วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

โรคลิมโฟมาผิวหนัง

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ป่วน  สุทธิพินิจธรร
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            โรคลิมโฟมาผิวหนัง คือ โรคมะเร็งของเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ทำให้ผิวหนังเกิดผื่นคันแดงเป็นขุย ปกติลิมโฟมาจะเป็นมะเร็งของต่อมน้ำเหลืองที่มีลิมโฟซัยต์เพิ่มมากผิดปกติใน ต่อมน้ำเหลืองของร่างกายก่อน แล้วจึงแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น แต่ลิมโฟมาผิวหนังจะเริ่มมีการเพิ่มจำนวนของลิมโฟซัยต์ที่ผิวหนังก่อน แล้วจึงแพร่กระจายไปสู่เลือด และต่อมน้ำเหลืองในระยะท้ายของโรค
            สาเหตุของการเกิดโรคนี้ จากหลักฐานยังไม่ทราบแน่ชัด จากการศึกษาพบว่าอาจเกิดจากเชื้อไวรัส สารพิษ หรือพันธุกรรม  ซึ่ง อาการแสดงของโรค จะเริ่มที่ผิวหนังมีลักษณะผื่นแดง ราบหรือนูนเป็นปื้น อาการคันเป็นอาการที่พบได้บ่อย ผื่นมีขนาดและจำนวนต่าง ๆกัน ระยะท้ายของโรคผื่นจะลามกว้างออกเป็นหย่อม ๆ หรือเป็นก้อนตามผิวหนัง บางรายผื่นแดงลามทั่วตัวค่อนข้างช้ามาก ผู้ป่วยบางรายมีผื่นคันที่ผิวหนังเป็น ๆ หาย ๆ นานนับสิบปี การตัดชิ้นเนื้อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์บางครั้งก็วินิจฉัยไม่ได้ ดังนั้น ในรายที่สงสัยว่าเป็นโรคนี้อาจต้องติดตามดูอาการและทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อ ตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน
           โรค ลิมโฟมาผิวหนังมีหลายระยะ การรักษาขึ้นอยู่กับระยะที่เป็น ระยะเริ่มต้น ผื่นผิวหนังอักเสบเป็นเฉพาะที่ การรักษาจะทำเฉพาะตำแหน่งที่เป็น ระยะต่อมาจะเป็นหลายตำแหน่ง หรือเป็นทั่วตัว การรักษาจำเป็นต้องใช้ยารับประทานหรือฉายแสงแดดเทียม หรือลำแสงอิเล็กตรอนทั่วตัว บางครั้งอาจต้องใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธีเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่ สุด  การรักษาเฉพาะที่ จะประกอบด้วย การใช้เคมีบำบัดเฉพาะที่ โดยใช้ยาไนโตรเจ็น มัสตาด ชนิดทา  การฉายแสงอิเล็กตรอนเฉพาะที่ รังสีชนิดนี้จะทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ผิวหนัง โดยมีผลต่ออวัยวะภายในน้อยมาก   การ รักษาเมื่อผื่นกระจายเป็นพื้นที่กว้างหรือทั่วตัว จะรักษาโดยใช้เคมีบำบัดชนิดรับประทานหรือฉีดในรายที่เป็นผื่นกว้าง หรือมีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปในอวัยวะภายใน  การฉายแสงแดดเทียมร่วมกับการรับประทานยาโซราเลน  โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาก่อน 2 ชั่วโมง ยาจะไปจับกับเซลล์มะเร็งที่ผิวหนัง แล้วฉายแสงอัลตราไวโอเล็ต เอ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

           การรักษาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การอธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจธรรมชาติของโรค  การรับประทานอาหารที่ถูกส่วน ร่วมกับการออกกำลังกายพอเหมาะจะช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีทั้งใจและกาย พอที่จะรับยาเคมีบำบัดและการฉายแสง
           ดัง นั้น หากว่าท่านพบว่าผิวหนังของท่านเกิดอาการดังกล่าว ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรมาพบหรือปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะสายเกินควร

เสียงแหบ


ผศ.พญ.สุนันทา พลปัถพี
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เสียงแหบเกิดจากอะไร
           ก่อน ที่จะกล่าวถึงสาเหตุของเสียงแหบ ใคร่จะขอเรียนให้ทราบถึงลักษณะและการทำงานของอวัยวะที่ทำให้เกิดเสียงก่อน นั่นคือ กล่องเสียง ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณลำคอใต้ช่องปากลงไปในผู้ชายจะเห็นชัดคือส่วนที่เรา เรียกว่า ลูกกระเดือก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกล่องเสียงนั่นเอง กล่องเสียงประกอบด้วย กระดุกก่อนและกล้ามเนื้อหลายชิ้นทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อ 2 ชิ้น ที่เราเรียกว่าสายเสียงน้นขึงตึงจากด้านในของลูกกระเดือกไปยังส่วนหลัง ของกล่องเสียง สายเสียงนี้สามารถเคลื่อนไหวเปิดปิดให้ลมหายใจออกเคลื่อนมาถึงสายเสียงซึ่ง ปิดอยู่จากแรงดันของลมทำให้สายเสียงเปิดออก และเกิดมีการสั่นสะเทือนของสายเสียง ซึ่งจะเปลี่ยนลมจากปอดให้กลายเป็นเสียงและเสียงก็จะถูกปรับปรุงให้เป็นคำพูด ที่ชัดเจนโดยอวัยวะในช่องปากซึ่งได้แก่ ลิ้น ฟัน เพดาน และอื่น ๆ

เสียงแหบเกิดจากสาเหตุใหญ่ 2 ประการ คือ
          1. ความผิดปกติในโครงสร้างของส่ายเสียง
          2. ความผิดปกติในการทำหน้าที่ของสายเสียง

ในกลุ่มเสียงแหบที่เกิดจากความผิดปกติของตัวสายเสียงเองนั้น อาจจะได้แก่
          - ความพิการตั้งแต่กำเนิด เช่น มีแผ่นเยื่อบาง ๆ ขึงระหว่างสายเสียงทั้ง 2 ข้าง
          - การอักเสบของกล่องเสียง ซึ่งอาจจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส
          - เนื้องอกของสายเสียง อาจแบ่งได้เป็น ชนิดร้ายแรง ชนิดไม่ร้ายแรง ติ่งเนื้อที่เกิดจาการใช้เสียงมาก
          - การ ได้รับกระแทกบริเวณกล่องเสียง อาจทำให้กระดูกอ่อนของกล่องเสียงแตกหัก ไฟลวกบริเวณใบหน้าหรือส่วนบุบของลำตัว หายใจเอาลมร้อนจัดเข้าไปลวกเยื่อบุของทางเดินหายใจรวมทั้งกล่องเสียง
          - อัมพาตของสายเสียง อาจเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้าง สาเหตุที่พบบ่อย คือ ภายหลังการผ่าตัดต่อธัยรอยด์ที่คอ แล้วมีผลต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของสายเสียง ทำให้สายเสียงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ อัมพาตของสายเสียงอาจเกิดมะเร็งในปอด หรือพยาธิสภาพอื่นในทรวงอกก็ได้
          - พวกที่ใช้เสียงผิดจนติดเป็นนิสัย
          - พวกที่มีความผิดปกติทางด้านจิตใจก็มีผลต่อการทำงานของสายเสียง เช่น อาจทำให้เกิดเสียงเปลี่ยน หรือไม่มีเสียงเลยได้

เป็นหวัดทำให้เสียงแหบได้หรือไม่
            การ เป็นหวัดทำให้เสียงแหบได้ เนื่องจากเมื่อเป็นหวัดก็จะมีการอักเสบของบริเวณช่องจมูกและภายในคอ การอักเสบนี้อาจลามต่อไปถึงกล่องเสียงและสายเสียงทำให้มีการบวมของสายเสียง การทำงานของสายเสียงเปลี่ยนไป จึงเป็นสาเหตุให้เกิดเสียงแหบ

การรักษาอาการเสียงแหบ
            การ รักษาอาการเสียงแหบให้หายได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุทำให้เกิดเสียงแหบ เช่น ถ้าเสียงแหบเกิดจากโครงร้างของสายเสียงผิดปกติมาแต่กำเนิด ก็ย่อมรักษาไม่หาย แต่ถ้าเสียงแหบจากากรเป็นหวัดหรือการอักเสยของสายเสียงก็หายได้ แต่โรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในบ้านเราคือ มะเร็งของกล่องเสียง ซึ่งอาจรักษาให้หายขาดได้ถ้ามาพบแพทย์ในระยะเริ่มแรก หรือเสียงแหบในผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้เสียงมาก เช่น ครู นักเรียน นักแสดง การรักษาโดยการให้ยาอย่างเดียวย่อมไม่ได้ผลเต็มที่ จำเป็นต้องหยุดพักการใช้เสียงร่วมด้วย พวกนี้มักมีอาการเสียงแหบเป็น หาย ๆ บ่อย ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากที่ต้องใช้เสียงมากเกินไป

ข้อควรระวังมิให้เสียงแหบ
             เมื่อ เราได้ทราบถึงสาเหตุของการทำให้เกิดเสียงแหบแล้ว การป้องกันก็ต้องป้องกันสาเหตุ ซึ่งบางอย่างก็ทำได้ บางอย่างก็ทำไม่ได้ เช่น เสียงแหบหลังจากเป็นหวัด ก็ป้องกันโดย
            -  เมื่อ เป็นหวัดแล้วก็ต้องรีบรักษา โดยรับประทานยา ให้ความอบอุ่นแก่ร่ายให้พอเพียง หรือในขณะที่อากาศร้อน อย่านอนเป่าพัดลมตรงมาที่ตัว เพราะการหายใจเอาลมแห้งเข้าไปตลอดเวลาทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง และเกิดการอักเสบตามมาได้ง่าย  เมื่อเป็นหวัด หรือเจ็บคอ ถ้าทำได้ควรใช้เสียงให้น้อยลง
            -  ใน เด็ก การเชียร์กีฬาด้วยเสียงดังเป็นการแสดงความพร้อมเพรียง และทำให้เกิดความสนุก แต่ก็ควรระมัดระวัง เมื่อรู้สึกคอแห้งมากก็อย่าตะโกนต่อไป เพราะจะทำให้สายเสียงอักเสบตามมาได้
             - จาก หลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค มะเร็งของระบบทางเดินหายใจ เช่น ที่ปอด ที่กล่องเสียง ดังนั้น ก็ควรหลีกเลี่ยงจากการสูบบุหรี่ เพื่อไม่เป็นการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของกล่องเสียง

บางคนเสียงแหบบ่อย โดยมิได้ตะโกนหรือใช้เสียงมากอยากทราบว่าเพราะอะไร
              ที่ เป็นเช่นนี้อาจเนื่องจากผู้นั้นมีการอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูก หรือมีหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ก็ทำให้กล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดเสียงแหบได้
              ส่วนการที่ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง อาจพบในคนที่สูบบุหรี่มากเป็นประจำ ทำให้เกิดอาการไอบ่อย ๆ การไอทำให้เสียงเสียงกระแทกกัน และเชื้อโรคที่อยู่ภายในเสมหะที่ไอออกมาผ่านสายเสียงออกสู่ภายนอกทั้งการไอ และทั้งเชื้อโรคในเสมหะทำให้สายเสียงอักเสบทำให้เกิดเสียงแหบได้
              ยาอมให้ชุ่มคอที่โฆษณาอยู่ตามท้องตลาดมีส่วนช่วยได้มากน้อยแค่ไหนในการรักษาเสียงแหบ
     มี ส่วนช่วยได้บ้างในแง่ที่ทำให้ชุ่มคอ เย็นคอ บางชนิดอาจมียาฆ่าเชื้อโรคผสมอยู่ด้วยก็อาจช่วยลดการอักเสบเล็กน้อยลงได้ บ้าง แต่ถ้ามีการอักเสบมากทำให้เสียงแหบ ยาอมอย่างเดียวก็ไม่สามารถรักษาได้

ข้อแนะนำหรือข้อฝากถึงท่านผู้อ่าน
              ตาม ที่ได้เรียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบแล้วว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าการสูบบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งของทาง เดินหายใจ โดยเฉพาะมะเร็งของปอด และมะเร็งกล่องเสียง ดังนั้นการงดสูบบุหรี่หรือพยายามสูบให้น้อยลง จึงเป็นวิธีที่ดีที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีเสียงแหบ หรือเจ็บคอที่ไดรับการรักษาแบบคออักเสบธรรมดาจากแพทย์ทั่วไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้ยังไม่หาย ควรได้รับการตรวจกล่องเสียงจากแพทย์ หู คอ จมูก โดยตางเพื่อหาสาเหตุของเสียงแหบ หรือเจ็บคอนั้น กรุณาอย่าคิดว่าสูบบุหรี่มากเสียงมันก็เป็นอย่างนี้เอง คำกล่าวนี้ทำให้ผู้ป่วยใจเย็นไม่มาพบแพทย์ และกว่าจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งของกล่องเสียงจึงทำให้เสียงแหบ เวลาก็ล่วงเลยไปจนหมดโอกาสที่จะรักษาให้หายได้ จึงขอเรียนท่านผู้อ่านได้คิดถึงความจริงในข้อนี้ไว้ด้วย

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

โคลน-นิ่ง หรือ โคลนิงก์


รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจินตนา ศิรินาวิน
ภาควิชาอายุรศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
    

"โคลนิงก์" คืออะไร
            "โคลนิงก์" (โคลน-นิ่ง) มาจากศัพท์วิทยาศาสตร์ว่า "cloning" หมายถึง การทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมเหมือนๆ กัน จะเรียกว่า "การคัดลอก" หรือ "การถอดแบบ" พันธุกรรม ก็ได้

โคลนิงก์ที่เกิดตามธรรมชาติมีหรือไม่
            แฝดไข่ใบเดียวกันเป็นตัวอย่างหนึ่งของโคลนิงก์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะมีต้นกำเนิดจากไข่ที่ปฏิสนธิแล้วใบเดียวกัน  เมื่อไข่จากแม่ปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิจากพ่อแล้วแบ่งตัวเป็นหลายเซลล์ ถ้าแต่ละเซลล์แยกออกจากกันและเจริญไปเป็นตัวอ่อนแต่ละตัว ก็จะได้แฝดไข่ใบเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นแฝดสองหรือมากกว่าสองก็ได้แฝดไข่ใบเดียวกันมีส่วนประกอบทางพันธุกรรมเหมือนกัน จึงมีลักษณะต่างๆ เหมือนกัน ถ้าจะต่างกันไปบ้างก็เพราะอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เช่น เลือดที่ไปเลี้ยงขณะอยู่ในครรภ์แม่ อาหาร และการเลี้ยงดูหลังคลอด เป็นต้น

นักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้เกิดโคลนิงก์ได้หรือไม่
            นักวิทยาศาสตร์สามารถทำโคลนิงก์สัตว์ได้สำเร็จมานานนับสิบปีแล้ว วิธีโคลนิงก์ที่ทำกันแต่เดิมเลียนแบบธรรมชาติ อาศัยเซลล์สืบพันธุ์จากพ่อและแม่ปฏิสนธินอกร่างกาย เพาะเลี้ยงระยะสั้นๆ ให้เซลล์แบ่งตัว แล้วแยกเซลล์จากตัวอ่อนตัวหนึ่งออกเป็นหลายๆ เซลล์ ถ่ายฝากแต่ละเซลล์กลับเข้าไปในโพรงมดลูกให้เจริญเติบโตในครรภ์ จนกระทั่งครบกำหนดและตกลูกออกมาได้หลายตัว ทั้งหมดมีต้นกำเนิดมาจากตัวอ่อนตัวเดียวกัน
            เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2540 นักวิทยาศาสตร์ชาวสก็อต ชื่อ เอียน วิลมุต (Ian Wilmut) กับคณะ รายงานความสำเร็จของโคลนิงก์แกะวิธีใหม่ โดยใช้เซลล์ร่างกายแทนเซลล์สืบพันธุ์ เขาตั้งชื่อแกะที่ได้จากวิธีนี้ว่า "ดอลลีย์ (Dolly)"

การทำโคลนิงก์มีประโยชน์อะไร
            การทำโคลนิงก์มีประโยชน์ทางเกษตรกรรม เพื่อแพร่พันธุ์สัตว์พันธุ์ดี สัตว์พันธุ์หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ หรือ สัตว์ที่มีลักษณะพิเศษทางพันธุกรรม (เช่น สามารถสร้างโปรตีนมนุษย์ที่ใช้รักษาโรคเลือดออกผิดปกติ เป็นต้น) นอกจากนี้ ใช้สร้างสัตว์ทดลองจำนวนมากที่มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนๆ กัน เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคพันธุกรรม และบทบาทของปัจจัยพันธุกรรมกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการเกิดโรค

ขั้นตอนโคลนิงก์ "ดอลลีย์" ทำอย่างไรบ้าง
ขั้นตอนโคลนิงก์ "ดอลลีย์" มีดังนี้
            1. เพาะเลี้ยงเซลล์จากเต้านมแกะในห้องปฏิบัติการ และทำให้เซลล์อยู่ในระยะจำศีล
            2. แยกไข่ที่ยังไม่ได้ปฏิสนธิมาจากแกะอีกตัว ดูดเอาไข่แดง (ซึ่งมีสารพันธุกรรม) ออก เหลือแต่ไข่ขาว
            3. ทำให้เซลล์เต้านมกับไข่รวมตัวกันโดยใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น
            4. ถ่ายฝากไข่เข้าไปในมดลูกของแกะอีกตัว (ตอนนี้ไข่มีสารพันธุกรรมจากเซลล์เต้านมอยู่ในไข่แดงแล้ว) ไข่จะเจริญเป็นตัวอ่อน และเติบโตต่อมาจนครบกำหนดตกลูกเป็นลูกแกะ จากไข่ 277 ฟองที่ฝากเข้าไปในมดลูก มี "ดอลลีย์" เพียงตัวเดียวที่มีชีวิตอยู่จนโต 7 เดือน การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ปรากฏว่า "ดอลลีย์" คัดลอกหรือถอดแบบพันธุกรรมมาจากแกะตัวที่ใช้เซลล์เต้านมมา ไม่ใช่จากแกะตัวที่ให้ไข่ขาว หรือตัวที่ไปฝากไว้ในท้อง

เหตุใดโคลนิงก์ "ดอลลีย์" จึงได้รับความสนใจและกล่าวขวัญกันอย่างมาก
            ผลสำเร็จของโคลนิงก์ "ดอลลีย์" แสดงถึงการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างใหม่ เป็นการสร้างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยอาศัยเซลล์ร่างกายจากพ่อหรือแม่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องอาศัยการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์ซึ่งต้องมาจากทั้งพ่อและแม่ ดังที่เกิดตามธรรมชาติหรือโดยโคลนิงก์วิธีเดิม
            ความสำเร็จนี้ทำให้เกิดความหวั่นเกรงว่าจะนำไปสู่โคลนิงก์มนุษย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านสังคม จริยธรรม และกฎหมายอย่างมากตามมา ขณะนี้โคลนิงก์มนุษย์ถูกต่อต้าน ทั้งถูกประณามโดยองค์กรหลายแห่งจากหลายประเทศทั่วโลก

ความก้าวหน้าของวิทยาการโคลนิงก์จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไร
            ความก้าวหน้าของวิทยาการโคลนิงก์ มีประโยชน์ทั้งในด้านความรู้พื้นฐานและในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อรักษาโรค  การทำโคลนิงก์มนุษย์ (หรือสัตว์ที่ลักษณะพันธุกรรมคล้ายมนุษย์) จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอวัยวะสำหรับใช้ปลูกถ่ายให้ผู้ป่วย เช่น ไขกระดูก และ ไต ความรู้ว่าเหตุใดเซลล์ร่างกายจึงสามารถกลับไปทำหน้าที่เป็นเซลล์ระยะตัวอ่อน แล้วเจริญจำแนกชนิดต่อไปอีก อาจนำไปสู่วิธีการรักษาโรคบางระบบ เช่น ระบบประสาท ทำให้เซลล์ซึ่งเสื่อมหน้าที่หรือถูกทำลายไปแล้ว กลับมาทำงานได้อีก

ผลเสียหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโคลนิงก์มีอะไรบ้าง
            การทำให้เกิดมนุษย์ด้วยวิธีโคลนิงก์ จะทำให้ความหมายของการเป็นพ่อแม่ลูก และสถาบันครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป ทั้งเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการนับถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อาจก่อให้เกิดความสับสนจากการที่มนุษย์ที่เหมือนๆ กันหลายคนในสังคม บางศาสนาถือว่าโคลนิงก์เป็นการละเมิดคำสอนและความเชื่อทางศาสนาอีกด้วย
            ขณะนี้ วิธีโคลนิงก์ยังไม่มีประสิทธิภาพนัก และยังไม่ทราบว่าปลอดภัยเพียงใด เด็กที่เกิดมาโดยวิธีนี้อาจมีความพิการหรือเป็นโรค หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือมีอายุสั้นกว่าธรรมดาก็ได้
            หากนำโคลนิงก์มาใช้เพื่อคัดเลือกพันธุ์มนุษย์ การคัดลอกแบบจากคนที่ถือกันว่ามีคุณสมบัติดี อาจจะได้ผลออกมาไมดีเหมือนที่คาด เพราะนอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนหล่อหลอมลักษณะของสิ่งมีชีวิตด้วย ยิ่งกว่านั้น ลักษณะที่ถือกันว่าดีในสมัยหนึ่งหรือสิ่งแวดล้อมหนึ่ง อาจเป็นลักษณะที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมสำหรับอีกสมัยหนึ่ง หรือในสิ่งแวดล้อมอื่นก็ได้
            อนึ่ง หากทำโคลนิงก์มนุษย์กันอย่างกว้างขวาง ได้มนุษย์ที่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมเหมือนกันจำนวนมากๆ ก็จะทำให้ขาดความหลากหลายทางพันธุศาสตร์ และอาจสูญพันธุ์ได้หากสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีโรคระบาดจากการติดเชื้อบางชนิด

บทส่งท้าย
            การนำความรู้และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาใช้ จำเป็นต้องคำนึงถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น นักวิทยาศาสตร์และสังคมมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน ที่จะตรวจสอบและวางมาตรการอันเหมาะสมเพื่อนำวิทยาศาสตร์มาใช้ให้บังเกิดประโยชน์สุขต่อสังคมทั่วหน้ากัน

ออกกำลังกาย ฟื้นฟูผู้ถูกตัดขาจากเบาหวาน



 อ.พญ.วิลาวัณย์  ถิรภัทรพงศ์
 ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
 Faculty of Medicine Siriraj Hospital
 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

“ขา..ขา...หายไปไหน”
            ความทุกข์ทรมานใจที่รู้ว่า ตนต้องต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญของร่างกายเมื่อลืมตาขึ้นหลังผ่าตัดขา ทำให้คนไข้เบาหวานหลายคนอดท้อใจกับชีวิตไม่ได้

            จากการสำรวจผู้สูงวัยเกิน 65 ปีขึ้นไปที่ถูกตัดขาพบว่าร้อยละ75 มีสาเหตุหรือเกี่ยวข้องกับเบาหวานเป็นสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากเบาหวานเป็นโรคที่ทำให้เกิดความบกพร่องของระบบประสาทส่วนปลาย ระบบประสาทอัตโนมัติ และระบบหลอดเลือด จึงทำให้เกิดอาการชาบริเวณปลายเท้า เวลาเป็นแผลบ่อยครั้งที่ไม่รู้ตัวกว่าจะรู้แผลก็มีขนาดใหญ่ เกิดแผลติดเชื้อได้ง่ายกลายเป็นแผลเรื้อรัง และรักษาให้หายยาก รวมทั้งอาจเกิดเนื้อตายจากหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน จนอาจนำไปสู่การรักษาด้วยการตัดนิ้วเท้า เท้า หรือขาในที่สุด

เริ่มต้นกันใหม่ด้วยการออกกำลังกาย
             แม้การถูกตัดขาจะทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ดูแลตนเอง มีแต่ความท้อแท้สิ้นหวัง ไม่ปรับพฤติกรรมการดูแลตนเองเสียใหม่ อาจจะทำให้ต้องสูญเสียแขนขาข้างที่เหลือ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ สำหรับในการดูแลตนเองนอกจากการควบคุมอาหาร การรับประทานยา และไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการรักษาและฟื้นฟูสภาพ โดยมีเป้าหมายคือ เพื่อเสริมสร้างหรือคงสภาพความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างเช่น ควบคุมระดับไขมันในเลือด ระดับความดันโลหิต และน้ำหนักตัว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามศักยภาพ

             การให้ผู้สูงอายุที่ถูกตัดขา โดยเฉพาะที่มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดหรือเบาหวาน หรือผู้สูงอายุที่ถูกตัดขาจากสาเหตุอื่น แต่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เป็นต้น มารับการทดสอบก่อนออกกำลังกาย สามารถช่วยให้การออกกำลังกายมีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจ และมีการปรับเพิ่มการออกกำลังกายให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

การทดสอบก่อนออกกำลังกาย
              การทดสอบก่อนออกกำลังกาย จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจว่าควรออกกำลังกายอย่างไรจึงจะเหมาะสม มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย  การทดสอบทำโดยให้ผู้ป่วยมาออกกำลังกาย โดยใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการออกกำลังกาย ได้แก่ ลู่เดิน จักรยานปั่นมือ จักรยานปั่นเท้า พร้อมกับมีการตรวจติดตามการทำงานของหัวใจ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในระหว่างการทดสอบ เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะก่อน ระหว่างและหลังการออกกำลังกาย

ข้อควรรู้ในการออกกำลังกาย
              1. ควรอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย โดยค่อยๆ เพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อ เพื่อลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อรวมทั้งเพื่อเป็นการตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นก่อนเพิ่มความหนักในการออกกำลังกายด้วย โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที
              2. ควรผ่อนเครื่องหลังการออกกำลังกายทุกครั้งโดยค่อย ๆ ลดความหนักและความเร็วในการออกกำลังกายลง เพื่อช่วยทำให้ความดัน และชีพจรค่อย ๆ กลับสู่เกณฑ์ปกติ รวมทั้งช่วยเพิ่มการไหลเวียนกลับของเลือดดำ เพื่อป้องกันภาวะความดันเลือดต่ำหรืออาการหน้ามืด หลังการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วยโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10 นาที
              3. ควรออกกำลังกายหลังอาหารมื้อใหญ่หนักประมาณ 1-2 ชม. เนื่องจากการออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหาร เพราะระดับอินซูลินที่สูงขึ้นหลังรับประทานอาหารช่วยทำให้ตับผลิต และปลดปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดน้อยลง
              4. พกพาลูกอม น้ำผลไม้ น้ำ ไปด้วยเมื่อออกกำลังกายเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะร่างกายขาดน้ำ
              5.ในกรณีที่ฉีดอินซูลิน ไม่ควรฉีดบริเวณกล้ามเนื้อที่มีการออกกำลังกาย เช่น ในการออกกำลังกายที่ใช้ส่วนแขนหรือขา ให้เปลี่ยนไปฉีดบริเวณหน้าท้องแทน

หลักในการออกกำลังกาย
              1. ประเภทของการออกกำลังกาย
               แนะนำให้ออกกำลังกายประเภทแอโรบิก เช่น เดินหรือปั่นจักรยานขาในผู้ป่วยที่ใส่ขาเทียมและสามารถทรงตัวได้ดี ปั่นจักรยานแขนหรือแกว่งแขนในผู้ป่วยที่ไม่ใส่ขาเทียมหรือใส่ขาเทียม แต่ยังทรงตัวไม่ได้เป็นต้น อย่างไรก็ตามจะเลือกออกกำลังกายชนิดใดขึ้นกับสภาพร่างกาย ความชำนาญ ความถนัด และความชอบของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทำได้อย่างสม่ำเสมอและมีความสุข

               2. ความหนักของการออกกำลังกาย
               ค่อย ๆ เพิ่มระดับในการออกกำลังกาย จากเบาๆและหนักเพิ่มขึ้น โดยให้ความเหนื่อยอยู่ที่ความหนักระดับปานกลาง ทั้งนี้อาจใช้อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรเป็นตัวกำหนด โดยอาจกำหนดความเหนื่อยที่อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรขณะพักบวก 10 แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น หรือถ้าไม่สามารถใช้อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรได้ ซึ่งอาจเนื่องจากกินยาลดความดันโลหิตบางกลุ่มที่ยับยั้งการเพิ่มของอัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจร แนะนำให้ใช้ระดับความรู้สึกเหนื่อยเป็นตัวกำหนดแทน

               3. ระยะเวลาในการออกกำลังกาย
               ค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายจนสามารถออกกำลังกายได้ต่อเนื่องประมาณ 20-30 นาที แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ให้ใช้วิธีออกกำลังกายสะสม โดยออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานเท่าที่ทำได้หลาย ๆ ครั้งและสะสมต่อวันได้

               4. ความถี่ในการออกกำลังกาย
               ประมาณสัปดาห์ละ 3 - 5 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย  ความหนักและระยะเวลาในการออกกำลังกาย นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว ผู้ถูกตัดขาจากโรคหลอดเลือดส่วนปลายหรือจากโรคเบา หวาน ควรได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพของหัวใจ ควบคุมโรคเบาหวาน ควบคุมระดับไขมันในเลือด ห้ามสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว รับประทานยาตามแพทย์สั่ง รวมทั้งป้องกันแผลที่ตอขาข้างที่ถูกตัดและป้องกันแผลที่เท้าที่อาจเกิดขึ้นกับขาอีกข้าง โดยเลือกใส่ขาเทียมที่กระชับพอดีกับตอขา ไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป และใส่รองเท้าที่มีขนาดและรูปทรงเหมาะสมกับเท้าข้างปกติ และทำด้วยวัสดุที่นุ่ม ใส่สบาย ระบายเหงื่อและความร้อน และที่สำคัญควรตรวจดูความผิดปกติ เช่น รอยแดง แผล ที่อาจเกิดขึ้นหลังการสวมใส่ทุกครั้ง
 
           ท้ายนี้ อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายว่ามีประโยชน์ต่างๆ มากมาย และไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด นอกจากจะทำให้ผู้ออกกำลังกายแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังทำให้คลายเครียด ลืมความโศกเศร้า และนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วย ยิ่งถ้าชวนเพื่อนมาออกกำลังกายด้วยกัน ยิ่งทำให้การออกกำลังกายสนุก มีความสุข แล้วที่สำคัญเพื่อนยังได้ดูแลกันเผื่อมีภาวะผิดปกติเกิดขึ้น อย่างเช่น อาการน้ำตาลในเลือดต่ำในขณะออกกำลังกายด้วย

            เห็นข้อดีอย่างนี้แล้ว มาชวนกันออกกำลังกายดีกว่านะคะ

กลัวกระดูกผุ


รศ.พญ.มานี  ปิยะอนันต์
ภาควิชาสูติศาสตร์ - นรีเวชเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ประยงค์ : สวัสดีค่ะคุณหมอ ดิฉันเคยเป็นคนไข้ของคุณหมอ ดิฉันสบายดีเลยไม่ได้มา พบคุณหมอหลายปีแล้วค่ะ

หมอ : สวัสดีค่ะคุณประยงค์ หลังผ่าตัดไม่มีปัญหาอะไรเลยหรือคะ

ประยงค์ : ไม่มีเลยค่ะ หลังจากที่คุณหมอผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ทั้งสองข้างออกพอ ครบเดือน คุณหมอนัดมาตรวจหลังผ่าตัด คุณหมอบอกว่าปกติดี ดิฉันก็ไม่ได้กินยา อะไรเลย เพียงแต่ปฏิบัติตัวตามที่คุณหมอแนะนำ คือออกกำลังกายสม่ำเสมอ และกิน อาหารที่มีประโยชน์ ดิฉันพยายามดื่มนมพร่องมันเนยวันละกล่อง ทั้งๆ ที่ไม่เคยดื่มมา ก่อนเลย เพราะไม่ชอบกลิ่นนม และเมื่อดื่มแล้วรู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย คือมันมี อาการท้องอืด และมีลมในท้องมาก แต่เมื่อคุณหมอแนะนำให้ดิฉันทำโยเกิตสด (วิธีทำ อยู่ท้ายบท) เมื่อลองทานแล้ว จึงเริ่มดื่มนมได้ แม้ว่าห้องทำงานอยู่ถึงขั้น 5 หลังผ่าตัด ใหม่ๆ เพื่อนๆ ของดิฉันเตือนว่าระวังเข่าเสื่อม แต่ดิฉันเชื่อคุณหมอว่า การเดินออก กำลัง กายจะทำให้ร่างกายเสื่อมช้าลง เดี๋ยวนี้ดิฉันแข็งแรงดีและไม่ค่อยเป็นหวัด หรือ เป็นโรคภูมิแพ้เหมือนตอนก่อนผ่าตัดแล้วค่ะ ดิฉันขึ้นลงบันไดวันละ 5–10 เที่ยวทุกวัน

หมอ : วันหยุดคุณประยงค์ออกกำลังกายหรือเปล่าค่ะ

ประยงค์ : วันหยุดดิฉันจะเดินจากบ้านมาปากซอย ซึ่งเป็นระยะทาง ประมาณ 500 เมตร โดยเดินไปและกลับ 2 เที่ยว ซึ่งรวมระยะทาง ประมาณ 2 กิโลเมตร เกือบทุกวันเลยค่ะ เพราะดิฉันรู้สึกกว่าหลังจาก ออกกำลังกายแล้วรู้สึกสดชื่น

หมอ : วันนี้คุณประยงค์มีปัญหาอะไรถึงมาหาหมอค่ะ

ประยงค์ : มีค่ะ ดิฉันสงสัยว่าทำไมเพื่อนๆ ที่ไปทำผ่าตัดแล้ว จึงได้ฮอร์โมนมากินกัน เพราะหมอบอกว่า หลังจากตัดรังไข่ออก ต้องกินฮอร์โมน ทดแทน มิฉะนั้นจะเป็นโรคกระดูกผุ ุ และกระดูกหักง่ายตอนแก่ ดิฉัน เลยรู้สึกกังวลใจ อยากถามคุณหมอว่าดิฉันควรกินยาหรือไม่ เคยเห็น เพื่อนที่กินยาแล้ว รู้สึกว่า อ้วนขึ้นมาก ดิฉันยังกลัวเรื่องอ้วนอยู่ค่ะ

หมอ : หลังผ่าตัดใหม่ๆ หมอเคยให้คุณประสงค์ สังเกตอาการของตน เองแล้วใช่ไหมคะ ว่ามีความผิดปกติอะไรบ้าง

ประยงค์ : ใช่ค่ะ หลังผ่าตัดใหม่ๆ ดิฉันมีอาการเหงื่อออกมากร้อนวูบ วาบตามตัว บางทีมีอาการเหมือนขนลุก แต่ก็ทนได้ เดี๋ยวนี้มีบ้างนานๆ ครั้งซึ่งไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไรค่ะ

หมอ : มีอาการอย่างอื่นบ้างหรือเปล่าค่ะ เช่น ถ่ายปัสสาวะบ่อย นอนไม่ หลับ ปวดศีรษะ หงุดหงิด หรือมีอาการซึมเศร้า ซึ่งอาการเหล่านี้อาจ เกิดขึ้นในสตรีวัยหมดประจำเดือน บางคนเป็นมากจนทนไม่ได้

ประยงค์ : ไม่มีเลยค่ะ รู้สึกว่าหลังการผ่าตัดดิฉันกลับสบายขึ้น ท้องไม่ ผูก ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ คงเป็นเพราะดิฉันรับประทานผักผลไม้มาก และ ออกกำลังกายตามที่คุณหมอแนะนำ

หมอ : การดูแลคนไข้หลังผ่าตัดนั้น หมอจะพิจารณาเป็นรายๆ ตาม ความจำเป็นว่า ต้องใช้ฮอร์โมนทดแทนหรือไม่ ยาทุกชนิดแม้แต่ยาบำรุง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะรับประทาน เราต้องคำนึงถึงทั้งประโยชน์และ โทษที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ ตามที่คุณประยงค์บอกว่ามีเพื่อนรับ ประทานยาแล้วอ้วนนั้น เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนกลัวมาก ถ้าคุณประยงค์ รู้สึกว่าแข็งแรงและสบายดีก็คงไม่จำเป็นต้องกินฮอร์โมนอีก หมอคิดว่า ประเทศไทยเราได้เปรียบประเทศอื่นที่มีอากาศหนาวจัด เพราะเรามี ผักผลไม้มากจนสามารถส่งไปขายในต่างประเทศได้ ผักผลไม้เป็น อาหารที่มีแคลเซียมมาก และเรายังมีแสงแดดซึ่งมีส่วนในการช่วยดูด ซึมแคลเซียม ส่วนคนที่อยู่ในเมืองหนาว เขาไม่มีแดด จึงต้องไปที่อาบ แดดกัน

ประยงค์ : ผู้สูงอายุกระดูกหักง่ายเพราะกระดูกผุใช่ไหมค่ะ

หมอ : สาเหตุของกระดูกหักมักเกิดจากการหกล้ม ซึ่งถ้าคุณประยงค์ ลองพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า ผู้สูงอายุนั้นมีสาเหตุที่ทำให้หกล้มง่ายได้ หลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงเพราะไม่ค่อย ได้ค่อยได้ออก กำลังกาย หรือไม่ค่อยได้ใช้งาน โรคทางตาทำให้มีปัญหาในการมอง เห็น เช่นเป็นต้อ ประสาทเสื่อมเกิดโรคทางหู ทำให้มีปัญหาการได้ยิน หรือเวียนศีรษะ คงไม่ใช่เพราะสาเหตุจากกระดูกบางเพียงอย่างเดียว

ประยงค์ : เพื่อนของดิฉันบางคนไปซื้อยาฮอร์โมน มารับประทานเองจะมีปัญหาไหมค่ะ

หมอ : ขอฝากคุณประยงค์ไปอธิบายให้เพื่อนฟังด้วยนะคะว่ายานั้นย่อม มีทั้งประโยชน์และโทษ การใช้ยาทุกอย่างแพทย์ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ก่อนใช้แพทย์ต้องซักประวัติ เช่น ญาติพี่น้องเคยมีก้อนที่เต้านม และเป็นมะเร็งที่เต้านมหรือไม่ แพทย์จะตรวจร่างกายรวมทั้งพิจารณา ถึงความจำเป็นในการใช้ยาทุกครั้ง ในกรณีของคุณประยงค์จะเป็นตัว อย่างสำหรับสตรีที่ไม่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนได้ดีทีเดียว

ประยงค์ : ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ ขอขอบพระคุณที่คุณหมอทำให้ดิฉันหายกังวลใจ
      
           วิธีทำโยเกิตสด มะนาวผลปานกลาง 1 ลูก นมสดหรือนมพร่องมันเนย 1 กล่อง ส้ม 1 ลูก วิธีทำบีบมะนาวที่ฝานแล้วลงในแก้ว ค่อย ๆ เทนมลงผสมในน้ำมะนาว โดยใช้ช้อนคน คลอดเวลา นมจะถูกย่อยน้ำมะนาวทำให้น้ำนมข้นเหมือนโยเกิต ถ้าต้องการรสส้มให้ เติมน้ำส้มคั้นลงไปเล็กน้อย ชิมรสตามชอบ จะได้เครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของนมและ วิตามินซีสด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก

โรคในออฟฟิศ


รศ.นพ.ศุภชัย  รัตนมณีฉัตร
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            ในปัจจุบันมักจะพบเห็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานในออฟฟิศ หรือสำนักงานได้โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการหรือเอกชน และตามบริษัทห้างร้านต่างก็มีให้เห็นอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์มากมายเหลือคณานับ อย่างไรก็ตาม   การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ โดยมิได้พักผ่อนเท่าที่ควร พฤติกรรมดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายขึ้นได้ โรคที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ได้แก่
         1. กลุ่มอาการทางตาจากคอมพิวเตอร์ (Computer Vision Syndrome: CVS)
        เป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับสายตาและการมองเห็น
        สาเหตุ  เกิดจากการใช้สายตามองจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้มีผลต่อดวงตา รวมถึงรังสีที่แผ่ออกมาที่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกด้วย
        อาการ  อาจจะรู้สึกแสบตา ไม่สบายตา เกิดอาการระคายเคืองตา เจ็บตา ตาพร่าจากการจ้องมองที่ไม่ค่อยกระพริบตา เป็นผลให้มีอาการตาแห้ง ซึ่งเป็นอาการเพียงชั่วคราว แต่หากเป็นอยู่บ่อย ๆ และนานขึ้น อาจจะเกิดอันตรายได้ เช่น กระจกตาอักเสบแห้ง มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสายตาสั้นชั่วคราว ประมาณร้อยละ 32 นอกจากนี้ อาจจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอ ไหล่ ปวดหลัง จากที่นั่งทำงานที่ไม่เหมาะสมร่วมด้วย
        การรักษา   อาจจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาบ่อยๆ หรือยาหยอดตาชนิดที่ยับยั้งการคั่งของเลือดบริเวณตา
        การป้องกัน
           -  ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ เนื่องจากจะทำให้สายตาเกิดความเมื่อยล้า ฉะนั้นจำเป็นต้องพักสายตา เช่น หลับตาทุก 10 นาทีต่อการทำงาน 1 ชั่วโมง หรือพักทุก 15 นาทีต่อการทำงานต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง เป็นต้น ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมงติดต่อกัน พบว่ามีอาการ CVS ร้อยละ 88
           -   ควรจัดสถานที่ตั้งคอมพิวเตอร์ในที่ที่มีแสงสว่างพอเหมาะ โดยเฉพาะจอภาพ แป้นพิมพ์ และที่วางเอกสาร เป็นต้น จะช่วยให้สบายตา หรืออาจใช้หลอดไฟโซเดียมเพื่อให้แสงสว่าง
           -  ควรใช้แผ่นกรองแสงเพื่อลดแสงจ้าและแสงสะท้อน จะช่วยลดความล้าของสายตาลงได้
          2.  กลุ่มอาการปวดข้อ(Carpal Tunnel Syndrome: CYS)
          เป็นกลุ่มอาการของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดอาการของโรคกระดูกข้อมือเจ็บปวด ข้อกระดูกนิ้วมือเสื่อม และชา
          สาเหตุ  เกิดจากการกดแป้นพิมพ์ และการใช้เมาส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน การจับเมาส์โดยมีข้อมือเป็นจุดหมุน อาจเกิดพังผืดบริเวณข้อมือ หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการชา จนไม่สามารถหยิบของได้
          การรักษา  หากเริ่มมีอาการอาจต้องรับประทานยาแก้ปวด และหยุดการเคลื่อนไหวโดยการพักข้อมือ อาการก็อาจทุเลาลงได้ อาการปวดจะหายไปในที่สุด หากปวดบวม ให้รับประทานยาระงับปวดและอาจต้องสวมอุปกรณ์ประคองมือ เพื่อลดการเคลื่อนไหวของข้อมือ หรือฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์เข้าบริเวณข้อมือ เพื่อลดการอักเสบโดยตรง ส่วนในรายที่เป็นมานาน อาจจำเป็นต้องผ่าตัดจึงจะได้ผลดี
          การป้องกัน
             -  ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ เนื่องจากจะทำให้เกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย
             -  ควรจัดวางคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากตัวพอดีกับแขนที่จับเมาส์และแป้นพิมพ์ให้สบายๆ ไม่เหยียดหรืองอข้อมือเกินไป
             -  ขณะปฏิบัติงานพิมพ์บนแป้นพิมพ์ ควรจัดให้ท่อนแขนวางอยู่ในแนวขนานกับพื้น
             -  ควรมีแผ่นรองข้อมือมาวางเม้าส์ จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณข้อมือได้อย่างมาก
             -  การเคลื่อนไหวขณะนั่งปฏิบัติงานจะต้องให้ถูกลักษณะท่าทาง ไม่เอี้ยวตัวไปมามากเกินไป หากหยิบจับสิ่งของจำเป็นต้องออกแรงทั้งมือและนิ้ว

ข้อเสนอแนะ
            การปรับอุปกรณ์สำนักงานให้ถูกต้อง เป็นวิธีการป้องกันอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดการเจ็บป่วย ซึ่งมีผลมาจากการเคลื่อนไหวและการวางตำแหน่งของสรีระในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง โดยมีแนวทางการปรับปรุงอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ถูกต้อง ดังนี้ คือ
           1. เก้าอี้ ควรเป็นขนาดที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ขอบด้านหน้าของเบาะนั่ง ควรมีลักษณะโค้งเพื่อให้มีพื้นที่ว่างระหว่างด้านหน้าของเบาะกับด้านหลังของหัวเข่า ความสูงของเบาะและพนักพิงจะต้องปรับได้ สะโพก หัวเข่า และข้อเท้า ควรทำมุมอย่างน้อย 90 องศา พนักพิงจะต้องสัมผัสกับแผ่นหลังโดยสมบูรณ์และที่เท้าแขนสามารถช่วยพยุงแขนขณะใช้แป้นพิมพ์
           2. จอภาพ  ควรอยู่ตำแหน่งตรงหน้าผู้ใช้ จัดให้ห่างจากผู้ใช้อย่างน้อย 3 ฟุต (ยิ่งห่างยิ่งดี) จอภาพควรอยู่ระดับต่ำกว่าระดับสายตา 5 นิ้ว หรือประมาณ 10-20 องศา และสามารถปรับความสูงของจอภาพได้ด้วยแท่นวางปรับมุมเงยของจอภาพ เพื่อลดแสงจ้าหรือแสงสะท้อนจากดวงไฟเหนือศีรษะหรือหน้าต่าง นอกจากนี้ ควรใช้จอที่กรองแสงเพื่อป้องกันแสงจ้าและรังสีต่าง ๆ
           3. แป้นพิมพ์และเมาส์  ควรวางตำแหน่งของแป้นพิมพ์และเมาส์ในระยะห่างและความสูงที่พอเหมาะ ปล่อยแขนตามธรรมชาติและให้ข้อศอกอยู่ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยให้เกิดมุมที่เหมาะสมระหว่างข้อศอกและข้อมือ
           4. ถาดวางแป้นพิมพ์และเมาส์  ควรมั่นคงแข็งแรงและปรับได้ในหลายลักษณะของการใช้งานที่เหมาะสม แต่ยังคงให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่งตรงกลาง และสามารถวางที่พักข้อมือได้
           5. แป้นหนีบเอกสาร จะต้องอยู่ระดับเดียวกันและใกล้จอคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุด จะช่วยให้คออยู่ในตำแหน่งตั้งตรง ซึ่งจะช่วยลดการเคลื่อนไหวของศีรษะและลดความเครียดของกล้ามเนื้อตา
           6. ที่พักข้อมือ จะต้องปราศจากขอบที่แข็งหรือคม โดยมีหน้ากว้างเพียงพอแก่การพยุงข้อมือและฝ่ามือ
           7. ที่วางเท้า  ควรมั่นคงแข็งแรงสามารถปรับความสูงได้ ไม่ลื่น และมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะให้ความสะดวกสบายขณะวางเท้า
           8. โคมไฟ ให้แสงสว่างที่เพียงพอแก่การมองดูเอกสาร นิยมแสงแบบอุ่นจะช่วยลดแสงกระจายและสายตาเมื่อยล้า โดยปราศจากแสงจ้าบนเอกสารหรือบนจอคอมพิวเตอร์

             คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยลดอาการต่างๆ ที่เกิดจากการทำงานได้ หากยังมีอาการอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม.

รู้ลึก รู้จริง “อินซูลิน”

ภญ.ชัยวรรณี   เกาสายพันธ์
ฝ่ายเภสัชกรรม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

             พูดถึงอินซูลิน  หากผู้ป่วยเบาหวานขาดล่ะก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต อย่าทำเล่นไป เรามีความรู้มาฝากค่ะ

รู้จักอินซูลิน
             อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ตับอ่อนสร้างขึ้น และมีหน้าที่ที่สำคัญคือ นำน้ำตาลในเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเพื่อสร้างเป็นพลังงาน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้เต็มที่ เนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน มีผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อย  กระหายน้ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น โรคติดเชื้อเป็นแผลหายยาก โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตและตา เป็นต้น

เมื่อไรถึงต้องใช้อินซูลิน
             • ผู้ป่วยเบาหวานที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
             • ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนทางตับ ไต และรักษาโดยยาชนิดรับประทานไม่ได้ผล

ชนิดของอินซูลิน
            แหล่งที่มาของอินซูลิน มี 2 แหล่ง คือ ได้มาจากการสกัดจากตับอ่อนของหมูและวัว ส่วนอีกแหล่งได้มาจากการสังเคราะห์โดยวิธีพันธุวิศวกรรม ทำให้ได้อินซูลินที่เหมือนกับอินซูลินของมนุษย์ ซึ่งมีโอกาสเกิดการแพ้น้อยกว่าแบบแรก และนิยมใช้กันในปัจจุบัน
อินซูลินแบ่งออกเป็นหลายชนิด ตามระยะเวลาที่ออกฤทธิ์
             1. ชนิดออกฤทธิ์เร็วมาก ลักษณะใส ไม่มีสี ออกฤทธิ์ในเวลา 10-15 นาที ออกฤทธิ์สูงสุดที่ 1-3 ชม. และมีฤทธิ์นานประมาณ 3-5 ชม. ใช้ฉีดเมื่อต้องการลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารมื้อนั้น ๆ
             2. ชนิดออกฤทธิ์เร็วและสั้น ลักษณะใส ไม่มีสี ออกฤทธิ์ในเวลา 30-60 นาที ออกฤทธิ์สูงสุดที่ 2-4 ชม. และมีฤทธิ์นานประมาณ 5-7 ชม. ส่วนใหญ่ใช้ฉีดก่อนอาหารครึ่งชม. เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลหลังอาหารหรือเพื่อลดน้ำตาลในเลือดให้ลงอย่างรวดเร็วกรณีที่มีน้ำตาลในเลือดสูงมาก
             3. ชนิดออกฤทธิ์ปานกลาง ลักษณะเป็นสารละลายขุ่น ต้องเขย่าขวดเบาๆให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนใช้ทุกครั้ง ออกฤทธิ์ในเวลา 2-4 ชม. ออกฤทธิ์สูงสุดที่ 6-12 ชม. และมีฤทธิ์นานประมาณ 18-24 ชม. ใช้เป็นอินซูลินหลักในการรักษาโรคเบาหวาน
             4. ชนิดออกฤทธิ์ยาว ลักษณะใส ไม่มีสี ออกฤทธิ์ในเวลา 2 ชม. ไม่มีฤทธิ์สูงสุด และมีฤทธิ์นาน 24 ชม. ใช้สำหรับฉีดเพื่อให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้นในปริมาณหนึ่งตลอดทั้งวัน และป้องกันไม่ให้เกิดน้ำตาลในเลือดต่ำได้
             นอกจากนี้ยังมี อินซูลินชนิดผสม ซึ่งนำเอาอินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็วมาผสมกับชนิดออกฤทธิ์ปานกลางในอัตราส่วนต่าง ๆ สะดวกสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้อินซูลินทั้งสองแบบ ลักษณะเป็นสารละลายขุ่น ต้องเขย่าเบา ๆ ก่อนใช้ทุกครั้ง

ทำไมต้องใช้อินซูลินโดยวิธีฉีด
             หากผู้ป่วยได้รับอินซูลินโดยการรับประทาน ตัวยาจะถูกทำลายโดยน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหาร จึงต้องใช้วิธีฉีดเข้าร่างกายโดยตรง  
             วิธีฉีด ปกติจะฉีดใต้ผิวหนัง แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์อย่างเคร่งครัด

การเตรียมยาในกรณีที่ใช้อินซูลินแบบขวด
              ตรวจดูลักษณะยา ถ้าเป็นชนิดน้ำใส ต้องไม่หนืด ไม่มีสี ถ้าเป็นชนิดน้ำขุ่นแขวนตะกอน ให้คลึงขวดยาบนฝ่ามือทั้งสองข้างเบา ๆ เพื่อให้ยาผสมกันทั่วทั้งขวด  ห้ามเขย่าขวดอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดฟองและทำให้ได้ปริมาณยาไม่ครบตามจำนวน
              ถ้าผู้ป่วยใช้อินซูลิน น้ำขุ่นและน้ำใสในเวลาเดียวกัน ให้ดูดยาชนิดน้ำใสก่อนเสมอ เพราะหากดูดน้ำขุ่นก่อนน้ำใส ยาที่เป็นน้ำขุ่นอาจเข้าไปผสม ทำให้อินซูลินน้ำใสมีลักษณะเปลี่ยนไป เมื่อดูดยาสองชนิดผสมในเข็มเดียวกันควรฉีดทันทีหรือภายใน 15 นาที เพราะหากทิ้งไว้นานจะทำให้การออกฤทธิ์ของยาเปลี่ยนไป

ฉีดอินซูลินบริเวณไหนได้บ้าง
              ฉีดได้ทั้งบริเวณ หน้าท้อง หน้าขาทั้ง 2 ข้าง สะโพก ต้นแขนทั้ง 2 ข้าง และต้องใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดบริเวณฉีด ที่สำคัญ ห้ามฉีดซ้ำที่เดิมมากกว่า 1 ครั้ง ใน 1 - 2 เดือน เนื่องจาก อาจทำให้บริเวณที่ฉีดเกิดเป็นก้อนไตแข็ง  เมื่อดึงเข็มออกให้ใช้สำลีกดเบา ๆ ห้ามนวดตรงที่ฉีด เพราะทำให้ยาดูดซึมเร็วเกินไป จนอาจเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำได้ และในการฉีดครั้งต่อไปควรฉีดห่างจากจุดเดิม 1 นิ้ว
    
นอกจากการใช้หลอดฉีดยาธรรมดา ยังมีการฉีดอินซูลินอีก 2 แบบ คือ
              1. ปากกาฉีดอินซูลิน ลักษณะคล้ายกับปากกาหมึกซึมขนาดใหญ่ โดยมีอินซูลินบรรจุในหลอดแก้วขนาดเล็กใส่เข้ากับตัวปากกาพอดี ซึ่งปัจจุบันนี้นิยมใช้กันมาก เนื่องจากสะดวกในการพกพาและการใช้สอย ทำได้โดยการหมุนเกลียวไปตามตัวเลขที่ต้องการก็จะได้ปริมาณอินซูลินตามนั้น ไม่ต้องใช้วิธีดูดยาออกจากขวด แต่มีราคาค่อนข้างสูง
               2. อินซูลินปัมพ์ เป็นเครื่องมือที่จะติดอยู่กับตัวผู้ป่วยตลอดเวลาโดยมีเข็มแทงเข้าใต้ผิวหนังซึ่งต่อกับตัวเครื่องซึ่งควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะตั้งโปรแกรมให้ฉีดอินซูลินขนาดต่ำ ๆ เข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา และฉีดอินซูลินปริมาณเพิ่มขึ้นก่อนอาหาร เป็นการเลียนแบบคนปกติ

อาการข้างเคียงและข้อควรปฏิบัติ
               1. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นผลจากการให้อินซูลินมากเกินไป รับประทานอาหารน้อยเกินไป ผิดเวลา หรือช่วงระหว่างมื้อนานเกินไป ออกกำลังกายหรือทำงานมากกว่าปกติ อาการที่เกิดมีได้หลายอย่าง เช่นปวดหัว เหงื่อออก ตัวเย็น ใจสั่น กระสับกระส่าย อ่อนเพลีย ชาในปากหรือริมฝีปาก เดินเซ หงุดหงิด มองภาพไม่ชัด ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้ดื่มน้ำผลไม้ หรือรับประทานของที่มีน้ำตาลผสม (ห้ามใช้น้ำตาลเทียม) และพบแพทย์ทันที
               2. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เป็นผลจากการได้รับอินซูลินไม่เพียงพอ หรือรับประทานมากเกินไป จะปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หิว ปวดหัว อ่อนเพลีย คลื่นไส้ มึนงง ถ้าเป็นลมให้นำส่งโรงพยาบาลทันที

ข้อควรระวังในการใช้
               ก่อนใช้อินซูลินควรแจ้งแพทย์ หากเคยมีประวัติแพ้อินซูลิน กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร  รวมทั้งผู้เป็นโรคต่อมไทรอยด์  โรคตับ โรคไต และโรคติดเชื้อ รวมทั้งผู้ที่กำลังใช้ยาอื่นอยู่ ต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรให้ทราบทุกครั้ง
               ผู้ป่วยควรฉีดยาให้ตรงตามขนาดและเวลาที่แพทย์สั่ง ไม่ควรปรับขนาดยาเองหรือเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าหากลืมฉีดยา หากมีปัญหาในการใช้ยาให้กลับมาปรึกษาแพทย์ และควรมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อติดตามผลการรักษา และทุกครั้งที่มาตรวจควรดูว่าอินซูลินที่ใช้เป็นแบบเดิมหรือไม่ มีการเปลี่ยนเวลาหรือขนาดในการฉีดหรือไม่ เพราะบางครั้งแพทย์อาจมีการปรับเปลี่ยนตัวยา  ขนาดยา หรือเวลาในการฉีด หากไม่แน่ใจควรสอบถามกับแพทย์อีกครั้ง

เคล็ดลับเก็บรักษา
               อินซูลินที่ยังไม่ได้เปิดใช้ หากเก็บที่อุณหภูมิ 2 – 8 องศาเซลเซียส เก็บได้นานเท่ากับอายุยาข้างขวดแต่สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (ประมาณ 25 องศาเซลเซียส) ได้นานประมาณ 30 วัน อินซูลินที่เก็บในอุณหภูมิสูง เช่น กลางแดดจัด หรือที่อุณหภูมิต่ำมากๆ เช่น ในช่องแช่แข็งของตู้เย็น ไม่ควรใช้เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากยาเสื่อมคุณภาพ และไม่แนะนำเก็บที่ฝาตู้เย็น เนื่องจาก อาจทำให้อุณหภูมิไม่ค่อยคงที่ จากการปิด-เปิดตู้เย็น
               -  อินซูลินที่เปิดใช้แล้ว และเก็บอยู่ในปากกาฉีดอินซูลิน สามารถเก็บที่อุณหภูมิห้อง(25 องศาเซลเซียส) ได้นานประมาณ 30 วัน
               -  อินซูลินแบบขวดที่เปิดใช้แล้วและเก็บในตู้เย็น (2-8 องศาเซลเซียส) จะเก็บได้นานประมาณ 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่เปิดขวด ถ้าเก็บที่อุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ได้นานประมาณ 30 วัน

ห่างไกลเบาหวาน 
                ผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากรับอินซูลินตามแพทย์สั่งแล้ว ยังต้องระวังการติดเชื้อง่าย ด้วยการรักษาอนามัยส่วนตัวให้สะอาด  โดยเฉพาะฟันและเท้า รวมทั้งบาดแผล รอยข่วน หรือแผลเปื่อยยิ่งต้องระมัดระวังความสะอาดเป็นพิเศษ รวมทั้งหมั่นออกกำลังกาย  ควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด อย่าลืมทำจิตใจให้สบาย  และสุดท้ายควรมีบัตรประจำตัวระบุชื่อนามสกุล ชื่อแพทย์ประจำตัว เบอร์โทรศัพท์ ชื่อชนิดและขนาดของอินซูลินที่ใช้พกติดตัวเสมอ เผื่อยามฉุกเฉินคนรอบข้างจะได้ช่วยเหลือทัน

                สุขภาพดี คุณกำหนดได้ เริ่มกันวันนี้เลยนะคะ

เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ



ผศ.พญ.สายชล ว่องตระกูล
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์
และกายภาพบำบัด
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เคยหรือไม่ เมื่อตื่นนอนในตอนเช้าและก้าวเท้าลงพื้น จะเกิดอาการปวดบริเวณฝ่าเท้าและส้นเท้า ถ้าเคย นั่นหมายถึง คุณอาจเริ่มเป็นโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบแล้ว... เอ็นฝ่าเท้าอักเสบหรือที่เรียกกันว่า “รองช้ำ”  ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากมีการบาดเจ็บหรืออักเสบของเอ็นฝ่าเท้าบริเวณที่เกาะกับกระดูกส้นเท้า
 เอ็นฝ่าจะยึดจากกระดูกส้นเท้าไปยังนิ้วเท้า ทำหน้าที่ช่วยรักษารูปทรงของเท้า และยังทำหน้าที่เหมือนสปริง เพื่อช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเดินหรือวิ่ง

อาการของโรค
            ผู้ที่เป็นโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ จะมีอาการปวดและกดเจ็บบริเวณส้นเท้า ในระยะแรกอาจเกิดอาการภายหลังการออกกำลังกาย เดิน หรือยืนนาน ๆ แต่ถ้าอาการมากขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดส้นเท้าอยู่ตลอดเวลา  ลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือ เมื่อลุกขึ้นเดิน 2–3 ก้าวแรกหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า หรือหลังจากนั่งพักขาเป็นเวลานาน จะรู้สึกเจ็บบริเวณส้นเท้า เนื่องจากเกิดการกระชากของเอ็นฝ่าเท้าที่อักเสบอย่างทันทีทันใด  แต่เมื่อเดินไประยะหนึ่ง  เอ็นฝ่าเท้าจะค่อย ๆ ยืดหยุ่นขึ้น อาการเจ็บส้นเท้าจึงค่อย ๆ ทุเลาลง

แม้จะเป็น ๆ หาย ๆ แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่ดีแน่ เพราะ...
            อาการเจ็บปวดส้นเท้าเรื้อรัง  จะส่งผลกระทบอย่างมากกับการทำกิจวัตรประจำวัน และการทำงาน เนื่องจากผู้ป่วยจะเกิดความเครียด วิตกกังวล และอาจมีหินปูนเกิดขึ้นบริเวณกระดูกส้นเท้าที่เอ็นฝ่าเท้ายึดเกาะอยู่  นอกจากนี้อาจทำให้เกิดอาการปวดข้อเท้า / ปวดเกร็งและตึงของกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย เนื่องจากจังหวะการเดินหรือลงน้ำหนักที่ผิดปกติไปจากอาการเจ็บส้นเท้า

ใครบ้างเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้
              -  ผู้หญิง เนื่องจากไขมันส้นเท้าจะบางกว่า เอ็นและกล้ามเนื้อของน่องและฝ่าเท้าไม่แข็งแรงเท่าผู้ชาย
              -  ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
             - อายุมากขึ้น เนื่องจากไขมันบริเวณส้นเท้าจะบางลง ทำให้จุดเกาะของเอ็นฝ่าเท้าบริเวณกระดูก ส้นเท้าได้รับแรงกระแทกมากขึ้น
             -  ผู้ที่ทำงานที่ต้องยืนหรือเดินนาน ๆ บนพื้นแข็ง หรือขรุขระ
             -  ผู้ที่ออกกำลังกายที่หนักเกินไปหรือไม่ได้ยืดกล้ามเนื้อน่องหรือเอ็นร้อยหวาย
 -  มีภาวะฝ่าเท้าแบนหรือโก่งโค้งจนเกินไป
 - มีความผิดปกติของข้อเท้า ข้อเข่าหรือข้อสะโพก ทำให้การเดินและการลงน้ำหนักผิดไปจากปกติ
             -  มีการใช้รองเท้าที่ไม่ถูกลักษณะ เช่น พื้นรองเท้าบางและแข็งเกินไป

รักษาอย่างไร...
            โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ รักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัดเป็นหลัก  ประมาณร้อยละ 80 – 90 ของผู้ป่วย อาการจะดีขึ้น แต่ต้องใช้ความอดทนในการดูแลรักษาตัวเอง (อาจใช้เวลานานถึง 2 – 6 เดือน) และต้องอาศัยหลาย ๆ วิธีประกอบกัน  คือ
1.     การใช้ยา อาจเป็นยากินเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นอาจใช้ยาฉีดสเตียรอยด์ ฉีดเฉพาะที่เพื่อลดอาการอักเสบ  แต่จะจำกัดการใช้เพียง  2 - 3 ครั้ง
2.      การลดหรือแก้ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ลดน้ำหนัก  ลดการออกกำลังกายที่หนักเกินไป
3.      การเปลี่ยนหรือแก้ไขรองเท้าให้ถูกลักษณะขึ้น โดยเลือกรองเท้าที่มีส้นนุ่ม ๆ หรือใช้แผ่นรองส้นเท้าที่นุ่ม ๆ มาติดเสริมในรองเท้า  ผู้ที่มีฝ่าเท้าแบน อาจเลือกใช้แผ่นรองที่บริเวณอุ้งเท้าเพื่อไม่ให้เท้าล้มเวลาเดินลงน้ำหนัก  และควรใส่รองเท้าส้นนุ่ม ๆ เดินในบ้านด้วย
4.      การทำกายภาพบำบัดด้วยตนเอง  ประกอบด้วย
-  การประคบร้อนหรือเย็น
-  การยืดกล้ามเนื้อน่อง และเอ็นฝ่าเท้า โดยในการยืดจะต้องทำค้างไว้ 10  วินาที  ทำครั้งละประมาณ 10 ครั้ง  ควรทำก่อนลุกขึ้นเดินหลังตื่นนอนและหลายๆ ครั้งต่อวัน
          ในกรณีที่ผู้ป่วยดูแลตนเองอย่างเต็มที่โดยวิธีไม่ผ่าตัดแล้วยังมีอาการของเอ็นฝ่าเท้าอักเสบอยู่  อาจจะต้องผ่าตัด เพื่อเลาะเนื้อเยื่ออักเสบและยืดเอ็นฝ่าเท้า หรือเอาหินปูนที่เกาะบริเวณกระดูกส้นเท้าออก  ป้องกันได้โดยเลือกใช้รองเท้าที่ถูกลักษณะ มีตัวรองส้นที่นุ่ม  พื้นไม่บางหรือแข็งเกินไป พร้อมแก้ไขหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ข้างต้น

หากปล่อยทิ้งไว้ ไม่ได้รับการรักษา จนลุกลาม อาจส่งผลร้าย คือ
    เกิดการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้ออื่นๆในขาเดียวกัน และอาจส่งผลไปถึงกล้ามเนื้อและข้อต่อของสะโพกและบั้นเอวด้วยจากลักษณะการเดินที่ผิดไปจากอาการเจ็บส้นเท้า

การรักษาโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ  จะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยเป็นหลัก  เพราะการใช้ยาเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้หายได้ โดยผู้ป่วยต้องลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  แก้ไขรองเท้า และทำกายภาพบำบัดยืดเอ็นฝ่าเท้าและกล้ามเนื้อน่องเป็นประจำ  จึงจะทำให้อาการทุเลาได้  ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีปัญหาอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เนื่องจากโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ถึงแม้จะรักษาจนหายดีแล้ว ก็อาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีก ถ้าไม่แก้ไขหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ค่ะ