วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรคเป็นสาวก่อนวัย


รศ.พญ.สุภาวดี ลิขิตมาศกุล
หัวหน้าสาขาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม 
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
 
       Precocious Puberty หรือที่เราอาจเคยได้ยินว่า “โรคเป็นสาวก่อนวัย”  ซึ่งมักจะเกิดกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการเจริญเติบโตในช่วงวัยเด็ก ทำให้เด็กมีเต้านมหรือมีประจำเดือน รังไข่และมดลูกหรืออัณฑะทำงานและพร้อมที่จะเจริญพันธ์ ซึ่งการเจริญเติบโตที่เร็วผิดปกตินี้อาจส่งผลเสียต่อเด็กหลายด้าน เช่น กระทบต่อเรื่องส่วนสูงของเด็ก (เพราะหลังจากที่มนุษย์เราเข้าสู่วัยเจริญพันธ์ ปลายกระดูกระหว่างข้อต่อจะปิดลง ทำให้หยุดสูง) โอกาสที่จะเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม (สันนิษฐานทางการแพทย์ว่า การมีเต้านมเร็วจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้มาก  เพราะเนื้อเยื่อเต้านมถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศหญิงเร็วขึ้น) สภาพจิตใจของเด็ก รวมถึงอันตรายจากบุคคลภายนอก เช่น กรณีการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และภาวะตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม

       เราสามารถแบ่งช่วงการเจริญเติบโตของมนุษย์เป็น 4 ช่วง ได้แก่ช่วงอยู่ในครรภ์มารดา วัยเด็กเล็ก (ตั้งแต่แรกคลอด - 3 ขวบ) วัยเด็ก (3-8 ขวบ) และวัยรุ่นเจริญพันธุ์ ในแต่ละช่วงจะมีปัจจัยที่กระตุ้นการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน  แต่อาจมีความผิดปกติด้านร่างกายหรือปัจจัยภายนอกบางอย่างที่กระทบต่อระบบควบ คุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทำให้เกิดการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ
วัยเด็ก จะมีปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโต นั่นก็คือ growth hormone และในวัยรุ่นซึ่งเป็นก้าวแรกสู่วัยเจริญพันธ์ก็จะมีฮอร์โมนเพศ (sex hormone) เป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลง  โดยฮอร์โมนทั้งสองตัวนั้นผลิตมาจากต่อมใต้สมอง (พิทูอิทารี) ต่อมที่ควบคุมการผลิตฮอร์โมนเพศนั้นจะถูกควบคุมการเริ่มและหยุดสร้างฮอร์โมน ด้วยระบบหนึ่ง มีชื่อว่า ไฮโปทาลามิก พิทูอิทารี  โกนาดอล  แอกซิล  ซึ่งระบบนี้ควบคุมด้วยสมองส่วนไฮโปทาลามัสอีกต่อหนึ่ง  ซึ่งระบบไฮโปทาลามิกนี้เป็นเหมือน “สวิตซ์ของการสั่งผลิตฮอร์โมน” นั่นเอง

        ระบบ “ไฮโปทาลามิก พิทูอิทารี  โกนาดอล  แอกซิล” นี้จะถูกติดตั้งขึ้นในร่างกายตั้งแต่สองสามเดือนแรกที่เราอยู่ในท้องแม่ และทำงานมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเราคลอดออกมา อายุได้หนึ่งขวบ สวิสซ์ก็จะปิดลงชั่วคราว จากนั้นระบบนี้จะฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งเมื่อเราอายุประมาณ 6-8 ขวบ โดยจะเริ่มกระตุ้นการทำงานของร่างกายในเรื่องสารเคมีต่าง ๆ แต่ยังไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะทางเพศ จนกระทั่งฮอร์โมนและสารเคมีในร่างกายผลิตออกมามากเพียงพอแล้ว อวัยวะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตฮอร์โมนเพศ เช่น รังไข่หรือลูกอัณฑะ (ซึ่งควบคุมด้วยฮอร์โมนโกนาโดรโทรฟิน หลั่งจากต่อมใต้สมอง) จึงจะเริ่มทำงาน ทำให้เด็กเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายภายนอกเหมือนผู้ใหญ่มากขึ้น เช่น มีเต้านมและมีประจำเดือนในเด็กผู้หญิง และมีการเปลี่ยนแปลงของขนาดอัณฑะและองคชาติในเด็กผู้ชาย ซึ่งโดยทั่วไปจะเริ่มที่อายุประมาณ 8-9 ขวบ  จากนั้นระบบไฮโปทาลามิกจะทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดไป
       สรุปก็คือ ระบบไฮโปทาลามิกมีหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างและเก็บสะสมฮอร์โมนเพศและ สารเคมีในร่างกายต่าง ๆ ในช่วงวัยเด็กเพื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่นนั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้เป็นสาวก่อนวัย
       สาเหตุที่ส่งผลให้ระบบดังกล่าวทำงานผิดปกติไป แบ่งได้ 3 สาเหตุใหญ่ ๆ ก็คือ 

 - สาเหตุจากภายใน
       อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า สวิสซ์ควบคุมการผลิตฮอร์โมน (ระบบไฮโปทาลามิก)  มีไฮโปทาลามัสควบคุมอยู่อีกต่อหนึ่ง ดังนั้นเด็กที่มีไฮโปทาลามัสผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด หรือถูกกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ ได้รับการผ่าตัดหรือฉายแสงที่สมอง หรือเป็นเนื้องอกของต่อมใต้สมองซึ่งอยู่ใกล้กับไฮโปทาลามัส ก็จะส่งผลให้การควบคุมการทำงานของระบบไอโปรทาลามิกนี้ผิดเพี้ยนไป   ระบบจึงทำงานเร็วขึ้น เกิดเป็นสาวก่อนวัยขึ้นมา


       อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ การเป็นเนื้องอกบางชนิดในช่วงแกนกลางของไฮโปทาลามัส (แกนกลางของสมอง) เช่น เนื้องอก Harmatoma ซึ่งเป็นติ่งเนื้อเล็ก ๆ ไม่ส่งผลให้เห็นจากอาการภายนอก แต่เนื้องอกชนิดนี้จะสามารถสร้างฮอร์โมนบางชนิดขึ้นมา และฮอร์โมนเหล่านั้นมีผลไปกระตุ้นฮอร์โมนโกนาโดรโทรฟินในต่อมใต้สมอง (Pituitary) ให้ทำงานเกิดขบวนการสร้างฮอร์โมนเพศขึ้น ก็จะส่งผลต่อการเป็นสาวก่อนวัยได้ รวมถึงการมีซีสต์และเนื้องอกที่รังไข่ อัณฑะ หรือต่อมเพศซึ่งสามารถส่งผลให้เป็นสาวก่อนวัยได้เช่นกัน และท้ายสุดคือ การผิดปกติของต่อมหมวกไตซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพศโดยตรง กรณีนี้พบได้ในเด็กที่เป็นโรค CAH (โรคต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนมากเกินไป) 

- สาเหตุจากภายนอก

      สาเหตุนี้กล่าวง่าย ๆ คือ เมื่อวัยเด็กได้รับฮอร์โมนเพศซึ่งเป็นฮอร์โมนในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ระบบร่างกายก็จะพัฒนาเร็วขึ้น ในอดีตพบว่า เด็กที่กินวิตามินหรือยาบางชนิดที่โฆษณาว่า เด็กกินยานี้แล้วจะโตเร็ว  แท้จริงแล้วยานี้มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศ เมื่อกินยาประเภทดังกล่าวเข้าไปเด็กจะมีการสะสมไขมันมากขึ้น ทำให้เด็กอวบขึ้น ดูตัวโตกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน เป็นผลพวงจากการได้รับฮอร์โมนก่อนวัย
      การโตก่อนวัยนั้นส่งผลเสียต่อระบบโครงสร้างความสูงของเด็ก กระบวนการนี้อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงนั้นมีอยู่ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ฮอร์โมนตัวนี้จะเป็นตัวควบคุมให้ปลายของกระดูกซึ่งเจริญเติบโตอยู่ปิดลง  ทำให้เด็กผู้หญิงหยุดสูงหลังจากมีประจำเดือน 2 ปี ส่วนปลายกระดูกของเด็กผู้ชายจะปิดช้ากว่าผู้หญิง 3-5 ปี (ผู้ชายเลยมีโอกาสสูงกว่าปกติ) ดังนั้นหากได้รับฮอร์โมนเพศดังกล่าวเข้าไปในวัยที่ไม่เหมาะสมและปริมาณมาก เกินไป ก็จะส่งผลให้เด็กเกิดเป็นหนุ่มหรือเป็นสาวก่อนวัยได้


- กลุ่มเป็นสาวก่อนวัยโดยไม่มีสาเหตุ

พบว่าทุก 20 ปี มนุษย์จะมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วขึ้น หกเดือนถึงหนึ่งปีของอายุเกณฑ์เดิม ปัจจุบันเด็กผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 8 ขวบ ในขณะที่เด็กชายเริ่มที่อายุ 9 ขวบ ซึ่งส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับเรื่องของภาวะโภชนาการเกินหรือความอ้วน เพราะพบว่าเด็กที่มีร่างกายอ้วนมักจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าเด็กที่ ผอม การอ้วนเกิน ค่ามาตรฐานซึ่งถือว่าเป็นโรคอ้วนรุนแรง กลับจะส่งผลในทางกลับกัน คือทำให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้า หรือเริ่มเร็วและมีปัญหาเรื่องการมีประจำเดือนผิดปกติ ได้มีการสำรวจในเด็กที่เล่นยิมนาสติกและเป็นนักบัลเลย์ ซึ่งต้องควบคุมรูปร่างให้ผอม จะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้ากว่าคนในวัยเดียวกัน แต่เด็กที่ผอมมากจนมีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 25% ของน้ำหนักมาตรฐานของอายุ ก็ถือว่าเป็นโรคซึ่งจะส่งผลให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้าเกินไปเช่นกัน
เมื่อความอ้วนเป็นข้อสังเกตหนึ่ง อีกข้อสันนิษฐานที่ตามมาก็คือ ระดับคอเลสเทอรอลในร่างกายอาจเชื่อมโยงกับโรคเป็นสาวก่อนวัยได้ สารเริ่มต้นของการสร้างฮอร์โมนเพศคือ คอเลสเทอรอลและเด็กรุ่นใหม่มีระดับคอเลสเทอรอลในเลือดมากกว่าคนสมัยก่อนมาก การตรวจเจาะระดับคอเลสเทอรอลเฉลี่ยของเด็กวัยเรียนเมื่อ 30-40 ปีก่อนจะพบค่าที่ประมาณ 100-130 mg% แต่เมื่อสิบปีที่ผ่านมาพบว่าคอเลสเทอรอลในเลือดเด็กวัยเดียวกันสูงถึง 150-170 mg% และในปัจจุบันเด็กบางคนมีค่าคอเลสเทอรอล สูงเกิน 200 mg% เพราะฉะนั้นอาจเป็นไปได้ว่า เมื่อสารตัวนี้เพิ่มมากขึ้นก็เหมือนมีวัตถุดิบมากขึ้น ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนได้มากพอที่ร่างกายจะนำไปใช้งานได้ จึงก้าวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าเทียบกับคนสมัยก่อน การสะสมฮอร์โมนอาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป จนพร้อมจึงก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเจริญพันธุ์ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของเด็กที่มีภาวะโภชนาการเกินหรือเด็กที่สมบูรณ์เร็ว ก็จะเป็นหนุ่มสาวได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวอาจจะอธิบายเรื่องของอาหาร เช่น ไก่ ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงกันว่ามีการฉีดฮอร์โมนเร่งมากจนส่งผลมาถึงคนได้ว่า ในอดีต ไก่ที่เรากินเป็นไก่บ้าน เนื้อของไก่ส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน แต่ในปัจจุบันเรามีไก่บ้านน้อยลง เหลือเพียงไกเลี้ยง ซึ่งถูกขุนให้อ้วนด้วยหัวอาหาร ทำให้มีปริมาณไขมันในเนื้อสูง เมื่อเด็กกินไก่จึงส่งผลให้เด็กมีไขมันและคอเลสเทอรอลในร่างกายมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวการณ์เป็นสาวก่อนวัยดังที่ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ ทั้งนี้เคยมีผู้ป่วยโรคนี้ที่มีรูปร่างอยู่ในเกณฑ์ท้วมอ้วน เมื่อตรวจดูคอเลสเทอรอลพบว่ามีเกณฑ์สูงกว่าเกณฑ์ปกติ (เกณฑ์ปกติคือ เด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี คอเลสเทอรอลไม่ควรเกิน 170 mg%) ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้หลายรายชอบกินไก่เป็นประจำ และจากการแนะนำให้เด็กควบคุมสัดส่วนอาหารโดยการลดอาหารที่มีไขมันสูง พบว่าในบางรายสามารถชะงักภาวะการเจริญเติบโตก่อนวัยให้ช้าลงได้

แนวทางการรักษา
เมื่อนำบุตรหลานของท่านเข้าพบแพทย์ แพทย์จะเริ่มวินิจฉัยจากการเอ็กซ์เรย์กระดูกก่อนว่า มีโครงสร้างกระดูกล้ำหน้าหรือไม่ หากมี แพทย์ก็จะอัลตราซาวนด์มดลูก รังไข่หรือวัดอัณฑะและอวัยวะเพศของเด็กว่ามีขนาดเปลี่ยนแปลงเหมือนกับได้รับ ฮอร์โมนเพศกระตุ้นหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น แพทย์ก็จะ เอ็กซ์เรย์สมองเพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งอาจมาจากความผิดปกติของสมองดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งถ้าหากตรวจพบต้องทำการรักษา หรือหากเด็กมีประวัติได้รับฮอร์โมนเพศก็ต้องสั่งระงับยานั้น หากกรณีที่ตรวจไม่พบสาเหตุ การรักษาจะทำได้เพียงการฉีดยาชะลอการเป็นสาว เพื่อรักษาให้เด็กสามารถเจริญเติบโตตามโครงสร้างที่ควรจะเป็น และลดความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น มะเร็งเต้านมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมไปถึงเรื่องของสภาพจิตใจของเด็กที่อาจยังไม่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงดัง กล่าวด้วย 

ยาที่ใช้ฉีดเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ขึ้น ชื่อ GnRH-agonist โดยจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อเดือนละหนึ่งครั้ง ฮอร์โมนชนิดนี้จะยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง มีผลทำให้ฮอร์โมนเพศจากรังไข่ลดลง ซึ่งยาชนิดนี้จำเป็นต้องฉีดติดต่อกันไปจนอายุประมาณ 10-12 ปี และเมื่อหยุดฉีดเด็กจะเริ่มเป็นสาวภายใน 3-6 เดือน ทั้งนี้พบว่าการใช้ยาจะได้ผลก็ต่อเมื่อเด็กยังไม่มีประจำเดือน และควรรักษาก่อน 8 ขวบจะได้ผลดีที่สุด

ท้ายสุดที่อยากแนะนำคือ การจัดสัดส่วนอาหารให้เด็กรับประทานอย่างเหมาะสม ไม่กินของที่มีไขมันมากเกินไป มีการควบคุมอัตราการเพิ่มของน้ำหนักและความสูงควรให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตามวัย เพราะเด็กอ้วนจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้มาก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ถือเป็นปัญหาทางร่างกายซึ่งสามารถควบคุมปัจจัยจากภายนอกได้ ในส่วนด้านจิตใจของเด็กการอบรมเลี้ยงดูบุตรมีผลต่ออุปนิสัยเด็กอย่างแน่นอน และสื่อในปัจจุบันนี้ ยังมีผลกระทบต่อเด็กแต่ถ้าผู้ปกครองซึ่งเป็นต้นแบบที่ดี เฝ้าอบรมบุตรหลานและดูแลอย่างใกล้ชิด ก็เสมือนเป็นเกราะป้องกันภัยให้แก่เด็กเป็นอย่างดี

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก



รศ.นพ.พรพรหม เมืองแมน
ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยมากมักจะมีสาเหตุจากอุบัติเหตุ ความประมาท ขาดความระมัดระวัง ซึ่งกลไกการบาดเจ็บจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใดขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาที่ผิวหนังสัมผัสกับความร้อน อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ ดีกรีความลึกของบาดแผล และขนาดความกว้างพื้นที่ของบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกนั้น ๆ

บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แบ่งเป็น 3 ระดับ โดยดูจากดีกรีความลึกของบาดแผล
ดีกรีความลึกระดับ 1 คือ บาดแผลอยู่แค่เพียงผิวหนังชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น โดยปกติจะหายเร็วและไม่เกิดแผลเป็น
ดีกรีความลึกระดับ 2 คือ บาดเจ็บในบริเวณชั้นหนังแท้ บาดแผลประเภทนี้ถ้าไม่มีภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน มักจะหายภายใน 2-3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความลึกของบาดแผลจากอุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดร่องรอยผิดปกติของบริเวณผิวหนัง หรืออาจมีโอกาสเกิดแผลเป็นแผลหดรั้งตามได้ หากได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง
*กรณีถูกไฟไหม้ หากบาดเจ็บไม่ลึกมากก็จะพบว่าบริเวณผิวหนังจะมีตุ่มพองใส เมื่อตุ่มพองนี้แตกออกบริเวณบาดแผลเบื้องล่างจะเป็นสีชมพู และผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนมาก แต่ถ้าพยาธิสภาพค่อนข้างลึกจะพบว่าสีผิวหนังจะเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองหรือขาว ไม่ค่อยเจ็บ
ดีกรีความลึกระดับ 3 คือ ชั้นผิวหนังทั้งหมดถูกทำลายด้วยความร้อน บาดแผลเหล่านี้มักจะไม่หายเอง มีแนวโน้มการติดเชื้อของบาดแผลสูง และมีโอกาสเกิดแผลหดรั้งตามมาสูงมาก ถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง

สิ่งแรกที่ควรทำ เมื่อโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
- ล้างด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิปกติ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลช่วยลดการหลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณบาดแผลได้
- หลังจากนั้นซับด้วยผ้าแห้งสะอาด แล้วสังเกตว่าถ้าผิวหนังมีรอยถลอก มีตุ่มพองใส หรือมีสีของผิวหนังเปลี่ยนไป ควรรีบไปพบแพทย์
* แต่ถ้าไฟไหม้ น้ำร้อนลวกบริเวณใบหน้า จะต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะบริเวณใบหน้ามักจะเกิดอาการระคายเคืองจากยาที่ใช้ ห้ามใส่ยาใด ๆ ก่อนถึงมือแพทย์ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีอาการตอบสนองต่อตัวยาไม่เหมือนกัน จะต้องขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์

ข้อห้าม เมื่อโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
- ไม่ควรใส่ตัวยา/สารใด ๆ ทาลงบนบาดแผล ถ้าไม่แน่ใจในสรรพคุณที่ถูกต้องของยาชนิดนั้น โดยเฉพาะ”ยาสีฟัน” “น้ำปลา” เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อบาดแผล เพิ่มโอกาสการเกิดบาดแผลติดเชื้อ และทำให้รักษาได้ยากขึ้น

โดยการรักษาเริ่มตั้งแต่...
- การใช้ยาทาในระยะเริ่มต้น
- การใส่ชุดผ้ารัดในกรณีที่รอยแผลจากไฟไหม้น้ำร้อนลวกมีแนวโน้มที่จะนูนมากขึ้น และไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาทา
- ฉีดยาลบรอยแผลเป็น ซึ่งจะทำได้ในกรณีที่เกิดรอยแผลนูนและไม่ตอบสนองต่อการใส่ชุดผ้ารัด
- ผ่าตัดแก้ไข โดยแพทย์จะต้องทำการประเมินลักษณะและความรุนแรงของบาดแผล ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของบาดแผลหดรั้งเหล่านั้น....
* โดยทั่วไปช่วงอายุของผู้ป่วยไม่เป็นอุปสรรคในการรักษาบาดแผล และวิทยาการการรักษา ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก

เมื่อผ่านขั้นตอนการรักษาแล้ว อย่าละเลยที่จะดูแลตนเอง โดย....
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นผล หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้ระคายเคือง
2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ทุกชนิด เพราะหากโดนบริเวณแผล ก็อาจทำให้คันหรือมีการติดเชื้อได้ง่าย
3. รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เพื่อเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่บริเวณบาดแผลให้บาดแผลสมานปิดเร็วขึ้น
4. หมั่นทายา/รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญต้องรักษาความสะอาดแผลให้ดี

อุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากความประมาทแทบทั้งสิ้น ถ้าต้องทำอาหารและอาจต้องสัมผัสของร้อน ควรระมัดระวังและป้องกันตนเองให้ดี ในบ้านที่มีเด็กเล็กควรระมัดระวังและจัดหาสถานที่ ๆ วางวัสดุที่มีความร้อนให้เหมาะสมให้ห่างจากมือเด็กเอื้อมถึงได้ ส่วนบุคลากรที่ต้องทำงานกับเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องทำความร้อนต่าง ๆ ที่มีโอกาสสัมผัสกับเปลวไฟหรือเปลวเพลิงสูง ควรมีการป้องกันตนเองให้เหมาะสมด้วย เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติภัยไฟไหม้ น้ำร้อนลวกนี้ครับ.

นอนไม่หลับ


อ.นพ.ธีรศักดิ์ สาตรา
ความต้องการในการพักผ่อนของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ อายุ สภาพร่างกาย และสุขภาพ เช่น คนอายุน้อยจะต้องการการพักผ่อนมากกว่าคนสูงอายุ สภาพร่างกายคนบางคนพักผ่อนน้อยก็สดชื่นทำงานได้ดี และในคนที่สุขภาพไม่ดีมีโรคทางกายก็ต้องการการพักผ่อนมากกว่าคนที่สุขภาพดี กว่า เป็นต้น

นอนไม่หลับถือว่าเป็นโรคหรือไม่
นอนไม่หลับไม่ใช่โรคแต่เป็นภาวะหรืออาการที่เกิดขึ้นร่วมกับเหตุการณ์ใน ชีวิตประจำวันที่ทำให้เครียดหรือไม่สบายใจ ความผิดปกติทางกายหรือจิตใจ หรือ สภาพแวดล้อมบางอย่าง เช่น การแปลกสถานที่

เมื่อใดจึงจะเรียกว่ามีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ
มีข้อสังเกตว่าเมื่อรู้สึกว่านอนไม่หลับ หลับไม่สนิทหรือหลับไม่พอเป็นเวลา 3 วันใน 1 สัปดาห์ ติด
ต่อ กันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน และรู้สึกวิตกกังวลต่ออาการที่เป็นร่วมกับหน้าที่การทำงานที่แย่ลง ก็จะถือว่านอนไม่หลับเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข

การนอนไม่หลับเกิดจากสาเหตุใด
สาเหตุของการนอนไม่หลับ เกิดจากปัจจัยทางกาย ทางจิตใจ และสภาพแวดล้อมของการนอน ปัจจัยทางกาย ได้แก่ โรคที่ทำให้มีอาการเจ็บปวดมาก หายใจไม่สะดวกหรือผลจากยา และสารกระตุ้นบางอย่าง เช่น กาแฟ ปัจจัยทางจิตใจ ได้แก่ เหตุการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้น อาจเป็นเรื่องที่ทำให้เสียใจ ไม่สบายใจ หรือเป็นอาการเริ่มแรกของโรคทางจิต บางอย่าง ส่วนสภาพแวดล้อมของการนอน ได้แก่ สภาพห้องนอน หรือการแปลกต่อสถานที่ก็อาจทำให้นอนไม่หลับได้

ลักษณะอาการที่พบร่วมกับอาการนอนไม่หลับ
นอนไม่หลับมักพบร่วมกับอาการของความเครียด ความไม่สบายใจ และเมื่อเริ่มนอนไม่หลับ เราก็มักจะเริ่มรู้สึกกลัวการนอนไม่หลับ หมกมุ่นเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ พยายามบังคับให้ตนเองนอนให้หลับ โดยปกติการนอนเป็นธรรมชาติบังคับไม่ได้ ทำให้การนอนในคืนถัดไปแย่ลงจากความกังวลของเราเอง เกิดเป็นวงจรที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การนอนไม่หลับรุนแรงมากขึ้น ถึงแม้บางครั้งสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับจะหมดไปแล้วก็ตาม

ส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่อย่างไร
การนอนไม่หลับจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจอาจทำให้เกิดโรคทาง กาย หรือทำให้โรคทางกายแย่ลง ส่วนทางจิตใจก็จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ ความเครียด ไม่มีสมาธิในการทำงาน กลัวว่าจะเป็นโรคร้ายแรง หรือกลัวการนอนไม่หลับได้

เมื่อใดจึงควรมาพบแพทย์
ควรมาพบแพทย์เมื่อการนอนไม่หลับเกิดเป็นปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น เพราะการที่มาพบ
แพทย์ เร็วจะทำให้พบสาเหตุโดยเร็ว การรักษาจะง่ายขึ้นถ้าปล่อยให้เป็นมาก การรักษาจะยากขึ้น หรือถึงแม้ว่าจะไม่มีโรคใด ๆ ก็ตาม ก็จะได้รับคำแนะนำการปฏิบัติเกี่ยวกับการนอนหลับที่ถูกต้อง ทำให้ป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตได้
การแก้ไข /การปฏิบัติตนที่ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาการนอนไม่หลับ
การแก้ไขปัญหานอนไม่หลับ ได้แก่ การค้นหาสาหตุที่แท้จริงและทำการรักษาร่วมกับการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอน

การปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนเป็นสิ่งที่สำคัญมากกับทุกคน เพราะจะป้องกันปัญหาการนอนไม่หลับ หรือช่วยให้การนอนไม่หลับดีขึ้นได้ การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอน ได้แก่
- ตื่นนอนให้เป็นเวลา ถึงแม้จะนอนได้น้อยเพียงใดก็ตาม การตื่นนอนตรงเวลาจะทำให้ร่าง
กายปรับวงจรการนอนปกติได้ในคืนถัดไปจะทำให้หลับได้ง่ายขึ้นเอง

- จัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้ดี เช่น อากาศที่ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป เสียงไม่ดังเกิน
ไป แสงต้องไม่สว่างมากเกินไป

- ใช้เตียงนอนเพื่อการนอนเท่านั้น ห้ามใช้ทำกิจกรรมอื่น เช่น อ่านหนังสือ หรือทำงาน
เล็กๆ น้อยๆ ควรจะนอนก็ต่อเมื่อรู้สึกง่วง ถ้านอนไม่หลับใน 10 นาที ให้ลุกจากเตียงไปทำกิจกรรมที่สบายใจ เมื่อง่วงจึงมานอนใหม่

- ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวันในตอนเย็น ห้ามออกก่อนนอนเพราะคิดว่าจะทำให้
เพลียหลับง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้หลับยากขึ้นกว่าเดิม

- งดสารกระตุ้นหลังเที่ยงวัน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม การดื่มสุรา เบียร์ทำให้หลับง่ายตอน
แรกแต่จะทำให้หลับไม่สนิท

- การอาบน้ำอุ่น ดื่มนมอุ่น ๆ การผ่อนคลายต่าง ๆ เช่น การทำสมาธิ จะช่วยให้หลับง่ายขึ้น

- อย่าบังคับให้นอนหลับ เพราะบังคับไม่ได้ หรืออย่าคิดว่าการนอนคืนนี้จะเหมือนคืน
ก่อน จะทำให้เกิดความกังวลมาก ทำให้หลับยากขึ้น

- อย่าไปนอนชดเชยตอนกลางวัน จะทำให้นอนไม่หลับตอนกลางคืน ถ้าไม่จำเป็นไม่ควร
ใช้ยาเพื่อทำให้หลับ เพราะจะทำให้ติด และเมื่อหยุดยาจะทำให้นอนไม่หลับมากขึ้นกว่าเดิม
ปัญหา ความไม่สบายใจเพียงเล็กน้อย แล้วทำให้นอนไม่หลับ อาจนำไปสู่ปัญหาการนอนไม่หลับที่รุนแรงและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องได้อย่าง มาก การมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขโดยเร็วตั้งแต่แรก จะทำให้ปัญหารุนแรงน้อยลง รวมทั้งป้องกันปัญหาการนอนไม่หลับในอนาคตได้ด้วย

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

“ปวดหลัง” แต่ทำไมร้าวลงขา


ทีมผ่าตัดกระดูกสันหลังภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด
Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

คำถามนี้คุณหมอมักจะได้ยินบ่อย ๆ จากคนไข้ที่เคยมีอาการปวดหลังเป็น ๆ หาย ๆ มาเป็นเวลานาน แต่วันดีคืนดีก็มีอาการปวดร้าวลงไปที่ขาแถมมาด้วย และเมื่อมาพบแพทย์ ก็มักจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ซึ่งบางรายมีอาการปวดมาก จนแพทย์ต้องแนะนำให้ผ่าตัดที่กระดูกสันหลังบริเวณกระเบนเหน็บ ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเครียด และสงสัยว่า “คุณหมอวินิจฉัยผิดหรือเปล่านะ” เพราะว่าอาการปวดที่ขา แต่ทำไมต้องโดนผ่าตัดกระดูกสันหลัง วันนี้เรามีคำตอบครับแต่ถ้าจะให้ดี เราไปทำความรู้จักกับลักษณะทางกายภาพของหมอนรองกระดูกสันหลัง กันก่อนนะครับ

ที่บริเวณกระเบนเหน็บเหนือกระดูกก้นกบ มีกระดูกสันหลังอยู่หลายปล้อง แต่ละปล้องจะเชื่อมติดต่อกันด้วยหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งประกอบด้วย ส่วนเปลือกนอก (Annulus Fibrosus) และส่วนเนื้อใน (Nucleus Pulposus) ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักตัวหรือน้ำหนักที่เรายก หิ้ว แบก หรืออุ้ม รวมถึงเมื่อเราเดิน วิ่ง กระโดด จะมีแรงกระแทกลงมาที่กระดูกสันหลังส่วนเอว บางครั้งการกระแทกหรือบิดตัวมีความรุนแรง ก่อให้เกิดการฉีกขาดของเปลือกหมอนรองกระดูก ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง และถ้ามีการฉีกขาดบ่อย ๆ หรือมากขึ้น ส่วนที่เป็นเนื้อในก็จะทะลักออกมากดทับเส้นประสาท ซึ่งอยู่ด้านหลังของหมอนรองกระดูก ซึ่งเส้นประสาทนี้จะทอดยาวจากโพรงกระดูกสันหลังไปที่สะโพก ขา จนถึงปลายเท้า
เส้นประสาทดังกล่าวทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อให้มีกำลังและรับความรู้สึก ดังนั้นเมื่อหมอนรองกระดูกแตกและมีเนื้อในออกมาทับเส้นประสาท จึงทำให้เกิดอาการปวดขา อ่อนแรง ร่วมกับมีอาการชาที่บริเวณน่องหรือหลังเท้า
*ภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณเอว โดยมากมักจะเกิดในวัยทำงาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติเคยยกของหนัก

การรักษา
โดยส่วนใหญ่ แพทย์จะรักษาโดยการให้ยาและทำกายภาพบำบัด ซึ่งผู้ป่วยจะอาการดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์ และสามารถกลับไปดำรงชีวิตตามปกติ เพียงแต่จะต้องระมัดระวังรักษาตัวเกี่ยวกับท่าทางการทำงาน การยกของ ประกอบกับการออกกำลังกายที่ถูกต้อง เหมาะสม

จะมีก็เพียงส่วนน้อยที่อาการไม่ดีขึ้น ซึ่งในกรณีนี้แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาทออก ด้วยวิธี Discectomy ซึ่งได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกว่าได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ

เทคนิคในการทำผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกส่วนเอวออกนี้มีหลายวิธี และเป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบัน ทีมศัลยแพทย์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออโธปิดิคส์และกายภาพบำบัด สามารถทำการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกที่ทับเส้นประสาทที่ระดับเอวออกโดย
- “ใช้กล้องส่องเข้าไปในโพรงแผลที่มีขนาดเล็ก ประมาณ 1.8 ซม.” (Microendoscopic discectomy: MED)
- “การผ่าตัดโดยใช้กล้องขยายจากภายนอกแผล” (Microdiscectomy) ซึ่งแผลจะมีขนาดเล็กประมาณ 2 ซม.
การผ่าตัดทั้งสองวิธี จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถให้บริการแก่ผู้ป่วย ในกรณีที่เหมาะสม ทำให้มีความเจ็บปวดหลัดผ่าตัดน้อยลง และกลับไปดำรงชีวิตตามปกติได้รวดเร็วขึ้น

* มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ว่าการผ่าตัดแบบแผลเล็กจะให้ผลการรักษาที่ดีกว่าวิธีดั้งเดิมเสมอ ซึ่งจริง ๆ แล้วการเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการผ่าตัดแบบนี้ มีความสำคัญมาก เพราะว่าพยาธิสภาพของผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกันเลย ดังนั้นจึงควรที่จะให้แพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นผู้เลือกว่าผู้ป่วยรายใดมีความ เหมาะสมที่จะผ่าตัดโดยใช้เทคนิคใหม่นี้

เมื่อผ่าตัดแล้ว จะหายขาดหรือไม่?
อาการจะดีขึ้น แต่จะต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ในการรับน้ำหนัก เมื่อมีการเสื่อมสภาพไป ผู้ป่วยบางรายก็จะมีอาการปวดหลังอยู่บ้าง
อาการ ปวดหลังและร้าวลงขา ยังอาจเกิดจากภาวะอื่น ๆ ได้ เช่น โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ การติดเชื้อ หรือมีเนื้องอกบริเวณกระดูกสันหลัง ที่มีการกดทับเส้นประสาท

ดังนั้น ทางที่ดีท่านควรให้ความสำคัญกับการตรวจรักษาโดยแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการปวดหลังและร้าวลงที่ขา ควรระมัดระวังในการดูแลสุขภาพให้มากเป็นพิเศษ

โรคต้อหิน



อ.พญ.ดารินทร์ สากิยลักษณ์  ภาควิชาจักษุวิทยา

โรคต้อหินเป็นโรคของดวงตาที่พบบ่อย และมีอันตรายอย่างมากถึงขั้นตาบอดสนิท ถ้าไม่รักษา หรือรักษาไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ลานสายตาหรือความกว้างของการมองเห็นแคบเข้า จนกระทั่งสูญเสียการมองเห็นไปทั้งหมดได้ ซึ่งการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินนั้น เป็นการสูญเสียถาวรไม่สามารถจะแก้ไขให้คืนมาได้

ลักษณะของต้อหินเป็นอย่างไร
ต้อหินเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคต้อตามที่ประชาชนเรียกกันโดยทั่ว ๆไป ที่พบบ่อย ๆ มีต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อลม และต้อหิน แต่ต้อหินเป็นต้อเพียงชนิดที่ไม่มีตัวต้อให้เห็น เพราะต้อหินจริงๆแล้วเป็นกลุ่มโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงถูกทำลายของขั้วประสาท ตา ซึ่งเป็นตัวนำกระแสการมองเห็นไปสู่สมอง ซึ่งเมื่อขั้วประสาทตาถูกทำลายจะมีผลทำให้สูญเสียลานสายตา เมื่อเป็นมาก ๆ ก็สูญเสียการมองเห็นในที่สุด เป็นการสูญเสียถาวรรักษาให้กลับคืนมามองเห็นไม่ได้ โดยอาการที่พบสำคัญมีแทบในทุกรายก็คือ มีความดันในลูกตาเพิ่มสูงขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้ขั้วประสาทตาถูกทำลายได้ง่าย

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน
สาเหตุส่วนใหญ่จะเกิดจากการเสื่อมของร่างกายเอง โรคต้อหินเป็นกลุ่มโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงทำลายของขั้วประสาทตา ไม่มีสาเหตุปัจจัยภายนอก หรือพบร่วมกับโรคทางตาอื่น ๆ ที่แทรกซ้อนมาจากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัดรักษาโรคอื่น ๆ ในดวงตา หรือแม้แต่เกี่ยวพันกับโรคทางกายอื่น ๆ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด และเป็นปัจจัยอย่างเดียวที่ควบคุมเปลี่ยนแปลงได้ก็คือ ความดันในลูกตาที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะเพิ่มสูงขึ้นเองตามธรรมชาติ เนื่องจากความเสื่อมข้างในลูกตาหรือเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากยาที่ใช้ อุบัติเหตุหรือการผ่าตัด

กลุ่มผู้ป่วยใดที่พบมากที่สุด
พบได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ แต่กลุ่มที่พบมากที่สุด คือกลุ่มผู้สูงอายุ โดยผู้มีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีญาติใกล้ชิด เช่น พี่น้องบิดามารดาเป็นต้อหิน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินมากกว่าบุคคลอื่นๆ คนที่มีระดับความดันตาปกติค่อนข้างสูงโดยเฉพาะสูงมากกว่า 21 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งในอนาคตมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหินมากกว่าคนที่มีความดันตาปกติค่อน ข้างต่ำ นอกจากนี้ยังพบในคนไข้ที่เป็นเบาหวานได้ ค่อนข้างมาก อาจจะมากกว่าคนปกติโดยทั่วไป หรือพบในคนไข้ที่มีโรคการไหลเวียนเลือดไม่ดีทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ขั้ว ประสาทตาไม่ดี คนที่สายตาสั้น หรือยาวมากๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินแตกต่างชนิดกันไป

ระยะเวลาของการเกิดโรคต้อหิน
การดำเนินของโรคจากเริ่มเป็นจนถึงการสูญเสียการมองเห็น ใช้เวลานานเป็นปี ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้อหินที่เกิดจากความเสื่อม ซึ่งไม่มีอาการใด ๆ จนกระทั่งสูญเสียการมองเห็น ซึ่งใช้เวลา 5 - 10 ปี จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับว่าจะตรวจพบต้อหินระยะใด เช่น พบตั้งแต่ระยะเพิ่งเริ่มเป็นจะสามารถคุมไว้ได้ และอาจจะไม่สูญเสียการมองเห็น แต่ถ้าตรวจพบต้อหินระยะที่เป็นมากแล้วหรือระยะท้ายๆ คนกลุ่มนี้อาจสูญเสียการมองเห็นได้ในเวลาอันรวดเร็วอาจจะเป็นเดือนก็ตาบอด
อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปจะไม่ทราบว่าตัวเองนั้นเริ่มเป็นต้อหิน ยกเว้นต้องมาให้จักษุแพทย์ตรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มต้อหินที่เป็นระยะเรื้อรังจากความเสื่อมที่ค่อย เป็นค่อยไป แต่จะมีอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ต้อหินเฉียบพลัน ซึ่งจะมีอาการปวดตา ตาแดงทันทีทันใด ปวดมากจนคลื่นไส้อาเจียนต้องมาโรงพยาบาล ซึ่งพบได้ไม่น้อย

ขั้นตอนการตรวจหาต้อหิน
เริ่มแรกจะต้องวัดการมองเห็นก่อนว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ที่เน้นสำหรับการตรวจต้อหิน คือการวัดความดันลูกตา ซึ่งเป็นการตรวจที่สำคัญมากของการตรวจต้อหินเพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงเพียง อย่างเดียวที่ควบคุมได้ นอกจากนั้นยังตรวจการทำงานและรูปร่างลักษณะของขั้วประสาทตาซึ่งเป็นอวัยวะ ที่กระทบกระเทือนโดยตรงจากต้อหิน

ลักษณะการสูญเสียของต้อหิน
การมองในทางตรงจะยังมองเห็นอยู่ โดยที่การมองเห็นนั้นจะค่อย ๆ แคบเข้า ที่เรียกว่า ลานสายตาผิดปกติ คือโดยปกติคนเรามองตรงไปข้างจะมองเห็น ด้านข้างก็จะพอมองเห็นถึงแม้จะไม่ชัดเหมือนจุดที่เรามองตรง แต่ในกลุ่มคนที่เป็นต้อหินนั้น การมองเห็นด้านข้างจะค่อย ๆ แคบเข้า ๆ ช้า ๆ ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ทราบและจะบอกไม่ได้เพราะจะใช้สองตาช่วยดูกันอยู่เพราะ ไม่ได้เปิดตาเดินทีละข้าง และทดสอบตัวเองเป็นประจำ และยังทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติจนกระทั่งการสูญเสียลานสายตานั้นเข้ามา ถึงบริเวณตรงกลางแล้ว ทำให้ภาพที่เรามองนั้นไม่ชัดจึงมาพบแพทย์ ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นระยะท้าย ๆ แล้ว

วิธีการรักษาโรคต้อหิน
หลักการรักษา ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือลดความดันตา เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียวที่ควบคุมได้ การลดความดันในลูกตานั้นมี 3 วิธีหลัก ๆ คือ ใช้ยา ใช้เลเซอร์ผ่าตัด โดยทั่วไปการรักษาต้อหินนั้น จะมีบางกลุ่มมีข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องใช้เลเซอร์ แต่โดยทั่วไปนั้นต้องพยายามควบคุมด้วยยาให้ได้ก่อน เพราะถ้าควบคุมด้วยยาหรือเลเซอร์ไม่ได้ แล้วจึงผ่าตัดรักษา ความก้าวหน้าของการรักษา แต่เดิมมีเพียงยาหยอด 5-6 ชนิด ปัจจุบันมียาหยอดรักษาต้อหิน 14 ชนิด นอกจากจะมียาหยอดตาแล้ว ยังมียากิน ยาเม็ด ยาน้ำที่ช่วยลดความดันตาได้ ส่วนการรักษาทางด้านเลเซอร์มีข้อบ่งชี้เฉพาะของต้อหินแต่ละอย่างไป ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก สำหรับการผ่าตัดต้อหินเพื่อลดความดันลูกตา แพทย์จะต้องมีการเจาะรูที่ผนังลูกตาให้น้ำข้างในออกมาอยู่ที่ใต้เยื่อบุตา เพื่อลดความดันข้างในลูกตา การผ่าตัดต้อหินคงจะเป็นการผ่าตัดเดียวที่ไม่ต้องการให้แผลหาย เพราะต้องการให้น้ำระบายออกมา นอกจากนี้ ยังมีการใช้สารเคมีบำบัดหรือยาที่ใช้รักษามะเร็งมาช่วยเสริมการผ่าตัดไม่ให้ ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาปิดรูนั้น เพื่อจะได้ระบายน้ำออกจากรูนั้นได้นานขึ้นหรือตลอดชีวิต ถ้าผ่าตัดด้วยวิธีดังกล่าวแล้วยังไม่เห็นผลร่างกายยังสร้างพังผืดมาปิดแผล หมด ยังได้คิดค้นสร้างท่อระบายฝังท่อเข้าไปในลูกตา แล้วระบายน้ำออกไปใต้เยื่อบุตาทางด้านหลังลูกตา ซึ่งโอกาสจะเกิดพังผืดขึ้นมาปิดดวงตานั้นน้อยกว่าการผ่าตัดโดยทั่ว ๆ ไป หลังจากช่วงการผ่าตัดระยะแรกจะมีการอักเสบบ้าง อาจจะมองไม่ค่อยชัดในช่วงแรก เมื่อสู่สภาพปกติประมาณ 4-6 สัปดาห์ไปแล้ว ก็จะกลับมามองเห็นเหมือนก่อนการผ่าตัดไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลงไปจากเดิม ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดแล้ว ก็ยังจะต้องมีการควบคุมไปตลอดชีวิต จึงต้องหมั่นมาหาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดตาบอดชนิดถาวร โดยประมาณมีประชากรโลกคนตาบอดร้อยละ 10 จากต้อหิน โรคนี้เมื่อมีการสูญเสียการมองเห็นแล้ว จะไม่กลับคืนมาเป็นปกติได้ ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ทำได้มากที่สุดก็คือ ควบคมไม่ให้มันลุกลามมากขึ้นจากวันที่ตรวจพบ สิ่งที่สำคัญคือ ถ้าเราตรวจพบยิ่งเร็วก็จะสามารถรักษาการมองเห็นไว้กับเราได้นานขึ้น ถ้าตรวจพบช้า มีการสูญเสียการมองเห็นไปมากแล้ว ไม่สามารถจะนำกลับมาเป็นเหมือนได้ ถ้าพบว่าเป็นต้อหิน ก็จะต้องได้รับการตรวจ รักษาควบคุมสม่ำเสมอ

ริดสีดวงทวาร


รศ.นพ.วิรุณ บุญชู  ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

หลายท่านคงเคยได้ยินมาว่า ระบบขับถ่ายดีย่อมหมายถึงการมีสุขภาพดี ผิวพรรณผ่องใสตามไปด้วย แต่อุปสรรคที่สำคัญในการขับถ่ายที่เรารู้จักกันดี คือ โรคริดสีดวงทวารหนัก ซึ่งเป็นโรคของหลอดเลือดที่อยู่บริเวณปากทวารหนักที่โป่งพองขยายขนาดใหญ่ ขึ้น ส่งผลให้เกิดก้อนเนื้อที่ปากทวารหนัก และเมื่อเบ่งถ่ายอุจจาระที่ขับถ่ายออกมา หรือบางรายมีเลือดสดพุ่งออกมาขณะขับถ่ายอุจจาระ
โดยทั่วไปผู้ป่วยจะไม่สามารถคลำพบก้อนเนื้อดังกล่าวได้ในระยะแรกของโรค แต่หากคลำพบว่ามีก้อนเนื้อหรือมีก้อนโผล่ออกมาจากปากทวารหนัก แสดงว่าอาการเริ่มทวีความรุนแรงแล้ว ส่วนมากจะพบในผู้ที่อายุ 45-65 ปี

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค...
1. พันธุกรรม
2. อาชีพ เช่น ผู้ที่ต้องยืนนาน ๆ
3. เกิดจากโรคแทรกซ้อนของโรค เช่น ตับแข็ง ซึ่งจะมีอาการท้องมานในระยะสุดท้าย และเมื่อมีน้ำในช่องท้องมาก ๆ จะส่งผลไปกดการไหลเวียนเลือดในช่องท้อง เป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดดำไหลกลับเข้าช่องท้องได้ไม่ดีนัก
4. ท้องผูก ต้องเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำ
5. ผู้หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากมีการเพิ่มความดันในช่องท้อง การขยายตัวของเส้นเลือดที่ปากทวารหนักร่วมกับท้องผูก

สัญญาณอันตราย ชวนให้สงสัยว่าอาจเป็นริดสีดวงทวาร...
- เมื่ออุจจาระแล้วมีเลือดสด ๆ ไหลออกมาด้วย
- คลำพบก้อนที่รูทวารหนัก

โรคนี้แบ่งเป็น 4 ระยะ
ระยะที่ 1 - คลำพบก้อนข้างในรูทวารหนัก
ระยะที่ 2 - คลำพบก้อนที่รูทวารหนักเป็นบางครั้งและก้อนจะกลับเข้าไปทวารหนักได้เอง
ระยะที่ 3 - พบก้อนโผล่พ้นปากทวารหนักออกมา และสามารถใช้นิ้วดันกลับเข้าไปได้
ระยะที่ 4 - พบก้อนยื่นออกมา และใช้นิ้วดันกลับเข้าไปไม่ได้

การรักษา
1. รับประทานอาหารที่มีกาก เช่น ผักสด ผลไม้สด
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อร่างกายเคลื่อนไหว ลำไส้ก็จะมีการเคลื่อนไหวและไปบีบให้อุจจาระมีการเคลื่อนตัวทำให้ขับถ่ายสบาย
3. ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพื่อให้อุจจาระมีน้ำอุ้มอยู่ ส่งผลให้อุจจาระนุ่ม

ข้อควรทราบ....
1.โรคริดสีดวงทวาร ไม่ใช่สาเหตุของโรคมะเร็งทวารหนัก
2.โรคริดสีดวงทวาร มี 2 ชนิด คือ “ชนิดภายใน” และ “ชนิดภายนอก”
3.การรักษาโดยการผ่าตัดไม่ค่อยมีความจำเป็น เพราะโดยทั่วไปโรคนี้เพียงปฏิบัติตนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ อาการก็จะทุเลาในเร็ววัน
4.ถ้าถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็น “โรคมะเร็งปากทวารหนัก” ต้องรีบพบแพทย์โดยเร็ว
5.ถ้าขับถ่ายอุจจาระแล้วปวดปากทวารหนักเหมือนมีดบาด แสดงว่าเป็น”โรคร่องแผลที่ปากทวารหนัก”

การรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักมีหลายวิธี กล่าวคือ การใช้ยาเหน็บทวารหนัก การกินยาระบายหรือยาที่ทำให้
อุจจาระ นุ่ม การฉีดยาที่หัวริดสีดวงทวารหนัก การใช้ยางรัด และการผ่าตัดหัวริดสีดวงทวารหนัก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสภาวะทั่วไปของผู้ป่วย

“สุขภาพของท่าน ท่านคือคนสำคัญที่มีบทบาทที่สุดในการดูแลรักษานะครับ”

ซีสเต้านม ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป

ซีสเต้านม คืออะไรกันแน่
รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์

คำว่า ซีสเต้านม มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษของโรค หรือภาวะการเปลี่ยนแปลงของเต้านม ที่เรียกว่า "Fibrocystic change" หรือ "Fibrocystic disease" ครับ ที่เรียกกัน 2 แบบ แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ก็เพราะว่า ภาวะ fibrocystic นั้นไม่ใช่โรค แต่ในสมัยก่อนเรียกกันว่าเป็นโรคจนติดปากครับ

คำว่า fibrocystic(ไฟ-โบร-ซีส-ติค) เป็นภาวะที่เกิดมี ซีส(cyst) หรือที่แปลตรวตัวจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทยว่า ถุงน้ำครับ

ในความเข้าใจของคนทั่วไป การมีก้อนอะไรที่เต้านม ก็เรียกว่า ซีส หมด ซึ่งอาจจะไม่ถูกนะครับ เพราะที่ว่าเป็นซีส นั้น หากไม่ได้รับการยืนยันจากแพทย์ อาจไม่ใช่ซีส ตามความหมายทางการแพทย์ อาจเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งก็ได้ครับ ดังนั้น เมื่อมีใครเล่าให้ฟังว่าเป็น ซีสเต้านม ก็ควรจะถามยืนยันว่า หมอบอกว่าเป็นซีสหรึเปล่าครับ

ซีสเต้านม เหมือนหรือต่างกับซีสตามตัวที่อื่นหรือไม่?
อวัยวะอื่นก็มีซีสได้ "ซีส" หมายถึง พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกายนับแต่ผิวหนังลงไป จนถึงอวัยวะภายใน เมื่อใดก็ตามมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเกิดเป็นถุงขึ้น ก็เรียกว่า ซีส ข้างในซีส อาจจะมีส่วนประกอบเป็นน้ำ หรือ สารหลั่งจากต่อมของร่างกาย ขนาดของซีสอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรืออาจมองเห็น คลำได้ ซีสไม่ใช่เนื้องอก ส่วนใหญ่จะไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งครับ
ซีสส่วนใหญ่ที่เรารู้จัก คือ ซีสที่ผิวหนัง ซึ่งปรากฏบนผิวหนังเป็นก้อนเล็กๆ และอาจจะมีลักษณะค่อนไปทางนูนๆ และบางครั้งมองไปแล้วเหมือนข้าวสุกที่เราบด หรือเรียกว่าฝีข้าวสุก ฝีข้าวสาร มักจะเกิดจากกันอุดตัดของต่อมไขมันที่ผิวหนัง ทำให้มีขี้ไคลสะสมอยู่ภายในถุงซีสนั้นครับ
ส่วนซีสที่เต้านม เป็นภาวะที่น้ำขังอยู่ในเนื้อเต้านม อยู่กันเป็นหย่อมๆ ทำให้เวลาตรวจดูจะพบเป็นถุงน้ำ หรือ เมื่อคลำจากภายนอก ก็ได้เป็นก้อนในเนื้อนม เล็กบ้างใหญ่บ้างครับ

สาเหตุของซีสที่เกิดขึ้นบริเวณเต้านมมาจากสาเหตุใด?
สาเหตุที่แท้จริงบอกไม่ได้ อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับภาวะการเปลี่ยนแปลงต่อมเต้านมในร่างกาย มีน้ำเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเต้านม รวมตัวเป็นถุงน้ำ สิ่งเหล่านี้มี การควบคุมโดยฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมน "เอสโตรเจน" ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงมีอยู่ เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของเนื้อเต้านม และในที่สุดก็เป็นซีส มักจะพบว่า ซีสโตขึ้น และพบซีสได้บ่อยขึ้นในช่วงที่ประจำเดือนใกล้จะมา และซีสจะเล็กลง เมื่อประจำเดือนมาแล้ว

ลักษณะผิดปกติที่พอจะสังเกตได้
คนที่เป็นซีสที่เต้านม อาจมีจะมีปัญหาปวดบริเวณเต้านม อาจจะเจ็บหรือปวดเนื่องจากน้ำในซีส ดันเนื้อนมรอบข้าง ทำให้เต้านมตึง จึงเกิดอาการปวด และบางครั้งอาจจะคลำ พบก้อนที่เต้านมด้วยก็ได้ ก้อนที่เต้านม อาจมีได้หลายตำแหน่ง และอาจโตๆ ยุบๆ

ซีสเนื้อกับซีสน้ำ
"ซีส" โดยทั่วไปจะเป็นถุงน้ำ จะโตๆ ยุบๆ และสามารถยุบหายจนสนิทได้ แต่ในบางตำแหน่งของเต้านมที่เกิดซีสบ่อยๆ อาจมีการอักเสบของเนื้อนม และเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อนม จนกลายเป็นก้อนเนื้อได้ เรียกว่า ซีสเนื้อ

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นซีส
ก้อนที่เต้านมที่เป็นซีสจะโต ๆ ยุบๆ ตามรอบเดือน มะเร็งมักจะโตขึ้นเรื่อยๆ ซีสมักจะเจ็บ มะเร็งมักจะไม่เจ็บ ซีสมักจะนุ่มๆ หยุ่นๆ มะเร็งมักจะแข็ง ลักษณะดังกล่าวพบจะบอกได้คร่าวๆ ว่าเป็นซีส หรือ เป็นมะเร็ง

การตรวจอื่นๆ ที่พอจะบอกได้ว่าเป็นซีส หรือ ก้อนเนื้อ ก็คือ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ซึ่งจะบอกได้ว่าก้อนที่ตรวจพบเป็นน้ำ หรือ เป็นเนื้อ อีกวิธีหนึ่งก็คือ การใช้เข็มฉีดยา เจาะดู หากเป็นซีสน้ำจะได้น้ำออกมา และก้อนยุบหายไป

เป็นซีสแล้ว จะกลายเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่
ซีสเต้านม ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็งเต้านม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่ซีสที่เกิดขึ้นมีความผิดปกติ ตั้งแต่ต้น ที่มีลักษณะเป็นมะเร็งเต้านม การจะทราบได้หรือไม่ว่า ซีสที่เป็นนั้น มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นหรือไม่ ที่แน่นอนจะต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ แต่โดยทั่วไป แพทย์สามารถบอกได้ว่า ลักษณะของซีสที่เกิดขึ้น ส่อเค้าว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่

เมื่อไร เป็นซีส และไม่ต้องผ่าตัด
การพบก้อนที่เต้านม หากแพทย์แน่ใจว่าว่าเป็นซีส เช่น พบว่าเป็นซีสน้ำ จากการเจาะดูด หรือ จากการตรวจอัลตราซาวด์, ก้อนซีสที่ยุบลงได้เอง ซึ่งจัดในกลุ่มที่ไม่ใช่มะเร็ง จะไม่ต้องผ่าตัด แต่หาก ซีสที่พบมีส่วนที่เป็นเนื้อปนอยู่ หรือเป็นซีสเนื้อ แพทย์จะพยายามพิสูจน์ว่าก้อนที่พบนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ หากไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่ใช่มะเร็ง แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อพิสูจน์ชิ้นเนื้อจะด้วยการผ่าตัด หรือ ด้วยการเจาะเนื้อดูก็ได้

ดังนั้น หากรู้แน่ว่าเป็นซีส ก็ไม่ต้องผ่าตัด แต่หากไม่แน่ใจ แพทย์จะพยายามพิสูจน์ให้รู้ว่าเป็นซีส หรือ เป็นมะเร็งจะมีโอกาสกลับมาเป็นซีสได้อีกหรือไม่เนื่องจากสาเหตุการเกิดซีสไม่แน่นอน และพบว่ามีการเกิดที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ดังนั้น ซีส จึงอาจกลับมาเป็นได้อีก ทั้งในจุดเดิม และที่ใหม่ การรักษาซีส จึงไม่ใช่การผ่าตัด เพราะตัดออกก็เป็นใหม่ได้ การรักษาซีส จึงเป็นการรู้จักกับซีส และรู้ว่าเมื่อไร ก้อนในเต้านมจะเป็นมะเร็งไม่ใช่ซีสต่างหาก

หากท่านไม่แน่ใจ... ว่าก้อนที่เต้านมที่ตรวจพบเป็นซีส หรือเป็นมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์