วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คำแนะนำในการลดน้ำหนักและไขมันในเลือด


รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

1.     หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม  น้ำหวาน  โอเลี้ยง  ชาดำเย็น  เครื่องดื่มที่ใส่นมข้นหวาน  นมเปรี้ยว  นมปรุงแต่งรสต่างๆ  และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์  เช่น  ไวน์  เบียร์  วิสกี้  เนื่องจากมีแคลอรีสูงมาก     ถ้าต้องการดื่มชาหรือกาแฟ  ไม่ควรใส่น้ำตาล  ครีมเทียม  หรือนมข้นหวาน  อาจใส่นมพร่องมันเนย หรือน้ำตาลเทียมแทน       ถ้าต้องการดื่มน้ำอัดลม  สามารถดื่มได้เฉพาะน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม  เช่น  ไดเอทโค้ก  เป็ปซี่แม็กซ์ หรือดื่มโซดาจืด    ถ้าต้องการดื่มนม ควรเลือกนมพร่องมันเนย หรือนมที่มีไขมันต่ำ

2.     หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยกระทะ  เช่น  อาหารผัด  อาหารทอดทุกชนิด   ถ้าจำเป็นควรเลือกใช้น้ำมันพืช     ควรรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการต้ม, นึ่ง, ปิ้ง, ย่าง, เผา, อบ  เช่น  แกงจืด  แกงส้ม กับข้าว       หลีกเลี่ยงแกงมันๆ  เช่น  แกงกะทิ  ไม่ควรรับประทานอาหารประเภทแป้ง  เช่น  ข้าวสวย  ขนมปัง  หรือก๋วยเตี๋ยวในปริมาณที่มากเกินไป

3.     ควรรับประทานผัก  ผลไม้  และน้ำเปล่า  เป็นปริมาณมากขึ้นในแต่ละมื้อ  เช่น ส้ม  กล้วย  แอปเปิ้ล  แตงโม  ฝรั่ง     ไม่ควรรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัด  เช่น  ทุเรียน  ลำไย  ขนุน หรือผลไม้เชื่อม หรือผลไม้แห้งทุกชนิด

4.     งดรับประทานขนมกินเล่น  ขนมหวาน  หรืออาหารที่มีกะทิหรือน้ำตาลมาก  เช่น  ทองหยิบ  ทองหยอด  ฝอยทอง  ขนมปังหวาน  เค้ก  สังขยา  ลูกกวาด  ช็อกโกแล็ต  คุกกี้  ไอศกรีม  แกงบวด  รวมทั้งของจุบจิบระหว่างมื้อ

5.     หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง  หรือมีไขมันอิ่มตัวสูง  เนื่องจากมีแคลอรี่สูง  เช่น  เนื้อมะพร้าว  อาหารที่ประกอบจากกะทิ   ไขมันสัตว์  เครื่องในและสมองสัตว์  ไข่แดง         ไข่ปลาต่างๆ   เนื้อสัตว์ที่มีมันปน อาหารที่มีส่วนประกอบของเนยสัตว์  หมูสามชั้น  หมูบด  ขาหมู  หนังสัตว์ เช่น หนังหมู, เป็ด, ไก่    ไส้กรอก   กุนเชียง    อาหารทะเลบางชนิด  เช่น  กุ้ง  ปู  หอย  ปลาหมึก    ควรรับประทานปลา หรือเนื้อหมู, ไก่ หรือวัวที่ไม่ติดมัน

6.     ไม่ควรรับประทานอาหารหรือขนม  ของหวาน  ขณะดูโทรทัศน์  ขณะอ่านหนังสือ หรือทำงานอื่น          ควรรับประทานช้าๆ  เคี้ยวนานๆ  และควรดื่มน้ำเปล่าเป็นระยะๆ   ควรลดปริมาณอาหารที่ทานในมื้อเย็น

7.     ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  เป็นระยะเวลาติดต่อกัน วันละ 20-30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง  โดยเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น   หายใจเร็วขึ้น  (Aerobic exercise) เช่นวิ่ง  เดินเร็ว  ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ  ขี่จักรยาน  เตะฟุตบอล  เล่นเทนนิส หรือแบดมินตัน          พึงระลึกเสมอว่า  การที่น้ำหนักจะลดลงได้  พลังงานที่ใช้ต้องมากกว่าพลังงานที่ได้รับ   ถ้าไม่สามารถออกกำลังกายได้ หรือ ออกกำลังกายได้น้อย   ต้องลดพลังงานที่ได้รับลง คือ ควบคุมปริมาณอาหาร   ถ้าไม่สามารถควบคุมอาหารได้   ต้องเพิ่มการใช้พลังงาน คือ ออกกำลังกายให้มากขึ้น

“กำจัดขนด้วยเลเซอร์” อันตรายหรือไม่


รศ.นพ.วรพงษ์  มนัสเกียรติ
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


       ผิวหนังของคนเราเกือบทุกส่วนจะปกคลุมด้วยเส้นขน ยกเว้นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า  เส้นขน มีประโยชน์หลายอย่างแตกต่างกันตามตำแหน่ง เช่น ขนบริเวณลำตัวและแขนขา ช่วยควบคุมระดับอุณหภูมิในร่างกาย  ขนบริเวณหนังศีรษะมีไว้ปกป้องแสงแดดและเพื่อความสวยงาม  ขนบริเวณรักแร้ ลดแรงเสียดสี เป็นต้น
แต่ในบางครั้งเส้นขนที่ดกดำมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความสวยงามหรือบุคลิกภาพของคุณได้เช่นกัน  เช่น เส้นขนบริเวณหน้าแข้งหรือริมฝีปากของคุณสุภาพสตรี ภาวะความผิดปกติของฮอร์โมนหรือผลข้างเคียงของยาบางประเภทก็สามารถก่อให้เกิด ขนขึ้นมากผิดปกติ หรือเกิดขนงอกในบริเวณที่ไม่ควรงอก เช่น โรค Polycystic ovarian syndrome การรับประทานยาประเภทสตีรอยด์ หรือยากดภูมิคุ้มกันบางประเภท เป็นต้น การกำจัดขนจึงอาจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบางท่าน

วิธีกำจัดขนมี  2 วิธี คือ
     1.  กำจัดขนแบบชั่วคราว ได้แก่  การโกน ถอน ใช้ด้ายกระตุกซึ่งวิธีการเหล่านี้ นอกจากต้องทำบ่อย ๆ เพราะความที่เป็นวิธีที่ไม่ถาวรแล้ว  ยังมักก่อให้เกิดปัญหาของรูขุมขนอักเสบ และขนคุดตามมา
     2. กำจัดขนแบบถาวร ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ
 
        - วิธี electrolysis คือ การใช้เข็มสอดลงไปที่รากขนทีละเส้นแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าทำลายรากขน  วิธีนี้ค่อนข้างเจ็บและเสียเวลานานมาก เพราะต้องสอดเข็มลงไปที่รากขนทีละเส้น  และมีโอกาสเสี่ยงกับการเกิดแผลเป็นค่อนข้างสูง  เพราะว่าการสอดเข็มลงไปที่รากขนเป็นวิธีการสอดแบบสุ่ม  โดยที่ผู้ทำการรักษาไม่ทราบว่ารากขนอยู่ที่ใด

       - วิธีใช้แสงความเข้มสูงและเลเซอร์ เป็นวิธีการกำจัดขนโดยอาศัยพลังงานความร้อนจากแสงไปทำลายรากขน  แสงสามารถทำลายรากขนโดยเฉพาะเจาะจง เพราะว่าบริเวณรากขนจะมีเซลล์สร้างสีที่เรียกว่าเมลาโนซัยท์  ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวนำแสงหรือตัวดูดพลังงานแสงให้มาอยู่เฉพาะบริเวณรากขน

แสงความเข้มสูงและเลเซอร์กำจัดขนได้อย่างไร?
       เครื่อง กำจัดขนสามารถส่งพลังงานแสงไปที่รากขน เซลล์สร้างสีบริเวณรากขนจะทำหน้าที่ดูดรับพลังงานแสง แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนเพื่อทำลายรากขน
ความ รู้สึกระหว่างกำจัดขนด้วยแสงคล้ายกับหนังยางดีดบนผิวหนัง เป็นความรู้สึกซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ทนความรู้สึกได้ บริเวณผิวหนังอ่อน ๆ เช่น ริมฝีปาก  ขาหนีบจะรู้สึกมากกว่าบริเวณอื่น  การ ทายาชาชนิดครีมก่อนการทำเลเซอร์จะช่วยลดความรู้สึกระหว่างการรักษาได้ นอกจากนี้เลเซอร์หลายชนิดมีระบบให้ความเย็นแก่ผิวหนัง ซึ่งสามารถลดอาการเจ็บระหว่างการรักษาได้

การกำจัดขนด้วยเลเซอร์ใช้เวลานานเท่าใด ?
       ระยะเวลาที่ใช้ขึ้นกับตำแหน่ง เช่น บริเวณรักแร้ใช้เวลาเพียง 2-3 นาที  ส่วนบริเวณแผ่นหลังหรือหน้าแข้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

การรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านใดบ้าง ?
       ผล ของการรักษาขึ้นอยู่กับสีของขนและสีผิว โดยทั่วไปเส้นขนสีดำเข้มจะได้ผลดีกว่าเส้นขนสีอ่อน คนผิวขาวมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่าคนผิวคล้ำ

การกำจัดขนด้วยแสงต้องทำกี่ครั้ง ?
       การกำจัดขนด้วยแสงจะทำลายเส้นขนประมาณ 15%-30% ภายหลังการรักษา 1 ครั้ง โดยทั่วไปต้องรักษาประมาณ  5-8 ครั้ง การรักษามักทำทุก 4-6 สัปดาห์

ผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรภายหลังการทำ?
       ผิวหนังบริเวณรอบรูขุมขนจะแดงและบวมเล็กน้อยภายในระยะเวลา 30 นาทีภายหลังการรักษา ซึ่งอาการนี้จะหายไปเองภายในเวลา 1 วัน การประคบด้วยความเย็นจะช่วยลดอาการแสบร้อนได้  ผิวหนังภายหลังการรักษาจะไม่เกิดแผล ไม่มีเลือดออก และไม่จำเป็นต้องปิดแผล

ควรดูแลรักษาอย่างไรภายหลังการกำจัดขน ?
       ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจวัตรประวันได้ปกติ ควรยกเว้นการใช้สบู่หรือครีมที่ระคายเคืองที่ผิวหนัง เช่น  Retin-A, AHA  ผู้ป่วยสามารถอาบน้ำได้ปกติ  ควรหลีกเลี่ยงการออกแดด และควรใช้ครีมทากันแดดในบริเวณที่ได้รับการรักษา
เส้นขนภายหลังการรักษาเป็นอย่างไร ?
       เส้นขนจะค่อยๆ ถูกดันให้หลุดออกจากผิวหนังภายใน 2 สัปดาห์ หลังการรักษา

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำเลเซอร์ ?
       ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนทำเลเซอร์ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น  ไม่ควรถอนหรือแว็กซ์ขน หากจำเป็นอาจใช้วิธีโกน แต่ควรหยุดโกนขนภายในระยะเวลา 2-3 วัน ก่อนการทำการรักษา

       สำหรับที่ศิริราช กำลังจะเปิด “ศูนย์เลเซอร์ผิวหนัง” ที่ให้บริการรักษากำจัดขน โดยใช้แสงความเข้มสูง (Intense Pulsed Light; ไอพีแอล)..ที่มีประสิทธิภาพดีในการกำจัดขนและมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  หน่วยตรวจโรคผิวหนัง
โรงพยาบาลศิริราช  ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น 4  โทร. 0 2419 7380-7381

สุขภาพจิตดีด้วยการปรับวิธีคิดให้เหมาะสม


รศ. กนกรัตน์ สุขะตุงคะ
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           1. ฉันไม่มีคุณค่าพอที่จะรัก เพราะไม่เคยมีใครแสดงท่าทีว่ารักฉัน
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            วิธี แสดงออกของความรักความห่วงใยของคนมีหลากหลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม ลองพิจารณาดูใหม่อาจจะเห็นอะไรที่ต่างไปจากเดิมก็ได้ อีกประการหนึ่งแค่เป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ถือว่ามีคุณค่าระดับหนึ่งแล้ว  จงภูมิใจในตัวเองทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีใครๆก็ต้องชื่นชม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           2. เป็นหน้าที่ของฉันเท่านั้นที่จะต้องแก้ปัญหาทั้งหลาย
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            ปัญหา ในชีวิตประจำวันของคนเรามักเกี่ยวข้องกับคนอื่นๆด้วย อย่าคิดแทนคนอื่นว่าเขาทำไม่ได้ทำให้เราต้องรับผิดชอบทุกเรื่อง การหันหน้าเข้าหากัน ร่วมกันปรึกษาหาทางออกจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่เป็นหน้าที่คนใดคนหนึ่ง หรือคิดว่าเป็นเรื่องเสียหน้าหรือต้องเกรงใจที่จะขอความช่วยเหลือคนอื่น เพราะถ้าคิดอย่างนั้นนอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้หรือได้อย่างยากเย็นแล้วยังทำ ให้เหนื่อยหน่าย หมดกำลังใจและรู้สึกท้อแท้กับชีวิต

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           3. ใครๆทุกคนต้องชอบฉัน
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            ไม่ มีใครในโลกนี้ไม่เคยถูกนินทา ธรรมชาติของสิ่งต่างๆย่อมมีคู่กัน มีมืด มีสว่าง มีดี มีเลว มีคนชอบชมคนอื่น มีคนชอบติเตียนคนอื่น ฯ การคิดอะไรที่ฝืนธรรมชาตินอกจากจะไม่ถูกต้องแล้วยังทำให้ไม่สบายใจด้วย ทำตัวเองให้เป็นคนดีและมั่นใจตัวเองโดยไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกมีความสุขกว่า อะไรทั้งหมด เพราะไม่ต้องเหนื่อยที่ต้องเที่ยวเอาใจคนอื่นเพื่อให้เขามาชม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           4. ฉันต้องทำสิ่งต่างๆได้ดีที่สุด และต้องไม่มีการล้มเหลวเรื่องใดๆทั้งสิ้น
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            การ คิดอะไรแบบสุดโต่งนอกจากจะต้องเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาแล้ว โอกาสสำเร็จก็เป็นไปได้ยากเพราะการงานหรือการดำเนินชีวิตของคนเราไม่สามารถ เป็นอิสระในตัวเอง ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นหรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ข้อจำกัดเหล่านี้อาจทำให้สิ่งที่คิดไว้อย่างดีแล้วไม่เป็นไปตามแผนก็ได้

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           5. ในชีวิตนี้ฉันสามารถมีความรักได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            การ จำกัดขอบเขตตัวเองในเรื่องต่างๆ หรือยึดติดกับความคิดที่ขาดความยืดหยุ่นจะทำให้เครียด และหวั่นไหวมากเมื่ออะไรไม่เป็นไปอย่างที่คิด ฉะนั้นควรเปิดใจให้กว้างสำหรับเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจะทำให้มี ความสุขขึ้น กรณีของความรักก็มีหลายแบบทั้งความรักของพ่อแม่เพื่อนฝูงและความรักแบบชู้ สาว ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเท่านั้นแต่มีอีกฝ่ายอยู่ด้วยเราไม่สามารถ บังคับให้คนอื่นทำตามที่เราต้องการได้เสมอไป และชีวิตของคนเรายังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายไม่ใช่ว่ามีแต่เรื่องนี้เรื่อง เดียว อย่าเอาตัวเองไปผูกติดอยู่กับอะไรแน่นเกินไป เพราะอาจจะพลาดโอกาสดีๆอย่างอื่นก็ได้

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           6. ถ้าฉันเล่าปัญหาของฉันให้คนอื่นฟังเขาต้องหัวเราะเยาะฉันแน่ๆ
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            ไม่ มีใครในโลกที่ไม่มีปัญหา และแต่ละคนก็รับรู้หรือรู้สึกต่อปัญหาในระดับที่ต่างกันแม้ว่าจะเป็นเรื่อง เดียวกันก็ตาม ไม่มีใครผิดใครถูก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งจากตัวเองและพื้นฐานการที่ถูกเลี้ยง ดูมา ร่วมกับมาตรฐานสังคมของตนเอง การคิดว่าเรื่องของเราเหลวไหลไร้สาระในสายตาคนอื่นเป็นสิ่งที่เราไปคิดแทนคน อื่นซึ่งความจริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ หรือถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นจริงๆก็เป็นเรื่องธรรมดา ใครๆก็เป็นได้ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่จะต้องเกรงกลัวหรืออับอาย

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           7. บางครั้งฉันมีความรู้สึกเศร้า หดหู่ ฉันต้องเป็นโรคจิตแน่ๆ
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            คน ที่จะบอกว่าใครเป็นโรคจิตต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ไม่ใช่ใครๆก็ บอกได้ คำพูดเล่นๆติดปากเวลาเห็นใครมีลักษณะท่าทางที่ไม่ปกติว่าเป็นโรคจิตจึงไม่ ใช่ว่าถูกต้องเสมอไป เช่นเดียวกับอารมณ์เศร้า หดหู่ ก็เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดได้ในคนปกติทั่วๆไปที่มีเรื่องทุกข์ใจหรือเจ็บป่วย เรื้อรัง เมือสถานการณ์ผ่านไปก็ดีขึ้น ถ้ามีอาการคงอยู่นานหรือมีอาการมากจนรบกวนการดำรงชีวิตประจำวันตามปกติก็ควร ไปพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เพื่อรับการประเมินหรือตรวจให้ชัดเจน ไม่ควรคิดเอาเองจนป่วยไปในที่สุด

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           8. อารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้น ไม่มีทางดีขึ้นหรือหายได้เลย
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            อย่าคิดเอาเอง ควรพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจดูในแน่ชัดว่าเป็นอะไรแล้วรับคำแนะนำการปฏิบัติตัวหรือการรักษาที่เหมาะสม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           9. ถ้าฉันแก้ปัญหาไม่สำเร็จ ฉันก็ไม่คิดจะลองใหม่เพราะรู้ว่ายังไงก็ไม่มีทางสำเร็จอยู่ดี
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            การ คิดอะไรในด้านเดียวและเป็นด้านร้ายมีแต่จะทำให้ล้มเหลว เพราะมันล้มเหลวตั้งแต่คิดไม่สู้แล้ว ควรปรับวิธีคิดใหม่เช่นถ้าไม่ลองแก้ไขผลก็คือลบแต่ถ้าลองแก้ดูผลอาจจะออกมา ลบหรือบวกก็ได้ ฉะนั้นลองแก้ดูอย่างน้อยก็เสมอตัวไม่ได้มีอะไรเสียมากขึ้น

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           10. ฉันไม่สามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเองได้
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            วิถี ชีวิตของคนเราเกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างทั้งจากตัวเองเช่นบุคลิกภาพ ความฉลาด การศึกษาและโอกาส และจากคนและสิ่งแวดล้อมที่กำหนดความเป็นไปได้  ปัจจัย เหล่านี้ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่เสมอไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่ กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่เราสามารถกำหนดวิถีชีวิตตัวเองได้โดยใช้คุณลักษณะดีๆที่มีอยู่ให้เต็มที่ โอกาสจากสิ่งแวดล้อมก็น่าจะดีได้ระดับหนึ่ง การที่คิดว่าไม่สามารถกำหนดตัวเองได้เป็นการยอมรับชะตากรรมโดยดุษฎี หรืออาจจะเป็นข้อแก้ตัวที่จริงๆแล้วไม่กล้าสู้ กลัวล้มเหลวซึ่งการคิดอย่างนี้ไม่เป็นผลดีกับตัวเองเลย

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           11. การหนีไปให้พ้นจากปัญหาเป็นเรื่องที่ฉันจะทำมากกว่าเข้าไปเผชิญหน้ากับมัน
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            การ คิดอย่างนี้เท่ากับยอมแพ้ต่อเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่ต้น และไม่มีทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ นอกจากนั้นก็จะทำให้เกิดปมปัญหาเพิ่มขึ้นทุกวัน คนเราไม่มีทางที่จะหนีปัญหาได้ทุกเรื่องหรือตลอดเวลา การค่อยๆพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นมองหาสิ่งที่จะช่วยการแก้ปัญหาได้แล้วขอความ ช่วยเหลือ หรือความร่วมมือดีกว่าที่จะต้องหนีไปตลอดชีวิต ซึ่งอาจจะยากและเหนื่อยกว่าเสียอีก

ภาวะสำลักสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ


ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            (ปัญหาสำลัก)  สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายเป็นปัญหาที่มีความสำคัญและอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต  ได้ มักพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า  3  ปี  ซึ่ง เป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น สนใจชอบค้นคว้า ทดลองด้วยตนเอง จึงมักเอาสิ่งแปลกปลอมใส่ไปในช่องต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะช่องทางเดินหายใจอันได้แก่  รูจมูก และปาก ประกอบกับฟันกรามที่ยังขึ้นไม่ครบสมบูรณ์ทำให้ไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารชิ้นโต ให้ละเอียดเพียงพอ จึงอาจเกิดการสำลักในระหว่างรับประทานอาหาร และวิ่งเล่นไปด้วย

       ในผู้ใหญ่สามารถเกิดปัญหาสำลักได้เช่นเดียวกัน เมื่อผู้ป่วยพยายามจะทำกิจกรรมหลายๆอย่างในขณะกินอาหาร เช่น พูด, หัวเราะ  เป็นต้น  บาง ครั้งฟันปลอมที่ยึดติดไม่แน่นพอ อาจเลื่อนหลุดลงสู่ทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหารโดยไม่ได้ตั้งใจเช่นเดียว กับปัญหาที่เกิดตามหลังการสำลัก

1. ทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ซึ่งทางเดินหายใจมีขนาดเล็กอยู่แล้ว     การอุดกั้นแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
2. เกิดการอุดกั้นของหลอดลมส่วนปลาย ทำให้เกิดภาวะปอดแฟบ   ปอดพอง  หรือหอบหืดได้
3. เกิดการอุดกั้นการระบายของเสมหะในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดปัญหาการอักเสบติดเชื้อตามมาเช่น   ปอดอักเสบ ,  หลอดลมอักเสบ  เป็นต้น
4. สิ่งแปลกปลอมบางชนิดเช่น  ถ่านนาฬิกา, ถ่านเครื่องคิดเลข  เมื่อตกค้างในทางเดินหายใจจะทำปฏิกิริยากับเสมหะหรือสิ่งคัดหลั่งต่างๆ  เกิดเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่างเข้มข้น รั่วซึมออกจากตัวถ่าน  ทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อข้างเคียงอย่างรุนแรง จนบางครั้งเกิดการทะลุของอวัยวะภายในเข้าสู่ช่องอกเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ภาวะฉุกเฉินกรณีทางเดินหายใจอุดกั้น
       เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจผู้ป่วยจะมีอาการ  สำลัก  ไออย่างรุนแรง  และมีอาหารหายใจลำบากได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาด  รูปร่างและตำแหน่งของสิ่งแปลกปลอม  สิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่มักติดค้าง และเกิดการอุดตันในระดับของกล่องเสียงหรือหลอดลมส่วนต้น  ทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์และเฉียบพลัน  ผู้ป่วยมักมีประวัติสำลักในขณะรับประทานอาหาร  กุมฝ่ามือไว้ที่ลำคอ  พูดไม่มีเสียง  กระสับกระส่าย  หายใจไม่เข้า  ริมฝีปากเขียวคล้ำ  ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินเนื่องจากผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที  แนะนำให้ใช้วิธีของ  Heimlich  ช่วยเหลือผู้ป่วยโดยในผู้ใหญ่ หรือเด็กโต ให้ทำในท่านั่งหรือยืนโน้มตัว  ไปทางด้านหน้าเล็กน้อย ผู้ช่วยเหลือเข้าทางด้านหลัง  ใช้แขนสอดสองข้างโอบผู้ป่วยไว้  มือซ้ายประคองมือขวาที่กำมือวางไว้ที่ใต้ลิ้นปี่  ดัน กำมือขวาเข้าใต้ลิ้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดแรงดันในช่องท้อง ดันเข้าใต้กระบังลมผ่านไปยังช่องทรวงอก เพื่อดันให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกจากกล่องเสียง  ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า  1 ปีอาจใช้วิธีตบหลังหรือใช้ฝ่ามือวางลงบนทรวงอก แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดลงบริเวณใต้ลิ้นปี่

ข้อพึงระวัง
1. ไม่แนะนำให้ใช้นิ้วมือกวาดไปในลำคอเด็ก เนื่องจากอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนตัวไปสู่ตำแหน่งที่มีการอุดกั้นมากขึ้น
2. วิธีของ  Heimlich  ดัง กล่าวควรใช้ในกรณีฉุกเฉินที่ผู้ป่วยมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจอย่าง สมบูรณ์เท่านั้นและผู้ช่วยเหลือควรมีความชำนาญพอสมควร ในกลุ่มผู้ป่วยที่ยังพอมีสติ หายใจเองได้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลมากกว่า เนื่องจากการตัดสินใจใช้วิธีดังกล่าวในผู้ป่วยที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์ อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม  ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์พิจารณาให้การรักษา และนำสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจด้วยวิธีที่เหมาะสม  ปลอดภัย ได้แก่การดมยาสลบและใช้กล้องส่องตรวจทางเดินหายใจ
3. สิ่งแปลกปลอมขนาดเล็ก อาจมีอาการไม่ชัดเจนและเกิดผลแทรกซ้อนเช่นปอดอักเสบ  หอบหืด หลังการสำลักนานเป็นวันถึงสัปดาห์ได้  พี่เลี้ยงเด็กหรือตัวเด็กเองอาจกลัวถูกตำหนิหรือทำโทษจึงปกปิดประวัติการสำลักสิ่งแปลกปลอมไว้

คำแนะนำเพื่อป้องกันการสำลักสิ่งแปลกปลอม
1. เลือก ชนิดและขนาดของอาหารที่เหมาะสมให้แก่เด็กในวัยต่างๆ เพื่อป้องกันการสำลักอาหารและไม่ควรป้อนอาหารเด็กในขณะที่เด็กกำลังวิ่งเล่น อยู่
2. เลือกชนิด  รูปร่างและขนาดของของเล่นให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก  รวมทั้งจัดเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตราย ให้ปลอดภัยจากการหยิบฉวยของเด็ก
3. สำหรับในผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องฟัน  จะต้องปรึกษาทันตแพทย์เพื่อจัดหาฟันปลอมที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่ไม่ต้องบดเคี้ยวรุนแรงมาก  ขนาดชิ้นอาหารที่พอเหมาะ  และควรถอดฟันปลอมออกก่อนเข้านอน

คำแนะนำในกรณีที่เกิดการสำลักสิ่งแปลกปลอม
1. รับนำส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ทันที
2. งดน้ำ งดอาหารผู้ป่วยทันทีที่เกิดการสำลัก
3. กรณีเป็นเด็ก  ให้สอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่า เด็กเกิดการสำลักในขณะทำอะไรอยู่  เช่นกินอาหาร  ขนม  เล่นของเล่น เป็นต้น  พร้อมทั้งนำตัวอย่างของอาหาร  ขนม สิ่งแปลกปลอมที่สงสัยมาด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาของแพทย์

เลือดกำเดาไหล


ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน
  ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            เลือด กำเดาไหล คือภาวะที่มีเลือดออกทางจมูก เกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก ทำให้มีเลือดไหลออกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ อาจไหลจากส่วนหน้าหรือส่วนหลังของจมูก พบได้ทุกอายุทั้งเพศหญิงและชาย เลือดออกทางส่วนหน้าของจมูกมักพบในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อย เลือดออกจากส่วนหลังของจมูกมักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมักมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูง

สาเหตุที่ทำให้เกิดเลือดกำเดาไหล
            1.การ ระคายเคือง หรือบาดเจ็บต่อเยื่อบุจมูก ได้แก่ การแคะจมูก ผู้ที่มีนิสัยชอบแคะจมูกจะมีน้ำมูกแห้งกรัง เมื่อแคะออกจะเกิดแผลถลอก การสั่งน้ำมูกแรง ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศอย่างเร็ว เช่น ระหว่างขึ้นเครื่องบินหรือการดำน้ำ อาจมีผลให้เกิดเลือดออกในโพรงอากาศข้างจมูกและมีเลือดกำเดาไหล นอกจากนี้ยังเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะและใบหน้า อาจโดนที่จมูกโดยตรงหรือโพรงไซนัส ทำให้มีเลือดออกได้
            2.การ อักเสบในช่องจมูก ได้แก่ ภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน หรือโรคแพ้อากาศ ซึ่งมีเลือดคั่งที่เยื่อบุจมูกและเยื่อบุโพรงอากาศข้างจมูก ถ้าสั่งน้ำมูกหรือจามรุนแรง อาจทำให้เลือดกำเดาไหล มีน้ำมูกปนเลือด ส่วนภาวะอากาศหนาว ความชื้นต่ำ จะทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง มีแนวโน้มที่จะทำให้เลือดออกได้ง่าย
            3.ผนัง กั้นช่องจมูกคด มีการโค้งงอหรือเป็นสันแหลม ผู้ป่วยมักมีเลือดกำเดาไหลข้างที่มีผนังกั้นช่องจมูกคดหรือข้างที่แคบ เนื่องจากข้างที่แคบนั้น มีลมหายใจหรืออากาศผ่านเข้า-ออกมากและเร็วกว่า ทำให้เยื่อบุจมูกแห้งมากทำให้เกิดสะเก็ดและมีเลือดออกได้ง่าย
            4.เนื้องอกในจมูกหรือโพรงอากาศข้างจมูก ทั้งชนิดร้ายและไม่ร้าย ก็อาจทำให้มีเลือดกำเดาไหลได้เช่นกัน
            5.โรคทางระบบอื่น ๆ ได้แก่ โรคเลือดที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ,ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ,การได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด,โรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดทั่วร่างกาย หรือความดันโลหิตสูง ทำให้เส้นเลือดแตกได้

การรักษา
            1.ขั้นต้นให้ผู้ป่วยเงยหน้าหรือก้มหน้าลง ใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือบีบปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่นเป็นเวลา 5–10 นาที ให้หายใจทางปากแทน อาจวางผ้าเย็นหรือถุงน้ำแข็งบนดั้งจมูกด้วยก็ได้ 
            2.หลังเลือดกำเดาไหล ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ การแคะจมูก,การกระทบกระเทือนบริเวณจมูก,การออกแรงมาก,การเล่นกีฬาที่หักโหมหรือยกของหนัก เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้   
            3.ถ้าเลือดหยุดแล้วควรนอนพัก ยกศีรษะสูง นำน้ำแข็งหรือ coldpack มาประคบบริเวณหน้าผากหรือคอ อมน้ำแข็งเพื่อให้เลือดหยุด การประคบหรืออมน้ำแข็งควรประคบหรืออมประมาณ 10 นาที แล้วจึงเอาออกประมาณ 10 นาที แล้วค่อยประคบหรืออมใหม่เป็นเวลา10 นาที ทำเช่นนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ  
            4.ถ้าเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ทันที อาจต้องทำการห้ามเลือดด้วยวิธีจี้บริเวณที่เลือดออกด้วยสารเคมีหรือไฟฟ้า,การ ใส่วัสดุห้ามเลือดในจมูก หรือการผูกหลอดเลือดแดง เพื่อให้เลือดหยุด หาสาเหตุ แล้วรักษาตามสาเหตุนั้น แม้เลือดหยุดได้เองก็ควรไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ.

การตรวจสุขภาพประจำปี


รศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            มี ผู้สงสัยและสอบถามกันมามากว่า การตรวจร่างกายประจำปีจำเป็นจะต้องมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ และมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด สำหรับคำถามนี้ จำเป็นที่ต้องให้เกิดโรคต่าง ๆ ก่อนแล้วค่อยมาพบแพทย์หรือไม่ จะเห็นว่า ถ้ารอให้เกิดโรคต่าง ๆ ก่อนก็มักจะสายเกินไปที่จะรักษาโรคนั้นให้หายขาดไปได้ ดังนั้น การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรก แพทย์จะสามารถควบคุมโรคไม่ให้เป็นไปอย่างรุนแรงจนเกิดผลแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในปัจจุบัน ทั้งนี้ การป้องกันโรควิธีหนึ่งก็คือ การตรวจสุขภาพประจำปีนั่นเอง

           หลาย ๆ ท่านมักจะเจอกับตนเองว่า เมื่อสมัยเป็นหนุ่มสาวมักจะมีสุขภาพแข็งแรง บางทีอดหลับอดนอนหลาย ๆ วันก็ไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเริ่มอายุมากขึ้นร่างกายจะเสื่อมไปตามอายุขัย ความชราเข้ามาเยือนก็จะเกิดความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ในช่วงวัยนี้ก็อาจจะมีโรคต่าง ๆ แทรกอยู่ ในช่วงระยะแรกก็จะแทรกอยู่โดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น หากรอให้เกิดอาการก็อาจจะสายเกินไป เพราะฉะนั้นการตรวจร่างกายประจำปีก็จะเป็นกลไกอันหนึ่งของแพทย์ที่จะใช้ตรวจ พบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่โรคจะเป็นมากแล้ว

การป้องกันโรคแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
1. การส่งเสริมสุขภาพทั่วไป ได้แก่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้
ถูกสุขลักษณะ พักผ่อนให้เพียงพอ
2. การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ตอนที่โรคยังเป็นไม่มากนัก
3. คนที่ป่วยเป็นโรคแล้วหรือมีความพิการเกิดขึ้นแล้ว เราก็ยังจะต้องป้องกันต่อไปเพื่อไม่
ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน สำหรับการตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉลี่ยแล้วคนที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ควรที่จะมีการ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี แต่บางคนอาจจะไม่ต้องรอให้อายุถึง 40  ปี แล้วจึงมาตรวจ เพราะสุขภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น บางคนมีพ่อแม่ พี่น้องเป็นโรคเบาหวาน และตัวเองมักจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ปัสสาวะบ่อย ลักษณะอาการนี้ก็ควรจะมาตรวจได้เลย เพราะอาการบางอย่างอาจจะซ่อนอยู่เพียงเล็กน้อย เรานึกว่าไม่ใช่อาการก็ต้องหมั่นดูตัวเองว่า เรามีอาการผิดปกติที่ไม่เหมือนอาการที่เคยเป็นมาหรือไม่ ก็ควรรีบมาตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่ารอให้เป็นมาก  จริง ๆ แล้วการตรวจสุขภาพประจำปี จะมาตรวจเมื่อใดก็ได้ตามที่ท่านสะดวก เช่น ผู้ที่มีอาชีพเป็นครู ก็มักมาตรวจสุขภาพประจำปีช่วงปิดภาคเรียน เป็นต้น

           การ ตรวจสุขภาพประจำปี ผู้ตรวจควรเตรียมประวัติหรือข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงโรคประจำตัว ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ฟิล์มเอกซเรย์ในอดีต พร้อมทั้งนำยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไปให้แพทย์ดูด้วย ควรงดอาหารและน้ำก่อนการไปตรวจ 10-12 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเจาะเลือด ขั้นตอนในการตรวจสุขภาพ ท่านจะได้รับการสอบถามจากแพทย์เกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วย การใช้ยาและประวัติอื่น ๆ จากนั้นแพทย์จะให้ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ตรวจร่างกายทั่วไป สำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมแต่ละราย หลังจากนั้นแพทย์จะสรุปผลการตรวจ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพและนัดหมายการตรวจครั้งต่อไป รวมทั้งให้การรักษาหากพบโรคต่าง ๆ เพื่อให้ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงต่อไป สำหรับค่าใช้จ่าย  โดยทั่วไป ถ้าเป็นการตรวจพื้นฐาน เช่น ตรวจดูความเข้มข้นของเลือด ตรวจดูระดับน้ำตาล ตรวจภาวะไขมัน ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ปอด ก็จะประมาณไม่เกิน 1,000 บาท แล้วแต่โรงพยาบาล  ดัง นั้น คนไทยในยุคนี้อย่ารอให้เจ็บป่วยเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรักษา ควรดูแลป้องกันโรค และส่งเสริมสุขภาพของท่านด้วยวิธีการง่าย ๆ คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหวานจัด เค็มจัดหรืออาหารที่ไม่สะอาด  ออก กำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอบายมุขต่าง ๆ เช่น บุหรี่ สุรา สำหรับผู้ชายก็ควรระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ พรใดก็จะไม่สำคัญเท่ากับคำอวยพรที่ว่า “อโรคยา ปรมา ลาภา คือ การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”
 

โรคฉี่หนู


รศ.นพ.วินัย  รัตนสุวรรณ
ภ.เวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สถานการณ์ น้ำท่วมทั่วประเทศถึงแม้จะเริ่มคลายวิกฤติแล้ว แต่ยังมีหลายจุดถูกน้ำท่วมขังระบายไม่ทัน ยิ่งปีนี้มีฝนตกชุก อาจทำให้บางโรคมีการแพร่ระบาดง่ายขึ้น ที่น่าห่วงคือ “โรคฉี่หนู” หรือ “โรคเลปโตสไปโรซิส” ซึ่งพบผู้ป่วยตลอดปี และมักจะพบเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงฤดูฝนและหลังน้ำท่วม โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเชื้อโรคที่อยู่ในฉี่ของหนูทุกชนิดที่ฉี่ไว้ตามพื้นดินต่างๆ จะกระจายไปกับน้ำที่ท่วมได้ง่าย และมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานหลายเดือน

มาทำความรู้จัก “โรคฉี่หนู”

- เกิดจากเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว ชื่อ เลปโตสไปร่า อินเทอโรแกนส์  (Leptospira interrogans)

- สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลังจากถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จากสัตว์ที่มีเชื้อ เช่น หนู  สุกร  โค กระบือ  สุนัข  และแรคคูน

* ส่วนสัตว์ที่เป็นพาหะอาจไม่แสดงอาการแต่มีการติดเชื้อที่ท่อไต (renal tubule) ทำ ให้มีการปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะ ซึ่งเชื้อจะแฝงอยู่ใน ดิน โคลน แอ่งน้ำ ร่องน้ำ น้ำตก แม่น้ำลำคลอง และอยู่ได้นานเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

ใครมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อโรคฉี่หนู

-   ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

-   ผู้ที่ต้องทำงานในภาคเกษตร (ชาวนา  ชาวไร่  เลี้ยงสัตว์ เช่น  คนงานบ่อปลา  ฯลฯ)

-   คนงานขุดลอกท่อระบายน้ำ

-    คนงานเหมืองแร่   โรงฆ่าสัตว์  รวมถึงผู้ที่ชอบเดินป่า ท่องเที่ยวตามแม่น้ำ ทะเลสาบ น้ำตก

เป็นโรคติดต่อหรือไม่
เชื้อโรคฉี่หนู สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังที่มีแผลหรือรอยขีดข่วน หรือผิวหนังที่เปื่อย เนื่องจากแช่อยู่ในน้ำนานๆ และผ่านเข้าทางเยื่อบุที่อ่อนนุ่ม เช่น ตา จมูก ปาก มักจะพบเชื้อในน้ำ

คนอาจติดโรคขณะว่ายน้ำ หรือขณะประกอบอาชีพ เช่น

-  สัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนปัสสาวะ เลือดของสัตว์ที่มีเชื้อโดยตรง

-  สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ แต่ไม่พบการติดต่อจากคนถึงคนโดยตรง

* เชื้อเลปโตสไปร่า (leptospira ) อาจถูกขับออกมาในปัสสาวะผู้ป่วยต่อเนื่องยาวนานถึง 1 เดือน โดยระยะฟักตัวของโรคจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์  แต่อาจนานได้ถึง 3 สัปดาห์

สัญญาณอันตราย

 ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้จำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการ ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการ อาจแบ่งเป็น 2 ระยะตามพยาธิกำเนิด

ระยะแรก (leptospiremic phase)  4 - 7  วันแรกของการดำเนินโรค จะมีอาการ
-          ไข้สูงแบบทันทีทันใด
-          ปวดศีรษะ สับสน
-          ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลัง น่องและต้นคอ
-          คลื่นไส้อาเจียน
-          มีอาการตาแดง มักพบใน  3  วันแรกของโรค และเป็นอยู่ได้นานถึง  1  สัปดาห์
-          ตาเหลือง ตัวเหลือง
-          มีอาการคอแข็ง ความดันโลหิตต่ำ ได้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
-          ผื่นแดง ต่อมน้ำเหลืองโต ตับ ม้ามโต (อาจพบได้แต่ไม่บ่อย)

ระยะที่สอง (immune phase) ผู้ป่วยจะเริ่มสร้าง anti-leptospira antibodies  (โปรตีนที่เฉพาะต่อเชื้อโรคฉี่หนู)โดยพบหลังจากเริ่มมีอาการไข้ประมาณ  1  สัปดาห์ โดยจะมีช่วงที่ไข้ลงประมาณ  1 - 2 วันแล้วกลับมีไข้ขึ้นอีก ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการ
-          ปวดศีรษะ
-          ไข้ต่ำ ๆ
-          คลื่นไส้อาเจียน (อาการมักรุนแรงน้อยกว่าอาการในช่วงแรก)
-          อาจพบอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ม่านตาอักเสบ
-          หน้าที่ของตับและไตผิดปกติ ระยะนี้อาจกินเวลาได้นาน ถึง 30 วัน แต่อาการนี้ไม่ได้เกิดในผู้ป่วยทุกราย ผู้ป่วยอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีตาเหลือง และกลุ่มที่ไม่มีตาเหลือง

โรคนี้หายขาดได้หรือไม่
          ปัจจุบัน สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการใช้ยา doxycycline, penicillin G และ amoxycillin (แต่ ผู้ป่วยจะต้องรับการตรวจรักษากับแพทย์เสียก่อน ส่วนยาที่กล่าวมานั้น แพทย์จะสั่งชนิดใดชนิดหนึ่งตามความเหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละคน)
          แต่ทางที่ดีที่สุด ควรป้องกันการเกิดโรคด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ หรือสิ่งแวดล้อมที่อาจปนเปื้อนปัสสาวะสัตว์ที่อาจมีเชื้อโรคฉี่หนู เช่น การเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือการแช่น้ำนาน ๆ ถ้ามีบาดแผลตามร่างกาย หรือแค่รอยถลอก รอยขีดข่วน ควรงดลงน้ำ หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรให้สวมรองเท้าบู๊ตเพื่อป้องกันน้ำไม่ให้น้ำถูกแผล และระวังอย่าให้มีน้ำขังในรองเท้าบู๊ตที่ใส่

การป้องกันควบคุมโรค
1.      กำจัดขยะไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู  กำจัดหนูตามแหล่งที่อยู่อาศัย
2.      หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ  ในแหล่งน้ำที่อาจมีเชื้อโรคฉี่หนูปนเปื้อนอยู่
3.      ผู้ที่ทำงานเสี่ยงต่อโรค ควรใช้ถุงมือยาง รองเท้าบู๊ต ฯลฯ
4.      หลีกเลี่ยงการทำงานในน้ำ หรือต้องลุยน้ำเป็นเวลานาน  หากจำเป็นต้องทำงานในสภาวะดังกล่าวควรสวมใส่เครื่องป้องกัน
5.      รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหากไปแช่ หรือย่ำน้ำ ที่อาจมีเชื้อโรคฉี่หนูปนเปื้อนอยู่ เช็ดตัวให้แห้ง

            * ลักษณะอาการของโรคฉี่หนู จะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณน่อง หากมีอาการดังกล่าวให้รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน  หรือ การสัมผัสน้ำ แก่แพทย์ผู้รักษาให้ทราบด้วย หากไม่รีบรักษาและปล่อยไว้นานจนอาการมากขึ้น อาจเสียชีวิตได้ครับ

เมื่อไรจะสงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม


รศ.นพ.อดุลย์  รัตนวิจิตราศิลป์
ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

                ขึ้น ชื่อว่ามะเร็งทุกคนก็กลัวกันทั้งนั้นละครับ โดยเฉพาะในสุภาพสตรี มะเร็งที่สุภาพบุรุษมีความเสี่ยงน้อยกว่ามากๆ คือ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งมดลูก ซึ่งทั้ง 2 ชนิดเป็นมะเร็งอันดับที่ 1- 2 ที่ พบในสุภาพสตรี การมีความรู้ไว้บ้างก็คงจะดีนะครับ เพราะหากสงสัยว่าเป็นมะเร็งและสามารถตรวจพบตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก ก็จะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น โอกาสหายจากโรคก็มีมากขึ้น

มะเร็งเต้านมพบได้บ่อยแค่ไหน
                อัตรา การพบมะเร็งเต้านมในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ เชื้อชาติ และ วิถีการดำเนินชีวิต เช่น ในประเทศตะวันตก พบมะเร็งเต้านมได้ถึง มากกว่า 100 คน ในสุภาพสตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 แสน คน ส่วนในเอเชียพบน้อยกว่า ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยาของไทยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารระบาดวิทยาระดับ โลก พบว่าหญิงไทยมีอัตราการพบมะเร็งเพียง 40 คน ในสุภาพสตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 แสนคน ซึ่งถ้าเทียบเป็นร้อยละ ก็จะได้เท่ากับ ร้อยละ 0.04 ซึ่งน้อยมากนะครับ

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
                ปัจจัย ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น คือ อายุ พบว่าคนอายุมากขึ้น มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น ในสุภาพสตรีที่พบก้อนที่เต้านมเมื่ออายุ 60 ปี มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึงร้อยละ 50-60
                ปัจจัยอื่นๆที่มีความสำคัญรองลงมาคือ การเคยผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านมและพบว่าเป็นซีสเต้านมชนิดที่เริ่มผิดปกติ(atypia) และการพบว่ามีญาติสนิท(แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูก) เป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า 2 คน
                ปัจจัย อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย ได้แก่ การเริ่มมีประจำเดือนมาครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย การหมดประจำเดือน(วัยทอง)ช้า การไม่มีบุตร หรือ มีบุตรยาก การที่เคยใช้ยากลุ่มฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือนติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 10 ปี เป็นต้น

เมื่อไรจะสงสัยว่าเป็นมะเร็ง
                มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บ หรือ ปวด (มีเพียงร้อยละ 10 ของ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดเต้านม) แต่จะคลำพบก้อนที่เต้านม ดังนั้น การตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ จะช่วยในการตรวจหามะเร็งเต้านมได้ หากพบก้อนที่ไม่เคยพบมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์ ก้อนของเต้านมที่เป็นมะเร็งนั้น มักจะแข็ง และ ขรุขระ แต่ก็อาจเป็นก้อนเรียบๆได้นะครับ
                อาการ อื่นๆ นอกจากก้อนที่เต้านมแล้ว อาจพบผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม หรือ มีรูปร่างของเต้านมผิดไปจากเดิม หรืออาจมีแผลที่หัวนมและรอบหัวนม หรือมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม บางรายคลำพบก้อนบริเวณรักแร้ และนานๆ ครั้งจะมะเร็งเต้านมที่มีอาการบวมแดง คล้ายการอักเสบที่เต้านมครับ นอกจากอาการผิดปกติที่เต้านมแล้ว การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม(mammogram) และ อัลตราซาวด์(ultrasound) สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมขนาดเล็กตั้งแต่ยังไม่มีอาการได้ โดยอาจพบก้อน หรือ จุดหินปูนในเนื้อเต้านมได้ครับ

ตรวจเลือด และ ตรวจยีน (gene) จะบอกได้ไหมว่าเป็นมะเร็งเต้านม
                การตรวจเลือดเพื่อหามะเร็งเต้านั้น  มีความแม่นยำค่อนข้างต่ำ เนื่องจากว่า คนที่เป็นมะเร็งเต้านม จะพบผลการตรวจเลือดเกี่ยวกับมะเร็ง เช่น CA153, CEA ผิดปกติน้อยกว่าร้อยละ 20 จึงไม่ค่อยคุ้มกับการตรวจ เพราะผลตรวจเลือดปกติ ก็ยังอาจกำลังมีมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกายได้ ส่วนการตรวจยีน เช่น gene BRCA1, BRCA2 ซึ่ง จะมีความผิดปกติในมะเร็งเต้านมที่เป็นกันทั้งครอบครัว หากตรวจพบก็ไม่ได้บอกว่า กำลังเป็นมะเร็งอยู่ เพียงแต่ทำให้ทราบว่าโอกาสจะพบมะเร็งเต้านมในคนๆนั้นมากกว่าคนทั่วๆไป และ ยีนดังกล่าวก็พบได้เพียงร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ดังนั้น หากตรวจยีนดังกล่าวแล้วปกติ ก็ยังมีสิทธิเป็นมะเร็งเต้านมอยู่ไม่น้อย

ข้อแนะนำ
                ดัง นั้น วิธีการที่จะทราบว่ามีมะเร็งเต้านมหรือไม่ ก็คือ คลำเต้านมตนเองทุกเดือน พบแพทย์ตรวจเมื่อมีอาการสงสัย(อย่าปล่อยไว้เพราะไม่เจ็บ) และ ตรวจแมมโมแกรมประจำปี เริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปีเป็นต้นไป