วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เครื่องครอบฟัน (Oral Appliance) สำหรับรักษาการนอนกรน


อ.นพ.วิชญ์  บรรณหิรัญ
ABSM, Certified International Sleep Specialist
คลินิกนอนกรน
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


          ในผู้ป่วยที่มีภาวะนอนกรนหรือ ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับในระดับที่ไม่รุนแรง   เครื่องครอบฟัน (oral appliance) จัดเป็นทางเลือกในการรักษาที่ดีวิธีหนึ่ง ใช้โดยการให้ผู้ป่วยสวมเครื่องมือทันตกรรมในปากขณะนอนหลับ หลักการคือ การยึดลิ้นและ/หรือขากรรไกรมาทางด้านหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นหรือเนื้อเยื่อในลำคอหย่อนลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น  วิธีนี้สามารถช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวนอนหลับได้ดีมากขึ้นโดยที่ผลการรักษาค่อนข้างดี ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงหรือ ไม่มีความผิดปกติทางร่ายกายและบริเวณทางเดินหายใจส่วนอื่น ๆ ร่วมด้วย  ผู้ป่วยหลายรายนิยมใช้มากกว่าเครื่องเป่าความดันลมเพื่อเปิดทางเดินหายใจ (CPAP)  เนื่องจากสะดวกสบายในการใช้และในการพกพาขณะเดินทางมากกว่า  ทั้งนี้เครื่องครอบฟันยังสามารถใช้ร่วมกับ CPAP  หรือ การผ่าตัดทางเดินหายใจส่วนต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาร่วมกันให้สูงขึ้นได้อีกด้วย
          ชนิดของเครื่องครอบฟัน    ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ใหญ่ ๆ คือ
          1.  เครื่องยึดลิ้นให้ยื่นมาด้านหน้า (Tongue retaining devices)  เครื่องมือชนิดนี้มีส่วนประกอบที่จะช่วยยึดลิ้นไว้ให้อยู่ในตำแหน่งด้านหน้า ไม่ให้ตกลงไปทางด้านหลังขณะนอนหลับ ทำให้ทางเดินหายใจบริเวณหลังโคนลิ้นเปิดกว้าง เหมาะสำหรับ ผู้ที่ไม่มีฟัน ผู้ที่มีโรคเหงือก หรือ โรคของข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular joint disorders)
          2. เครื่องครอบฟันที่ช่วยจัดตำแหน่งของขากรรไกรล่าง (Mandibular Repositioning Appliances) เครื่องมือชนิดนี้เป็นชนิดที่นิยมใช้ที่สุดในปัจจุบัน โดยหลักการคือปรับเลื่อนขากรรไกรล่างไปทางด้านหน้าและยึดขากรรไกรบนและล่างเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ลิ้นซึ่งยึดติดอยู่กับขากรรไกรล่างเคลื่อนมาด้านหน้า นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อของลิ้นมัดต่างๆ ให้มีความตึงตัวเพิ่มมากขึ้น และช่วยจัดตำแหน่งของเพดานอ่อนให้ตึงและเลื่อนมาทางด้านหน้าด้วย ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเปิดกว้างขึ้นขณะนอนหลับด้วย
          3. เครื่องครอบฟันชนิดที่ใช้ร่วมกับเครื่องเป่าความดันลมเพื่อขยายทางเดินหายใจ (combined oral appliances and CPAP)  เหมาะสมกับในบางราย แม้ว่าอาจจะไม่สะดวกก็ตาม


          ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษา
          ผลข้างเคียงในระยะสั้นที่พบได้ เช่น ในช่วงแรกอาจพบว่ามีอาการเจ็บบริเวณที่ใส่เครื่องครอบฟัน หรือเกิดแผลที่เหงือกในบางราย  และอาจมีปวดเมื่อยหรือ รู้สึกไม่สบายบริเวณกรามและขากรรไกรได้   ผู้ป่วยบางรายอาจมีน้ำลายออกมากผิดปกติ ทำให้มีกลิ่นปาก หรืออาจมีอาการปากแห้ง  เนื่องจากหุบปากไม่สนิทเวลานอนได้ ซึ่งถ้าใช้และปรับตัวในระยะหนึ่งปัญหาดังกล่าวมักจะดีขึ้น   สำหรับผลข้างเคียงในระยะยาว ถ้าใช้ไปนาน ๆ ผู้ป่วยอาจมีการสบฟันที่ผิดปกติ ปวดฟัน หรือมีผลต่อข้อกระดูกกรามและขากรรไกรได้ ซึ่งท่านต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ที่ดูแลท่านทราบ
          การติดตามการรักษา
          การใช้เครื่องครอบฟันเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับที่ไม่รุนแรง  อย่างไรก็ตามเนื่องจากผลการรักษาอาจมีข้อจำกัดและไม่ใช่วิธีการรักษาที่ทำให้หายขาดเช่นเดียวกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ดังนั้นท่านต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะก่อน เพื่อพิจารณาว่าท่านเหมาะสมกับการใช้เครื่องครอบฟันหรือไม่และแนะนำให้พบทันตแพทย์ที่มีความรู้ทางด้านนี้   ถ้าท่านตัดสินใจเลือกการรักษาด้วยวิธีนี้ ท่านควรใช้เครื่องมืออย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และควรรับการตรวจเพื่อติดตามผลการรักษากับทั้งแพทย์และทันตแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าท่านใช้เครื่องครอบฟันได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพดี และมีปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาน้อยที่สุด

มะเร็งปากมดลูก...ภัยที่ป้องกันได้


รศ.นพ.มงคล  เบญจาภิบาล
ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


          จากสถานการณ์ของมะเร็งปากมดลูก    ที่พบเป็นอันดับ  2  ของสตรีทั่วโลกรองจากมะเร็งเต้านม   แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว พบมะเร็งชนิดนี้สูงเป็นอันดับ 1   ซึ่งในแต่ละปีมีการตรวจพบมะเร็งปากมดลูกรายใหม่กว่า 6,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 2,600 รายต่อปี   กล่าวได้ว่า ทุกๆ วันจะมีสตรีไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 7 คน  นับเป็นปัญหาสำคัญของสาธารณสุขไทย อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีให้ชื่นใจ ด้วยในระยะ 4-5 ปีมานี้  ได้มีการค้นพบสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกและสามารถผลิตวัคซีนป้องกันได้เป็นผลสำเร็จ
          ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (human papilloma virus หรือ HPV) ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมาจากเพศสัมพันธ์  โดยการสัมผัสแล้วผิวหนังหรือเยื่อบุของอวัยวะเพศ หรือปากมดลูกมีรอยถลอกหรือแผลที่ทำให้เชื้อเข้าไปได้  จากสถิติในปัจจุบันพบว่า ผู้หญิงที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นมะเร็งปากมดลูก อายุเพียง 10 กว่าปีเท่านั้น  อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่โรคนี้มักพบในหญิงอายุประมาณ 40 ปี
          เชื้อไวรัสชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มความเสี่ยงต่ำ ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ และรอยโรคขั้นต่ำ  ส่วนกลุ่มความเสี่ยงสูงเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อปากมดลูกจนกลายเป็นรอยโรคขั้นสูงและมะเร็งในที่สุด โดยกระบวนการเกิดมะเร็งปากมดลูกใช้เวลาเฉลี่ย 5 – 15 ปี
          จากการศึกษาพบว่าสตรีที่ติดเชื้อไวรัสกลุ่มความเสี่ยงสูง มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งปากมดลูกสูงถึง 400 เท่า เมื่อเทียบกับสตรีที่ไม่พบการติดเชื้อดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อดังกล่าวอาจจะหายเองได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ในกรณีที่การติดเชื้อยังคงอยู่ หรือฝังแน่นที่ปากมดลูกก็จะมีการพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกได้  เนื่องจากโรคนี้มีระยะก่อนมะเร็งให้ตรวจพบได้ ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ที่เรียกว่าการทำแป๊ปสเมียร์ (Pap smear) จะทำให้พบระยะก่อนมะเร็ง และมะเร็งระยะเริ่มแรก  ช่วยให้สามารถรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้
          นอกจากการติดเชื้อเอชพีวีแล้ว ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่
          1. อายุ มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
          2. มีคู่นอนตั้งแต่อายุน้อยๆ หรือหลายคน ทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อเอชพีวีมากขึ้น
          3. สูบบุหรี่จัด  ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลงซึ่งรวมทั้งบริเวณปากมดลูกด้วย
          4. มีบุตรจำนวนมาก
          5. ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์)
          6. ไม่เคยตรวจภายใน
          สำหรับมะเร็งปากมดลูก ก็เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ คือ ไม่มีอาการแรกเริ่ม  แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น จะมีอาการดังนี้
          1. เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ สวนล้างช่องคลอด หรือตรวจภายใน
          2. เลือดออกทางช่องคลอดที่มิใช่รอบประจำเดือน หรือหลังจากหมดประจำเดือนไปนานแล้ว
          3. ตกขาวมากขึ้น มีกลิ่นเหม็น
          4.ปวดท้องน้อย หรืออุ้งเชิงกราน
          หากมีอาการเหล่านี้  ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติโดยเร็ว
ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกขึ้น เพื่อช่วยเหลือสตรีทั่วโลก  แม้จะป้องกันไม่ 100 % แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ดีสำหรับการป้องกันในขณะนี้
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก
          เป็นที่ทราบกันดีว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งในธรรมชาติมีอยู่กว่า 100 ชนิด แต่ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมีประมาณ 15 ชนิด  โดยเชื้อเอชพีวี 16 และ 18 เป็นสาเหตุร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก ที่เหลือร้อยละ 30 เกิดจากไวรัสเอชพีวีชนิดอื่น ๆ
          และด้วยวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถสังเคราะห์ส่วนเปลือกของไวรัสเอชพีวีโดยที่ไม่มีส่วนแกนในซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค เปลือกของไวรัสถูกนำมาใช้ในการผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีซึ่งได้รับการยืนยันจากการศึกษาต่าง ๆ ในมนุษย์ว่า วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี และโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชนิดนี้
          วัคซีนเอชพีวีในท้องตลาดปัจจุบันมีอยู่ 2 ชนิด จาก 2 บริษัท บริษัทแรกจะมีเชื้อเอชพีวี 16,18 ส่วนอีกบริษัท มี 16, 18  และเพิ่มอีก 2 ตัว คือ 6,11 ซึ่งสามารถป้องกันโรคหูดหงอนไก่ได้ กล่าวคือเมื่อได้รับวัคซีนแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีที่อยู่ในวัคซีน ซึ่งสามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไปเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ร้อยละ 70 (เชื้อ HPV 16 และ 18 เป็นสาเหตุร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก) มิใช่ร้อยละ100 จึงต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่อไป สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนอื่น ๆ  คือ อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีดวัคซีน ส่วนอาการตามระบบ เช่น ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย หรือมีไข้ พบได้เล็กน้อย  และไม่พบอาการรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต
          การฉีดวัคซีนเอชพีวี ควรฉีด 3 เข็ม โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เข็มที่สอง ห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน เข็มที่สาม ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน  ช่วงอายุที่แนะนำ คือ อายุระหว่าง 9-26 ปี  วัคซีนนี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดในเด็กผู้หญิงหรือสตรีที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์  สำหรับสตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว วัคซีนนี้จะมีประสิทธิภาพสูงเมื่อฉีดในสตรีที่ยังไม่มีการติดเชื้อเอชพีวี และไม่มีเซลล์ผิดปกติของปากมดลูก  ประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดต่ำลงถ้าฉีดในสตรีที่มีการติดเชื้อเอชพีวีหรือมีเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกแล้ว  ดังนั้น  สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วและอยากฉีดวัคซีนควรปรึกษาแพทย์ และขอคำแนะนำเพื่อให้การฉีดวัคซีนนั้นได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด  สำหรับสตรีที่มีอายุมากกว่า 26 ปี  ขณะนี้กำลังมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนในสตรีที่มีอายุมากจนถึงอายุ 55 ปี  และในอนาคตอันใกล้นี้คงจะได้รับคำตอบว่า ควรจะขยายช่วงอายุของการฉีดวัคซีนในสตรีอายุมากหรือไม่
          ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามที่มักได้ยินกันว่า
          “เชื้อเอชพีวีนี้สามารถติดต่อได้ตามห้องน้ำสาธารณะหรือไม่? ”
          “สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์  มีลูกมานานแล้ว จะได้รับประโยชน์จากการฉีดไหม ?”  และ “ราคาเต่อเข็มท่าไหร่?”
          คำถามเหล่านี้มีคำตอบครับ คำถามแรก โอกาสติดเชื้อมีน้อยมาก  ส่วนข้อสอง ยังได้ประโยชน์ แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจจะลดลง ถ้าสตรีผู้นั้นมีการติดเชื้อเอชพีวีหรือมีเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกแล้ว  และคำถามสุดท้ายที่หลายคนอยากรู้ ราคาต่อเข็ม ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล ถ้าเป็นของรัฐจะถูกกว่าของเอกชน สนนราคาอยู่ที่  4,000 – 5,000 บาท
          อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งปากมดลูก ยังเป็นอันตรายและศัตรูร้ายสำหรับคุณผู้หญิงทั่วโลก แต่ สามารถป้องกันหรือตัดไฟแต่ต้นลมได้ทันท่วงที โดยฉีดวัคซีนป้องกัน หรือตรวจภายในและคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี 

ต่อหมันหญิง


รศ.นพ.เรืองศิลป์   เชาวรัตน์
ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

“อยากมีลูกเพิ่ม(ค่ะ/ครับ)”  คือคำตอบที่พ่อแม่ทุกคนมาหาคุณหมอในกรณีทำหมันถาวร

          และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อหมัน   ซึ่งถ้าเอ่ยถึงทีไร  คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการต่อหมันชายมากกว่าหญิง  ในความเป็นจริงแล้ว การต่อหมันหญิงนั้นมีมานานแล้ว  ซ้ำ..ง่ายกว่าต่อหมันชายเสียอีก
          ในทางการแพทย์ ถือว่าการทำหมัน เป็นการคุมกำเนิดถาวรที่ได้รับความนิยมที่สุด  โดยการคีบท่อมดลูกหรือท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างมาผูกแล้วตัด   ซึ่งร้อยละ  23   ของผู้หญิงที่อายุระหว่าง 15 - 44  ปี  มักคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้  และพบว่าร้อยละ 5  - 10 ของผู้หญิงที่ทำหมัน  มักเกิดความเสียใจและไม่พอใจ อยากแก้หมันในภายหลัง ซึ่งในปัจจุบันการต่อหมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสามารถทำได้โดยใช้เทคนิคการต่อหมันด้วยกล้องจุลทรรศน์ 
           แต่ก่อนที่จะเริ่มการต่อหมันนั้น  จะต้องมีการตรวจร่างกายทั้งสามีและภรรยา เพื่อดูความพร้อมของร่างกายว่าสมบูรณ์แข็งแรงเพียงใด  โดยเฉพาะในฝ่ายหญิงจะต้องใช้การส่องกล้องทางช่องท้อง  โดยเจาะเพียง 2 รูเข้าไปดูสภาพของท่อนำไข่  จากนั้นอาจทำการต่อหมันทันทีหรือนัดหมายภายหลัง   โดยวิธีการนั้นจะมีการวางยาสลบหรือใช้ยาชาฉีดเข้าไขสันหลังก่อนทำการต่อหมัน  และเนื่องจากท่อนำไข่มีขนาดเล็กมาก  จึงใช้วิธีการต่อหมันด้วยกล้องจุลทรรศน์  โดยการตัดต่อท่อนำไข่ทีละข้าง แล้วเย็บต่อท่อเข้าหากัน  จากนั้นทำการฉีดสีเข้าไปที่มดลูก  เพื่อตรวจสอบว่าสีสามารถเดินทางไปยังท่อนำไข่ที่ต่อแล้วได้ดีเพียงใด จึงต่ออีกข้างและทำการทดสอบเช่นกัน ก่อนจะเย็บปิดแผลเป็นขั้นตอนสุดท้าย  การต่อหมันด้วยวิธีนี้   มีความแม่นยำสูงและอัตราการตั้งครรภ์ก็สูงกว่าวิธีอื่น อย่างไรก็ตาม อาจใช้การส่องกล้องทางช่องท้องช่วยในการต่อหมันอีกวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย แต่ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการต่อหมันด้วยกล้องจุลทรรศน์   ซึ่งทั้ง2  วิธีการนี้มีค่าใช้จ่ายประมาณ  30,000 -  50,000 บาทต่อราย
          แต่จะตั้งครรภ์หรือไม่นั้น  ต้องเข้าใจก่อนว่า โดยธรรมชาตินั้น   สิ่งที่ตัดไปแล้วทำให้กลับคืนมาอีกครั้ง    ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่เหมือนเดิมก็ได้     เพราะโอกาสตั้งครรภ์ของผู้หญิงที่ต่อหมันมีตั้งแต่ร้อยละ 15 – 90  จะเห็นว่าตัวเลขห่างกันมาก   แต่สำหรับโรงพยาบาลศิริราชพบว่า โดยเฉลี่ยหญิงที่ได้รับการต่อหมันแล้ว  จะมีอัตราการตั้งครรภ์สูงถึงร้อยละ 70   ทั้งนี้จะตั้งครรภ์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน
          1.อายุของผู้หญิงที่ต่อหมัน   หากอายุเกิน 40 ปี โอกาสตั้งครรภ์จะน้อยกว่า
          2.การเจริญพันธุ์ของฝ่ายหญิง   หากรังไข่ไม่ทำงาน มดลูกไม่ปกติ   มีเนื้องอกมดลูก  ฯลฯ  ต่อหมันไปแล้วก็มีโอกาสตั้งครรภ์น้อยกว่า
          3.การเจริญพันธุ์ของฝ่ายชาย  หากฝ่ายชายน้ำเชื้ออ่อน โอกาสตั้งครรภ์ก็น้อยกว่า  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจฝ่ายสามีด้วย
          4.ระยะเวลาการแก้หมัน ยิ่งทำหมันมานานเท่าไหร่  โอกาสท้องก็น้อยลง เช่น  แก้หมันหลังทำหมันภายใน  5 ปี   โอกาสตั้งครรภ์ ร้อยละ  74  ถ้าแก้หมันหลังทำหมันภายใน 6 – 10 ปี  โอกาสตั้งครรภ์เหลือเพียงร้อยละ 63
          5.ทำหมัน ด้วยวิธีไหน หากใช้กล้องส่องยิง แล้วใช้แถบหนังยางหรือคลิปรัดท่อมดลูก มักไม่
เสียหายมากนักเมื่อแก้หมันแล้ว  โอกาสตั้งครรภ์จะสูงกว่า  แต่หากตัดท่อออกไปมาก หรือตัด
ส่วนปลายที่รับไข่ หรือใช้ไฟฟ้าจี้ทำลายท่อมดลูกเป็นวงกว้าง  เมื่อแก้หมันแล้ว โอกาสตั้งครรภ์
จะน้อยกว่า
          6.ความชำนาญของสูตินรีแพทย์และเครื่องมือแพทย์
          7.ความสมบูรณ์ของท่อหลังการต่อหมัน ในกรณีที่มีการอักเสบของปีกมดลูกบ่อย ๆ  ท่อนำไข่ไม่สมบูรณ์แม้ต่อหมันแล้ว โอกาสตั้งครรภ์ก็น้อยกว่าท่อที่สมบูรณ์  
          8.สุขภาพทั่วไปของผู้ต่อหมัน หากสุขภาพไม่ดี มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน  หอบหืด ภูมิแพ้ โอกาสตั้งครรภ์หลังต่อหมันจะต่ำกว่าผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง


ฟังแล้วอย่าเพิ่งห่อเหี่ยวใจ  ตราบใดที่เรายังมีหวัง  ผลสำเร็จย่อมตามมาไม่ช้าก็เร็ว

หลับสบาย ได้สุขภาพ


อ.นพ.ชนินทร์  ลีวานันท์
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            ในชีวิตของคนเรา การนอนเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้สุขภาพคนเราแข็งแรง แต่นั่นย่อมหมายถึงนอนหลับรวดเดียวตลอดทั้งคืน โดยเฉลี่ยแล้วจะประมาณ 6–8 ชั่วโมง ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล หากแต่ระยะเวลาของการนอนหลับนั้น นอกจากพอเพียงแล้วยังต้องมีคุณภาพในการนอนอีกด้วย

           ส่วนหนึ่งนั้นมาจากที่นอน ต้องได้มาตรฐาน ไม่ยุบบุ๋มลงไปหรือไม่แข็งเป็นกระดานและควรมีการรับประกันหลายปี แต่ถ้าที่นอนนุ่มเกินไป นอนแล้วตัวยุบเป็นรอยบุ๋ม จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามตำแหน่งที่ยุบตัวนั้น เช่น ปวดคอ ปวดหลัง เป็นต้น และถ้าที่นอนแข็งเกินไป เช่น นอนบนกระดาน พื้นปูน จะเกิดรอยกดเจ็บบริเวณที่เป็นกระดูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับท่านอน ถ้านอนหงายจะกดบริเวณสะบัก กระเบนเหน็บถึงก้นกบ ถ้านอนตะแคง จะเจ็บบริเวณหัวไหล่ ขอบกระดูกเชิงกรานด้านข้าง ปุ่มกระดูกสะโพกด้านข้าง ปุ่มกระดูกหน้าแข้งท่อนเล็กด้านข้างใต้เข่าเล็กน้อย อาจเริ่มด้วยอาการชา หลังตื่นนอนสักพักก็หายเอง ถ้านอนบ่อยๆ ทุกวันก็อาจมีอาการปวดเมื่อยร่วมด้วย หรืออาจชาอยู่นานหลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือนก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ต้องรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป

           บางรายสาเหตุเกิดจากการชอบเอาตุ๊กตาหรือสิ่งของอื่นมาวางเต็มที่นอน ซึ่งหากมีขนาดใหญ่ เมื่อนอนทับเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกาย โดยเฉพาะตามแนวคอและหลังปวดเมื่อยหลังตื่นนอนคล้ายกับอาการคอตกหมอนหรือหลังยอกได้

           นอกจากที่นอนแล้ว หมอนที่ไม่รองรับสรีระกับท่านอนก็จะทำให้มีอาการปวดคอเรื้อรังได้ การรักษาต้องทำหลายวิธีและใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็นทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น โบราณเรียกว่าคอตกหมอน บางคนหายเองได้ภายใน 3 วัน แต่วันแรกอาการเหมือนรุนแรงมากจนหันคอไม่ได้เลย ก็ควรรีบไปพบแพทย์

สำหรับการป้องกันที่ดีที่สุด นอกจากที่นอนและหมอนที่เหมาะสมแล้ว  ท่านอนก็มีความสำคัญไม่น้อย

            • ท่านอนหงาย ใช้หมอนเตี้ยหนุนแล้วคอไม่ก้มมากไป หลักการคือให้คออยู่ในสรีระตรงตลอด

            • ท่านอนตะแคง มักเป็นท่าที่คนทั่วไปชอบนอน ควรใช้หมอนสูงขนาดที่รองซอกคอแล้วคออยู่ในแนวตรงพอดี  มีหมอนข้างไว้กอดเพื่อพยุงแขน และขาข้างที่อยู่ด้านบนไม่ให้เบี่ยงห้อยลงมา
เนื่องจากจะทำให้แนวโครงสร้างสะโพก และไหล่ได้ระดับสมดุลปกติของร่างกาย ไม่ก่อให้เกิด
อาการคอบ่าไหล่ปวดตึง หรือสะโพกขัด ปวดเอวได้หลังตื่นนอน

               • ท่านอนคว่ำ ใช้นอนเล่นได้ ไม่ควรนานเกิน 20-30 นาที ถ้าต้องนอนทำสปา ควรเป็นเตียงเจาะรูให้หน้าลงไปเพื่อคอไม่ต้องหันตะแคงเป็นชั่วโมง มิเช่นนั้นทำสปาเสร็จ สบายตัว แต่ปวดคอก็ไม่คุ้มกันอีก

              • ท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ใช้นอนเล่นริมชายหาด ในบรรยากาศธรรมชาติสบายๆ เพื่อผ่อนคลาย ไม่ควรนานเกิน 30-60 นาที หรือใช้เป็นท่านอนประจำ  ท่านี้จะหย่อนกล้ามเนื้อและข้อต่อค่อนข้างมาก   แต่ถ้าใช้เป็นท่านอนประจำก็ทำให้กล้ามเนื้องอสะโพก  งอเข่ายึดได้  ถ้าเป็นผู้ป่วยที่ไม่ค่อยขยับด้วยแล้วก็จะเกิดแผลกดทับที่ก้นกบได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

              เพียงแค่เรารู้จักเลือกท่านอนที่ถูกต้องมาปฏิบัติจะทำให้เราหลับสบาย ตื่นขึ้นมาด้วยความสุขสดชื่น ไม่มีอาการปวดเมื่อยตามตัว ยิ่งได้ที่นอน หมอนที่ดีมาช่วยพยุงสรีระให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรงได้ตลอดคืน โดยไม่จำเป็นต้องราคาแพงแต่ต้องทดลองนอนจริงก่อนซื้อทุกครั้ง รับรองว่าสุขภาพดีอยู่แค่เอื้อม แต่จิตใจต้องไม่เครียดหรือกังวลด้วยครับ.

การผ่าตัดตกแต่งลิ้นไก่และเพดานอ่อน เพื่อรักษานอนกรน


การผ่าตัดตกแต่งลิ้นไก่และเพดานอ่อน แบบประยุกต์ เพื่อรักษานอนกรน (Modified Uvulopalatopharyngoplasty; UPPP )

อ.นพ.วิชญ์  บรรณหิรัญ
ABSM, Certified International Sleep Specialist
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            เป็นการผ่าตัดด้วยเทคนิคแบบใหม่ในการรักษา อาการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่หย่อนบริเวณลิ้นไก่และเพดานอ่อนบางส่วนออกเล็กน้อย โดยเหลือส่วนของลิ้นไก่อยู่ราว 1ใน 3  และทำการเย็บด้วยไหมละลาย  เพื่อทำให้ทางเดินหายใจบริเวณช่องคอกว้างขึ้น วิธีนี้สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือ ดมยาสลบก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย   ผลข้างเคียงน้อยและได้ผลดีสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก  สามารถลดเสียงกรนได้มากกว่า ร้อยละ 50  อย่างไรก็ตามไม่ใช่การรักษาที่คาดหวังว่าจะได้ผลถาวรตลอดไปเช่นเดียวกับการรักษาชนิดอื่นๆ   เนื่องจากในอนาคต ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและอายุมากขึ้น อาการอาจกลับมาเป็นอีกได้  การผ่าตัดชนิดนี้เป็นการผ่าตัดโดยแพทย์จะใส่เครื่องมือทางผ่านทางช่องปาก  จึงไม่มีบาดแผลใดๆที่มองเห็นได้จากภายนอก

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด  ผู้ป่วยควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยบางรายที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน หรือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนผ่าตัดหลายวัน ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการผ่าตัด ซึ่งอาจต้องตรวจเลือด ภาพถ่ายรังสี หรือคลื่นหัวใจแล้วแต่ความจำเป็น และถ้าผลตรวจปรกติ ผู้ป่วยที่เลือกการผ่าตัดแบบใช้ยาชาเฉพาะที่ สามารถมาโรงพยาบาลวันที่นัดทำผ่าตัดได้เลย

            ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัด โดยทั่วไปมักไม่รุนแรงและพบน้อยไม่ถึงร้อยละ 5 ได้แก่ เลือดออกจากแผลผ่าตัด ซึ่งปกติมักมีปริมาณไม่มากและหยุดได้เอง แต่บางรายถ้าเลือดออกไม่หยุดอาจต้องไปทำการห้ามเลือดในห้องผ่าตัด   ผู้ป่วยอาจรู้สึกหายใจลำบากจากการบวมของทางเดินหายใจรอบแผลผ่าตัด  ซึ่งถ้าอาการรุนแรง อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเจาะหลอดลมคอ  นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการสำลักน้ำหรืออาหารขึ้นจมูกถ้ารับประทานอาหารและกลืนอย่างรวดเร็ว ซึ่งพบน้อยมากที่จะมีเป็นนานเกิน 1 เดือน  ผู้ป่วยสามารถพูดได้ชัดปรกติและมีผลต่อเสียงหรือการพูดน้อย ยกเว้นผู้ที่ต้องใช้เสียงเป็นอาชีพเช่น นักร้อง หรือนักพากย์ ท่านควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน  นอกจากความเสี่ยงจากการผ่าตัดแล้วยังมีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการใช้ยาชาเฉพาะที่ เช่น ใจสั่น  หน้ามืด  เป็นลม  หูอื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายได้เอง    อย่างไรก็ตามแม้ว่าผลข้างเคียงที่รุนแรงจะพบได้น้อยมาก แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับและมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ มีโรคหัวใจหรือโรคปอดร่วมด้วย  จะมีอัตราเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงขึ้น


          การปฏิบัติตนและสิ่งที่ควรทราบหลังผ่าตัด
            1.ผู้ป่วยส่วนมากสามารถกลับบ้านได้หลังพักฟื้นเพียง 1-2 ชั่วโมง ยกเว้น ในบางรายแพทย์อาจให้นอนในหอผู้ป่วยหลังผ่าตัด 1 คืน เพื่อสังเกตอาการ 
          2.ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บคอค่อนข้างมากราว 1 – 2 สัปดาห์ เนื่องจากมีแผลผ่าตัดและมีไหมเย็บอยู่ในช่องคอ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาที่จำเป็น เช่น ยาแก้ปวด  ยาแก้อักเสบ  หรือยาอมแก้เจ็บคอ และไหมที่เย็บไว้จะละลายได้เองในเวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน
          3.หลังการผ่าตัดสัปดาห์แรก แผลผ่าตัดยังไม่แข็งแรง ทางเดินหายใจมักจะบวมขึ้น อาจทำให้หายใจไม่สะดวก และกรนไม่ดีขึ้น นอกจากนี้อาจมีเลือดออกได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการขับเสมหะแรงๆ  ระวังไม่แปรงฟันเข้าไปในช่องปากลึกเกินไป   งดเล่นกีฬาที่หักโหมหรือยกของหนักชั่วคราว  นอนศีรษะสูง โดยใช้หมอนหนุน อมและประคบน้ำแข็งที่คอบ่อยๆ  แต่ถ้าอาการเป็นรุนแรงขึ้นควรรีบไปโรงพยาบาลพบแพทย์ทันที 
          4.ควรรับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม   หรือ อาหารเหลวที่เย็น เช่น ไอศกรีม   ไม่ควรรับประทานอาหารที่แข็งหรือร้อน หรือ รสเผ็ดรสจัดเกินไป  อย่างน้อย 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด
          5.ควรรักษาความสะอาดในช่องปาก เช่น บ้วนปากและแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร

          การนัดตรวจติดตามอาการ  แพทย์จะนัดมาดูแผลครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด และหลังจากนั้น 3-4  สัปดาห์ แพทย์จะนัดมาเพื่อประเมินผลการรักษา ถ้าอาการต่างๆ เช่น นอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับไม่ดีขึ้น  แพทย์จะพิจารณาแนะนำทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะสมต่อไป

ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก


                 
ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกกับความก้าวหน้าในวันนี้

อ.นพ.ชานนท์ เนื่องตัน
ภ.สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ลูกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี และไม่ได้รับการป้องกันใดๆ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 15 - 40 โดยมีสัดส่วนของอัตราความเสี่ยงในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ ดังนี้ ช่วงที่ตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 23 ขณะคลอดประมาณร้อยละ 65 และหลังคลอดจากการกินนมแม่อีกประมาณร้อยละ 12

จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการแพร่เชื้อไปยังเด็กมากที่สุด คือ ปริมาณของเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือดของแม่โดยเฉพาะช่วงที่ตั้งครรภ์  ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่พบได้ เช่น ระยะโรคที่เป็นมาก ปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำ  มีการติดเชื้อฉวยโอกาส  การสูบบุหรี่ ภาวะซีด หรือการขาดวิตามินเอของหญิงตั้งครรภ์ การที่ลูกคลอดก่อนกำหนด การคลอดทางช่องคลอด และการทำสูติศาสตร์หัตถการบางอย่าง เช่น  การเจาะถุงน้ำคร่ำ  การช่วยคลอดด้วยคีมหรือเครื่องดูดสุญญากาศ เป็นต้น รวมถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อีกด้วย

หนึ่งในกระบวนการสำคัญที่สุดในการดูแลและรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี คือ การให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดจำนวนเชื้อในร่างกายลงให้น้อยที่สุด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น และเป็นการป้องกันการติดโรคจากเชื้อฉวยโอกาสที่มักจะเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตลง ดังนั้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ตั้งครรภ์ ยิ่งสมควรที่จะได้รับยาต้านไวรัสโดยเร็ว เพราะนอกจากจะลดการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกให้น้อยที่สุดแล้ว แม่ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อเองก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และยังมีโอกาสที่จะดูแลลูกที่คลอดออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีนับตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมีโอกาสเสียชีวิตได้มากที่สุด

            นักวิทยาศาสตร์และทีมแพทย์ผู้เกี่ยวข้องทั่วโลกต่างพยายามที่จะศึกษาหาวิธีการต่างๆในการให้ยาต้านไวรัสเพื่อที่จะลดอัตราการแพร่เชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกในหญิงที่ตั้งครรภ์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งมีการพัฒนายาต้านไวรัสมาอย่างต่อเนื่องและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่อุปสรรคสำคัญที่พบ คือ ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่สูงมาก

ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างปี 2539 - 2541 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จึงร่วมมือกับ โรงพยาบาลราชวิถี และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคประเทศสหรัฐอเมริกา (CDC) ทำการศึกษาวิจัยโดยให้ยา Zidovudine (ZDV หรือ AZT) ระยะสั้น (Short Course AZT) แก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีเมื่ออายุครรภ์ 36 สัปดาห์ขึ้นไป จนถึงระยะคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้ประหยัดและสะดวกกว่า อีกทั้งยังสามารถลดอัตราการติดเชื้อลงได้จากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 9

ทั้งนี้ โครงการศึกษาวิจัยดังกล่าวได้รับการยอมรับและมีการกล่าวอ้างอิงถึงในระดับนานาชาติตลอดมา โดยรู้จักกันในชื่อของ “Bangkok Regimen” ซึ่งนำไปสู่การกำหนดนโยบายระดับชาติโดยกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2543 นั่นคือ “สนับสนุนให้สถานพยาบาลทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย จัดทำโครงการให้บริการปรึกษาและบริการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีแก่หญิงตั้งครรภ์ และให้ยา AZT ระยะสั้นเริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ 34 สัปดาห์เป็นต้นไป ร่วมกับจัดหานมผสมให้แก่ลูกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีอีกด้วยเป็นเวลา 1 ปี”

ต่อมามีการทำวิจัยจากหลายแห่งทั่วโลก สนับสนุนการนำสูตรยาต้านไวรัสแบบ 2 ตัวมาใช้ เพราะพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพที่ดีกว่าการใช้ยาต้านไวรัสเพียงตัวเดียว  รวมถึงระยะเวลาในการเริ่มให้ยาควรเริ่มให้อยู่ในช่วงระหว่างอายุครรภ์ประมาณ 28 - 36 สัปดาห์ เพราะพบว่าเป็นช่วงที่มีการแพร่เชื้อไปสู่ลูกได้มากที่สุด

ดังนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขใหม่ ในปี 2547 ถึงปัจจุบัน เป็นสูตรยาต้านไวรัสเอชไอวีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกให้ครอบคลุมทั่วประเทศ คือ สูตรยา AZT เริ่มที่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ ร่วมกับ ยา Nevirapine (NVP) กินครั้งเดียวเมื่อเจ็บครรภ์คลอด ในส่วนของทารกที่คลอดแล้วทุกรายจะได้รับ AZT ชนิดน้ำ กินเป็นเวลานาน 1 สัปดาห์ (ในกรณีที่แม่ได้ยา AZT ตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไป) หรือนาน 6 สัปดาห์ (ถ้าแม่ได้ยา AZT น้อยกว่า 4 สัปดาห์) ร่วมกับยา NVP ชนิดน้ำ กินครั้งเดียวภายใน 72 ชั่วโมงหลังคลอด ทำให้อัตราการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลดลงเหลือเพียงร้อยละ 4 - 5

สำหรับในโรงพยาบาลศิริราช  ได้มีการศึกษาการให้ยา AZT ร่วมกับยา Lamivudine (3TC) กินทุก 12 ชั่วโมง ในแม่ที่มีอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป จนกระทั่งเริ่มเจ็บครรภ์จะให้กินยาทั้ง 2 ชนิดนี้ถี่ขึ้นทุก 3 ชั่วโมง จนกว่าจะคลอด ส่วนทารกทุกราย จะได้รับยา AZT ชนิดน้ำ กินต่อนาน 4 สัปดาห์ พบว่ามีอัตราการติดเชื้อเหลือไม่ถึงร้อยละ 3 แต่เนื่องจากสูตรยานี้มีราคาที่สูงกว่าสูตรยาของกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ป่วย

ในปัจจุบันทั่วโลกได้มีการศึกษาวิจัยและมีความพยายามที่จะนำยาต้านไวรัสชนิดหลายตัวร่วมกัน ในรูปแบบที่เรียกว่า “Highly Active Anti-Retroviral Therapy” (HAART) ซึ่งปกติจะใช้รักษาในผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีระยะสุดท้าย มาใช้ในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ระดับภูมิคุ้มกันยังไม่ต่ำลงไปมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าในช่วงนั้น หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวีมักจะยังมีสุขภาพดีเพียงพอ ไม่เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่รุนแรง ยาต้านไวรัสที่ให้จึงมีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ลดปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีที่จะแพร่ไปสู่ลูกได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งทำให้หญิงผู้นั้นมีสุขภาพดีต่อเนื่องไปตลอดจนถึงช่วงหลังคลอดเพื่อดูแลลูกที่เกิดมาต่อไป

แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการ เช่น สูตรยา HAART ที่เหมาะสม ช่วงระยะเวลาใดที่ควรเริ่มยา ประสิทธิภาพในการลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก อีกทั้งข้อมูลด้านความปลอดภัย เช่น การแพ้ยา อาการข้างเคียงหรือการมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ รวมถึงความคุ้มค่าในการรักษาด้วยวิธีนี้ ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำการศึกษาในประเทศไทยของเรา เพื่อให้ได้คำตอบนี้ ในปี 2552  ศิริราช จึงร่วมกับ สถาบันการแพทย์หลายแห่งในประเทศเข้าโครงการศึกษาวิจัยของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลุ่มการวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับโรคเอดส์ในวัยรุ่น เด็กและมารดาระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า “PROMISE Study”  โดยในอนาคตอันใกล้ หลังจากเสร็จสิ้นการวิจัยนี้แล้ว ผลจากงานวิจัยดังกล่าวจะนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศของเราต่อไปครับ

---------------------------------------------------------

ข้อควรทราบ...

สตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์ หรือตั้งครรภ์แล้วแต่ยังไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ควรปฏิบัติตนดังนี้

กรณีก่อนตั้งครรภ์ (ถ้าทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้ว ควรรีบไปฝากครรภ์ให้เร็วที่สุด)

1. รับการตรวจสุขภาพ และตรวจคัดกรองความเสี่ยงในการตั้งครรภ์

2. รับการปรึกษาเพื่อการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีทั้งฝ่ายหญิง(ที่ตั้งครรภ์)และฝ่ายชาย ร่วมกัน

3. รับการตรวจคัดกรองโรคต่างๆ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐานที่จำเป็น

4. รับบริการในด้านการเสริมสุขภาพ เช่น การรับยาบำรุงเลือด แร่ธาตุ วิตามินเสริม และการได้รับวัคซีน

5. รับการแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม (ทั้งก่อนและขณะตั้งครรภ์) เช่น การทำกิจวัตรประจำวัน การทำงาน การออกกำลังกาย การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย เป็นต้น

เมื่อคลอดแล้ว (และสตรีผู้นั้นเป็นผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี)

ควรให้คำแนะนำในด้านสุขภาพแก่แม่และลูก รวมทั้งสามี ในเรื่องต่อไปนี้

1. สตรีที่ติดเชื้อ ภายหลังคลอด

- ควรมีนัดติดตามกับอายุรแพทย์ เพื่อประเมินสุขภาพ ความแข็งแรงของร่างกาย ตรวจหาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส รับยาต้านไวรัส (หากมีข้อบ่งชี้ว่าจำเป็นต้องได้รับยา) เพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง

- นัดตรวจหลังคลอด ตรวจภายในและตรวจหามะเร็งปากมดลูก

- แนะนำการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ ไม่เพิ่มโอกาสการติดเชื้อ และไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์

- ต้องใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเสมอเมื่อมีเพศสัมพันธ์แม้ว่าจะใช้วิธีคุมกำเนิดชนิดอื่นอยู่ด้วยก็ตาม

- ส่งเสริมสุขภาพทั่วๆไป เช่น โภชนาการ การออกกำลังกาย สิ่งแวดล้อม รวมถึงการดูแลจิตใจ อารมณ์ และความเครียด

 2. เด็กแรกเกิด ควรได้รับ “นมผสม” จนครบ 18 เดือน แทนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และนัดตรวจติดตามกับกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสุขภาพ รับวัคซีน และเจาะเลือดตรวจหาการติดเชื้อเป็นระยะๆ ซึ่งหากพบว่ามีการติดเชื้อ จะได้รับยาต้านไวรัสเช่นเดียวกัน

3. สามีควรได้รับการเจาะเลือดตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีเช่นเดียวกัน รวมทั้งต้องมีการให้คำปรึกษาในกรณีที่ต้องแจ้งผลเลือดของสามีเอง หรือบอกผลเลือดของภรรยา เพื่อวางแผนการดูแลรักษาในคู่สมรสนี้ต่อไป