เกิดเหตุเท่านั้น

คนปกติกินไอโอดีนเม็ด มีโทษ ทำให้เกิดไทรอยด์เป็นพิษได้

            การ กินไอโอดีนเม็ด จะไม่แนะนำในคนปกติ เพราะหากร่างกายรับไอโอดีนเข้าไปในปริมาณมากเกิน ระยะแรกจะทำให้ต่อมไทรอยด์หยุดทำงานชั่วคราว เกิดอาการอ่อนเพลีย แต่หลังจากนั้นประมาณ 3-5 วัน ต่อมไทรอยด์จะทำให้ไอโอดีนที่กินเข้าไปสร้างเป็นฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งหากกินไอโอดีนเม็ดเข้าไปมาก จะทำให้เกิดภาวะที่ฮอร์โมนไทรอยด์เกิน (hyperthyroid) หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งเป็นโรคอย่างหนึ่ง แต่ต้องการการรักษา หากไม่รักษา ร่างกายจะอ่อนเพลีย เหนื่อย ผอมลง ดังนั้น คนทั่วไป จึงห้ามกินไอโอดีนเม็ด ถ้าไม่ใช่คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ใกล้บริเวณที่รับสารกัมมันตรังสี มีโทษต่อร่างกาย

ซีสเต้านม คืออะไรกันแน่


รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์
ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            คำว่า ซีสเต้านม มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษของโรค หรือภาวะการเปลี่ยนแปลงของเต้านม ที่เรียกว่า "Fibrocystic change" หรือ "Fibrocystic disease" ครับ ที่เรียกกัน 2 แบบ แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ก็เพราะว่า ภาวะ fibrocystic นั้นไม่ใช่โรค แต่ในสมัยก่อนเรียกกันว่าเป็นโรคจนติดปากครับ

คำว่า fibrocystic(ไฟ-โบร-ซีส-ติค) เป็นภาวะที่เกิดมี ซีส(cyst) หรือที่แปลตรวตัวจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทยว่า ถุงน้ำครับ

            ใน ความเข้าใจของคนทั่วไป การมีก้อนอะไรที่เต้านม ก็เรียกว่า ซีส หมด ซึ่งอาจจะไม่ถูกนะครับ เพราะที่ว่าเป็นซีส นั้น หากไม่ได้รับการยืนยันจากแพทย์ อาจไม่ใช่ซีส ตามความหมายทางการแพทย์ อาจเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งก็ได้ครับ ดังนั้น เมื่อมีใครเล่าให้ฟังว่าเป็น ซีสเต้านม ก็ควรจะถามยืนยันว่า หมอบอกว่าเป็นซีสหรึเปล่าครับ

ซีสเต้านม เหมือนหรือต่างกับซีสตามตัวที่อื่นหรือไม่?
            อวัยวะอื่นก็มีซีสได้ "ซี ส" หมายถึง พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกายนับแต่ผิวหนังลงไป จนถึงอวัยวะภายใน เมื่อใดก็ตามมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเกิดเป็นถุงขึ้น ก็เรียกว่า ซีส ข้างในซีส อาจจะมีส่วนประกอบเป็นน้ำ หรือ สารหลั่งจากต่อมของร่างกาย ขนาดของซีสอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรืออาจมองเห็น คลำได้ ซีสไม่ใช่เนื้องอก ส่วนใหญ่จะไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งครับ
            ซี สส่วนใหญ่ที่เรารู้จัก คือ ซีสที่ผิวหนัง ซึ่งปรากฏบนผิวหนังเป็นก้อนเล็กๆ และอาจจะมีลักษณะค่อนไปทางนูนๆ และบางครั้งมองไปแล้วเหมือนข้าวสุกที่เราบด หรือเรียกว่าฝีข้าวสุก ฝีข้าวสาร มักจะเกิดจากกันอุดตัดของต่อมไขมันที่ผิวหนัง ทำให้มีขี้ไคลสะสมอยู่ภายในถุงซีสนั้นครับ
            ส่วน ซีสที่เต้านม เป็นภาวะที่น้ำขังอยู่ในเนื้อเต้านม อยู่กันเป็นหย่อมๆ ทำให้เวลาตรวจดูจะพบเป็นถุงน้ำ หรือ เมื่อคลำจากภายนอก ก็ได้เป็นก้อนในเนื้อนม เล็กบ้างใหญ่บ้างครับ

สาเหตุของซีสที่เกิดขึ้นบริเวณเต้านมมาจากสาเหตุใด?
            สาเหตุ ที่แท้จริงบอกไม่ได้ อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับภาวะการเปลี่ยนแปลงต่อมเต้านมในร่างกาย มีน้ำเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเต้านม รวมตัวเป็นถุงน้ำ สิ่งเหล่านี้มี การควบคุมโดยฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมน "เอสโตรเจน" ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงมีอยู่ เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของเนื้อเต้านม และในที่สุดก็เป็นซีส มักจะพบว่า ซีสโตขึ้น และพบซีสได้บ่อยขึ้นในช่วงที่ประจำเดือนใกล้จะมา และซีสจะเล็กลง เมื่อประจำเดือนมาแล้ว

ลักษณะผิดปกติที่พอจะสังเกตได้
            คน ที่เป็นซีสที่เต้านม อาจมีจะมีปัญหาปวดบริเวณเต้านม อาจจะเจ็บหรือปวดเนื่องจากน้ำในซีส ดันเนื้อนมรอบข้าง ทำให้เต้านมตึง จึงเกิดอาการปวด และบางครั้งอาจจะคลำ พบก้อนที่เต้านมด้วยก็ได้ ก้อนที่เต้านม อาจมีได้หลายตำแหน่ง และอาจโตๆ ยุบๆ

ซีสเนื้อกับซีสน้ำ
            "ซี ส" โดยทั่วไปจะเป็นถุงน้ำ จะโตๆ ยุบๆ และสามารถยุบหายจนสนิทได้ แต่ในบางตำแหน่งของเต้านมที่เกิดซีสบ่อยๆ อาจมีการอักเสบของเนื้อนม และเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อนม จนกลายเป็นก้อนเนื้อได้ เรียกว่า ซีสเนื้อ

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นซีส
            ก้อน ที่เต้านมที่เป็นซีสจะโต ๆ ยุบๆ ตามรอบเดือน มะเร็งมักจะโตขึ้นเรื่อยๆ ซีสมักจะเจ็บ มะเร็งมักจะไม่เจ็บ ซีสมักจะนุ่มๆ หยุ่นๆ มะเร็งมักจะแข็ง ลักษณะดังกล่าวพบจะบอกได้คร่าวๆ ว่าเป็นซีส หรือ เป็นมะเร็ง

การ ตรวจอื่นๆ ที่พอจะบอกได้ว่าเป็นซีส หรือ ก้อนเนื้อ ก็คือ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ซึ่งจะบอกได้ว่าก้อนที่ตรวจพบเป็นน้ำ หรือ เป็นเนื้อ อีกวิธีหนึ่งก็คือ การใช้เข็มฉีดยา เจาะดู หากเป็นซีสน้ำจะได้น้ำออกมา และก้อนยุบหายไป

เป็นซีสแล้ว จะกลายเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่
            ซีสเต้านม ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็งเต้านม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่ซีสที่เกิดขึ้นมีความผิดปกติ ตั้งแต่ต้น ที่มีลักษณะเป็นมะเร็งเต้านม การจะทราบได้หรือไม่ว่า ซีสที่เป็นนั้น มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นหรือไม่ ที่แน่นอนจะต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ แต่โดยทั่วไป แพทย์สามารถบอกได้ว่า ลักษณะของซีสที่เกิดขึ้น ส่อเค้าว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่

เมื่อไร เป็นซีส และไม่ต้องผ่าตัด
            การพบก้อนที่เต้านม หากแพทย์แน่ใจว่าว่าเป็นซีส เช่น พบว่าเป็นซีสน้ำ จากการเจาะดูด หรือ จากการตรวจอัลตราซาวด์, ก้อน ซีสที่ยุบลงได้เอง ซึ่งจัดในกลุ่มที่ไม่ใช่มะเร็ง จะไม่ต้องผ่าตัด แต่หาก ซีสที่พบมีส่วนที่เป็นเนื้อปนอยู่ หรือเป็นซีสเนื้อ แพทย์จะพยายามพิสูจน์ว่าก้อนที่พบนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ หากไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่ใช่มะเร็ง แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อพิสูจน์ชิ้นเนื้อจะด้วยการผ่าตัด หรือ ด้วยการเจาะเนื้อดูก็ได้
ดังนั้น หากรู้แน่ว่าเป็นซีส ก็ไม่ต้องผ่าตัด แต่หากไม่แน่ใจ แพทย์จะพยายามพิสูจน์ให้รู้ว่าเป็นซีส หรือ เป็นมะเร็ง
            จะ มีโอกาสกลับมาเป็นซีสได้อีกหรือไม่เนื่องจากสาเหตุการเกิดซีสไม่แน่นอน และพบว่ามีการเกิดที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ดังนั้น ซีส จึงอาจกลับมาเป็นได้อีก ทั้งในจุดเดิม และที่ใหม่ การรักษาซีส จึงไม่ใช่การผ่าตัด เพราะตัดออกก็เป็นใหม่ได้ การรักษาซีส จึงเป็นการรู้จักกับซีส และรู้ว่าเมื่อไร ก้อนในเต้านมจะเป็นมะเร็งไม่ใช่ซีสต่างหาก

หากท่านไม่แน่ใจ... ว่าก้อนที่เต้านมที่ตรวจพบเป็นซีส หรือเป็นมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์