วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

รู้ทัน...มะเร็งตับ


มะเร็งตับ (liver cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชายและอันดับ 2 ในเพศหญิง และเป็นมะเร็งที่มีการดำเนินโรคเร็วมาก มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน คนที่มีไวรัสตับอักเสบมาก่อน เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ไวรัสตับอักเสบชนิดซี เป็นมาระยะหนึ่งจะเป็นตับแข็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งได้ คนที่ดื่มสุรา การกินอาหารที่มีอัลฟาท๊อกซินบ่อยๆ วิธีการที่จะติด อาจจะเกิดจากการคลอด การได้รับเลือด การร่วมเพศ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

ตับ เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ในการจัดการกับสารอาหารที่ดูดซึมเข้าจากลำไส้ สร้างสารต่างๆ เช่น สารประกอบที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน การแข็งตัวของเลือด และทำลายสารพิษที่รับประทานเข้าไป

ประเภทของมะเร็งตับ

1.ชนิดที่เกิดกับตับโดยตรง (มะเร็งปฐมภูมิ) ในประเทศไทยพบมากมี 2 ชนิด คือ

มะเร็งชนิดเซลล์ตับ เป็นมะเร็งที่พบได้ทั่วทุกภาค
มะเร็งชนิดเซลล์ท่อน้ำดี เป็นมะเร็งที่พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2.ชนิดที่ลุกลามมาจากมะเร็งของอวัยวะอื่น (มะเร็งทุติยภูมิ) เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ และ ทวารหนักที่กระจายไปยังตับ


ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี จะพบในอัตรา 0.4–0.6 % ของผู้ป่วยดังกล่าว
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี
ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส จากการใช้ยา จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จากธาตุเหล็กและแคลเซี่ยม
ผู้ป่วยที่ได้รับสารอะฟลาทอกซิน
ผู้ป่วยที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือโรคไวรัสตับอักเสบบี
อัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งตับ เฉลี่ยระหว่างผู้ชายและผู้หญิงคือ 4.6 : 1 คือพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค เช่น โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี พยาธิใบไม้ในตับ สารเคมีต่างๆ ยารักษาโรคบางชนิด ยาฆ่าแมลง สารพิษที่เกิดจากเชื้อรา สารเคมีที่เกิด จากอาหารหมักดอง สุรา ฯลฯ ภาวะทุพโภชนาการ ภาวะทางระบบอิมมูน คุณสมบัติ ทางพันธุกรรม และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุช่วยในการเกิดโรค
อาการ

เบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก
อ่อนเพลีย น้ำหนักลด และมีไข้ต่ำๆ
ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา อาจคลำก้อนได้
ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโตและบวมบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง
มะเร็งที่มีขนาดเล็กหรือมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ผู้ป่วยในระยะนี้มักจะไม่มีอาการทางกายที่ชัดเจนมากนัก อาจเรียกว่าไม่มีอาการเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นแล้ว อาจส่งผลแสดงอาการต่างๆ ได้ เช่น ปวด แน่นท้องบริเวณด้านขวาบน หรือหากเป็นก้อนตรงตับกลีบซ้าย อาจมีอาการบริเวณลิ้นปี่ อาจมีอาการเหม็นเบื่ออาหาร ทานไม่ค่อยได้ ซึ่งส่งผลให้น้ำหนักลดลงโดยไม่รู้ตัว บางคนอาจมีอาการเกี่ยวการย่อยอาหาร ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เพราะเคมีน้ำดีในตับบกพร่อง คนที่ก้อนโตมากขึ้น อาจคลำก้อนได้บริเวณใต้ชายโครงขวา รู้สึกท้องโต แน่นตึง บางคนอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีน้ำไปที่ช่องท้องที่เรียกว่า ท้องมาน เกิดขึ้นได้หากก้อนลุกลามมาก แต่อาการเหล่านี้บางครั้ง อาจเกิดจากภาวะตับแข็งเฉยๆ โดยที่ยังไม่ได้เป็นมะเร็งก็ได้

การตรวจวินิจฉัย
การตรวจและรักษามะเร็งตับในระยะแรกเริ่มมักได้ผลดี แต่มะเร็งตับระยะแรกเริ่มมักไม่มีอาการ ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์

การตรวจโดยเจาะเลือดหาระดับของสารแอลฟาฟีโตโปรตีน ซึ่งเป็นสารที่มะเร็งตับ ชนิดเซลล์ตับผลิตออกมา
การตรวจดูก้อนในตับโดยใช้อุลตราซาวด์ คอมพิวเตอร์เอ็กซเรย์ คลื่นแม่เหล็ก MRI หรือฉีดสีเข้าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ

สารแอลฟาฟีโตโปรตีน
การตรวจวัดระดับของสารแอลฟาฟีโตโปรตีนในเลือด ถือเป็นการตรวจทางชีวเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ alpha-fetoprotein (AFP) จัดเป็นสารที่บ่งชี้มะเร็งตับ โรคมะเร็งที่มีกำเนิดจากเซลตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ ตรวจพบระดับของ AFP ในเลือดสูงขึ้นมาก โดยพบได้ประมาณร้อยละ 70-80 ของคนไข้มะเร็งตับทั้งหมด นอกจากจะมีประโยชน์ช่วยในการวินิจฉัยโรคแล้ว แพทย์ยังใช้วิธีตรวจหาระดับของ AFP ในเลือดเพื่อติดตามผลการรักษาของโรคมะเร็งตับอีกด้วย

สารแอลฟาฟีโตโปรตีน เป็นไกลโคโปรตีน หมายถึงเป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างของน้ำตาลเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย AFP สร้างโดยเซลของตับในระยะที่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์มารดา ซึ่งเป็นเซลตับที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ อยู่ระหว่างการแบ่งตัวจำนวนมากและอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เซลตับดังกล่าวสร้างไกลโคโปรตีนชนิดนี้แล้ว จะหลั่งออกมาในกระแสเลือด ทำให้สามารถตรวจพบ AFP ได้ในกระแสเลือด และตรวจพบระดับสูงในเลือดของทารกในครรภ์มารดา ซึ่งระดับของ AFP ในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็วภายหลังคลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงขวบปีแรก จนกระทั่งแทบจะตรวจไม่พบเลยเมื่อเป็นผู้ใหญ่

โรคมะเร็งที่มีกำเนิดมาจากเซลตับ โดยเฉพาะมะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ มักจะพบว่ามีระดับของ AFP สูงขึ้นมากในเลือด เป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งตับนั้นพบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มสุราประจำเป็นเวลานานๆ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็ง อาการที่ควรสงสัยคือปวดหรือมีก้อนที่ใต้ชายโครงขวา ตาเหลืองตัวเหลือง ท้องมาน มีน้ำในท้อง อาการอื่นๆที่พบได้ เช่น อาเจียนเป็นเลือดดำหรือแดง ขาบวม โดยทั่วไปแพทย์สามารถตรวจหามะเร็งตับได้โดยอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน และตรวจระดับของ AFP ในเลือด

ในปัจจุบันจึงแนะนำให้ตรวจสารแอลฟาฟีโตโปรตีนในเลือด และตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีอาการชวนสงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งตับ สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาแล้ว พบว่าการติดตามตรวจหาระดับของ AFP ในเลือดเป็นระยะๆ จะช่วยในการติดตามการดำเนินของโรคและสามารถใช้ติดตามการรักษาได้เป็นอย่างดี ถ้าระดับของ AFP ลดลงจนถึงระดับปกติ มักจะแปลว่าการรักษาได้ผล และเกิดการฝ่อลงของก้อนมะเร็ง ในทางตรงกันข้าม ระดับ AFP ที่สูงขึ้นในผู้ป่วยที่เคยมีระดับลดลงเป็นปกติแล้ว มักจะบ่งถึงว่ามีการเติบโตของมะเร็งขึ้นใหม่อีก อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีแล้ว ระดับของสารแอลฟาฟีโตโปรตีน AFP ที่สูงผิดปกติ อาจพบได้ในโรคมะเร็งอื่นๆ ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งของทางเดินน้ำดี มะเร็งตับอ่อน และอาจพบได้ในผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือภายหลังตับอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากนี้การตรวจวัดระดับ AFP ในเลือดระหว่างที่ตั้งครรภ์ ยังช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์มารดาได้อีกด้วย

ที่มา :ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com

จากเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พฤติกรรมลดโอกาสมีบุตร

ช่วงต้นสัปดาห์ ‘มุมสุขภาพ’ กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับโรคภัยที่ทำให้หญิงและชายมีบุตรยาก วันนี้ ‘สามัญประจำบ้าน’ เผยพฤติกรรมที่จะบั่นทอนโอกาสการมีบุตรให้ยากเข็ญขึ้นไปอีก โดยนายแพทย์พูลศักดิ์ ไวความดี สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้แนะนำให้คู่รักลด ละ เลิก พฤติกรรมดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ หากอยากมีบุตรแข็งแรงสมบูรณ์

เริ่มจากการสำรวจตนเองว่าสูบบุหรี่มากเกินกว่า 13 มวนต่อวัน ก็จะยิ่งเพิ่มความยากในการมีบุตรอีก 13% ส่วนนักดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าดริ้งค์มากกว่า 20 แก้วต่อสัปดาห์ รวมทั้งการบริโภคเครื่องดื่มประเภทชา-กาแฟเกิน 7 แก้วต่อวัน ก็ไม่ควรทำ

ด้านอาหารการกินควรจัดสรรให้ครบ 5 หมู่ และรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะฝ่ายหญิงจำเป็นต้องควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิน 70 กิโลกรัม หรืออาจคำนวณจากดรรชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) อัตราส่วนที่เหมาะสมและสมดุลระหว่างน้ำหนักและส่วนสูง ของทั้งเพศชาย - หญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ในสูตร น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม / (ความสูงเป็นเมตร)² ค่าที่ได้ควรอยู่ระหว่าง 18.5 – 24.9 จึงจะถือว่ามีรูปร่างสมส่วน ที่สำคัญทั้งฝ่ายหญิงและชายไม่มีควรตกอยู่ในภาวะเครียด เนื่องจากจะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน

อย่างไรก็ตามหากแต่งงานแล้ววางแผนที่จะมีทายาท ฝ่ายหญิงก็ไม่ควรมีบุตรหลังจากอายุ 35 ปี ส่วนฝ่ายชายความสมบูรณ์ของน้ำเชื้ออสุจิจะลดลงหลังจากเลยวัย 45 ปีแล้ว.

takecareDD@gmail.com

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เทคนิค ‘ดื่มน้ำ’ เพิ่มพลังสุขภาพ

ความใส่ใจเลือกรับประทานอาหารที่ปราศจากสารพิษ อย่าง ผัก ผลไม้ และอาหารที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูปน้อยที่สุด ถือเป็นการดูแลรักษาสุขภาพโดยพึ่งพาธรรมชาติตามรูปแบบของ ‘ดร.ทอม อู๋’ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับการดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำเปล่า อย่างต่ำ 8 แก้วต่อวัน ซึ่งควรจัดสรรเวลาในการดื่มน้ำให้เหมาะสม และควรดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร 1 ชั่วโมง

สำหรับเทคนิคการดื่มน้ำ ควรเปลี่ยนจากการดื่มเป็นอึก หรือดื่มทีเดียวหมดแก้ว มาเป็นการค่อย ๆ จิบ ค่อย ๆ กลืน เทคนิคดังกล่าว นอกจากจะไม่ทำให้รู้สึกจุกหรือปวดปัสสาวะหลังจากดื่มน้ำแล้ว ยังเป็นการเติมความชุ่มชื้นให้แก่เซลล์ทั่วร่างกาย ถือเป็นการแก้กระหายและบำรุงร่างกายจากภายในสู่ภายนอก

ทั้งนี้ ดร.ทอม อู๋ ยังแนะนำให้ลำดับการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้ร่างกายย่อยอาหารได้อย่าง สะดวก โดยเริ่มจากการรับประทานผลไม้ก่อน จากนั้นจึงตามด้วยสลัดผักสด ที่จะต้องเคี้ยวคำละ 40 ครั้ง สุดท้ายเป็นอาหารปรุงสุกหรืออาหารจานหลัก

ส่วน เหตุผลที่ให้จัดลำดับการรับประทานอาหารตามคำที่กล่าว เพราะผลไม้เป็นอาหารที่ย่อยง่ายมากกว่าผักสดและเนื้อสัตว์ เพื่อให้ร่างกายได้ย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ.

takecareDD@gmail.com

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พบวิธีดับเสียงกรน ดังสนั่นลั่นโลกได้แล้ว ฉีดยาเข็มละ 200 บ.

หมอเมืองน้ำชาพบวิธีดับเสียงกรนอันทรมานคู่นอนให้เงียบลงได้ ชั่วแต่เพียงการฉีดน้ำยามูลค่าเข็มละประมาณ 200 บาท เพียงเข็มเดียวเท่านั้น...

หมอฮาดี อัล ยัสซิม ศัลยแพทย์ที่ปรึกษาโรคหู คอ จมูก ได้พบวิธีปราบเสียงกรน ด้วยเทคนิคทางศัลยกรรมซ่อมแต่งอวัยวะ โดยการฉีดน้ำยาโซเดียม เตตราดีซิลเข้าที่เพดานปาก มันจะช่วยทำให้เนื้อเยื่อของเพดานแข็งกระชับขึ้น หายหย่อนยานไหวกระเพื่อมเมื่อเวลาหายใจเข้าออก ก่อให้เกิดเสียงกรนอีกต่อไป

หนังสือ พิมพ์รายวัน "เดอะ เดลี เอกซเปรสส์" รายงานข่าวว่า หมอฮาดีเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเขตเซาสพอร์ทและออมสเคริกเผยว่า ได้รักษาผู้ที่เป็นเจ้าลมกรนด้วยวิธีนี้มา 400 รายแล้ว โดยบางราย อาจจะต้องฉีดปีหนึ่ง 3 เข็ม แต่บางคนแค่หนเดียว ก็ไม่กรนได้ทั้งปี

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ