วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คำแนะนำในการลดน้ำหนักและไขมันในเลือด


รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

1.     หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม  น้ำหวาน  โอเลี้ยง  ชาดำเย็น  เครื่องดื่มที่ใส่นมข้นหวาน  นมเปรี้ยว  นมปรุงแต่งรสต่างๆ  และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์  เช่น  ไวน์  เบียร์  วิสกี้  เนื่องจากมีแคลอรีสูงมาก     ถ้าต้องการดื่มชาหรือกาแฟ  ไม่ควรใส่น้ำตาล  ครีมเทียม  หรือนมข้นหวาน  อาจใส่นมพร่องมันเนย หรือน้ำตาลเทียมแทน       ถ้าต้องการดื่มน้ำอัดลม  สามารถดื่มได้เฉพาะน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม  เช่น  ไดเอทโค้ก  เป็ปซี่แม็กซ์ หรือดื่มโซดาจืด    ถ้าต้องการดื่มนม ควรเลือกนมพร่องมันเนย หรือนมที่มีไขมันต่ำ

2.     หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยกระทะ  เช่น  อาหารผัด  อาหารทอดทุกชนิด   ถ้าจำเป็นควรเลือกใช้น้ำมันพืช     ควรรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการต้ม, นึ่ง, ปิ้ง, ย่าง, เผา, อบ  เช่น  แกงจืด  แกงส้ม กับข้าว       หลีกเลี่ยงแกงมันๆ  เช่น  แกงกะทิ  ไม่ควรรับประทานอาหารประเภทแป้ง  เช่น  ข้าวสวย  ขนมปัง  หรือก๋วยเตี๋ยวในปริมาณที่มากเกินไป

3.     ควรรับประทานผัก  ผลไม้  และน้ำเปล่า  เป็นปริมาณมากขึ้นในแต่ละมื้อ  เช่น ส้ม  กล้วย  แอปเปิ้ล  แตงโม  ฝรั่ง     ไม่ควรรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัด  เช่น  ทุเรียน  ลำไย  ขนุน หรือผลไม้เชื่อม หรือผลไม้แห้งทุกชนิด

4.     งดรับประทานขนมกินเล่น  ขนมหวาน  หรืออาหารที่มีกะทิหรือน้ำตาลมาก  เช่น  ทองหยิบ  ทองหยอด  ฝอยทอง  ขนมปังหวาน  เค้ก  สังขยา  ลูกกวาด  ช็อกโกแล็ต  คุกกี้  ไอศกรีม  แกงบวด  รวมทั้งของจุบจิบระหว่างมื้อ

5.     หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง  หรือมีไขมันอิ่มตัวสูง  เนื่องจากมีแคลอรี่สูง  เช่น  เนื้อมะพร้าว  อาหารที่ประกอบจากกะทิ   ไขมันสัตว์  เครื่องในและสมองสัตว์  ไข่แดง         ไข่ปลาต่างๆ   เนื้อสัตว์ที่มีมันปน อาหารที่มีส่วนประกอบของเนยสัตว์  หมูสามชั้น  หมูบด  ขาหมู  หนังสัตว์ เช่น หนังหมู, เป็ด, ไก่    ไส้กรอก   กุนเชียง    อาหารทะเลบางชนิด  เช่น  กุ้ง  ปู  หอย  ปลาหมึก    ควรรับประทานปลา หรือเนื้อหมู, ไก่ หรือวัวที่ไม่ติดมัน

6.     ไม่ควรรับประทานอาหารหรือขนม  ของหวาน  ขณะดูโทรทัศน์  ขณะอ่านหนังสือ หรือทำงานอื่น          ควรรับประทานช้าๆ  เคี้ยวนานๆ  และควรดื่มน้ำเปล่าเป็นระยะๆ   ควรลดปริมาณอาหารที่ทานในมื้อเย็น

7.     ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  เป็นระยะเวลาติดต่อกัน วันละ 20-30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง  โดยเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น   หายใจเร็วขึ้น  (Aerobic exercise) เช่นวิ่ง  เดินเร็ว  ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ  ขี่จักรยาน  เตะฟุตบอล  เล่นเทนนิส หรือแบดมินตัน          พึงระลึกเสมอว่า  การที่น้ำหนักจะลดลงได้  พลังงานที่ใช้ต้องมากกว่าพลังงานที่ได้รับ   ถ้าไม่สามารถออกกำลังกายได้ หรือ ออกกำลังกายได้น้อย   ต้องลดพลังงานที่ได้รับลง คือ ควบคุมปริมาณอาหาร   ถ้าไม่สามารถควบคุมอาหารได้   ต้องเพิ่มการใช้พลังงาน คือ ออกกำลังกายให้มากขึ้น

“กำจัดขนด้วยเลเซอร์” อันตรายหรือไม่


รศ.นพ.วรพงษ์  มนัสเกียรติ
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


       ผิวหนังของคนเราเกือบทุกส่วนจะปกคลุมด้วยเส้นขน ยกเว้นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า  เส้นขน มีประโยชน์หลายอย่างแตกต่างกันตามตำแหน่ง เช่น ขนบริเวณลำตัวและแขนขา ช่วยควบคุมระดับอุณหภูมิในร่างกาย  ขนบริเวณหนังศีรษะมีไว้ปกป้องแสงแดดและเพื่อความสวยงาม  ขนบริเวณรักแร้ ลดแรงเสียดสี เป็นต้น
แต่ในบางครั้งเส้นขนที่ดกดำมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความสวยงามหรือบุคลิกภาพของคุณได้เช่นกัน  เช่น เส้นขนบริเวณหน้าแข้งหรือริมฝีปากของคุณสุภาพสตรี ภาวะความผิดปกติของฮอร์โมนหรือผลข้างเคียงของยาบางประเภทก็สามารถก่อให้เกิด ขนขึ้นมากผิดปกติ หรือเกิดขนงอกในบริเวณที่ไม่ควรงอก เช่น โรค Polycystic ovarian syndrome การรับประทานยาประเภทสตีรอยด์ หรือยากดภูมิคุ้มกันบางประเภท เป็นต้น การกำจัดขนจึงอาจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบางท่าน

วิธีกำจัดขนมี  2 วิธี คือ
     1.  กำจัดขนแบบชั่วคราว ได้แก่  การโกน ถอน ใช้ด้ายกระตุกซึ่งวิธีการเหล่านี้ นอกจากต้องทำบ่อย ๆ เพราะความที่เป็นวิธีที่ไม่ถาวรแล้ว  ยังมักก่อให้เกิดปัญหาของรูขุมขนอักเสบ และขนคุดตามมา
     2. กำจัดขนแบบถาวร ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ
 
        - วิธี electrolysis คือ การใช้เข็มสอดลงไปที่รากขนทีละเส้นแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าทำลายรากขน  วิธีนี้ค่อนข้างเจ็บและเสียเวลานานมาก เพราะต้องสอดเข็มลงไปที่รากขนทีละเส้น  และมีโอกาสเสี่ยงกับการเกิดแผลเป็นค่อนข้างสูง  เพราะว่าการสอดเข็มลงไปที่รากขนเป็นวิธีการสอดแบบสุ่ม  โดยที่ผู้ทำการรักษาไม่ทราบว่ารากขนอยู่ที่ใด

       - วิธีใช้แสงความเข้มสูงและเลเซอร์ เป็นวิธีการกำจัดขนโดยอาศัยพลังงานความร้อนจากแสงไปทำลายรากขน  แสงสามารถทำลายรากขนโดยเฉพาะเจาะจง เพราะว่าบริเวณรากขนจะมีเซลล์สร้างสีที่เรียกว่าเมลาโนซัยท์  ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวนำแสงหรือตัวดูดพลังงานแสงให้มาอยู่เฉพาะบริเวณรากขน

แสงความเข้มสูงและเลเซอร์กำจัดขนได้อย่างไร?
       เครื่อง กำจัดขนสามารถส่งพลังงานแสงไปที่รากขน เซลล์สร้างสีบริเวณรากขนจะทำหน้าที่ดูดรับพลังงานแสง แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนเพื่อทำลายรากขน
ความ รู้สึกระหว่างกำจัดขนด้วยแสงคล้ายกับหนังยางดีดบนผิวหนัง เป็นความรู้สึกซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ทนความรู้สึกได้ บริเวณผิวหนังอ่อน ๆ เช่น ริมฝีปาก  ขาหนีบจะรู้สึกมากกว่าบริเวณอื่น  การ ทายาชาชนิดครีมก่อนการทำเลเซอร์จะช่วยลดความรู้สึกระหว่างการรักษาได้ นอกจากนี้เลเซอร์หลายชนิดมีระบบให้ความเย็นแก่ผิวหนัง ซึ่งสามารถลดอาการเจ็บระหว่างการรักษาได้

การกำจัดขนด้วยเลเซอร์ใช้เวลานานเท่าใด ?
       ระยะเวลาที่ใช้ขึ้นกับตำแหน่ง เช่น บริเวณรักแร้ใช้เวลาเพียง 2-3 นาที  ส่วนบริเวณแผ่นหลังหรือหน้าแข้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

การรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านใดบ้าง ?
       ผล ของการรักษาขึ้นอยู่กับสีของขนและสีผิว โดยทั่วไปเส้นขนสีดำเข้มจะได้ผลดีกว่าเส้นขนสีอ่อน คนผิวขาวมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่าคนผิวคล้ำ

การกำจัดขนด้วยแสงต้องทำกี่ครั้ง ?
       การกำจัดขนด้วยแสงจะทำลายเส้นขนประมาณ 15%-30% ภายหลังการรักษา 1 ครั้ง โดยทั่วไปต้องรักษาประมาณ  5-8 ครั้ง การรักษามักทำทุก 4-6 สัปดาห์

ผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรภายหลังการทำ?
       ผิวหนังบริเวณรอบรูขุมขนจะแดงและบวมเล็กน้อยภายในระยะเวลา 30 นาทีภายหลังการรักษา ซึ่งอาการนี้จะหายไปเองภายในเวลา 1 วัน การประคบด้วยความเย็นจะช่วยลดอาการแสบร้อนได้  ผิวหนังภายหลังการรักษาจะไม่เกิดแผล ไม่มีเลือดออก และไม่จำเป็นต้องปิดแผล

ควรดูแลรักษาอย่างไรภายหลังการกำจัดขน ?
       ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจวัตรประวันได้ปกติ ควรยกเว้นการใช้สบู่หรือครีมที่ระคายเคืองที่ผิวหนัง เช่น  Retin-A, AHA  ผู้ป่วยสามารถอาบน้ำได้ปกติ  ควรหลีกเลี่ยงการออกแดด และควรใช้ครีมทากันแดดในบริเวณที่ได้รับการรักษา
เส้นขนภายหลังการรักษาเป็นอย่างไร ?
       เส้นขนจะค่อยๆ ถูกดันให้หลุดออกจากผิวหนังภายใน 2 สัปดาห์ หลังการรักษา

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำเลเซอร์ ?
       ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนทำเลเซอร์ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น  ไม่ควรถอนหรือแว็กซ์ขน หากจำเป็นอาจใช้วิธีโกน แต่ควรหยุดโกนขนภายในระยะเวลา 2-3 วัน ก่อนการทำการรักษา

       สำหรับที่ศิริราช กำลังจะเปิด “ศูนย์เลเซอร์ผิวหนัง” ที่ให้บริการรักษากำจัดขน โดยใช้แสงความเข้มสูง (Intense Pulsed Light; ไอพีแอล)..ที่มีประสิทธิภาพดีในการกำจัดขนและมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  หน่วยตรวจโรคผิวหนัง
โรงพยาบาลศิริราช  ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น 4  โทร. 0 2419 7380-7381

สุขภาพจิตดีด้วยการปรับวิธีคิดให้เหมาะสม


รศ. กนกรัตน์ สุขะตุงคะ
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           1. ฉันไม่มีคุณค่าพอที่จะรัก เพราะไม่เคยมีใครแสดงท่าทีว่ารักฉัน
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            วิธี แสดงออกของความรักความห่วงใยของคนมีหลากหลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม ลองพิจารณาดูใหม่อาจจะเห็นอะไรที่ต่างไปจากเดิมก็ได้ อีกประการหนึ่งแค่เป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ถือว่ามีคุณค่าระดับหนึ่งแล้ว  จงภูมิใจในตัวเองทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีใครๆก็ต้องชื่นชม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           2. เป็นหน้าที่ของฉันเท่านั้นที่จะต้องแก้ปัญหาทั้งหลาย
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            ปัญหา ในชีวิตประจำวันของคนเรามักเกี่ยวข้องกับคนอื่นๆด้วย อย่าคิดแทนคนอื่นว่าเขาทำไม่ได้ทำให้เราต้องรับผิดชอบทุกเรื่อง การหันหน้าเข้าหากัน ร่วมกันปรึกษาหาทางออกจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่เป็นหน้าที่คนใดคนหนึ่ง หรือคิดว่าเป็นเรื่องเสียหน้าหรือต้องเกรงใจที่จะขอความช่วยเหลือคนอื่น เพราะถ้าคิดอย่างนั้นนอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้หรือได้อย่างยากเย็นแล้วยังทำ ให้เหนื่อยหน่าย หมดกำลังใจและรู้สึกท้อแท้กับชีวิต

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           3. ใครๆทุกคนต้องชอบฉัน
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            ไม่ มีใครในโลกนี้ไม่เคยถูกนินทา ธรรมชาติของสิ่งต่างๆย่อมมีคู่กัน มีมืด มีสว่าง มีดี มีเลว มีคนชอบชมคนอื่น มีคนชอบติเตียนคนอื่น ฯ การคิดอะไรที่ฝืนธรรมชาตินอกจากจะไม่ถูกต้องแล้วยังทำให้ไม่สบายใจด้วย ทำตัวเองให้เป็นคนดีและมั่นใจตัวเองโดยไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกมีความสุขกว่า อะไรทั้งหมด เพราะไม่ต้องเหนื่อยที่ต้องเที่ยวเอาใจคนอื่นเพื่อให้เขามาชม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           4. ฉันต้องทำสิ่งต่างๆได้ดีที่สุด และต้องไม่มีการล้มเหลวเรื่องใดๆทั้งสิ้น
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            การ คิดอะไรแบบสุดโต่งนอกจากจะต้องเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาแล้ว โอกาสสำเร็จก็เป็นไปได้ยากเพราะการงานหรือการดำเนินชีวิตของคนเราไม่สามารถ เป็นอิสระในตัวเอง ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นหรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ข้อจำกัดเหล่านี้อาจทำให้สิ่งที่คิดไว้อย่างดีแล้วไม่เป็นไปตามแผนก็ได้

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           5. ในชีวิตนี้ฉันสามารถมีความรักได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            การ จำกัดขอบเขตตัวเองในเรื่องต่างๆ หรือยึดติดกับความคิดที่ขาดความยืดหยุ่นจะทำให้เครียด และหวั่นไหวมากเมื่ออะไรไม่เป็นไปอย่างที่คิด ฉะนั้นควรเปิดใจให้กว้างสำหรับเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจะทำให้มี ความสุขขึ้น กรณีของความรักก็มีหลายแบบทั้งความรักของพ่อแม่เพื่อนฝูงและความรักแบบชู้ สาว ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเท่านั้นแต่มีอีกฝ่ายอยู่ด้วยเราไม่สามารถ บังคับให้คนอื่นทำตามที่เราต้องการได้เสมอไป และชีวิตของคนเรายังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายไม่ใช่ว่ามีแต่เรื่องนี้เรื่อง เดียว อย่าเอาตัวเองไปผูกติดอยู่กับอะไรแน่นเกินไป เพราะอาจจะพลาดโอกาสดีๆอย่างอื่นก็ได้

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           6. ถ้าฉันเล่าปัญหาของฉันให้คนอื่นฟังเขาต้องหัวเราะเยาะฉันแน่ๆ
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            ไม่ มีใครในโลกที่ไม่มีปัญหา และแต่ละคนก็รับรู้หรือรู้สึกต่อปัญหาในระดับที่ต่างกันแม้ว่าจะเป็นเรื่อง เดียวกันก็ตาม ไม่มีใครผิดใครถูก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งจากตัวเองและพื้นฐานการที่ถูกเลี้ยง ดูมา ร่วมกับมาตรฐานสังคมของตนเอง การคิดว่าเรื่องของเราเหลวไหลไร้สาระในสายตาคนอื่นเป็นสิ่งที่เราไปคิดแทนคน อื่นซึ่งความจริงอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ หรือถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นจริงๆก็เป็นเรื่องธรรมดา ใครๆก็เป็นได้ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่จะต้องเกรงกลัวหรืออับอาย

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           7. บางครั้งฉันมีความรู้สึกเศร้า หดหู่ ฉันต้องเป็นโรคจิตแน่ๆ
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            คน ที่จะบอกว่าใครเป็นโรคจิตต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ไม่ใช่ใครๆก็ บอกได้ คำพูดเล่นๆติดปากเวลาเห็นใครมีลักษณะท่าทางที่ไม่ปกติว่าเป็นโรคจิตจึงไม่ ใช่ว่าถูกต้องเสมอไป เช่นเดียวกับอารมณ์เศร้า หดหู่ ก็เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดได้ในคนปกติทั่วๆไปที่มีเรื่องทุกข์ใจหรือเจ็บป่วย เรื้อรัง เมือสถานการณ์ผ่านไปก็ดีขึ้น ถ้ามีอาการคงอยู่นานหรือมีอาการมากจนรบกวนการดำรงชีวิตประจำวันตามปกติก็ควร ไปพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เพื่อรับการประเมินหรือตรวจให้ชัดเจน ไม่ควรคิดเอาเองจนป่วยไปในที่สุด

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           8. อารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้น ไม่มีทางดีขึ้นหรือหายได้เลย
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            อย่าคิดเอาเอง ควรพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจดูในแน่ชัดว่าเป็นอะไรแล้วรับคำแนะนำการปฏิบัติตัวหรือการรักษาที่เหมาะสม

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           9. ถ้าฉันแก้ปัญหาไม่สำเร็จ ฉันก็ไม่คิดจะลองใหม่เพราะรู้ว่ายังไงก็ไม่มีทางสำเร็จอยู่ดี
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            การ คิดอะไรในด้านเดียวและเป็นด้านร้ายมีแต่จะทำให้ล้มเหลว เพราะมันล้มเหลวตั้งแต่คิดไม่สู้แล้ว ควรปรับวิธีคิดใหม่เช่นถ้าไม่ลองแก้ไขผลก็คือลบแต่ถ้าลองแก้ดูผลอาจจะออกมา ลบหรือบวกก็ได้ ฉะนั้นลองแก้ดูอย่างน้อยก็เสมอตัวไม่ได้มีอะไรเสียมากขึ้น

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           10. ฉันไม่สามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเองได้
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            วิถี ชีวิตของคนเราเกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างทั้งจากตัวเองเช่นบุคลิกภาพ ความฉลาด การศึกษาและโอกาส และจากคนและสิ่งแวดล้อมที่กำหนดความเป็นไปได้  ปัจจัย เหล่านี้ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่เสมอไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่ กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่เราสามารถกำหนดวิถีชีวิตตัวเองได้โดยใช้คุณลักษณะดีๆที่มีอยู่ให้เต็มที่ โอกาสจากสิ่งแวดล้อมก็น่าจะดีได้ระดับหนึ่ง การที่คิดว่าไม่สามารถกำหนดตัวเองได้เป็นการยอมรับชะตากรรมโดยดุษฎี หรืออาจจะเป็นข้อแก้ตัวที่จริงๆแล้วไม่กล้าสู้ กลัวล้มเหลวซึ่งการคิดอย่างนี้ไม่เป็นผลดีกับตัวเองเลย

ความคิดที่ไม่ถูกต้อง
           11. การหนีไปให้พ้นจากปัญหาเป็นเรื่องที่ฉันจะทำมากกว่าเข้าไปเผชิญหน้ากับมัน
การคิดด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม
            การ คิดอย่างนี้เท่ากับยอมแพ้ต่อเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่ต้น และไม่มีทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ นอกจากนั้นก็จะทำให้เกิดปมปัญหาเพิ่มขึ้นทุกวัน คนเราไม่มีทางที่จะหนีปัญหาได้ทุกเรื่องหรือตลอดเวลา การค่อยๆพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นมองหาสิ่งที่จะช่วยการแก้ปัญหาได้แล้วขอความ ช่วยเหลือ หรือความร่วมมือดีกว่าที่จะต้องหนีไปตลอดชีวิต ซึ่งอาจจะยากและเหนื่อยกว่าเสียอีก

ภาวะสำลักสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ


ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            (ปัญหาสำลัก)  สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายเป็นปัญหาที่มีความสำคัญและอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต  ได้ มักพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า  3  ปี  ซึ่ง เป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น สนใจชอบค้นคว้า ทดลองด้วยตนเอง จึงมักเอาสิ่งแปลกปลอมใส่ไปในช่องต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะช่องทางเดินหายใจอันได้แก่  รูจมูก และปาก ประกอบกับฟันกรามที่ยังขึ้นไม่ครบสมบูรณ์ทำให้ไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารชิ้นโต ให้ละเอียดเพียงพอ จึงอาจเกิดการสำลักในระหว่างรับประทานอาหาร และวิ่งเล่นไปด้วย

       ในผู้ใหญ่สามารถเกิดปัญหาสำลักได้เช่นเดียวกัน เมื่อผู้ป่วยพยายามจะทำกิจกรรมหลายๆอย่างในขณะกินอาหาร เช่น พูด, หัวเราะ  เป็นต้น  บาง ครั้งฟันปลอมที่ยึดติดไม่แน่นพอ อาจเลื่อนหลุดลงสู่ทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหารโดยไม่ได้ตั้งใจเช่นเดียว กับปัญหาที่เกิดตามหลังการสำลัก

1. ทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ซึ่งทางเดินหายใจมีขนาดเล็กอยู่แล้ว     การอุดกั้นแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
2. เกิดการอุดกั้นของหลอดลมส่วนปลาย ทำให้เกิดภาวะปอดแฟบ   ปอดพอง  หรือหอบหืดได้
3. เกิดการอุดกั้นการระบายของเสมหะในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดปัญหาการอักเสบติดเชื้อตามมาเช่น   ปอดอักเสบ ,  หลอดลมอักเสบ  เป็นต้น
4. สิ่งแปลกปลอมบางชนิดเช่น  ถ่านนาฬิกา, ถ่านเครื่องคิดเลข  เมื่อตกค้างในทางเดินหายใจจะทำปฏิกิริยากับเสมหะหรือสิ่งคัดหลั่งต่างๆ  เกิดเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่างเข้มข้น รั่วซึมออกจากตัวถ่าน  ทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อข้างเคียงอย่างรุนแรง จนบางครั้งเกิดการทะลุของอวัยวะภายในเข้าสู่ช่องอกเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ภาวะฉุกเฉินกรณีทางเดินหายใจอุดกั้น
       เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจผู้ป่วยจะมีอาการ  สำลัก  ไออย่างรุนแรง  และมีอาหารหายใจลำบากได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาด  รูปร่างและตำแหน่งของสิ่งแปลกปลอม  สิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่มักติดค้าง และเกิดการอุดตันในระดับของกล่องเสียงหรือหลอดลมส่วนต้น  ทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์และเฉียบพลัน  ผู้ป่วยมักมีประวัติสำลักในขณะรับประทานอาหาร  กุมฝ่ามือไว้ที่ลำคอ  พูดไม่มีเสียง  กระสับกระส่าย  หายใจไม่เข้า  ริมฝีปากเขียวคล้ำ  ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินเนื่องจากผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที  แนะนำให้ใช้วิธีของ  Heimlich  ช่วยเหลือผู้ป่วยโดยในผู้ใหญ่ หรือเด็กโต ให้ทำในท่านั่งหรือยืนโน้มตัว  ไปทางด้านหน้าเล็กน้อย ผู้ช่วยเหลือเข้าทางด้านหลัง  ใช้แขนสอดสองข้างโอบผู้ป่วยไว้  มือซ้ายประคองมือขวาที่กำมือวางไว้ที่ใต้ลิ้นปี่  ดัน กำมือขวาเข้าใต้ลิ้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดแรงดันในช่องท้อง ดันเข้าใต้กระบังลมผ่านไปยังช่องทรวงอก เพื่อดันให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกจากกล่องเสียง  ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า  1 ปีอาจใช้วิธีตบหลังหรือใช้ฝ่ามือวางลงบนทรวงอก แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดลงบริเวณใต้ลิ้นปี่

ข้อพึงระวัง
1. ไม่แนะนำให้ใช้นิ้วมือกวาดไปในลำคอเด็ก เนื่องจากอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนตัวไปสู่ตำแหน่งที่มีการอุดกั้นมากขึ้น
2. วิธีของ  Heimlich  ดัง กล่าวควรใช้ในกรณีฉุกเฉินที่ผู้ป่วยมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจอย่าง สมบูรณ์เท่านั้นและผู้ช่วยเหลือควรมีความชำนาญพอสมควร ในกลุ่มผู้ป่วยที่ยังพอมีสติ หายใจเองได้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลมากกว่า เนื่องจากการตัดสินใจใช้วิธีดังกล่าวในผู้ป่วยที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์ อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม  ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์พิจารณาให้การรักษา และนำสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจด้วยวิธีที่เหมาะสม  ปลอดภัย ได้แก่การดมยาสลบและใช้กล้องส่องตรวจทางเดินหายใจ
3. สิ่งแปลกปลอมขนาดเล็ก อาจมีอาการไม่ชัดเจนและเกิดผลแทรกซ้อนเช่นปอดอักเสบ  หอบหืด หลังการสำลักนานเป็นวันถึงสัปดาห์ได้  พี่เลี้ยงเด็กหรือตัวเด็กเองอาจกลัวถูกตำหนิหรือทำโทษจึงปกปิดประวัติการสำลักสิ่งแปลกปลอมไว้

คำแนะนำเพื่อป้องกันการสำลักสิ่งแปลกปลอม
1. เลือก ชนิดและขนาดของอาหารที่เหมาะสมให้แก่เด็กในวัยต่างๆ เพื่อป้องกันการสำลักอาหารและไม่ควรป้อนอาหารเด็กในขณะที่เด็กกำลังวิ่งเล่น อยู่
2. เลือกชนิด  รูปร่างและขนาดของของเล่นให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก  รวมทั้งจัดเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตราย ให้ปลอดภัยจากการหยิบฉวยของเด็ก
3. สำหรับในผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องฟัน  จะต้องปรึกษาทันตแพทย์เพื่อจัดหาฟันปลอมที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่ไม่ต้องบดเคี้ยวรุนแรงมาก  ขนาดชิ้นอาหารที่พอเหมาะ  และควรถอดฟันปลอมออกก่อนเข้านอน

คำแนะนำในกรณีที่เกิดการสำลักสิ่งแปลกปลอม
1. รับนำส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ทันที
2. งดน้ำ งดอาหารผู้ป่วยทันทีที่เกิดการสำลัก
3. กรณีเป็นเด็ก  ให้สอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่า เด็กเกิดการสำลักในขณะทำอะไรอยู่  เช่นกินอาหาร  ขนม  เล่นของเล่น เป็นต้น  พร้อมทั้งนำตัวอย่างของอาหาร  ขนม สิ่งแปลกปลอมที่สงสัยมาด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาของแพทย์

เลือดกำเดาไหล


ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน
  ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            เลือด กำเดาไหล คือภาวะที่มีเลือดออกทางจมูก เกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก ทำให้มีเลือดไหลออกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ อาจไหลจากส่วนหน้าหรือส่วนหลังของจมูก พบได้ทุกอายุทั้งเพศหญิงและชาย เลือดออกทางส่วนหน้าของจมูกมักพบในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อย เลือดออกจากส่วนหลังของจมูกมักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมักมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูง

สาเหตุที่ทำให้เกิดเลือดกำเดาไหล
            1.การ ระคายเคือง หรือบาดเจ็บต่อเยื่อบุจมูก ได้แก่ การแคะจมูก ผู้ที่มีนิสัยชอบแคะจมูกจะมีน้ำมูกแห้งกรัง เมื่อแคะออกจะเกิดแผลถลอก การสั่งน้ำมูกแรง ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศอย่างเร็ว เช่น ระหว่างขึ้นเครื่องบินหรือการดำน้ำ อาจมีผลให้เกิดเลือดออกในโพรงอากาศข้างจมูกและมีเลือดกำเดาไหล นอกจากนี้ยังเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะและใบหน้า อาจโดนที่จมูกโดยตรงหรือโพรงไซนัส ทำให้มีเลือดออกได้
            2.การ อักเสบในช่องจมูก ได้แก่ ภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน หรือโรคแพ้อากาศ ซึ่งมีเลือดคั่งที่เยื่อบุจมูกและเยื่อบุโพรงอากาศข้างจมูก ถ้าสั่งน้ำมูกหรือจามรุนแรง อาจทำให้เลือดกำเดาไหล มีน้ำมูกปนเลือด ส่วนภาวะอากาศหนาว ความชื้นต่ำ จะทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง มีแนวโน้มที่จะทำให้เลือดออกได้ง่าย
            3.ผนัง กั้นช่องจมูกคด มีการโค้งงอหรือเป็นสันแหลม ผู้ป่วยมักมีเลือดกำเดาไหลข้างที่มีผนังกั้นช่องจมูกคดหรือข้างที่แคบ เนื่องจากข้างที่แคบนั้น มีลมหายใจหรืออากาศผ่านเข้า-ออกมากและเร็วกว่า ทำให้เยื่อบุจมูกแห้งมากทำให้เกิดสะเก็ดและมีเลือดออกได้ง่าย
            4.เนื้องอกในจมูกหรือโพรงอากาศข้างจมูก ทั้งชนิดร้ายและไม่ร้าย ก็อาจทำให้มีเลือดกำเดาไหลได้เช่นกัน
            5.โรคทางระบบอื่น ๆ ได้แก่ โรคเลือดที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ,ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ,การได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด,โรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดทั่วร่างกาย หรือความดันโลหิตสูง ทำให้เส้นเลือดแตกได้

การรักษา
            1.ขั้นต้นให้ผู้ป่วยเงยหน้าหรือก้มหน้าลง ใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือบีบปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่นเป็นเวลา 5–10 นาที ให้หายใจทางปากแทน อาจวางผ้าเย็นหรือถุงน้ำแข็งบนดั้งจมูกด้วยก็ได้ 
            2.หลังเลือดกำเดาไหล ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ การแคะจมูก,การกระทบกระเทือนบริเวณจมูก,การออกแรงมาก,การเล่นกีฬาที่หักโหมหรือยกของหนัก เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้   
            3.ถ้าเลือดหยุดแล้วควรนอนพัก ยกศีรษะสูง นำน้ำแข็งหรือ coldpack มาประคบบริเวณหน้าผากหรือคอ อมน้ำแข็งเพื่อให้เลือดหยุด การประคบหรืออมน้ำแข็งควรประคบหรืออมประมาณ 10 นาที แล้วจึงเอาออกประมาณ 10 นาที แล้วค่อยประคบหรืออมใหม่เป็นเวลา10 นาที ทำเช่นนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ  
            4.ถ้าเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ทันที อาจต้องทำการห้ามเลือดด้วยวิธีจี้บริเวณที่เลือดออกด้วยสารเคมีหรือไฟฟ้า,การ ใส่วัสดุห้ามเลือดในจมูก หรือการผูกหลอดเลือดแดง เพื่อให้เลือดหยุด หาสาเหตุ แล้วรักษาตามสาเหตุนั้น แม้เลือดหยุดได้เองก็ควรไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ.

การตรวจสุขภาพประจำปี


รศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            มี ผู้สงสัยและสอบถามกันมามากว่า การตรวจร่างกายประจำปีจำเป็นจะต้องมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ และมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด สำหรับคำถามนี้ จำเป็นที่ต้องให้เกิดโรคต่าง ๆ ก่อนแล้วค่อยมาพบแพทย์หรือไม่ จะเห็นว่า ถ้ารอให้เกิดโรคต่าง ๆ ก่อนก็มักจะสายเกินไปที่จะรักษาโรคนั้นให้หายขาดไปได้ ดังนั้น การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรก แพทย์จะสามารถควบคุมโรคไม่ให้เป็นไปอย่างรุนแรงจนเกิดผลแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในปัจจุบัน ทั้งนี้ การป้องกันโรควิธีหนึ่งก็คือ การตรวจสุขภาพประจำปีนั่นเอง

           หลาย ๆ ท่านมักจะเจอกับตนเองว่า เมื่อสมัยเป็นหนุ่มสาวมักจะมีสุขภาพแข็งแรง บางทีอดหลับอดนอนหลาย ๆ วันก็ไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเริ่มอายุมากขึ้นร่างกายจะเสื่อมไปตามอายุขัย ความชราเข้ามาเยือนก็จะเกิดความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ในช่วงวัยนี้ก็อาจจะมีโรคต่าง ๆ แทรกอยู่ ในช่วงระยะแรกก็จะแทรกอยู่โดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น หากรอให้เกิดอาการก็อาจจะสายเกินไป เพราะฉะนั้นการตรวจร่างกายประจำปีก็จะเป็นกลไกอันหนึ่งของแพทย์ที่จะใช้ตรวจ พบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่โรคจะเป็นมากแล้ว

การป้องกันโรคแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
1. การส่งเสริมสุขภาพทั่วไป ได้แก่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้
ถูกสุขลักษณะ พักผ่อนให้เพียงพอ
2. การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ตอนที่โรคยังเป็นไม่มากนัก
3. คนที่ป่วยเป็นโรคแล้วหรือมีความพิการเกิดขึ้นแล้ว เราก็ยังจะต้องป้องกันต่อไปเพื่อไม่
ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน สำหรับการตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉลี่ยแล้วคนที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ควรที่จะมีการ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี แต่บางคนอาจจะไม่ต้องรอให้อายุถึง 40  ปี แล้วจึงมาตรวจ เพราะสุขภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น บางคนมีพ่อแม่ พี่น้องเป็นโรคเบาหวาน และตัวเองมักจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ปัสสาวะบ่อย ลักษณะอาการนี้ก็ควรจะมาตรวจได้เลย เพราะอาการบางอย่างอาจจะซ่อนอยู่เพียงเล็กน้อย เรานึกว่าไม่ใช่อาการก็ต้องหมั่นดูตัวเองว่า เรามีอาการผิดปกติที่ไม่เหมือนอาการที่เคยเป็นมาหรือไม่ ก็ควรรีบมาตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่ารอให้เป็นมาก  จริง ๆ แล้วการตรวจสุขภาพประจำปี จะมาตรวจเมื่อใดก็ได้ตามที่ท่านสะดวก เช่น ผู้ที่มีอาชีพเป็นครู ก็มักมาตรวจสุขภาพประจำปีช่วงปิดภาคเรียน เป็นต้น

           การ ตรวจสุขภาพประจำปี ผู้ตรวจควรเตรียมประวัติหรือข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงโรคประจำตัว ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ฟิล์มเอกซเรย์ในอดีต พร้อมทั้งนำยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไปให้แพทย์ดูด้วย ควรงดอาหารและน้ำก่อนการไปตรวจ 10-12 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเจาะเลือด ขั้นตอนในการตรวจสุขภาพ ท่านจะได้รับการสอบถามจากแพทย์เกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วย การใช้ยาและประวัติอื่น ๆ จากนั้นแพทย์จะให้ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ตรวจร่างกายทั่วไป สำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมแต่ละราย หลังจากนั้นแพทย์จะสรุปผลการตรวจ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพและนัดหมายการตรวจครั้งต่อไป รวมทั้งให้การรักษาหากพบโรคต่าง ๆ เพื่อให้ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงต่อไป สำหรับค่าใช้จ่าย  โดยทั่วไป ถ้าเป็นการตรวจพื้นฐาน เช่น ตรวจดูความเข้มข้นของเลือด ตรวจดูระดับน้ำตาล ตรวจภาวะไขมัน ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ปอด ก็จะประมาณไม่เกิน 1,000 บาท แล้วแต่โรงพยาบาล  ดัง นั้น คนไทยในยุคนี้อย่ารอให้เจ็บป่วยเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรักษา ควรดูแลป้องกันโรค และส่งเสริมสุขภาพของท่านด้วยวิธีการง่าย ๆ คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหวานจัด เค็มจัดหรืออาหารที่ไม่สะอาด  ออก กำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอบายมุขต่าง ๆ เช่น บุหรี่ สุรา สำหรับผู้ชายก็ควรระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ พรใดก็จะไม่สำคัญเท่ากับคำอวยพรที่ว่า “อโรคยา ปรมา ลาภา คือ การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”
 

โรคฉี่หนู


รศ.นพ.วินัย  รัตนสุวรรณ
ภ.เวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สถานการณ์ น้ำท่วมทั่วประเทศถึงแม้จะเริ่มคลายวิกฤติแล้ว แต่ยังมีหลายจุดถูกน้ำท่วมขังระบายไม่ทัน ยิ่งปีนี้มีฝนตกชุก อาจทำให้บางโรคมีการแพร่ระบาดง่ายขึ้น ที่น่าห่วงคือ “โรคฉี่หนู” หรือ “โรคเลปโตสไปโรซิส” ซึ่งพบผู้ป่วยตลอดปี และมักจะพบเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงฤดูฝนและหลังน้ำท่วม โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเชื้อโรคที่อยู่ในฉี่ของหนูทุกชนิดที่ฉี่ไว้ตามพื้นดินต่างๆ จะกระจายไปกับน้ำที่ท่วมได้ง่าย และมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานหลายเดือน

มาทำความรู้จัก “โรคฉี่หนู”

- เกิดจากเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว ชื่อ เลปโตสไปร่า อินเทอโรแกนส์  (Leptospira interrogans)

- สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลังจากถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จากสัตว์ที่มีเชื้อ เช่น หนู  สุกร  โค กระบือ  สุนัข  และแรคคูน

* ส่วนสัตว์ที่เป็นพาหะอาจไม่แสดงอาการแต่มีการติดเชื้อที่ท่อไต (renal tubule) ทำ ให้มีการปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะ ซึ่งเชื้อจะแฝงอยู่ใน ดิน โคลน แอ่งน้ำ ร่องน้ำ น้ำตก แม่น้ำลำคลอง และอยู่ได้นานเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

ใครมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อโรคฉี่หนู

-   ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

-   ผู้ที่ต้องทำงานในภาคเกษตร (ชาวนา  ชาวไร่  เลี้ยงสัตว์ เช่น  คนงานบ่อปลา  ฯลฯ)

-   คนงานขุดลอกท่อระบายน้ำ

-    คนงานเหมืองแร่   โรงฆ่าสัตว์  รวมถึงผู้ที่ชอบเดินป่า ท่องเที่ยวตามแม่น้ำ ทะเลสาบ น้ำตก

เป็นโรคติดต่อหรือไม่
เชื้อโรคฉี่หนู สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังที่มีแผลหรือรอยขีดข่วน หรือผิวหนังที่เปื่อย เนื่องจากแช่อยู่ในน้ำนานๆ และผ่านเข้าทางเยื่อบุที่อ่อนนุ่ม เช่น ตา จมูก ปาก มักจะพบเชื้อในน้ำ

คนอาจติดโรคขณะว่ายน้ำ หรือขณะประกอบอาชีพ เช่น

-  สัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนปัสสาวะ เลือดของสัตว์ที่มีเชื้อโดยตรง

-  สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ แต่ไม่พบการติดต่อจากคนถึงคนโดยตรง

* เชื้อเลปโตสไปร่า (leptospira ) อาจถูกขับออกมาในปัสสาวะผู้ป่วยต่อเนื่องยาวนานถึง 1 เดือน โดยระยะฟักตัวของโรคจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์  แต่อาจนานได้ถึง 3 สัปดาห์

สัญญาณอันตราย

 ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้จำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการ ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการ อาจแบ่งเป็น 2 ระยะตามพยาธิกำเนิด

ระยะแรก (leptospiremic phase)  4 - 7  วันแรกของการดำเนินโรค จะมีอาการ
-          ไข้สูงแบบทันทีทันใด
-          ปวดศีรษะ สับสน
-          ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลัง น่องและต้นคอ
-          คลื่นไส้อาเจียน
-          มีอาการตาแดง มักพบใน  3  วันแรกของโรค และเป็นอยู่ได้นานถึง  1  สัปดาห์
-          ตาเหลือง ตัวเหลือง
-          มีอาการคอแข็ง ความดันโลหิตต่ำ ได้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
-          ผื่นแดง ต่อมน้ำเหลืองโต ตับ ม้ามโต (อาจพบได้แต่ไม่บ่อย)

ระยะที่สอง (immune phase) ผู้ป่วยจะเริ่มสร้าง anti-leptospira antibodies  (โปรตีนที่เฉพาะต่อเชื้อโรคฉี่หนู)โดยพบหลังจากเริ่มมีอาการไข้ประมาณ  1  สัปดาห์ โดยจะมีช่วงที่ไข้ลงประมาณ  1 - 2 วันแล้วกลับมีไข้ขึ้นอีก ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการ
-          ปวดศีรษะ
-          ไข้ต่ำ ๆ
-          คลื่นไส้อาเจียน (อาการมักรุนแรงน้อยกว่าอาการในช่วงแรก)
-          อาจพบอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ม่านตาอักเสบ
-          หน้าที่ของตับและไตผิดปกติ ระยะนี้อาจกินเวลาได้นาน ถึง 30 วัน แต่อาการนี้ไม่ได้เกิดในผู้ป่วยทุกราย ผู้ป่วยอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีตาเหลือง และกลุ่มที่ไม่มีตาเหลือง

โรคนี้หายขาดได้หรือไม่
          ปัจจุบัน สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการใช้ยา doxycycline, penicillin G และ amoxycillin (แต่ ผู้ป่วยจะต้องรับการตรวจรักษากับแพทย์เสียก่อน ส่วนยาที่กล่าวมานั้น แพทย์จะสั่งชนิดใดชนิดหนึ่งตามความเหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละคน)
          แต่ทางที่ดีที่สุด ควรป้องกันการเกิดโรคด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ หรือสิ่งแวดล้อมที่อาจปนเปื้อนปัสสาวะสัตว์ที่อาจมีเชื้อโรคฉี่หนู เช่น การเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือการแช่น้ำนาน ๆ ถ้ามีบาดแผลตามร่างกาย หรือแค่รอยถลอก รอยขีดข่วน ควรงดลงน้ำ หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรให้สวมรองเท้าบู๊ตเพื่อป้องกันน้ำไม่ให้น้ำถูกแผล และระวังอย่าให้มีน้ำขังในรองเท้าบู๊ตที่ใส่

การป้องกันควบคุมโรค
1.      กำจัดขยะไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู  กำจัดหนูตามแหล่งที่อยู่อาศัย
2.      หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ  ในแหล่งน้ำที่อาจมีเชื้อโรคฉี่หนูปนเปื้อนอยู่
3.      ผู้ที่ทำงานเสี่ยงต่อโรค ควรใช้ถุงมือยาง รองเท้าบู๊ต ฯลฯ
4.      หลีกเลี่ยงการทำงานในน้ำ หรือต้องลุยน้ำเป็นเวลานาน  หากจำเป็นต้องทำงานในสภาวะดังกล่าวควรสวมใส่เครื่องป้องกัน
5.      รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหากไปแช่ หรือย่ำน้ำ ที่อาจมีเชื้อโรคฉี่หนูปนเปื้อนอยู่ เช็ดตัวให้แห้ง

            * ลักษณะอาการของโรคฉี่หนู จะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณน่อง หากมีอาการดังกล่าวให้รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน  หรือ การสัมผัสน้ำ แก่แพทย์ผู้รักษาให้ทราบด้วย หากไม่รีบรักษาและปล่อยไว้นานจนอาการมากขึ้น อาจเสียชีวิตได้ครับ

เมื่อไรจะสงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม


รศ.นพ.อดุลย์  รัตนวิจิตราศิลป์
ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

                ขึ้น ชื่อว่ามะเร็งทุกคนก็กลัวกันทั้งนั้นละครับ โดยเฉพาะในสุภาพสตรี มะเร็งที่สุภาพบุรุษมีความเสี่ยงน้อยกว่ามากๆ คือ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งมดลูก ซึ่งทั้ง 2 ชนิดเป็นมะเร็งอันดับที่ 1- 2 ที่ พบในสุภาพสตรี การมีความรู้ไว้บ้างก็คงจะดีนะครับ เพราะหากสงสัยว่าเป็นมะเร็งและสามารถตรวจพบตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก ก็จะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น โอกาสหายจากโรคก็มีมากขึ้น

มะเร็งเต้านมพบได้บ่อยแค่ไหน
                อัตรา การพบมะเร็งเต้านมในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ เชื้อชาติ และ วิถีการดำเนินชีวิต เช่น ในประเทศตะวันตก พบมะเร็งเต้านมได้ถึง มากกว่า 100 คน ในสุภาพสตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 แสน คน ส่วนในเอเชียพบน้อยกว่า ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยาของไทยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารระบาดวิทยาระดับ โลก พบว่าหญิงไทยมีอัตราการพบมะเร็งเพียง 40 คน ในสุภาพสตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 แสนคน ซึ่งถ้าเทียบเป็นร้อยละ ก็จะได้เท่ากับ ร้อยละ 0.04 ซึ่งน้อยมากนะครับ

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
                ปัจจัย ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น คือ อายุ พบว่าคนอายุมากขึ้น มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น ในสุภาพสตรีที่พบก้อนที่เต้านมเมื่ออายุ 60 ปี มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึงร้อยละ 50-60
                ปัจจัยอื่นๆที่มีความสำคัญรองลงมาคือ การเคยผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านมและพบว่าเป็นซีสเต้านมชนิดที่เริ่มผิดปกติ(atypia) และการพบว่ามีญาติสนิท(แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูก) เป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า 2 คน
                ปัจจัย อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย ได้แก่ การเริ่มมีประจำเดือนมาครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย การหมดประจำเดือน(วัยทอง)ช้า การไม่มีบุตร หรือ มีบุตรยาก การที่เคยใช้ยากลุ่มฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือนติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 10 ปี เป็นต้น

เมื่อไรจะสงสัยว่าเป็นมะเร็ง
                มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บ หรือ ปวด (มีเพียงร้อยละ 10 ของ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดเต้านม) แต่จะคลำพบก้อนที่เต้านม ดังนั้น การตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ จะช่วยในการตรวจหามะเร็งเต้านมได้ หากพบก้อนที่ไม่เคยพบมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์ ก้อนของเต้านมที่เป็นมะเร็งนั้น มักจะแข็ง และ ขรุขระ แต่ก็อาจเป็นก้อนเรียบๆได้นะครับ
                อาการ อื่นๆ นอกจากก้อนที่เต้านมแล้ว อาจพบผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม หรือ มีรูปร่างของเต้านมผิดไปจากเดิม หรืออาจมีแผลที่หัวนมและรอบหัวนม หรือมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม บางรายคลำพบก้อนบริเวณรักแร้ และนานๆ ครั้งจะมะเร็งเต้านมที่มีอาการบวมแดง คล้ายการอักเสบที่เต้านมครับ นอกจากอาการผิดปกติที่เต้านมแล้ว การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม(mammogram) และ อัลตราซาวด์(ultrasound) สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมขนาดเล็กตั้งแต่ยังไม่มีอาการได้ โดยอาจพบก้อน หรือ จุดหินปูนในเนื้อเต้านมได้ครับ

ตรวจเลือด และ ตรวจยีน (gene) จะบอกได้ไหมว่าเป็นมะเร็งเต้านม
                การตรวจเลือดเพื่อหามะเร็งเต้านั้น  มีความแม่นยำค่อนข้างต่ำ เนื่องจากว่า คนที่เป็นมะเร็งเต้านม จะพบผลการตรวจเลือดเกี่ยวกับมะเร็ง เช่น CA153, CEA ผิดปกติน้อยกว่าร้อยละ 20 จึงไม่ค่อยคุ้มกับการตรวจ เพราะผลตรวจเลือดปกติ ก็ยังอาจกำลังมีมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกายได้ ส่วนการตรวจยีน เช่น gene BRCA1, BRCA2 ซึ่ง จะมีความผิดปกติในมะเร็งเต้านมที่เป็นกันทั้งครอบครัว หากตรวจพบก็ไม่ได้บอกว่า กำลังเป็นมะเร็งอยู่ เพียงแต่ทำให้ทราบว่าโอกาสจะพบมะเร็งเต้านมในคนๆนั้นมากกว่าคนทั่วๆไป และ ยีนดังกล่าวก็พบได้เพียงร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ดังนั้น หากตรวจยีนดังกล่าวแล้วปกติ ก็ยังมีสิทธิเป็นมะเร็งเต้านมอยู่ไม่น้อย

ข้อแนะนำ
                ดัง นั้น วิธีการที่จะทราบว่ามีมะเร็งเต้านมหรือไม่ ก็คือ คลำเต้านมตนเองทุกเดือน พบแพทย์ตรวจเมื่อมีอาการสงสัย(อย่าปล่อยไว้เพราะไม่เจ็บ) และ ตรวจแมมโมแกรมประจำปี เริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปีเป็นต้นไป

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal neuralgia)


อ.ดร.นพ.ศรัณย์  นันทอารี
สาขาวิชาประสาทศัลยศาสตร์
ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

อาการ
       โรคปวดเส้นประสาทใบหน้าเป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่งส่วนใหญ่มักจะพบในช่วงวัยผู้ใหญ่ถึงวัยสูงอายุ  ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่ใบหน้าด้านใดด้านหนึ่งรวมทั้งอาจจะปวดในบริเวณกระพุ้งแก้ม  เหงือกและฟันได้อย่างรุนแรง อาการปวดจะเกิดขึ้นมาเองโดยฉับพลันผู้ป่วยจะมีความรู้สึกปวดเหมือนโดนเข็มแทง เหมือนไฟช็อต หรืออาจปวดแบบแสบร้อนที่บริเวณใบหน้ารวมทั้งเหงือก บางรายอาจมีอาการปวดเหมือนกับปวดฟันทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคฟันผุและได้รับการถอนฟันออกโดยไม่จำเป็น อาการปวดมักจะเกิดรุนแรงเป็นพักๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาทีแต่สามารถเกิดขึ้นได้ซ้ำๆ ถี่ๆ ตลอดวันและนำมาซึ่งความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก  ผู้ป่วยบางรายอาจมีตำแหน่งบนใบหน้าที่เมื่อไปกระตุ้นสัมผัสถูกจะให้มีอาการปวดเกิดขึ้นมา  ผู้ป่วยเหล่านี้อาจจะมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการกระตุ้นตำแหน่งดังกล่าวเช่น ไม่ล้างหน้าแปรงฟัน ไม่โกนหนวด หรือหลีกเลี่ยงการพูดคุย เป็นต้น

สาเหตุ
โรคปวดเส้นประสาทใบหน้าเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุแต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากที่มีเส้นเลือดสมองไปกดทับเส้นประสาทคู่ที่ห้า ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกจากบริเวณใบหน้าและช่องปากจึงทำให้มีอาการปวดเกิดขึ้นที่บรเวณดังกล่าวส่วนสาเหตุอื่นๆ จะพบได้ไม่บ่อยนัก เช่น มีเนื้องอกสมอง ปลอกประสาทเสื่อม (multiple sclerosis) หรือเป็นผลแทรกซ้อนจากติดไวรัสโรคงูสวัดที่บริเวณใบหน้า เป็นต้น

การรักษาโดยยา
ในช่วงระยะแรกอาการปวดมักจะรักษาได้ผลดีมากโดยการกินยา แพทย์มักจะให้ยาแก้อาการปวดเส้นประสาท เช่น Tegretal, Trileptal, Dilantin, Neurontin หรือ Baclofen ยาดังกล่าวเพียงแต่ช่วยไม่ให้มีอาการปวดแต่ไม่ได้รักษาสาเหตุของโรค  หรือทำให้หายขาดจากโรค  ดังนั้นเมื่อเลิกกินยาอาการปวดจะกลับมาเป็นซ้ำอีก หรือมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเมื่อกินยาไประยะหนึ่งมักจะไม่ได้ผลดีเหมือนในช่วงแรกและจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีรักษาโดยวิธีอื่น



การรักษาโดยการทำลายเส้นประสาท
เมื่อรักษาด้วยยาไม่ได้ผลอีกต่อไปการรักษาโดยการทำลายเส้นประสาทคู่ที่ห้า (บางส่วน) เป็นทางเลือกทางหนึ่งในการควบคุมอาการปวด  ซึ่งในประเทศไทยมีวิธีการที่ใช้กันมากอยู่สองวิธีคือ
       1. การทำลายเส้นประสาทโดยความร้อน (Percutaneous radiofrequency rhizotomy)
       2. การทำลายเส้นประสาทโดยรังสี (Radiosurgery)

นอกเหนือจากสองวิธีดังกล่าวแล้วยังมีวิธีอื่นๆ ในการทำลายเส้นประสาทคู่ที่ห้า เช่น การใช้บอลลูนกดทำลายเส้นประสาทหรือการฉีดสารกรีเซอรอลทำลายปลอกประสาท เป็นต้น  การรักษาโดยการทำลายเส้นประสาทไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตามจะมีข้อดีและข้อเสียคล้ายๆ กันคือ  เป็นวิธีที่ไม่ต้องได้รับการดมยาสลบหรือผ่าตัด ไม่มีบาดแผลไม่จำเป็นต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลมีความเสี่ยงต่ำสามารถทำได้ในผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรง เช่น มีอายุมากหรือมีโรคประจำตัวรวมทั้งเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง  ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายทุกข์ทรมานจากอาการปวด แต่จะเนื่องจากบางส่วนของเส้นประสาทคู่ที่ห้าถูกทำลายจากการรักษาดังนั้นจะมีผลข้างเคียงคือจะมีอาการชาที่ใบหน้าเหมือนได้รับการฉีดยาชาและอาจจะเป็นปัญหาชวนรำคาญได้อย่างมากในผู้ป่วยบางราย



การรักษาโดยการผ่าตัด
เนื่องจากโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการที่มีเส้นเลือดสมองไปกดเบียดเส้นประสาทจึงมีการรักษาโดยการผ่าตัดสมองเข้าไปโยกเปลี่ยนตำแหน่งของเส้นเลือด  การรักษาโดยวิธีนี้เป็นการแก้ไขที่สาเหตุโดยตรงดังนั้นจึงมีอัตราการหายขาดจากโรคสูง อีกทั้งผู้ป่วยจะไม่มีปัญหาเรื่องใบหน้าชาภายหลังการรักษาเนื่องจากไม่มีการทำลายใดๆ ต่อเส้นประสาท  ด้วยความก้าวหน้าของเทคนิคประสาทจุลศัลยกรรมในปัจจุบัน  ถึงแม้ว่าจะเป็นการรักษาที่ต้องทำการผ่าตัดสมองแต่ก็จัดว่ามีความเสี่ยงต่ำมากโดยทั่วไปผู้ป่วยพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

เวียนศีรษะ บ้านหมุน….ช่วยด้วย


ผศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

             อาการเวียนศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อย เป็นความรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริง ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนไป รู้สึกว่าตัวผู้ป่วยเองหมุนหรือไหวไป ทั้ง ๆ ที่ตัวผู้ป่วยเองอยู่เฉย ๆ ความรู้สึกดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการรับข้อมูล หรือการเสียสมดุลของระบบประสาททรงตัวของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยตา, ประสาทสัมผัสบริเวณข้อต่อ, อวัยวะควบคุมการทรงตัวในหูชั้นใน และระบบประสาทส่วนกลางที่ฐานสมอง และตัวสมองเอง ทำงานเกี่ยวเนื่องกัน  ความผิดปกติดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยเข้าใจไปว่ามีการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่มี เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวและอวัยวะการได้ยิน อยู่ใกล้ชิดสัมพันธ์กันจากหูไปสู่สมอง โรคของระบบทรงตัวจึงมักสัมพันธ์กับการเสียการได้ยิน, หูอื้อ และมีเสียงดังรบกวนในหูได้ เมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะ มักจะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของลูกตา(ตากระตุก หรือ nystagmus), การเซ, การล้ม, อาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตกร่วมด้วยได้

สาเหตุของอาการเวียนศีรษะ
1. สาเหตุทางหู
      หูชั้นนอก
         -  อุดตัน จาก ขี้หู, เนื้องอก, หนอง หรือการอักเสบจากหูชั้นนอก หรือหูชั้นกลางอักเสบ, กระดูกช่องหูหักจากอุบัติเหตุ
      หูชั้นกลาง
         -  เลือดคั่งในหูชั้นกลาง (hemotympanum) จากอุบัติเหตุ หรือการเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศ
         -  หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)
         -  ท่อยูสเตเชี่ยน ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมระหว่างโพรงหลังจมูกและหูชั้นกลาง ทำงานผิดปกติหรือมีการอุดตันจากโรคจมูกอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง (โรคแพ้อากาศ หรือจมูกอักเสบภูมิแพ้), ไซนัสอักเสบ, การดำน้ำ, การขึ้น-ลงที่สูง, ก้อนเนื้องอกที่โพรงหลังจมูก
         -  การทะลุของเยื่อที่ปิดช่องทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลาง และหูชั้นใน (perilymphatic fistula) จากการไอ, เบ่ง หรือจามแรงๆ หรือเกิดจากหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อน
      หูชั้นใน
         -  การติดเชื้อของหูชั้นใน (labyrinthitis) โดยเชื้ออาจลุกลามมาจากหูชั้นกลางที่อักเสบเฉียบพลัน หรือเยื่อหุ้มสมองที่อักเสบ หูชั้นกลางที่อักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก) และมีภาวะแทรกซ้อน หรือเกิดจากการติดเชื้อซิฟิลิส, ไวรัส, แบคทีเรีย, ปรสิต
         -  การอักเสบของหูชั้นในจากสารพิษ (toxic labyrinthitis) ได้แก่ ยาที่มีพิษต่อระบบประสาททรงตัวในหูชั้นใน เช่น ยาต้านจุลชีพ กลุ่ม aminoglycoside, quinine, salicylate, sulfonamide, barbiturate
         -  การบาดเจ็บที่ศีรษะ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน ทำให้มีเลือดออกในหูชั้นใน, ฐานสมอง, ก้านสมอง หรือสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
         -  การได้รับแรงกระแทก เกิดการบาดเจ็บจากเสียงดัง เช่นระเบิด, ประทัด, การยิงปืน หรือการผ่าตัดบริเวณหู
         -  โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคมีเนีย (Meniere’s disease)
         -  โรคก้อนหินปูนเคลื่อนที่ในหูชั้นใน (benign paroxysmal positional vertigo หรือ BPPV) อาการเวียนศีรษะจะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่ศีรษะหันไปทางใดทางหนึ่ง และมักจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ (มักเป็นวินาที มักไม่เกิน 1 นาที)

2. โรคของทางเดินประสาท และสมอง
         -   เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ (vestibular neuronitis)
         -   เนื้องอกของประสาททรงตัว (vestibular schwannoma)
         -  โรคของระบบประสาทกลาง
         -   ความผิดปกติของกระแสโลหิตที่ไปเลี้ยงระบบประสาทกลาง ทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัวไม่พอ อาจเกิดจากไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูง, การสูบบุหรี่ (สารนิโคติน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว), การดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (สารคาเฟอีน ทำให้เส้นเลือดตีบตัว), เบาหวาน, เลือดข้นผิดปกติ, ซีด, กระดูกคอเสื่อม หรือมีหินปูนบริเวณกระดูกคองอกไปกดหลอดเลือดขณะมีการหันศีรษะหรือแหงน, เครียด หรือวิตกกังวล (ทำให้เส้นเลือดตีบตัวชั่วคราว), โรคหัวใจ (หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจขาดเลือด)
          -   การเสื่อมของระบบประสาทกลางที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
          -   การติดเชื้อของระบบประสาท

3. สาเหตุอื่นๆ
            เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disease), โรคต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยผิดปกติ (hypothyroidism), โรคเลือด  [มะเร็งเม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือดสูงผิดปกติ, ซีด, เลือดออกง่ายผิดปกติ], โรคหลอดเลือดแข็งและตีบจากโรคไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, โรคกระดูกต้นคอเสื่อม, โรคไต, ระดับยูริกในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตต่ำ, โรคภูมิแพ้

4. ไม่ทราบสาเหตุ
            การวินิจฉัยสาเหตุของอาการเวียนศีรษะ อาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกายโดยเฉพาะ การตรวจทางหู คอ จมูก, การตรวจตา, การตรวจเส้นประสาทสมอง และ ระบบประสาทกลาง, การวัดความดันโลหิต ท่านอน ท่านั่ง และท่ายืน (เพื่อตรวจหาความดันเลือดต่ำขณะเปลี่ยนท่า) และการตรวจพิเศษ เช่น
           -   การเจาะเลือด เพื่อหาภาวะซีด, เลือดข้น, มะเร็งเม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือดมากผิดปกติ,เบาหวาน, ระดับไขมันในเลือดที่สูง, ระดับยูริกในเลือดที่สูง, การอักเสบของร่างกาย (ESR) ซึ่งอาจบ่งถึงโรคแพ้ภูมิตัวเอง, โรคไต, การติดเชื้อซิฟิลิส หรือเอดส์, การทำงานของต่อมธัยรอยด์ที่ผิดปกติ, ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำเกินไป
           -   การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีโรคไตหรือไม่
           -   การตรวจการได้ยิน
           -   การตรวจหาความผิดปกติของหัวใจ (EKG)
           -   การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง (brainstem electrical response audiometry)โดยใช้เสียงกระตุ้นทางเดินประสาทที่ผ่านหู ตั้งแต่หูชั้นใน, ประสาทสมองที่เกิ่ยวกับการได้ยิน ไปสู่ก้านสมอง และผ่านไปกลีบสมอง  วิธีนี้จะตรวจความผิดปกติของโรคในสมองส่วนกลางได้รวดเร็วและแม่นยำ
           -   การตรวจระบบประสาททรงตัวโดยเครื่องวัดการทรงตัว เพื่อแยกความผิดปกติของภาวะข้อเสื่อมจากโรคหูชั้นในและโรคของสมอง
           -   การถ่ายภาพรังสีกระดูกคอ
           -   การถ่ายภาพรังสี เช่นเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) หรือเอ็กซเรย์สนามแม่เหล็ก (MRI)
           -   การตรวจการไหลเวียนของกระแสโลหิต ผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปสู่สมอง โดยใช้อัลตราซาวน์ ซึ่งจะบอกแรงดันเลือด  ความเร็วของการไหล และความไม่สมดุลของการไหลเวียนของกระแสโลหิตได้

การรักษา
1. การรักษาตามอาการ
            -  ให้ยาที่กดการรับรู้ของประสาททรงตัว เพื่อให้หายจากอาการเวียนศีรษะ
            -  ให้ยาสงบ หรือระงับประสาท
            -  ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน
            -  ให้ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว ซึ่งการให้ยาดังกล่าวนี้ เป็นการรักษาปลายเหตุ
            -   เมื่ออาการเวียนศีรษะน้อยลงแล้ว ควรให้เริ่มการบริหารระบบทรงตัว (head balance exercise) เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลของระบบประสาททรงตัวได้  การบริหารดังกล่าวเป็นการฝึกฝนการปรับวิสัยการทรงตัวต่อตัวกระตุ้นสมมุติที่สร้างขึ้น จะสร้างนิสัย“เคยชิน”ต่อสภาวะนั้น ๆ ให้เกิดขึ้นในอวัยวะทรงตัว เพื่อให้สามารถใช้การทรงตัวได้อย่างดีในสภาวะต่างๆ ได้แก่ การฝึกบริหารสายตา  ฝึกกล้ามเนื้อ คอ แขนขา   ฝึกการเคลื่อนไหวศีรษะและคอ รวมทั้งการเดิน และยืน

ถ้าผู้ป่วยหายเวียนศีรษะแล้ว  ควรป้องกันไม่ให้มีอาการเวียนศีรษะอีก โดย
             •  หลีกเลี่ยงเสียงดัง
             •  ถ้าเป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง,ไขมันในเลือดสูง, ไต,โรคกรดยูริกในเลือดสูง,โรคซีด,โรคเลือด ควบคุมโรคให้ดี
             •  หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาททรงตัว เช่น aspirin, aminoglycoside, quinine
             •  หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
             •  หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน
             •  ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ, ชา, เครื่องดื่มน้ำอัดลม, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, งดการสูบบุหรี่
             •  พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว, ลดความเครียด วิตกกังวล และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2. การรักษาตามสาเหตุของโรค
3. การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องขณะเวียนศีรษะ
             -   เมื่อมีอาการเวียนศีรษะขณะเดิน ควรหยุดเดินและนั่งพัก  เพราะการฝืนเดินขณะเวียนศีรษะอาจทำให้ผู้ป่วยล้ม และเกิดอุบัติเหตุได้ เช่นกัน ถ้าอาการเวียนศีรษะเกิดขณะขับรถหรือขณะทำงาน ควรหยุดรถข้างทางหรือหยุดการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าเวียนมากควรนอนบนพื้นราบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น พื้น ผู้ป่วยควรมองไปยังวัตถุที่อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ถ้าอาการเวียนศีรษะน้อยลง ค่อย ๆ ลุกขึ้น แต่อาจรู้สึกง่วงหรือเพลียได้ ถ้าง่วงแนะนำให้นอนหลับพักผ่อน หลังตื่นนอนอาการมักจะดีขึ้น
             -   ไม่ควรว่ายน้ำ, ดำน้ำ, ปีนป่ายที่สูง, เดินบนสะพานไม้แผ่นเดียว หรือเชือกข้ามคูคลอง, ขับรถ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ขณะมีอาการเวียนศีรษะเพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
             -   หลีกเลี่ยงสารคาเฟอีน (ชา น้ำอัดลม กาแฟ)  การสูบบุหรี่ ซึ่งจะลดเลือดที่ไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัว
             -   พยายามอย่ารับประทานอาหาร หรือดื่มมากนัก จะได้มีโอกาสอาเจียนน้อยลง
             -   พยายามหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ในระหว่างเกิดอาการ ได้แก่ การหมุนหันศีรษะไว ๆ, การเปลี่ยนท่าทางอิริยาบถอย่างรวดเร็ว, การก้ม เงยคอ หรือหันอย่างเต็มที่
             -   พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิด อาการเวียนศีรษะ เช่นความเครียด, ความวิตกกังวล, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, สารก่อภูมิแพ้ (ถ้าแพ้), การเดินทางโดยทางเรือ, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
             -   รับประทานยาที่แพทย์ให้รับประทาน เวลาเวียนศีรษะ

ครั้งแรกของไทย ปลูกถ่ายกระจกตาด้วยเลเซอร์


รศ.นพ.สบง ศรีวรรณบูรณ์,รศ.พญ.ภิญนิตา ตันธุวนิตย์
รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์,อ.พญ.สุขศรี โชติกวณิชย์
ภาควิชาจักษุวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


             ข่าวดี สำหรับผู้ที่สูญเสียการมองเห็น ขณะนี้จักษุแพทย์ไทย ประสบความสำเร็จในการนำเลเซอร์มาใช้ในการปลูกถ่ายกระจก ทำให้ผู้ที่อยู่ในโลกมืด สามารถมองเห็นได้อีกครั้ง

เข้าใจโรคของกระจกตา
            กระจกตาหรือตาดำคือส่วนหน้าของดวงตา ซึ่งดวงตานั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหน้าสุดคือกระจกตา ส่วนกลางคือเลนส์แก้วตา และด้านในสุดเป็นจอตา เรามักคุ้นหูแต่คำว่าเลนส์ตาขุ่นมัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุทำให้มองไม่ค่อยเห็นหรือที่เรียกว่าภาวะต้อกระจก ซึ่งการทำผ่าตัดลอกต้อกระจกร่วมกับการใส่เลนส์แก้วตาเทียมก็สามารถทำให้มีการมองเห็นที่ดีขึ้น ส่วนภาวะการขุ่นขาวของกระจกตาจะต่างจากโรคต้อกระจก เนื่องจากเป็นพยาธิสภาพของกระจกตาทางด้านหน้าที่มีการขุ่นขาวไม่ใช่ที่เลนส์ตา ทำให้ความสามารถในการมองเห็นน้อยลงหรือไม่ชัดนั่นเอง อุบัติการณ์สำหรับโรคความขุ่นของกระจกตานั้นพบได้ทุกเพศ ทุกวัย
            
            สาเหตุที่ทำให้กระจกตาขุ่นขาว ได้แก่ การติดเชื้อ กระจกตาเสื่อม อุบัติเหตุ สารเคมี การอักเสบ และโรคทางพันธุกรรม การรักษาเริ่มตั้งแต่การรักษาทางยา เช่น การหยอดตา และถ้าไม่ดีขึ้นก็สามารถรักษาโดยการผ่าตัด การผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาทำได้โดยใช้กระจกตาจากผู้บริจาคมาปลูกถ่ายให้กับคนไข้แทนกระจกตาเดิมที่มีความผิดปกติ ซึ่งสามารถแก้ไขภาวะกระจกตาขุ่นขาวดังที่กล่าวให้กลับมาเห็นได้

           ศูนย์เลสิกศิริราชได้มีการนำเลเซอร์ชนิด Femtosecond laser มาใช้ในการทำเลสิก เพื่อรักษาผู้ที่มีภาวะสายตาผิดปกติทั้งสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเครื่องเลเซอร์นี้มีใช้ที่ศูนย์เลสิกศิริราชเป็นแห่งแรก และในขณะนี้ก็ยังเป็นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่นำมาในการทำเลสิก โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ในปัจจุบันทางศูนย์เลสิกศิริราชยังได้นำ Femtosecond laser มาใช้ในการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาทั้งใช้เตรียมกระจกตาที่ได้จากผู้บริจาคและสำหรับตัดกระจกตาที่ขุ่นขาวของผู้ป่วยออกไป

            เหตุที่ใช้ Femtosecond laser สำหรับทำเลสิกและปลูกถ่ายกระจกตา โดยนำมาใช้ตัดหรือกรีดกระจกตาแทนใบมีด เนื่องจากแผลที่ได้จะมีความเรียบและมีการสมานตัวของแผลที่ดีกว่า อีกทั้งแสงเลเซอร์นี้เป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกา สำหรับการทำเลสิกเพื่อรักษาภาวะสายตาผิดปกติ ที่สำคัญยังเป็นเทคโนโลยีเดียวในปัจจุบันที่ได้รับการรับรองจากองค์การ NASA ในการรักษาภาวะสายตาผิดปกติสำหรับนักบินอวกาศ เนื่องจากมีความแม่นยำและความปลอดภัยสูง รวมทั้งสามารถใช้รักษาได้ในผู้ที่มีกระจกตาบางหรือมีความโค้งของกระจกตาผิดปกติไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม

            หลักการรักษา หลังจากที่แพทย์ได้รับบริจาคดวงตาแล้ว จะใช้ Femtosecond  Laser มาแยกส่วนของกระจกตาตรงกลาง ซึ่งสามารถกำหนดขนาดและรูปแบบที่ต้องการได้อย่างหลากหลายและแม่นยำ แล้วนำกระจกตามาแช่ในน้ำยาพิเศษชั่วคราว จากนั้นนำคนไข้มาแยกส่วนกระจกตาที่ขุ่นขาวออกด้วย Femtosecond laser เช่นกัน เมื่อแยกชิ้นกระจกตาทั้งของผู้บริจาคและคนไข้เรียบร้อยแล้ว ก็จะนำกระจกตาที่ใสของผู้บริจาคไปปลูกถ่ายบนลูกตาของคนไข้แทน แล้วเย็บปิดแผลโดยรอบ ซึ่งรอยต่อของกระจกตาทั้งสองจะมีความเท่ากันทั้งขนาดและรูปแบบ ทำให้มีแผลหายเร็วขึ้น มีการกลับมามองเห็นเร็วขึ้น แผลปริแยกยากขึ้น ทั้งนี้การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง โดยที่เซลล์ของกระจกตาที่ได้รับบริจาคมา จะต้องมีคุณภาพที่ดี มีเซลล์เพียงพอสำหรับการปลูกถ่ายให้คนไข้ รวมทั้งคนไข้จะต้องมีจอตาที่ดี จึงจะสามารถเข้ารับการผ่าตัดและได้ผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งหลังการผ่าตัดคนไข้จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามน้ำหรือสิ่งสกปรกทุกชนิดเข้าตา ห้ามขยี้ตา และใช้ฝาครอบตาเวลานอน  ไม่ควรใช้สายตาในการจ้องมองมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ หยอดยาตามแพทย์สั่ง และนัดตรวจติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยทั่วไปจะมีการมองเห็นที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณ 6 เดือนหลังการผ่าตัด 
             
           ความสำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดของการรักษาโรคกระจกตาขุ่นขาว โดยนำเทคนิคใหม่ Femtosecond laser มาช่วยในการรักษา นับเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและประชาชนเป็นอย่างมาก ผู้สนใจสามารถขอรับคำแนะนำได้ที่ ศูนย์รักษาสายตาSiLASIK ตึก 84 ปี ชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช โทร.02 419 9275–6

เล่นน้ำสงกรานต์ให้ปลอดภัยจากปรสิต


รศ.พญ.ดาราวรรณ วนะชิวนาวิน
ภาควิชาปรสิตวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

          ขึ้นชื่อเรื่อง “เล่นน้ำสงกรานต์ให้ปลอดภัยจากปรสิต” หลายคนอาจสงสัยว่า ปรสิตคืออะไร อันตรายจริงหรือ เรามีคำตอบค่ะ

รู้จักปรสิต
            ปรสิต หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่อาศัยสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเป็นที่พักอาศัยและแหล่งอาหาร และบางครั้งทำอันตรายสิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์นั้นให้เจ็บป่วยหรือถึงกับเสียชีวิต ตัวอย่างของปรสิต เช่น หนอนพยาธิและโปรโตซัวที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์
            ปรสิตที่พบได้ในแหล่งน้ำ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่
            1.ปรสิตที่อาศัยในลำไส้ซึ่งออกมากับอุจจาระของคนหรือสัตว์ แล้วปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ปรสิตในกลุ่มนี้จะติดต่อสู่ร่างกายโดยการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด น้ำที่ไม่ได้ผ่านการกรองหรือน้ำที่ไม่ได้ต้มเดือด หรือการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนปรสิต ตัวอย่างของปรสิตในกลุ่มนี้ ได้แก่ ปรสิตจำพวกโปรโตซัว เช่น Cryptosporidium,Giardia,Entamoeba,Microsporidia,Isospora และปรสิตจำพวกหนอนพยาธิ เช่น ไข่ของพยาธิตืดหมู และไข่ของพยาธิไส้เดือน เป็นต้น
            2.โปรโตซัวจำพวกอะมีบาที่อาศัยเป็นอิสระในธรรมชาติตามดิน โคลน และแหล่งน้ำ เมื่อคนได้รับเชื้อโดยบังเอิญจะก่อโรคในคนได้ เชื้อในกลุ่มนี้ ได้แก่ Naegleria และ Acanthamoeba

โรคที่เกิดจากปรสิต
            ปรสิตที่พบได้ในแหล่งน้ำ อาจทำให้เกิดโรคหรืออาการดังนี้
            - คริปโตสปอริเดียม(Cryptosporidium)เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคอุจจาระร่วง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเอดส์ การก่อโรคในผู้ที่ภูมิคุ้มกันปกติจะทำให้เกิดอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงและหายได้เอง ส่วนในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจะทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงและเรื้อรัง จนทำให้เสียชีวิตได้
            - ไกอาร์เดีย(Giardia)ระยะที่พบในน้ำเป็นระยะซีสต์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะออกจากซีสต์ แล้วเจริญเติบโตเป็นระยะโทรโฟซอยต์ในลำไส้เล็ก ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงเป็นน้ำหรือมีไขมันปน ในผู้ที่มีอาการท้องเสียเรื้อรังอาจจะเกิดภาวะขาดสารอาหารได้
            - เอนทะมีบา(Entamoeba)ระยะที่พบในน้ำเป็นระยะซีสต์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะออกจากซีสต์ แล้วเจริญเติบโตเป็นระยะโทรโฟซอยต์ ทำให้เกิดแผลที่ลำไส้ใหญ่ และถ่ายอุจจาระเหลวเป็นมูกปนเลือดเก่า กลิ่นเหม็นเน่า เชื้อเอนทะมีบาอาจก่อโรคนอกลำไส้ได้ ทำให้เกิดฝีบิดที่ตับ ปอด และสมอง
            - ไมโครสปอริเดีย(microsporidia)ระยะสปอร์มีขนาดเล็กมาก ทำให้เกิดอาการท้องเสียเป็นน้ำ และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอุจจาระร่วงเรื้อรังในผู้ป่วยเอดส์
            - ไอโสสปอรา(Isospora)ทำให้เกิดอาการท้องเสียเป็นน้ำ การติดเชื้อในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจะทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงเรื้อรัง
            - ไข่ของพยาธิตืดหมู ที่ปนเปื้อนในน้ำดื่มหรืออาหารที่รับประทานเข้าไป ทำให้เกิดโรคซีสติเซอร์โคสิส(cysticercosis) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากพยาธิตืดหมูระยะตัวอ่อน(cysticercus)ไปอยู่ตามกล้ามเนื้อและผิวหนัง พยาธิระยะตัวอ่อนอาจก่อโรคที่ตาและทำให้ตาบอดได้ ส่วนการก่อโรคที่สมองทำให้เกิดอาการทางสมองและชักได้รุนแรง
            - ไข่ของพยาธิไส้เดือน เมื่อเข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีไข่ของพยาธิไส้เดือนปนเปื้อน พยาธิระยะตัวอ่อนที่ออกจากไข่จะเจริญเติบโตเป็นพยาธิระยะตัวเต็มวัยอาศัยที่ลำไส้เล็ก พยาธิไส้เดือนมักไม่ทำให้เกิดอาการ แต่ในผู้ที่มีพยาธิไส้เดือนจำนวนมากอาจทำให้เกิดภาวะลำไส้อุดตัน ภาวะขาดสารอาหาร บางคนเกิดอาการไอเนื่องจากพยาธิระยะตัวอ่อนเดินทางผ่านปอด นอกจากนี้ของเสียจากพยาธิทำให้เกิดลมพิษได้
            - นีเกลอเรีย(Naegleria)เป็นอะมีบาที่พบในแหล่งน้ำจืด รวมทั้งน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ตามปกติเชื้อนี้อาศัยเป็นอิสระในธรรมชาติ คนได้รับเชื้อโดยบังเอิญโดยการสำลักน้ำทางจมูก เชื้อจะเข้าสู่โพรงจมูกแล้วผ่านเข้าสู่สมอง ทำให้เกิดโรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้ คัดจมูก สูญเสียการรับกลิ่น ปวดศีรษะอย่างมาก คอแข็ง หลังแข็ง คลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง ชัก และหมดสติ ผู้ติดเชื้อนีเกลอเรียมักเสียชีวิตหลังจากเริ่มปรากฏอาการภายใน 7 วัน
            - อะแคนทะมีบา(Acanthamoeba)เป็นอะมีบาที่พบในแหล่งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำทะเล และน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ตามปกติเชื้อนี้อาศัยเป็นอิสระในธรรมชาติ คนได้รับเชื้อโดยบังเอิญ การติดเชื้ออะแคนทะมีบาที่ระบบหายใจทำให้ปอดอักเสบ การติดเชื้อทางบาดแผลทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดแกรนูโลมา ส่วนการติดเชื้อที่กระจกตาซึ่งมักพบในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ปวดตา ตาแดง ตามัว กลัวแสง ถ้าเชื้อลุกลามมากอาจทำให้ตาบอดได้ เมื่อเชื้ออะแคนทะมีบาเข้าสู่กระแสเลือดอาจก่อโรคสมองอักเสบ ซึ่งมักทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

เรียนรู้เมื่อโดนน้ำที่ไม่สะอาดสาดเข้า
            กรณีที่โดนน้ำที่ไม่สะอาดสาดเข้าหน้า เข้าดวงตา หรือโดนแผลที่ผิวหนัง จะป้องกันหรือบรรเทาความเสี่ยงต่อการติดเชื้อปรสิตโดย…
            - ใบหน้า ต้องระวังการสำลักน้ำเข้าทางปากและจมูก
            - ถ้าน้ำที่สำลักเข้าทางปาก อาจทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง แต่ถ้าน้ำมีเชื้อไม่มากนักคงไม่ทำให้เกิดโรค 
            - ถ้าสำลักน้ำเข้าทางจมูกคงต้องสังเกตอาการ ภายใน 1 สัปดาห์ ถ้ามีไข้ คัดจมูก และปวดศีรษะ จะต้องไปพบแพทย์  
            ภายหลังการโดนสาดด้วยน้ำที่ไม่สะอาด ต้องอาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาด ถ้าน้ำไม่สะอาดเข้าดวงตา ต้องล้างตาด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง ถ้าน้ำเข้าบาดแผล ต้องล้างแผลฟอกด้วยสบู่หลาย ๆ ครั้งแล้วล้างน้ำให้สะอาด เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคให้เหลือน้อยที่สุด และทาแผลด้วยยาโพวิโดน-ไอโอดีน

ปลอดภัยในการเล่นน้ำสงกรานต์ 
            การเล่นน้ำสงกรานต์เป็นประเพณีอันดีงามของไทย เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานและยังช่วยคลายความร้อน การใช้น้ำที่ไม่สะอาดในการเล่นสงกรานต์อาจนำมาซึ่งอันตรายที่คาดไม่ถึง ฉะนั้นควรคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นด้วย ไม่ควรเล่นสาดน้ำกันอย่างรุนแรง ควรใช้น้ำประปาหรือใช้น้ำที่สะอาดเล่นสงกรานต์ ต้องระมัดระวังตนเองไม่ให้สำลักน้ำ เพื่อป้องกันเชื้อโรคและปรสิตที่อาจปนเปื้อนมากับน้ำ สำหรับผู้ที่มีบาดแผลที่ผิวหนัง ต้องระมัดระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำ และไม่ควรปล่อยให้เสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกน้ำเป็นเวลานาน ๆ

           การเล่นน้ำสงกรานต์อย่างมีวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและใช้น้ำที่สะอาด เพียงเท่านี้คุณก็หยิบยื่นความสุขให้แก่ผู้คนในสังคมแล้วค่ะ

วิ้ง วิ้ง……เสียงอะไรในหู


ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            เสียงดังในหู เป็นความผิดปกติทางหูที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยหรือไม่ หรือเพราะรำคาญทำให้นอนหลับยาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงดังนี้ เฉพาะตัวผู้ป่วยเอง ผู้อื่นไม่ได้ยินเสียงนี้ด้วย ผู้ป่วยมักบอกว่าเสียงดังในหูนั้นคล้ายเสียงจักจั่น หรือจิ้งหรีดร้องอยู่ภายใน อาจเป็นเสียงหึ่งๆ วิ้งๆ ซ่าๆ ไม่เฉพาะข้างใดข้างหนึ่งแต่เกิดทั้ง 2 ข้างได้ มักได้ยินชัดขึ้นในเวลากลางคืน ในที่เงียบๆ ผู้ป่วยอาจมีเสียงดังในหูอย่างเดียวหรือมีอาการอื่นร่วมด้วยๆ เช่น หูอื้อ ปวดหู เวียนศีรษะ บ้านหมุน

เสียงดังในหู แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
              1. เสียงดังในหูชนิดที่ได้ยินเฉพาะตัวผู้ป่วย หรือเสียงที่มีการรับรู้ผิดปกติ โดยที่ไม่มีเสียงเกิดขึ้นจริง (subjective tinnitus) เป็นเสียงดังในหูประเภทที่พบบ่อยที่สุด สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของ
                -  หูชั้นนอก เช่น ขี้หูอุดตัน, เยื่อแก้วหูทะลุ, หูชั้นนอกอักเสบ, เนื้องอกของหูชั้นนอก
                -  หูชั้นกลาง เช่น หูชั้นกลางอักเสบ,น้ำขังอยู่ในหูชั้นกลาง  เนื่องจากท่อยูสเตเชี่ยน (ท่อที่เชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูก)ทำงานผิดปกติ,โรคหินปูนในหูชั้นกลาง             
                -  หูชั้นใน สาเหตุที่พบได้บ่อยสุด คือประสาทหูเสื่อมจากอายุ นอกจากนั้นการเสื่อมของเส้นประสาทหู อาจเกิดจาก การได้รับเสียงที่ดังมากในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้เส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (acoustic trauma)เช่น ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด เสียงประทัด, การได้รับเสียงที่ดังปานกลางในระยะเวลานาน ๆ ทำให้ประสาทหูเสื่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป (noise-induced hearing loss)เช่น อยู่ในโรงงาน หรือยู่ในคอนเสิร์ตที่มีเสียงดังมาก ๆ,การใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู (ototoxic drug)เป็นระยะเวลานาน เช่น salicylate, aminoglycoside, quinine, aspirin, การบาดเจ็บของกะโหลกศีรษะแล้วมีผลกระทบกระเทือนต่อหูชั้นใน (labyrinthine concussion), การติดเชื้อของหูชั้นใน (labyrinthitis) เช่น ซิฟิลิส ไวรัสเอดส์, การผ่าตัดหูแล้วมีการกระทบกระเทือนต่อหูชั้นใน, มีรูรั่วติดต่อระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นใน, โรคมีเนียหรือน้ำในหูไม่เท่ากัน
                 -  สมอง  โรคของเส้นเลือด เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ,เลือดออกในสมอง,ไขมันในเลือดสูง,  ความดันโลหิตสูง,เนื้องอกในสมอง เช่น เนื้องอกของเส้นประสาทหู และ/หรือประสาทการทรงตัว(acoustic neuroma)
                 -  สาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคโลหิตจาง,โรคแพ้ภูมิตัวเอง,โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว,โรคเกล็ดเลือดสูงผิดปกติ,โรคที่มีระดับยูริกในเลือดสูง, โรคไต, โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตต่ำ,โรคไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูง โรคต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำให้เกิดเสียงดังในหูได้

                 2. เสียงดังในหูชนิดที่บุคคลภายนอกสามารถได้ยิน หรือเสียงที่มีแหล่งกำเนิดเสียงจริงอยู่ภายในร่างกายของผู้ที่ได้ยิน (objective tinnitus) เสียงดังในหูชนิดนี้ ได้แก่
                    -  ความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดแดงมีการเชื่อมต่อที่ผิดปกติกับหลอดเลือดดำ (arteriovenous malformation)
                   -  เส้นเลือดวางอยู่ในตำแหน่งผิดปกติ เส้นเลือดแดงโป่งพอง (aneurysm)
                   -  บริเวณศีรษะและคอที่อยู่ใกล้ชิดกับหูชั้นนอก หูชั้นกลาง หูชั้นใน แม้แต่ในสมองเอง
                   -  เสียงที่เกิดขึ้นอาจเกิดพร้อมจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือดังขึ้นตอนออกกำลังกาย อาจได้ยินเมื่ออยู่ใกล้ผู้ป่วย หรือใช้เครื่องมือช่วยฟัง
                   -  เสียงดังในหูที่เกิดจากการหายใจเข้าหรือออก อาจเกิดจากความผิดปกติของท่อยูสเตเชี่ยน ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลาง และโพรงหลังจมูก

การวินิจฉัย
                  อาศัยการซักประวัติ สาเหตุต่าง ๆ ที่เป็นไปได้ที่ทำให้เกิดเสียงดังในหู, การตรวจหูบริเวณรอบหู, การวัดความดัน ท่านอน ท่านั่ง และท่ายืน, การตรวจเลือด เพื่อหาความผิดปกติของเคมีในเลือด, การตรวจปัสสาวะ, การตรวจการได้ยิน, การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง และการถ่ายภาพรังสี เช่น เอ็กซเรย์ คอมพิวเตอร์สมองหรือกระดูกหลังหู ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ฉีดสารรังสีเข้าหลอดเลือด

การรักษา
                 การรักษาเสียงดังในหูนั้น รักษาตามสาเหตุ ซึ่งแบ่งเป็นการรักษาด้วยยาและการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม เสียงดังในหูที่เกิดจากพยาธิสภาพของหูชั้นใน,เส้นประสาทหู,และระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะประสาทหูเสื่อม มักจะรักษาไม่หายขาด ยกเว้นสาเหตุดังกล่าวเป็นสาเหตุที่รักษาได้ นอกจากนั้นถ้าเกิดจากประสาทหูเสื่อม ควรหาสาเหตุ หรือปัจจัยที่จะทำให้หูเสื่อมเร็วกว่าผิดปกติ เพื่อหาทางชะลอความเสื่อมนั้นด้วย ส่วนเสียงดังในหูบางรายไม่ทราบสาเหตุ หรือทราบสาเหตุ แต่เป็นสาเหตุที่รักษาไม่ได้ อาจหายเองก็ได้ หรือจะมีอยู่ตลอดชีวิตก็ได้
                 1.  ควรอธิบายให้ผู้ป่วยยอมรับและเข้าใจว่าสาเหตุของเสียงดังในหูเกิดจากอะไร เป็นอันตรายหรือไม่ และจะหายหรือไม่
                 2.  ถ้าเสียงดังในหู ไม่รำคาญมากต่อชีวิตประจำวัน และไม่รบกวนการนอนหลับ ไม่จำเป็นต้องรักษา เพียงแต่ทำใจยอมรับ
                 3.  ถ้าเสียงดังในหูรบกวนชีวิตประจำวันและรบกวนการนอนหลับ อาจใช้เสียงอื่นกลบเสียงดังในหู เช่น เปิดเพลงเบา ๆ ก่อนนอน จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นบ้าง และอาจให้ยาเพื่อช่วยลดความรำคาญ  เช่น ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในมากขึ้น,  ยาคลายกังวลหรือยานอนหลับ และยาบำรุงประสาทหู, ยาลดความไวของประสาทหู ทำให้เสียงดังในหูลดน้อยลง
                  4.  ถ้าเสียงดังในหูเกิดจากประสาทหูเสื่อม ควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น โดย
                       -  หลีกเลี่ยงเสียงดัง
                       -  ถ้าเป็นโรคเบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,ไขมันในเลือดสูง,โรคไต,โรคกรดยูริกในเลือดสูง,โรคซีด,โรคเลือด ต้องควบคุมโรคให้ดี
                       -  หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น aspirin, amino glycoside, quinine
                       -  หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
                       -  หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน
                       -  ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ, ชา, น้ำอัดลม, บุหรี่                   
                       -  พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล เพราะยิ่งกังวลกับเสียงดังในหูมาก เสียงจะยิ่งดังมาก
                       -  นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

                    ดังนั้น เสียงดังในหูอาจมีสาเหตุจากประสาทหูเสื่อม ซึ่งไม่มีอันตรายร้ายแรงใดๆ หายได้เองหรืออยู่กับผู้ป่วยตลอดชีวิตก็ได้ และอาจมีสาเหตุโรคที่อันตราย เช่น เนื้องอกของสมอง เส้นประสาท เส้นเลือดแดงโป่งพองก็ได้ ดังนั้นอย่านิ่งนอนใจดีกว่าครับ เมื่อพบเสียงดังในหู ควรปรึกษาแพทย์ หู คอ จมูกเพื่อหาสาเหตุแต่เนิ่น ๆ.

ระวัง!โรคพิษสุนัขบ้า


รศ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

             ข่าวฮือฮา โรคพิษสุนัขบ้าที่คร่าชีวิตข้าราชการหญิงกระทรวงสาธารณสุข เจ้าของร้านขายสุนัข แถวจตุจักรด้วยความประมาทในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เพราะเชื่อมั่นฉีดวัคซีนกันบ้าให้สุนัขเองกับมือ ได้สร้างความหวาดผวาให้กับผู้รักสุนัขทั้งหลาย วันนี้เรามีความรู้มาฝากครับ

รู้จักโรคพิษสุนัขบ้า
            โรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากไวรัสเรบี่ส์(Rabies virus)เป็นโรคที่อยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว วัว ควาย สุกร ลิง ค่าง ชะนี รวมทั้งค้างคาวด้วย เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์มาสู่คนได้หากผู้นั้นได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อไวรัสจะออกมากับน้ำลายสัตว์ที่ป่วยหรือมีเชื้อนี้ก่อนป่วย คนมักได้รับเชื้อเนื่องจากถูกสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้ากัด เชื้อในน้ำลายสัตว์จะเข้าสู่บาดแผล นอกจากสัตว์กัดแล้วคนยังอาจได้รับเชื้อจากสัตว์ที่มีเชื้อนี้มาข่วน ซึ่งบนเล็บของสัตว์เหล่านี้ มักเปื้อนน้ำลายสัตว์ที่อาจเลียเล็บตัวเอง หรือแม้แต่สัตว์ที่มาเลียคน คนนั้นก็อาจติดโรคนี้ได้หากผิวหนังบริเวณที่ถูกเลียมีบาดแผลหรือรอยถลอก และแม้ไม่มีแผลแต่หากสัตว์มาเลียบริเวณปาก/จมูก/ตา คนนั้นก็อาจได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าได้ 

           ระยะฟักตัว โดยเฉลี่ย 2-8สัปดาห์อาจจะสั้นหรือยาวกว่านี้ได้ เคยมีรายงานระยะฟักตัวเป็นปี ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่เป็นทางเข้าของเชื้อ เช่น ถ้าถูกสัตว์กัดบริเวณใบหน้า ระยะฟักตัวจะสั้นเนื่องจากอยู่ใกล้สมอง หรือบริเวณที่มีปลายประสาทมาก ๆ เช่น มือ เป็นต้น

            อาการของโรค หลังจากผ่านระยะฟักตัวจนเชื้อเดินทางถึงสมอง ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว คันหรือปวดบริเวณที่ถูกกัด ทั้ง ๆ ที่แผลนั้นอาจหายเป็นปกติแล้ว อาการของโรคพิษสุนัขบ้า แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
           1.แบบคลุ้มคลั่ง โดยเฉลี่ยจะเสียชีวิตภายใน 5 วัน ผู้ป่วยจะกระวนกระวาย ตื่นเต้นต่อสิ่งเร้าได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแสง เสียง หรือลม อาการจะรุนแรงขึ้นจนอาละวาด กล้ามเนื้อกระตุก เกร็ง ขณะพยายามกลืนอาหารหรือน้ำ ทำให้เกิดอาการเหมือน“กลัวน้ำ” ต่อมาจะเพ้อคลั่ง ชัก หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด
           2.แบบอัมพาต ผู้ป่วยบางรายไวรัสทำลายสมองส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้แขนขาอ่อนแรงเป็นอัมพาต ปัจจุบันยังไม่มียารักษา หากปล่อยจนไวรัสเดินทางถึงสมองและแสดงอาการออกมา ผู้ป่วยจะเสียชีวิตทุกราย แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าใช้เวลาเดินทางจากบริเวณบาดแผลไปยังสมองหลายวันอาจเป็นเดือน ดังนั้นจึงมีเวลาเพียงพอที่จะใช้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดให้กับผู้ป่วยที่ถูกสุนัขกัดและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ให้มีภูมิต้านทานเกิดขึ้นก่อนเชื้อจะเดินทางไปถึงสมองและก่ออาการ ดังนั้นโรคพิษสุนัขบ้าแม้ถูกสุนัขกัดแล้ว ถึงแม้ยังไม่มียารักษาแต่มีวัคซีนป้องกันที่ได้ผลดี หากได้รับวัคซีนถูกต้องทันเวลาก็สามารถรอดชีวิตได้

การฉีดวัคซีน
            จะต้องฉีดให้ครบชุด มี 5 เข็ม โดยฉีดเข็มที่ 1 ในวันแรก/ฉีดเข็ม 2 ในวันที่ 3 หลังฉีดเข็มที่1/ฉีดเข็ม 3 ในวันที่ 7 หลังฉีดเข็มที่ 1/ฉีดเข็ม 4 ในวันที่ 14 หลังฉีดเข็มที่ 1 และเข็ม 5 ในวันที่ 30 หลังฉีดเข็มที่ 1

หลักการให้วัคซีน
            1. หากถูกสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติกัด ให้เริ่มฉีดวัคซีนทันที
            2. หากถูกสัตว์ที่เคยฉีดวัคซีนประจำกัด และสัตว์มีอาการป่วย ให้เริ่มฉีดวัคซีนทันที และหากสัตว์เสียชีวิต ให้นำสัตว์ไปตรวจเชื้อพิษสุนัขบ้า อย่าเพิกเฉย หากไม่สามารถนำซากสัตว์ไปตรวจได้ ให้ฉีดวัคซีนจนครบชุด 5 เข็ม
            3. หากถูกสัตว์ที่เคยฉีดวัคซีนประจำกัด โดยมีสาเหตุ เช่น ไปแหย่ ไปเหยียบ หรือแย่งของ แต่สัตว์ยังปกติให้สังเกตสุนัขหรือสัตว์นั้นต่อไป 10 วัน หากสัตว์สบายดีก็ไม่ต้องฉีดวัคซีน

            “ ทำได้ตามนี้ แม้ถูกกัดก็ปลอดภัยครับ”

โรคฮันนีมูน …วายร้ายคุกคามกระเพาะปัสสาวะ


อ.นพ.ศิรส จิตประไพ
สาขาวิชาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            โรคฮันนีมูน (Honeymoon disease) เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในเพศหญิงที่มีการอักเสบบริเวณท่อปัสสาวะ (Urethritis)หรือ ช่องคลอด(Vaginitis) หรือ กระเพาะปัสสาวะ (Cystitis) หลังจากมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดอาการแสบหรือเจ็บบริเวณท่อปัสสาวะในขณะถ่ายปัสสาวะ บางคนอาจถึงขั้นติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้ามีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังการมีเพศสัมพันธ์ ก็จะเรียกว่า โรคฮันนีมูน ซิสไตติส (Honeymoon Cystitis)

ที่มาของชื่อโรคฮันนีมูน……
            ในสมัยโบราณ การมีเพศสัมพันธ์จะเกิดได้ต้องหลังแต่งงานเท่านั้น และมักเกิดในช่วงที่มีเพศสัมพันธ์หลาย ๆ ครั้ง ในระยะเวลาอันสั้น ก็คือช่วงที่ฮันนีมูน จึงเรียกกันว่า “โรคฮันนีมูน”

สัญญาณอันตราย สังเกตดูคุณมีหรือไม่
            - ขณะถ่ายปัสสาวะ มีอาการแสบบริเวณปลายท่อปัสสาวะ หรือบริเวณปากช่องคลอด
            - ถ้ามีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบร่วมด้วย ก็จะมีอาการปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวัน กลางคืน ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะขัด กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะแล้วรู้สึกว่าไม่สุดต้องไปปัสสาวะอีกแม้เพิ่งปัสสาวะเสร็จ
            - บางคนอาจจะมีอาการปวด หรือแสบบริเวณท้องน้อยร่วมด้วยทั้งตอนปวดและไม่ปวดปัสสาวะ

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้
            1.กลุ่มคนที่มีกิจกรรมเพศสัมพันธ์ หรือลักษณะคล้าย ๆ กันนั้นบ่อยครั้ง และหลายครั้งในเวลาอันสั้น
            2.ผู้ที่ดื่มน้ำน้อย
            3.ผู้ที่ชอบกลั้นปัสสาวะนาน ๆ
            4.ผู้ที่เคยรับการผ่าตัด หรือการรักษาด้วยการฉายแสงบริเวณกระเพาะปัสสาวะและอวัยวะเพศมาก่อน
            5.ผู้ที่มีภาวะต้านทานของร่างกายต่ำกว่าปกติ

การรักษา
            เบื้องต้นควรจะพักกิจกรรมทางเพศในระหว่างที่มีอาการดังที่กล่าวมา หมั่นดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อระบายเชื้อโรคบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะออก(ถ้ามี)
          *ถ้ามีอาการมาก ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ซึ่งมักจะต้องกรวดน้ำปัสสาวะ และอาจจะเพาะเชื้อน้ำปัสสาวะ ซึ่งถ้าพบว่าผิดปกติก็ต้องกินยาปฏิชีวนะ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หากปล่อยทิ้งไว้อาจลุกลามสู่โรคอื่น ๆ ได้หรือไม่
            โดยส่วนใหญ่ถ้าดื่มน้ำมาก ๆ และพักกิจกรรมทางเพศก็จะหายเองได้ภายในเวลา 5-7 วัน แต่หากปล่อยทิ้งไว้และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะเกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และยิ่งถ้าหากติดเชื้อจากแบคทีเรียร่วมด้วย ก็มีโอกาสเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน เช่น กรวยไต หลอดไต ซึ่งมีผลต่อไตในระยะยาว ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง หรืออาจเกิดการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดได้

การป้องกัน
            - ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
            - ดูแลความสะอาดบริเวณปลายท่อปัสสาวะและอวัยวะเพศ
            - มีกิจกรรมทางเพศอย่างเหมาะสม โดยหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ควรไปปัสสาวะและทำความสะอาดบริเวณท่อปัสสาวะ รวมถึงอวัยวะเพศ
            - ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานเกินไป
            - สังเกตพฤติกรรมการปัสสาวะของตนเองว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากปกติที่เคยปฏิบัติหรือไม่ ภายหลังการเดินทาง โดยเฉพาะ”การฮันนีมูน”
            - ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

           การมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เป็นธรรมชาติของมนุษย์ชาติ แต่ควรมีเพศสัมพันธ์อย่างเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และอย่างถูกกาลเทศะ เพราะโรคนี้มีโอกาสเป็นซ้ำได้ ถ้ามีกิจกรรมทางเพศบ่อยในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นการฮันนีมูนรอบสอง หรืออีกหลาย ๆ รอบได้ ดังนั้นกระเพาะปัสสาวะของเราเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าดูแลรักษาไม่ดีก็อาจนำไปสู่ภาวะหรือโรคร้ายแรงได้ เช่น โรคไต นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ และเนื้องอกได้.

หอบหืดจากภูมิแพ้...โรคเรื้อรังที่ต้องรีบรักษา


ผศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
ภาควิชาโสต  นาสิก  ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

          โรคหอบหืด หรือโรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ (asthma) เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย  ประมาณร้อยละ 10-15 ของประชากร   พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่    จากการสำรวจพบว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าแต่ก่อนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ    โรคนี้เกิดจากเยื่อบุหลอดลมมีความไวผิดปกติ  ทำให้เกิดอาการ ไอ  หอบเหนื่อย  หายใจขัด  แน่นหน้าอก  หายใจมีเสียงวี้ด  หายใจลำบากหรือหายใจเร็ว โดยเฉพาะตอนกลางคืน   ตอนเช้ามืด หรือขณะออกกำลังกาย  หรือขณะเป็นไข้หวัด   สาเหตุเชื่อว่า เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม   
             อาการของโรคหอบหืดจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ด้อยกว่าคนปกติทั่วไป เช่น ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, ทำให้เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่, ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน หรือเล่นกีฬาได้ตามปกติ  เด็กอาจเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ หรือมีพัฒนาการเรียนรู้ที่ช้าได้  นอกจากนั้นการที่ไม่ได้รักษาโรคนี้อย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง  หรือเสียชีวิตได้จากสมองขาดออกซิเจนการให้การรักษาโรคนี้อย่างถูกต้อง  นอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแล้ว  ยังสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้ด้วย
          ผู้ป่วยโรคหอบหืด มักพบว่ามีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วยถึงร้อยละ 50-85  เมื่อผู้ป่วยมีอาการทางจมูกมากขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบมากขึ้นได้ และในทางตรงกันข้าม  ถ้าได้ควบคุมอาการของโรคจมูกได้ดี ก็จะทำให้อาการหอบหืดน้อยลงด้วย

 การรักษาโรคหอบหืด มีขั้นตอนในการรักษา 4 ขั้นตอน คือ
          1. การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่แพ้ หรือกระตุ้นทำให้เกิดอาการ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการรักษาและป้องกันที่สาเหตุ โดยพยายามดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์และแข็งแรงอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท รวมทั้งผักและผลไม้  ออกกำลังกายเป็นประจำ  นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาสุขภาพจิตให้สดชื่น  แจ่มใส    พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้สัมผัสกับสิ่งที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการ   นอกจากนั้นควรกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ หรือสารกระตุ้นให้เกิดอาการที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด และควรหลีกเลี่ยง สารระคายเคืองต่างๆ หรือปัจจัยชักนำบางอย่าง ที่จะทำให้อาการของโรคมากขึ้น เช่น ฝุ่น,   ควันบุหรี่, ควันจากท่อไอเสียรถยนต์, ควันธูป,   กลิ่นฉุนหรือแรง, อากาศที่เย็นหรือร้อนเกินไป, การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศอย่างรวดเร็ว   นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงการอดนอน,   การดื่มเหล้า   หรือสูบบุหรี่   จะเห็นได้ว่าการรักษาโรคหอบหืดแท้ที่จริงแล้วเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยให้ระมัดระวัง  หลีกเลี่ยงสิ่งที่คิดว่าจะทำให้เกิดอาการนั่นเอง
            2.  การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยารับประทาน, ยาสูด หรือพ่นคอ  เพื่อปรับความไวของหลอดลม หรือช่วยขยายหลอดลม ซึ่งมีความจำเป็นในระยะแรก  แต่ยาเป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ เมื่อสามารถดูแลตนเอง  ออกกำลังกายและควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น  ความจำเป็นในการใช้ยาก็จะน้อยลงเรื่อยๆ   เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติของจมูก เช่น มีการอักเสบของโพรงจมูก (เช่นเป็นหวัด) หรือไซนัส ควรให้การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการของโรคหอบหืดแย่ลงได้
            3.  การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหอบ เข้าไปในร่างกายทีละน้อย  แล้วค่อยๆเพิ่มจำนวน  เพื่อให้สร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้   วิธีนี้จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก ไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา หรือไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยาได้  หรือผู้ที่มีโรคภูมิแพ้หลายชนิดร่วมด้วย เช่น มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้    วิธีนี้จะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง   ถ้าได้ผลดี อาจต้องฉีดต่อเนื่องไปอีก 3-5 ปี

โดยสรุป…..  โรคหอบหืดนั้น สามารถรักษาให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้   สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนบุคคลปกติ  และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้  ทั้งนี้การรักษามิได้ขึ้นอยู่กับการใช้ยาเพียงอย่างเดียว  จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องของผู้ป่วยด้วย

ตรวจสุขภาพประจำปี ต้านป่วยผู้สูงอายุไทย


รศ.นพ.ประเสริฐ   อัสสันตชัย
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

             ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนขึ้น สุขภาพร่างกายและจิตใจย่อมมีโอกาสเสื่อมลงตามอายุที่มากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อความเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้นตามมา ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นระยะๆ เพื่อตรวจพบความเจ็บป่วยตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก จึงเป็นมาตรการป้องกันโรคที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

วิธีการที่แพทย์ใช้ในการตรวจคัดกรองโรค ได้แก่
• การซักประวัติและตรวจร่างกายทั่วไป เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เช่น
              1. โรคความดันโลหิตสูง จากการวัดความดันโลหิตที่ต้นแขนหลังจากนั่งพักอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
              2. กลุ่มโรคเฉพาะในผู้สูงอายุ (geriatric syndrome) เช่น ภาวะหกล้มซ้ำซ้อน ภาวะสูญเสียความสามารถในการเดิน ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ความบกพร่องทางสติปัญญา ภาวะทุพโภชนาการ การเกิดผลข้างเคียงเนื่องจากการใช้ยา
              3. โรคในระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน
              4. โรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ
              5. ตรวจผิวหนัง เช่น การติดเชื้อราที่ผิวหนัง โดยเฉพาะถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่ด้วย ผื่นแพ้ยา ภาวะผิวแห้ง มะเร็งผิวหนัง
              6. ปัจจัยเสี่ยงด้านสังคม เช่น การขาดผู้ดูแลใกล้ชิด การไม่สามารถที่จะออกไปพบปะสังคมกับผู้อื่น

• การตรวจระบบประสาทสัมผัสพิเศษ
               1. ตรวจหู ภาวะหูหนวก หูตึง พบได้บ่อยมาก ประมาณร้อยละ 25–35 ในผู้สูงอายุ และพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่
                    1.1  ภาวะประสาทหูเสื่อมจากอายุ ที่มีชื่อเรียกว่า Presbycusis
                    1.2  หูชั้นนอกอุดตันจากขี้หู ที่มีปริมาณมากและติดแน่น
                    1.3  ภาวะประสาทหูเสื่อมจากการได้ยินเสียงดังมากๆ ในอดีต
                 ความผิดปกติจากสาเหตุที่หนึ่งและสาม จำเป็นต้องได้รับการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษของแพทย์เฉพาะทางด้านหู จึงยืนยันได้แน่นอน การรักษาทั้งสองกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยการได้ยินติดตัวไปกับผู้สูงอายุ ส่วนภาวะหูตึงจากสาเหตุที่สองคือ หูชั้นนอกอุดตันจากขี้หู สามารถวินิจฉัยได้ง่ายจากการตรวจในหูชั้นนอกด้วยเครื่องมือที่ส่องเข้าไปดูคล้ายไฟฉาย และให้การรักษาได้เลย จึงเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุควรได้รับการตรวจเสมอ

• การตรวจตา
                ผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชน ประมาณร้อยละ 10 จะมีโรคทางตา หรือความสามารถในการมองเห็นลดลงซ่อนเร้นอยู่ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
                1. โรคต้อกระจก ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการตามัวลงอย่างช้าๆ
                2. โรคต้อหิน  ผู้สูงอายุที่มีต้อหิน ส่วนหนึ่งจะค่อยเป็นค่อยไป มักจะมาพบแพทย์ต่อเมื่อสายตา มัวลงมากจนไม่สามารถแก้ไขกลับคืนมาได้ ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก อาจป้องกันภาวะตาบอดได้
                3. ภาวะประสาทจอรับภาพเสื่อม (macular degeneration) โดยเฉพาะในคนที่มีอายุมากๆ
                4. ภาวะสายตาสั้น หรือยาวผิดปกติ
                ส่วนโรคต้อกระจก ต้อหิน ภาวะสายตาสั้น หรือภาวะสายตายาวผิดปกตินั้น อาจทำการตรวจคัดกรองด้วยการวัดสายตา โดยให้ผู้สูงอายุอ่านภาพตัวอักษรหรือดูภาพที่ห่างออกไป 6 เมตร ถ้าพบว่ามีความผิดปกติ แพทย์ก็จะส่งตัวผู้ป่วยไปพบจักษุแพทย์ต่อไป

• การตรวจสุขภาพจิต
                โรคทางจิตเวชที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ที่อาจซ่อนเร้นอยู่มี 2 ภาวะ คือ ภาวะซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อม การตรวจเพื่อค้นหาภาวะดังกล่าว แพทย์จำเป็นต้องซักประวัติอย่างละเอียดทั้งจากตัวผู้สูงอายุเอง ญาติ และผู้ดูแลใกล้ชิด ซึ่งการตรวจเช่นนี้จะใช้เวลาพอสมควร และควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทาง การตรวจชนิดนี้ญาติหรือตัวผู้สูงอายุจำเป็นต้องเล่าถึงอาการทางจิตเวชด้วย

• การตรวจสุขภาพในช่องปาก   
                 ผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ50  มีโรคเกี่ยวกับเหงือกและฟันที่ซ่อนเร้นอยู่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือมีเศรษฐานะยากจน โรคที่พบบ่อย ได้แก่ ฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือมะเร็งในช่องปาก วิธีตรวจเพื่อค้นหาภาวะดังกล่าวที่ดีคือ การให้ทันตแพทย์ตรวจสุขภาพในช่องปากเป็นระยะๆ

• การตรวจภายในเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ในสตรี 
                  เพื่อตรวจค้นหาก้อนเนื้องอกผิดปกติที่อาจพบได้ในระบบอวัยวะสืบพันธุ์  ซึ่งอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งพบสูงขึ้นตามอายุ ขณะเดียวกันหญิงชราที่ไม่เคยได้รับการตรวจเซลล์ที่ปากมดลูกก็ควรได้รับการตรวจอย่างน้อยปีละ1 ครั้ง ถ้าปกติติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี สามารถลดความถี่ของการตรวจเป็นทุก 3 ปีต่อครั้ง

• การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
                  ประกอบด้วยการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ โดยทั่วไปวิธีการเหล่านี้สามารถตรวจพบโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ได้โดยลำพังเพียงร้อยละ 2–3 เท่านั้น แต่ถ้าการตรวจทางห้องปฏิบัติการถูกใช้ควบคู่ไปกับการซักประวัติและตรวจร่างกาย จะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจยืนยันหาโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ได้ดีขึ้น ได้แก่
                  1. ภาวะโลหิตจาง
                  2. ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ
                  3. โรคเบาหวาน
                  4. โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
                  5. ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ
                  6. ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานลดลง
                  7. ความผิดปกติของเกลือแร่ในกระแสเลือด โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะอยู่

                  ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการตรวจเพื่อป้องกัน อย่างไรเสียผู้สูงอายุควรใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองทั้งกายและใจ อย่าเสี่ยงเลยครับ เพราะการละเลยบางอย่างเราสูญเสียเรียกกลับคืนได้ แต่บางอย่างสูญแล้วสิ้นทั้งชีวิตและครอบครัวครับ .