วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

เตือนประชากรสูบบุหรี่เสี่ยงเกิดมะเร็งตับ1.51เท่า

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เตือนประชากรที่สูบบุหรี่มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.51 เท่า และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.12 เท่าของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่...

วันนี้ (27 ก.ย.) มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยรายงานการวิจัยที่พบ ว่า การสูบบุหรี่ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ งานวิจัยดังกล่าว ตีพิมพ์ในวารสารระบาดวิทยานานาชาติ ฉบับเดือนสิงหาคม 2552 โดยการทบทวนรายงานวิจัยการติดตามศึกษาระยะยาว 38 ชิ้น และรายงานการศึกษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับกับประชากรกลุ่มเปรียบเทียบ 58 รายงาน พบว่า ประชากรที่สูบบุหรี่มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.51 เท่า และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว มีอัตราการเกิดมะเร็งตับ 1.12 เท่าของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยข้อมูลการศึกษาจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกในห้วงเวลาต่าง ๆ มีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติไอเออาร์ซี ได้สรุปอย่างเป็นทางการแล้วว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งตับ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกาเพียงแต่ระบุว่า หลักฐานบ่งบอกว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ แต่ยังไม่ชี้ชัดลงไปทีเดียว

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ กล่าวว่า มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของชายไทยภาคอีสานและเป็นมะเร็งอันดับสองรองจาก มะเร็งปอดของชายไทยภาคอื่นทุกภาค ที่ผ่านมาเชื่อกันว่า มะเร็งตับในคนไทยมาจากหลายสาเหตุอันมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี การติดเชื้อพยาธิในตับ การได้รับสารก่อมะเร็งจากเชื้อราอะฟลาท็อกซินในถั่ว การกินอาหารดิบและหมักดองที่มีสารก่อมะเร็งปะปน แต่ข้อมูลที่พบว่า คนสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เนื่องจากตับมีหน้าที่ดักกรองและทำลายสารพิษทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งสารพิษและสารก่อมะเร็งจากควันบุหรี่

"การสูบบุหรี่จึงทำให้ตับได้รับสารก่อมะเร็งมากขึ้น นานเข้าก็เกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้ ในคนไทยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับเพิ่มขึ้น เช่น คนที่เป็นพาหะเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรอย่างยิ่งที่จะไม่สูบบุหรี่รวมทั้งหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดมะเร็งตับ ซึ่งเป็นมะเร็งที่ร้ายแรงและแทบจะไม่มีทางรักษาเลย ซึ่งเกิดจากการทำงานที่เกี่ยวข้องพร้อมระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพแลพการทำงานเพื่อยกมาตรฐานการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น"ศ.นพ.ประกิต

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

ใส่ฟันปลอม ต้องถอดบ้าง


ไม่ควรใส่ตลอดเพราะอาจเกิดระคายเคือง ต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก ส่งผลให้เกิดการอักเสบใต้ฐานฟันปลอม รวมทั้งอาจมีกลิ่นปาก-ฟันผุได้ง่าย...

ไม่มีใครอยากเจอภาวะ "เหงือกจ๋าฟันลาก่อน" แต่ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ ก็ต้องตัดสินใจแล้วล่ะว่าจะใช้ฟันปลอมแบบไหน

โดย ทั่วไปฟันปลอมมีให้เลือกใส่ได้ 2 แบบคือ ฟันปลอมถอดได้ กับ ฟันปลอมติดแน่น จะใช้ชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพปัญหา และแต่ละชนิดมีรายละเอียดต่างกันอยู่ในด้านวัสดุที่นำมาใช้ ซึ่งสัมพันธ์กับราคาและความทนทานอีกด้วย

หลังจากเลือกได้ฟันปลอมมาใส่ติดปากแล้ว มีข้อควรปฏิบัติที่ต้องดูแลอวัยวะชิ้นใหม่ในปากของเราดังต่อไปนี้

ข้อแรก ควร ถอดฟันปลอมทำความสะอาดทุกครั้ง หลังการรับประทานอาหาร

ข้อถัดมา ควร ใช้แปรงสีฟันแปรงที่ฟันปลอมให้ทั่วทั้งซี่ฟันและฐาน ของฟันปลอม จะใช้ร่วมกับยาสีฟันด้วยก็ได้ แล้วล้างน้ำให้สะอาด

ข้อ สุดท้าย ก่อนนอน หลังแปรงฟันปลอมสะอาดแล้ว ให้แช่น้ำเปล่าไว้ ไม่ควรใส่ฟันปลอมตลอดเวลา เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก มีผลทำให้เกิดการอักเสบใต้ฐานฟันปลอมได้ อาจทำให้มีกลิ่นปาก และฟันผุได้ง่ายข้อปฏิบัติเหล่านี้นำมาจากคอลัมน์ คุยเรื่องฟันกับผู้บริโภค โดย ทพญ.นิธิมา เสริมสุธีอนุวัฒน์ ชมรมทันตสาธารณสุขภูธร ในนิตยสาร "ฉลาดซื้อ" ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่มีข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตในบริโภคนิยมอีกมากมาย.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

กินอาหารไขมันสูงเสี่ยงความจำเสื่อมได้


ผล วิจัยมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดชี้การกินอาหารไขมันสูงเสี่ยงเป็นโรคอ้วนโรคหัวใจ ในได้ รวมทั้งส่งผลให้ความจำเสื่อมเร็วขึ้น หลังทดลองเลี้ยงหนูด้วยอาหารไขมันสูง

ดร.แอนดรูว์ เมอร์เรย์ และคณะวิจัยมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด สหราชอาณาจักร ศึกษาผลของการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปในหนูทดลอง พบว่า ทำให้หนูมีความอดทนทางร่างกายน้อยลง และความสามารถของระบบความจำแย่ลง เมื่อเลี้ยงหนูด้วยอาหารที่มีไขมันสูงแทนอาหารสูตรมาตรฐานแบบเดิมที่มีไขมัน ต่ำ ทำให้พวกมันมีการแสดงออกทางกายภาพลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากผ่านไป 9 วัน หนูวิ่งได้ไกลเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ของระยะทางที่เคยวิ่งเมื่อครั้งถูกเลี้ยงด้วยอาหารไขมันต่ำ" ดร.เมอร์เรย์ เผยผลการวิจัยดังกล่าว

อาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และหัวใจล้มเหลว รวมทั้งมีส่วนทำให้ความสามารถของสมองส่วนความจำเสื่อมลงด้วย โดยอาหารไขมันต่ำที่ใช้เลี้ยงหนูในที่นี้ เทียบเท่ากับอาหารจำพวกธัญญาพืช ถั่ว และผลไม้ ที่คนเราบริโภคกัน ส่วนอาหารไขมันสูงที่ใช้ในการทดลอง ซึ่งดูเหมือนมีไขมันสูงมากแต่ไม่มากไปกว่าอาหารไขมันสูงที่คนเราบริโภคกัน อยู่ทุกวันนี้ หรือจำพวกอาหารขยะ

ทั้งนี้ นักวิจัย หวังว่าผลการทดลองที่ได้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริโภคอาหารของนักกีฬา รวมถึงคนทั่วไปที่ชอบบริโภคอาหารขยะที่มีไขมันสูง และอาจนำแนวทางนี้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ป่วย ที่มีความมบกพร่องของระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายได้ด้วยเช่นกัน เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้จะมีไขมันในเลือดสูง มีความอดทนต่อการออกกำลังกายน้อย บางคนอาจมีปัญหาด้านระบบความจำร่วมด้วย และอาจนำไปสู่โรคจิตเสื่อมได้

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

ผู้สูงอายุออกกำลังอยู่ประจำช่วยตัวเอง หนีความตายได้เกินครึ่ง

นักวิจัยสหรัฐฯ แนะให้ผู้สูงอายุการออกกำลังประจำทุกๆ 2 นาที จะช่วยให้ลดภาวะอัตราการตายลงได้ถึงร้อยละ 10 แม้แต่การเดินไวๆ ก็ช่วยหนีความตายได้... นักวิจัยสหรัฐฯศึกษากลุ่มชายสูงอายุ วัย 70-92 ปี เปรียบเทียบอัตราการตายของผู้ที่ออกกำลังหนักบ้างเบาบ้างกับคนที่นั่งๆนอนๆ พบว่า แม้แต่การเดินไวๆ วันละชั่ว 20-40 นาที จะทำให้หลีกหนีความตายได้ไกลมากตั้งครึ่ง ดร.ปีเตอร์ คอกคินอส กับคณะแห่งศูนย์กิจการแพทย์ทหารผ่านศึกอเมริกัน ยังคำนวณออกมาได้ว่า การออกกำลังประจำทุกๆ 2 นาที จะช่วยให้ลดภาวะอัตราการตายลงได้ถึงร้อยละ 10 เขารายงานผลการศึกษาต่อที่ประชุมสภาแพทย์โรคหัวใจแห่งยุโรปว่า "ถึงแม้การแก่และความตายจะเป็นของเที่ยงแท้ แต่อาจจะปรับเปลี่ยนอัตราของสองสิ่งนั้นได้ โดยการพยายามรักษาความสมบูรณ์ของร่างกายเอาไว้ ไม่ว่าจะอายุเท่าใด ข้าพเจ้าไม่อาจจะกล้าประกันได้ว่า การออกกำลังประจำจะทำให้อายุยืน แต่เกือบจะแน่นอนว่า มันจะไม่มีวันทำให้เราอายุสั้นลงไป

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ตะลึง!คนไทยใช้ยาเก่งแซงหน้าจีดีพี


ยาแก้ปวด-กล่อมประสาทแชมป์ ขณะที่คนกรุงกินยาเป็นประจำเก่งสุด ยังพบการใช้ยาของคนไทย1 ใน 3 ตัดสินใจ-เลือกใช้ยาจากคำแนะนำของผู้บริโภคเอง หรือไม่ก็ญาติ เพื่อน แนะนำ

ผู้ สื่อข่าวรายงานวันนี้ (1ก.ย.) ว่า สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เปิดเผยรายงานสถานการณ์การใช้ยาของคนไทย ว่า ขณะนี้คนไทยมีการใช้ยามากเกินความจำเป็นสูงกว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา โดยรายจ่ายด้านสุขภาพของคนไทยขณะนี้สูงถึง 6.1 % ของจีดีพี แซงหน้าประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจสภาวะการสาธารณสุขไทยปี 2548 -2550 โดยน.พ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ พบว่า ในรอบ 25 ปี รายจ่ายสุขภาพของคนไทยเพิ่มจาก 25,000 ล้านในปี 2523 เป็น 434,000 ล้านในปี 2548 และคาดว่าอาจจะเพิ่มถึงกว่า 5 แสนล้านในระยะเวลาอันใกล้นี้

รายงานของสำนักพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร สุขภาพ ระบุว่า การบริโภคยาของคนไทยในปี 2548 มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 103,517 ล้านบาท ในราคาขายส่ง หรือประมาณ 186,331 ล้านบาท ในราคาขายปลีก คิดเป็น ร้อยละ 42.8 ของรายจ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด ขณะที่ประเทศอื่นๆ มีสัดส่วนมูลค่าการบริโภคยาอยู่ที่ ร้อยละ 10-20 ของรายจ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดเท่านั้น

นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า การใช้ยาของคนไทย1 ใน 3 เป็นการตัดสินใจและเลือกใช้ยาจากคำแนะนำของผู้บริโภคเอง โดยอาจมาจากคำแนะนำจากญาติ เพื่อน หรือการโฆษณา

“ผู้ป่วยหายามาบริโภคเองก่อนไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อป่วยด้วยอาการผิดปกติที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น เจ็บคอ เป็นไข้ ฯลฯ และระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย เป็นต้น ทำให้เกิดการใช้ยาโดยไม่จำเป็นหรือใช้ยาไม่ครบขนาด ซึ่งก่อให้เกิดการดื้อยา นำไปสู่ผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว” รายงานระบุ พร้อมกับชี้ว่า สถานการณ์การใช้ยามากเกินจำเป็นของคนไทย มีสาเหตุสำคัญประการหนึ่งจากอิทธิพลของการโฆษณา ยาที่คนไทยใช้เป็นประจำมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ยาแก้ปวด ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยาลดความอ้วน และยาบำรุง และพบว่า คนในภาคเหนือใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำมากที่สุด ขณะที่คนกรุงเทพใช้ยาประเภทยาบำรุงมากที่สุด ส่วนความถี่ในการใช้ยาพบว่า คนกทม.ใช้ยาเป็นประจำสูงกว่าคนในภาคอื่นๆ ขณะที่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้ยาเป็นประจำน้อยที่สุด

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน



โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน นับเป็นโรคที่ก่อให้เกิดขึ้นอัตราการเสียชีวิตของคนไทย มากเป็นอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ด้วยอาการของโรคที่มักเกิดขึ้นเฉียบพลัน ผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด โดยนายแพทย์ชาญพงศ์ ตังคณะกุล กล่าวถึงสาเหตุของโรคว่า โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน นั้นเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น ภาวะเผชิญกับความเครียด พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ทั้งนี้มักพบร่วมอาการกับโรคอื่นๆ ด้วย อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือมีประวัติเคยเป็นมาก่อน ซึ่งในอดีตเชื่อว่าเป็นโรคของผู้สูงอายุ ทว่าในปัจจุบันกลับพบผู้ป่วยที่อยู่ในวัยกลางคนมากขึ้นตามลำดับ โดยในประเทศไทยเองมักพบในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเรียกว่า Big 3 คือ 1.ผู้ที่มีความดันสูง 2.ผู้ที่สูบบุหรี่ และ 3.คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวาน ภัยเงียบ...ที่ไม่ควรละเลย ส่วนหนึ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากลัว คือ อาการนำซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถล่วงรู้ได้ก่อนว่าจะเกิดขึ้นเวลาใด อันเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน จะเกิดจากไขมันหรือ ลิ่มเลือดอุดตัน คั่งในเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสมอง ทำให้เส้นเลือด ตีบ ตัน และแตกในที่สุด ส่งผลให้เซลล์สมองถูกทำลายเนื่องจากขาดออกซิเจน ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิต หรือทุพพลภาพได้

สัญญาณเตือนภัย

5 หลักสากล ซึ่งผู้ป่วยควรใช้สังเกตอาการเบื้องต้นก่อนภัยร้ายมาเยือน คือ
Walk
- เดินไม่ตรง มีอาการเซ

Talk - ออกเสียงไม่ชัด พูดไม่ออก

Reach
- เอื้อมหยิบสิ่งของไม่ได้ ไม่มีแรง ชาบริเวณ มือ แขน ขา 

See
- มองภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน
Feel - มีอาการปวดศีรษะ หรือ เวียนศีรษะอย่างรุนแรง

การรักษา

ระยะที่ 1 หากมีอาการเส้นเลือดตีบ และตัน จนผู้ป่วยมีการการนำเช่น ชาตามร่างกาย หมดสติ ซึ่ง ภายใน 2-3 ชั่วโมงแรก ญาติควรพาคนไข้มาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ในกรณีนี้หากไม่เกิน 3 ชั่วโมงแพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดในสมอง ซึ่งผลการรักษาจะดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา
ระยะที่ 2 ในกรณีที่เส้นเลือดในสมองแตก พบเลือดออกในสมอง ต้องรักษาต้องผ่าตัดช่วยเหลือ ซึ่งปัจจุบันมีนวัตกรรมการผ่าตัดที่เรียกว่า Key Hole Surgery หรือการเจาะรูเล็กๆ คล้ายรูกุญแจที่ศรีษะ เพื่อดูดเลือดออกจากสมอง ซึ่งนวัตกรรมๆ ดังกล่าวมีข้อดีอย่างมาก เพราะมีแผลผ่าตัดที่เล็กมาก และใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นไม่นาน ทว่าคนไข้กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะทุพพลภาพ หรืออาจฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มแรก

ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย คือ หากมีอาการนำควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด (ภายใน 3 ชั่วโมง) โดยเลือกศูนย์พยาบาล ที่ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญ และคอยดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการทำเวชศาสตร์ฟื้นฟู “โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน ป้องกัน และรักษาได้หากเข้าใจ และสังเกตตนเองอย่างสม่ำเสมอ”

ที่มา : ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com