วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

วัคซีนสำหรับรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ อาจไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ แต่ก็ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลได้ ซึ่งอาจจะช่วยป้องกันไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ผสมกับไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ จนกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ที่รุนแรงมากกว่าเดิม

ทั้งนี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนชนิดฉีด และเป็นวัคซีนเชื้อตาย จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 1 สายพันธุ์ ทุกปีจะมีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาใหม่ โดยองค์กรอนามัยโลกจะคาดเดาว่า ในปีนั้นจะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใดระบาด และแยกผลิตเป็นสองสูตร สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือ และประเทศในซีกโลกใต้

วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่นี้ สามารถฉีดได้ในเด็ก ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ปี หากไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนในปีแรก ให้ฉีด 2 เข็ม โดยห่างกัน 1 เดือน จากนั้นให้ฉีด 1 เข็ม ในแต่ละปี หากเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ให้ฉีดวัคซีนปีละครั้ง

โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ 60-90 หรือหากเป็นขึ้นมา อาการของโรคก็จะไม่รุนแรงนัก ทั้งนี้หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาจมีอาการปวดบวมแดงเฉพาะที่ หรืออาจมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัว นาน 1-2 วัน

แม้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไม่มากนัก และผู้ติดเชื้อในประเทศไทยจะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม แต่อย่างไรเราก็ควรต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถเตรียมการป้องกัน และเฝ้าระวังได้อย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ดีที่สุด ก็คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และล้างมือบ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกไปนั่นเอง

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ มติชน
ไทยรัฐ

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งวิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งผู้ที่ป่วยเป็นหวัด ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันโอกาสการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่จะเข้าไปผสมกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลในตัวผู้ป่วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเชื้อใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ดื้อยาเพิ่มขึ้น และแพร่ระบาดจากคนสู่คนมากขึ้นต่อไป

นอกจากนี้หากใครที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และมีไข้สูง ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที เพื่อจะได้เฝ้าระวังและรักษาได้ทัน

ไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

องค์การ อนามัยโลก ระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ยังไม่สามารถป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ได้ แต่จากผลการทดสอบในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ คือ

1. "โอเซลทามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู) เป็นยาที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึงผู้ใหญ่ มีตัวยาทั้งที่เป็นเม็ดและเป็นน้ำ แต่มีผลข้างเคียง ที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน นอกจากนั้นในเด็กอาจมีอาการปวดท้อง เลือดกำเดาออก ปัญหาเรื่องหู และโรคตาแดง

2."ซานามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า รีเลนซา) เป็นยาที่ใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยอายุมากกว่า 5 ปี และไม่แนะนำให้ใช้ในคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหืด หรือผู้ป่วยในสถานพยาบาล และผู้ที่มีอาการแพ้สารแลคโตส ตัวยามีลักษณะเป็นเบบชนิดพ่นเท่านั้น ผลข้างเคียงของยานี้คือ เพิ่มความเสี่ยงของอาการหายใจลำบาก ในเด็กวัยเล็กและวัยรุ่น อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากอาการชัก อาการสับสน ความประพฤติผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก

ทั้งนี้ ยาทั้งสองชนิด สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว แต่ต้องรับยาภายใน 48 ชั่วโมง เพราะมีโอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์ได้อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกกำลังเร่งผลิตวัคซีนเพื่อป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้อยู่ ซึ่งยังคงต้องใช้เวลา อย่างน้อย 5-6 เดือน เพื่อให้ได้วัคซีนที่ใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ที่ต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วพบว่าตัวเองมีไข้สูง 38.5 องศา มีไข้นานเกิน 7 วัน เจ็บหน้าอก ปวดท้อง อาเจียน มีจุดเลือดตามตัว ตาเหลือง เจ็บคอมาก มีเสมหะสีเขียวๆ เหลืองๆ ผิวสีม่วง หรือได้พยายามรักษาตัวเองแล้ว แต่ยังไม่หาย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ด้วยวิธี PCR ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้สามารถหาเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และควรเข้ารับการตรวจรักษาภายในห้องตรวจพิเศษ Negative Pressure เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อไวรัสต่อไปยังผู้อื่น


ไข้หวัดหมู

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

เมื่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่าและรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม เบื่่ออาหาร บางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที


ระยะติดต่อ

ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้ นาน 10 วัน

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดอักเสบตามมา รวมถึงหัวใจวาย และอาจจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งโรคแทรกซ้อนนี้สามารถคร่าชีวิตได้ หากผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และติดยาเสพติด เป็นต้น

ไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

การติดต่อโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

การติดต่อโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

เชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป และเชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยระยะฟักเชื้อของไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้นอยู่ที่ประมาณ 3-7 วัน หากผู้ป่วยได้รับเชื้อมากระยะฟักตัวก็จะเร็ว ซึ่งทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยด้วยว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากน้อยแค่ ไหน

ทั้งนี้เชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมทั้งติดต่อกันทางลมหายใจ หากอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ และสามารถติดต่อได้จากมือ หรือสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา ซึ่งสามารถแพ้เชื้อได้ ตั้งแต่ผู้ติดเชื้อยังไม่ปรากฎอาการ หรือหลังจากปรากฎอาการไข้แล้ว

ขณะที่นักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60

โรคไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

วิวัฒนาการไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

วิวัฒนาการไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

ก่อนที่ไข้หวัดหมูดั้งเดิมจะกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่างๆ ก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วย 61% มีประวัติสัมผัสหมู และมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ.1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหาร (Fort Dix) ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คน

ต่อมาใน ค.ศ.1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งเสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู จึงเกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน (classic H1N1) จนกระทั่งปี ค.ศ.1998 จึงพิสูจน์พบว่า หมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกา มีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม (Triple assortant virus) H3N2, H1N2, และ H1N1 (วารสารโรคติดเชื้อ JID 2008) และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชีย และแคนาดา

ไข้หวัดใหญ่ 2009


จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ที่ประเทศสเปน จากหญิงอายุ 50 ปีที่ทำงานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ คันตา และหนาวสั่น แต่อาการเหล่านี้หายไปได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ จึงไม่มีการคาดการณ์ว่า ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะเป็นอันตรายมากนัก

จนกระทั่งล่าสุด เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู หรือที่มีการบัญญัติชื่อใหม่ว่า ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ลามไปทั่วโลก และมีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า โรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่คน เนื่องจากเชื้อโรคได้วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แล้ว

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ อ.ส.ม.ท.

รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009


รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีชื่อเรียกในประเทศต่างๆ หลายชื่อ คือ ไข้หวัดเม็กซิโก, ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอชวัน เอ็นวัน 2009, ไข้หวัดใหญ่จากสุกร (Swine Influenza) เป็นต้น เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้ ทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรค

สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เริ่มแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลกนั้น เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน และไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ.ส.ม.ท.

แนะวิตามิน 3 ชนิด เสริมภูมิคุ้มกันสู้ไข้หวัดใหญ่ 2009


แนะสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อหวัด เตือนอาหารที่อร่อยจะยิ่งมีส่วนทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง....

วันนี้(31 ก.ค.)นพ.กฤษฎา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในขณะนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน ภูมิแพ้ มะเร็ง รวมทั้งโรคอ้วน ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ต่างก็มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ อย่างไรก็ตามมีอีกวิธีที่จะสามารถป้องกันการติดเชื้อหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ได้ คือ การสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อหวัดดังกล่าวได้ โดยอาหารที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายก็คือ อาหารสดที่มีวิตามิน เอ ซี หรืออี รวมทั้งพืชผักที่ีมีสีม่วง พวกเครื่องแกงต่างๆก็มีส่วนที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันด้วย ส่วนเมนูอาหารที่ควรรับประทานเพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย คือ ต้มยำ ซึ่งจะมีพวกขิง ข่า หัวหอม พะโล้ จะมีโป๊ยกั๊ก ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้จะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย และอยากขอเตือนว่าอาหารที่อร่อยจะยิ่งมีส่วนทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง เพราะอาหารที่มีความอร่อยมากๆส่วนใหญ่มักจะมีส่วนผสมของแป้ง และน้ำตาลเป็นหลัก.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แม่ใช้เคี้ยวอาหารป้อนใส่ปากทารก เอาเชื้อเอดส์ไปติดลูก

Pic_21797

แพทย์ เตือน แม่ และพี่เลี้ยงเด็กอ่อนที่ติดเชื้อเอดส์ ให้เลิกการเคี้ยวอาหารป้อนให้ทารกรับประทาน เพราะมารดาหรือพี่เลี้ยงอาจแพร่เชื้อเอดส์ และไวรัสตับอักเสบบีผ่านทางน้ำลาย...

วารสารวิชาการ "กุมารเวชศาสตร์" ของสหรัฐฯรายงานว่า นักวิจัยได้ค้นพบว่า ทารกติดเชื้อโรคเอดส์ เนื่องจากมารดา หรือพี่เลี้ยงที่เป็นโรค เคี้ยวอาหารแล้วจึงป้อนให้ทารกมา 3 รายแล้ว

ดร.อาทิตยา กัวร์ หัวหน้านักวิจัยโรงพยาบาลวิจัยโรคเด็กเซนต์ จัด เชื่อมั่นว่า เป็นเพราะมารดาหรือพี่เลี้ยงมีเชื้ออยู่ในน้ำลายของตน แล้วมาเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารก

รายงานส่อว่าผลการค้นพบครั้งนี้ ควรจะเป็นเครื่องเตือนให้หมอและสถานพยาบาล ได้เตือนมารดาหรือพี่เลี้ยงที่เป็นโรค งดเว้นการกระทำดังกล่าว และหาวิธีป้อนทารกที่ปลอดภัยแทน

ดร.อาทิตยากล่าวว่า ก่อนนั้นเคยรู้ แต่ว่าการเคี้ยวอาหารป้อนทารกอาจจะทำให้ ทารกติดเชื้อที่ก่อให้เกิดการอักเสบ อย่างเช่น เชื้อสเตรดโคคัสและเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิดบีได้ แต่ยังไม่เคยปรากฏหลักฐานแสดงว่าเชื้อเอดส์ในเลือดอาจจะติดต่อกันได้แบบนี้ มาก่อน โดยเลือดในน้ำลายนั้น อาจจะเป็นเลือดที่ออกจากไรฟัน หรือจากส่วนอื่นในปาก.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปรับพฤติกรรมเด็กยากจริงหรือ!

ปรับพฤติกรรมเด็กยากจริงหรือ!

อ. พญ.จริยา ทะรักษา
กุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
เด็กวัย 2 - 5 ขวบ เป็นวัยเตาะแตะที่จอมป่วนไม่มากก็น้อย ผู้เป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองจะมีวิธีรับมือกับเจ้าตัวน้อยอย่างไร ติดตามอ่านเลยค่ะ
โดยทั่วไปธรรมชาติของเด็กวัยนี้ยังพูดสื่อสารได้ไม่ดี นัก เด็กจะชอบสำรวจสิ่งแวดล้อม ชอบทำตามหรือเลียนแบบผู้ใหญ่ แม้จะห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง จนดูเหมือนดื้อต่อต้าน นอกจากนี้ยังคิดว่าของทุกอย่างเป็นของตัวเอง หวงของเล่น ไม่รู้จักแบ่งปันสิ่งของ และอารมณ์ก็แปรปรวนง่าย ถ้าไม่ได้อะไรดั่งใจก็อาจจะร้องอาละวาดได้ ผู้เลี้ยงดูเด็กจึงควรมีความเข้าใจพัฒนาการและปัจจัยต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมเด็ก ซึ่งจะช่วยให้การปรับพฤติกรรมเด็กประสบผลสำเร็จด้วยดี
1. พัฒนาการตามวัย เมื่อเด็กเติบโตเข้าสู่ขวบปีที่สอง เด็กจะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการความเป็นอิสระมากขึ้น ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ และอาจมีลักษณะดื้อ ต่อต้านมากขึ้น สังเกตจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การกิน การนอน การร้องอาละวาด เอาแต่ใจตนเอง เป็นต้น ผู้เลี้ยงดูจึงต้องเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้และไม่ควรคาดหวังกับเด็กมาก เกินไป ควรมีความยืดหยุ่น เลือกใช้วิธีการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
2. พื้นฐานอารมณ์ เด็กแต่ละคนจะมีนิสัยหรือพื้นฐานอารมณ์ที่แตกต่างกันไป บางคนเรียบร้อยแต่บางคนกลับค่อนข้างซุกซน เป็นต้น หากพ่อแม่คาดหวังว่าลูกควรจะเรียบร้อย แต่ลูกไม่ได้มีพื้นฐานอารมณ์เป็นดั่งที่คาดหวัง พ่อแม่อาจจะมองว่าลูกซนมากผิดปกติและเกิดความหงุดหงิดกับพฤติกรรมของลูก ทำให้เกิดปัญหาการเลี้ยงดูตามมาได้ ซึ่งพื้นฐานทางอารมณ์นี้เป็นสิ่งที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด จึงจำเป็นที่ผู้เลี้ยงดูต้องเข้าใจและปรับทัศนคติต่อเด็กและการเลี้ยงดูให้ เหมาะสมด้วย
3. สิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องสำรวจสิ่งแวดล้อมด้วยว่ามีอะไรที่เป็นตัวกระตุ้น หรือส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กหรือไม่ เช่น ในสถานที่เลี้ยงเด็กซึ่งแออัด มีเด็กมากเกินไป หรือมีของเล่นน้อยไม่เพียงพอสำหรับเด็กทุกคน ทำให้เด็กมีโอกาสทะเลาะแย่งของเล่นกันได้บ่อยๆ และเด็กอาจถูกมองว่าเป็นเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวไป
4. ความสามารถในการเรียนรู้ เด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ แม้ว่าในขณะนี้เด็กอาจจะยังไม่เข้าใจหรือไม่สามารถปฏิบัติตามที่ผู้ใหญ่สอน ได้ทุกอย่างก็ตาม หากเราหมั่นสอนเด็กอย่างสม่ำเสมอ เด็กก็จะค่อยๆ เรียนรู้และสามารถปฏิบัติตามได้ในที่สุด ดังนั้น ผู้ใหญ่จึงไม่ควรบังคับ ต่อว่า หรือเร่งรัดเด็กมากเกินไป
5. ปัญหาทางอารมณ์จิตใจ เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม ปล่อยปละละเลย ขาดความรัก ความอบอุ่น อาจแยกตัวไม่สนใจใคร หรือก้าวร้าว แย่งของเล่น ทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ในเด็กกลุ่มนี้นอกจากจะปรับพฤติกรรมแล้ว จำเป็นที่จะต้องแก้ไขสาเหตุคือ การให้ความรักและปรับวิธีการเลี้ยงดูเด็กให้เหมาะสมด้วย ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาซน สมาธิสั้น ซึ่งอาจเกิดจากโรคสมาธิสั้นและส่งผลให้เด็กมีปัญหาการเรียนหรือพฤติกรรมตาม มา ดังนั้นพ่อแม่จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาและช่วยเหลือเด็กอย่างเหมาะ สมต่อไป นอกจากนี้ความเจ็บป่วยหรือไม่สบายของเด็กต่างๆ ก็สามารถส่งผลต่อปัญหาพฤติกรรมได้เช่นกัน

วิธีการปรับพฤติกรรมเด็ก
1. ปรับสิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น และจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการห้ามปรามหรือพูดสั่งเด็กบ่อยๆ ว่า “ไม่” “ทำไม่ได้” “อย่านะ” และยังป้องกันการเกิดอารมณ์เสียต่อกัน เช่น การเก็บยา สารเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแก้ว ของมีคมต่าง ๆ ให้พ้นมือเด็ก เนื่องจากเด็กวัยนี้ชอบปีนป่ายสำรวจสิ่งของอยู่แล้ว หรือจัดสถานที่เล่นให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เอาของเล่น หรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายออกไป เป็นต้น
2. จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ เช่น จัดตารางการกิน การนอนให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น ร่วมมือมากขึ้นในการทำกิจวัตรต่างๆ
3. เบี่ยงเบนความสนใจ เป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ หรือสมาธิค่อนข้างสั้น จึงสามารถใช้วิธีเบี่ยงเบนให้เด็กหันไปสนใจอย่างอื่นแทน เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการได้ เช่น หากเด็กกำลังเล่นของที่แตกหัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ อาจชวนให้เด็กเล่นอย่างอื่นแทน หรือหากเด็กกำลังจะเข้าไปกวนพี่ซึ่งกำลังทำการบ้านอยู่ อาจชวนให้เด็กมาอ่านหนังสือกับแม่แทน เป็นต้น
4. ชี้แนะ โดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน เช่น หากเด็กกำลังขีดเขียนเล่นบนหนังสือ ผู้ใหญ่ควรรีบเอาหนังสือออก และบอกเด็กว่า “เขียนบนหนังสือไม่ได้” แล้วหากระดาษหรือสมุดวาดเขียนให้เด็กเขียนหรือวาดรูปแทน เป็นต้น
5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ เช่น เมื่อเด็กร้องไห้อาละวาดอยู่ที่พื้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ ไม่ควรตามใจเด็ก ควร ปล่อยให้เด็กร้องไปเรื่อยๆ และทำเป็นไม่สนใจ แต่อยู่ในสายตาว่าเด็กปลอดภัยดี สักพักเด็กจะหยุดร้องไปเอง เมื่อเด็กหยุดร้องแล้วถึงจะเข้าไปหาเด็ก พูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหาหรือชวนทำกิจกรรมอื่นต่อไป แต่ไม่ใช่เข้าไปโอ๋หรือต่อรองกับเด็ก
6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป เช่น หากเด็กไม่ยอมกินข้าว ก็ต้องปล่อยให้เด็กรู้จักความรู้สึกหิว เด็กจะได้ยอมกินอาหารมื้อต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากพฤติกรรมใดที่ก่อให้เกิดผลตามธรรมชาติที่รุนแรง ก็ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น ต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที เช่น หากเด็กจะปีนป่ายที่สูงแล้วอาจตกลงมาศีรษะแตกหรือขาหัก เป็นต้น
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น เด็กวัยนี้ชอบเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่อยู่แล้ว การที่ผู้ใหญ่หรือคนในบ้านแสดงพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำทั้งหมดก็ตาม แต่เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้และซึมซับว่าการที่ผู้ใหญ่ทำพฤติกรรมดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่สมควรทำตามและเป็นที่ยอมรับ เช่น การที่ผู้ใหญ่เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านอย่างนุ่มนวล การพูดคุยในบ้านด้วยถ้อยคำที่สุภาพ การเข้านอนหรือทานอาหารเป็นเวลา เป็นต้น
8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out) ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี เมื่อเด็กทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้เด็กแยกออกมาอยู่ตามลำพังชั่วคราวเพื่อสงบอารมณ์
โดยมีวิธีการดังนี้
- เตือนบอกล่วงหน้าว่าจะให้เด็กทำอะไร เช่น “ลูกต้องหยุดขว้างของเล่นเดี๋ยวนี้ แล้วไปนั่งที่เก้าอี้นั่น”
- หากเด็กไม่ยอมไปนั่งเอง ให้จูงมือหรืออุ้มเด็กไปนั่งที่เก้าอี้หรือจุดสงบที่เตรียมไว้ ในเด็กเล็กๆ อาจจะให้เด็กนั่งที่จุดเดิมก็ได้ แต่ควรเอาสิ่งของอื่นๆ หรือของเล่นออกไปจากบริเวณนั้นด้วย
- กำหนดเวลาให้เด็กรู้ว่าต้องนั่งสงบนานเท่าไร โดยทั่วไปจะให้นั่งเป็นเวลานานเท่ากับอายุของเด็กเป็นปี แต่ไม่ควรเกิน 10 นาที เช่น เด็กอายุ 3 ปี ให้นั่งนาน 3 นาที เป็นต้น เนื่องจากในเด็กเล็กอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเวลา ควรหานาฬิกาใหญ่ๆ มาตั้งใกล้ๆ และชี้ให้เด็กดูเข็มนาฬิกาแทนว่าต้องนั่งนานเท่าใด
- ระหว่างให้เด็กนั่งสงบ ไม่ควรให้ความสนใจหรือพูดโต้ตอบกับเด็ก ไม่ควรให้เด็กนั่งอยู่ในบริเวณที่มีของเล่น โทรทัศน์ หรือสิ่งเพลิดเพลินอื่นๆ และไม่ควรขังเด็กในห้องน้ำหรือห้องมืดต่างๆ ด้วย
- เมื่อหมดเวลาแล้ว ควรให้ความสนใจกับเด็กทันที พูดคุยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สอนให้เด็กรู้ว่าคราวหน้าควรปฏิบัติอย่างไรแทน ไม่ควรใส่อารมณ์หรือพูดยั่วยุให้เด็กโมโหต่อ
9. การให้แรงเสริมทางบวก คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด ลูบศีรษะ การชมเด็กควรทำด้วยความจริงใจและเจาะจงกับพฤติกรรมที่เด็กทำด้วย เด็กจะได้รู้ว่าผู้ใหญ่ให้ความสนใจกับเรื่องอะไร เด็กจะเรียนรู้และพยายามทำพฤติกรรมนั้นต่อ ระมัดระวังการพูดเสียดสีหรือเปรียบเทียบเด็กกับผู้อื่นในขณะที่ชมเด็กด้วย
• ตัวอย่างคำชมที่ถูกต้อง เช่น
“ลูกโอ๋เก่งมากเลยที่เล่นเสร็จแล้วเก็บของเข้ากล่องได้เรียบร้อย แม่ภูมิใจในตัวหนูมาก”
“บอยยอดเยี่ยมมาก วันนี้กินข้าวเองหมดจานเลย”
• ตัวอย่างคำชมที่ไม่เหมาะสม เช่น
“ลูกเก่งมากที่กินข้าวหมดจาน แต่วันหลังกินอย่าให้หกเลอะเทอะอย่างนี้นะ”
“บีเขียนหนังสือสวยขึ้นเยอะเลย หัดเขียนให้สวยๆ นะจะได้เก่งเหมือนพี่เอ”
10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้ ควรเลือกใช้วิธีลงโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที หรืออาจเคยใช้วิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล การลงโทษอย่างรุนแรงบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล นอกจากจะไม่ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพและจิตใจของเด็กด้วย การลงโทษไม่จำเป็นต้องเป็นการดุว่า ตำหนิ หรือ การตีเสมอไป อาจใช้วิธีอื่นๆ แทนได้ เช่น การตัดสิทธิหรือรางวัล การจำกัดหรือกักบริเวณ การให้ออกกำลังกายเพิ่ม เป็นต้น
โดยสรุปการปรับพฤติกรรมเด็กให้ได้ผลนั้น นอกจากจะต้องเข้าใจพัฒนาการตามวัยของเด็กแล้ว ผู้เลี้ยงดูจะต้องให้ความรัก ความเมตตาต่อเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอด้วยท่าที
ที่ หนักแน่นจริงจัง รู้วิธีการสื่อสารกับเด็กอย่างถูกต้อง และที่สำคัญ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในบ้านแก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กให้เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน ถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งถอนใจ ยากหรือไม่อยู่ที่ก้าวแรกของการเริ่ม ลองดูนะคะ หมอเอาใจช่วยค่ะ

โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ


โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ รอดอนันต์
จักษุแพทย์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

“ดวงตา เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของคนเรา แต่หากตาคู่นั้นกำลังจะมืดมิดในวัยสูงอายุ คุณเคย คิดไหมว่าหากย้อนเวลา เราจะรับมืออย่างไร"

โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมคืออะไร
โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม (Macular degeneration) เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการเสื่อมของบริเวณจุดภาพชัดของจอตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางของภาพ หากพบในผู้มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป จะเรียกว่า “โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ” (Age related Macular degeneration) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น โดยจะทำให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะภาพตรงส่วนกลาง โดยที่ภาพด้านข้างของการมองเห็นยังดีอยู่ เช่น คุณอาจเห็นขอบของนาฬิกา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นเวลาอะไร

ผู้ที่มีโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม อาจไม่มีอาการในระยะเริ่มต้น ถ้าบริเวณที่เสื่อมมีขนาดเล็กมาก และหากจุดภาพชัดของตาอีกข้างยังปกติ เมื่อใช้ตา 2 ขัางร่วมกัน ผู้ป่วยอาจไม่สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลง ต่อมาเมื่อความเสื่อมมากขึ้นจึงมีอาการมองภาพไม่ชัด เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำ หรือจุดบอดที่บริเวณส่วนกลางภาพในที่สุด โดยไม่มีอาการเจ็บปวด ดังนั้น โดยตัวของโรคจอประสาทตาเสื่อม จะไม่ทำให้การมองเห็นมืดสนิทไปทั้งหมด แม้แต่ในรายที่เป็นมาก คนไข้จะยังพอมองเห็นทางด้านขอบข้างของภาพ และพอที่จะช่วยเหลือดูแลตัวเองได้บ้าง

โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การเสื่อมสภาพของร่างกายตามวัย ซึ่งโดยธรรมชาติสัดส่วนของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายของคนเราจะแปรผันไป ตามอายุที่มากขึ้นทำให้มีการสะสมของอนุมูลอิสระและเกิดการเสื่อมของส่วน ต่างๆในร่างกายมากขึ้นโดยเฉพาะที่จอตา และจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน มีพฤติกรรมการใช้สายตาที่ต้องเผชิญกับแสงแดดนานๆ หรือมีการสูบบุหรี่ร่วมด้วย จากหลักฐานทางการแพทย์พบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และมีโอกาสเกิดโรคนี้เร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10 ปี นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและมีระดับไขมันในเลือดสูง รวมถึงสตรีวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้กินฮอร์โมนทดแทน ก็พบว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเป็นโรคนี้เช่นกัน

2 แบบของโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ
1. แบบแห้ง เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของบริเวณศูนย์กลางรับภาพของจอตา ทำให้การมองเห็นค่อย ๆ ลดลง โดยที่อาการของโรคจะเป็นไปอย่างช้า ๆ
2. แบบเปียก พบได้ประมาณ 15-20% ของโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมโดยมีเส้นเลือดผิดปกติงอกขึ้นมาใหม่ หากเส้นเลือดที่งอกใหม่นี้เปราะบาง จะเกิดการรั่วซึม ทำให้จุดภาพชัดบวม มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และสูญเสียการมองเห็นในส่วนกลางในที่สุด

ปัญหาของโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ
ส่วน ใหญ่คนไข้มักจะไม่รู้ตัวว่า มีอาการของโรคดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากากรเสื่อมอาจเกิดในตาข้างเดียว หรือเสื่อมไม่เท่ากันในการทั้ง 2 ข้าง ทำให้การมองเห็นโดยรวมยังดีอยู่ จนกว่าจะมีการเสื่อมที่ค่อนข้างมากแล้วจึงจะสังเกตได้ว่าการมองเห็นผิดไปจาก เดิม เช่น ตาพร่ามัวลง ความชัดเจนในการมองเห็นลดลง มองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองเห็นตรงกลางของภาพไม่ชัดเจน ดังนั้นถ้าพบความผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ อย่านิ่งนอนใจ เนื่องจากการตรวจพบและรักษาในระยะแรก จะป้องกันการเกิดจุดบอดที่จุดภาพชัดได้

หลากวิธีรักษาและถนอมดวงตา
โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมนั้นมีการรักษาหลายวิธี ทั้งการรักษาด้วยการยิงเลเซอร์ การฉีดยาเพื่อยับยั้งเส้นเลือดใหม่ที่งอกขึ้นมา หรือแม้กระทั่งการผ่าตัด เหล่านี้สู้การดูแลสุขภาพดวงตาตั้งแต่ยังหนุ่มสาวไม่ได้ ซึ่งนับเป็นหนทางที่ดีที่สุด สรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
1. งดสูบบุหรี่
2. หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัดเป็นประจำ หรือถ้าจำเป็นควรใช้แว่นตากันแดดที่มีการกรองแสงยูวี
3. ควบคุมน้ำหนักตัว ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูง ควรเพิ่มการกินผักใบเขียวและผลไม้ทุกวัน
4. การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุก 1-2 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีอาการผิดปกติ ใด ๆ แต่ก็เริ่มจะมีปัญหาเรื่องสายตาเปลี่ยนแปลง หรืออาจมีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับดวงตาที่ไม่แสดงอาการอย่างอื่น เช่น ต้อหิน ต้อกระจก การตรวจพบและให้การรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรก จะสามารถเยียวยาให้ดวงตาสามารถใช้งานได้ต่อไป

ทดสอบสภาพจอตาด้วยตารางตรวจจุดภาพชัด (Amsler Grid)
จักษุ แพทย์จะแนะนำให้ผู้สูงอายุที่มีโอกาสเกิดโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม หรือผู้ที่เป็นโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมแล้ว ทดสอบสภาพจอตาเป็นประจำด้วยการมองตารางตรวจจุดภาพชัด (Amsler grid) โดยสามารถทำการทดสอบได้ด้วยตนเอง ดังนี้
1. เมื่อจะทดสอบการมองเห็น ไม่ต้องถอดแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่ใส่อยู่ออก
2. มองแผ่นภาพนี้ในระดับสายตา บนผนังที่มีแสงสว่างเพียงพอ
3. ยืนห่างจากแผ่นภาพตารางประมาณ 14 นิ้ว ใช้มือปิดตาข้างหนึ่งไว้ มองที่จุดตรงกลางแผ่นภาพ ด้วยตาข้างที่เปิดอยู่
4. ขณะที่จ้องจุดตรงกลางนี้ให้สังเกตว่าตารางสี่เหลี่ยมที่เห็นเป็นเส้นตรงหรือไม่ และมีขนาดเท่ากันหรือไม่
5. ถ้าพบว่าส่วนไหนของตารางไม่ชัด หรือโค้งเป็นลักษณะคลื่น บิดเบี้ยว ขาดจากกัน พร่ามัว หรือบางพื้นที่หายไปจากพื้นที่ที่มองเห็น หรือมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบ กับการตรวจครั้งสุดท้าย ควรพบจักษุแพทย์ทันที
6. ทำการทดสอบซ้ำเช่นเดียวกับตาอีกข้าง

"หากหมั่นใส่ใจเสียแต่วันนี้ สุขภาพตาต้องดีครับ"

ไข้หวัดนก



รวมพลังรับมือ...ไข้หวัดนก
ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล
ภาควิชาจุลชีววิทยา

จาก สถานการณ์ปัจจุบันโรคไข้หวัดนกได้กลับมาเกิดขึ้นอีกในบ้านเรา ทั้งที่จังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร และอาจจะขยายวงกว้างออกไปหากไม่ช่วยกันแก้ไขและเอาใจใส่เป็นพิเศษ

โรคไข้หวัดนก เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ influenza viruses พบในสัตว์ปีกเช่น เป็ด ไก่ และ นก ดังนั้นจึงเรียกโรคไข้หวัดนกว่า avian influenza หรือ bird flu ในประเทศไทยได้เกิดการระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2547 ทำให้มีสัตว์ปีกป่วยตายจำนวนมาก ซึ่งสายพันธุ์ที่สร้างก่อให้เกิดการระบาดนี้ เชื้อไวรัส Influenza A H5N1 ซึ่งเป็นไวรัสที่มีความรุนแรงสูงถึงขั้นเสียชีวิตในสัตว์หลายชนิดรวมทั้งคน การระบาดในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นระลอกหลายรอบ โดยการระบาดส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ถึงแม้ว่าหลังปี 2549 เป็นต้นมา ขนาดของการระบาดในประเทศไทยจะเล็กลงมาก แต่เชื้อไวรัสชนิดนี้ก็ยังไม่หมดไปจากประเทศไทย และมีโอกาสเกิดการระบาดรุนแรงขึ้นใหม่ได้เสมอหากมาตรการป้องกันย่อหย่อนลง


จากรายงานปัจจุบัน พบว่า H5N1 เป็นเชื้อที่สามารถติดต่อจากสัตว์ปีกสู่สัตว์ปีกและสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดได้ รวมทั้งสามารถติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คน แต่ การติดต่อจากคนสู่คนนั้นแม้สามารถเกิดได้แต่มีประสิทธิภาพต่ำมาก แต่จากสมมติฐานเชื้อนี้อาจกลายพันธุ์แล้วสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งหากเชื้อ H5N1เกิดกลายพันธุ์ในลักษณะดังกล่าวก็จะทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก เพราะไม่เคยมีใครมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนี้มาก่อน คนอาจจะตายหลายล้านคนเหมือนไก่ ซึ่งการป้องกันการแพร่ระบาดในคนทำยากกว่ามาก เพราะเราไม่สามารถเอาคนที่สัมผัสโรคมาทำลายเหมือนไก่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องป้องกันไว้ก่อนโดยไม่สัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย เนื่องจากเชื้อที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และมูลของสัตว์ป่วยอาจติดมากับมือและเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของจมูกและตา จะทำให้เกิดโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ ระยะฟักตัวโดยทั่วไปจะกินเวลาประมาณ 7 วัน แต่ในหลายกรณีอาจสั้นเพียง 2-5 วันก็ได้ ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการรุนแรงเกิดปอดอักเสบและมีโอกาสเสียชีวิตสูง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอาจมีผู้ติดเชื้อบางรายที่มีอาการไม่รุนแรง


ขณะ นี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในประเทศไทย แต่ได้มีการทดสอบวัคซีนหลายชนิดแล้วในคน ซึ่งพบว่าได้ผลดี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้ หวัดนกได้ อย่างไรก็ตามมีข้อแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้กับกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อ การติดเชื้อไข้หวัดนก เช่น ผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีก ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยไข้หวัดนก ทั้งนี้เนื่องจากหากมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกในคนคนเดียวกัน จะมีโอกาสทำให้เชื้อสองชนิด คือเชื้อไข้หวัดใหญ่และเชื้อไข้หวัดนกมีการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมระหว่างกัน และอาจทำให้เกิดไวรัสลูกผสมที่ก่อโรครุนแรงและติดต่อจากคนไปคนได้ดี ซึ่งจะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ได้ การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนกจึงช่วยลดความเสี่ยงนี้


สำหรับโรงพยาบาลศิริราชได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคไข้หวัดนก โดยกำหนดมาตรการรองรับและเฝ้าระวัง ตั้งแต่การจัดสถานที่ตรวจ หอพักผู้ป่วยเฉพาะ พร้อมให้ความรู้แก่แพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง กรณีผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยจะได้รับเชื้อไข้หวัดนก โรงพยาบาลศิริราชได้กำหนดแนวทางในการคัดกรองดังนี้

1. มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปทราบว่ามีช่องทางพิเศษในการบริการตรวจผู้สงสัยและประชาสัมพันธ์ไปตามสถานที่ต่างๆ ภายในโรงพยาบาลพร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำ ณ ตึกตรวจโรค
2. กำหนดให้มีพยาบาลซักประวัติผู้ป่วยเบื้องต้น และให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย แล้วส่งไปยังห้องคัดกรอง
3. ห้องคัดกรอง จะมีพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ ซักประวัติและวัดอุณหภูมิผู้ป่วย หากพบว่าไม่มีเกณฑ์เกี่ยวข้องจะส่งผู้ป่วยไปห้องตรวจรักษาตามปกติ แต่ถ้าพบว่ามีเกณฑ์เกี่ยวข้องแม้เพียงข้อเดียว จะแจ้งแพทย์ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วย โดยแพทย์จะประสานงานส่งตรวจเพื่อรับการวินิจฉัย อาทิ ตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด และ ตรวจหาเชื้อไวรัสจากตัวอย่างตรวจที่เก็บจากทางเดินหายใจ ฯลฯ ตามแผนการรักษาของแพทย์
4.จัดเตรียมหอผู้ป่วยพร้อมรับสำหรับผู้ที่สงสัยเป็นไข้หวัดนก และมีระบบการรายงานต่อสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข

ในส่วนของยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก มีเพียง 2 – 3 ชนิด เท่านั้น สำหรับประเทศไทย เราใช้ oseltamivir ซึ่งเป็นยาที่ใช้กิน และต้องให้ยาในระยะแรกของโรคจึงจะได้ผลดี

อย่าง ไรก็ตาม หากท่านพบเห็นผู้ใดมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ตาแดง อ่อนเพลียปวดเมื่อยตามตัว เจ็บคอ ไอ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ร่วมกับประวัติสัมผัสสัตว์ปีก ขอให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก หากสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้หรือบริเวณใกล้เคียงตายมากผิดปกติ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือปศุสัตว์จังหวัดทันทีและหลีกเลี่ยงการ สัมผัสสัตว์ที่ป่วยหรือตายด้วยมือเปล่า ส่วนแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวควรใช้ความร้อนในการ หุงต้ม จะสามารถทำลายเชื้อได้หมดสิ้น

เสมหะในคอ


ว้า! มีเสมหะในคอตลอดเลย...น่ารำคาญจัง


ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ถ้าท่านมีเสลดหรือเสมหะในคอตลอด เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี จะทำอย่างไรดี บทความนี้มีคำตอบ

เสลด หรือเสมหะ คือสารคัดหลั่งที่ร่างกายสร้างออกมาจากต่อมสร้างสารคัดหลั่ง ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ การที่มีเสมหะหรือเสลดในคอเรื้อรัง อาจเกิดจากโรค หรือภาวะบางอย่างดังนี้

1.โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้
เนื่องจากเยื่อบุของผู้ป่วยโรคนี้มีความไวผิดปกติ เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ จะกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในจมูก ซึ่งอาจไหลออกมาทางจมูกส่วนหน้า หรือไหลลงคอ ซึ่งน้ำมูกที่ไหลลงคอ ก็จะกลายเป็นเสลด หรือเสมหะในคอนั่นเอง

2.โรคไซนัสอักเสบ
เนื่องจากโรคนี้มีการอักเสบของเยื่อบุจมูก และไซนัส จะมีการกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกให้มีเสมหะไหลลงคอได้เหมือนข้อ1 นอก จากนี้สารคัดหลั่งที่ออกจากไซนัส อาจผ่านรูเปิดของไซนัสในโพรงจมูกออกมา และไหลลงคอ กลายเป็นเสมหะได้

3.โรคกรดไหลย้อน
เมื่อกรดไหลขึ้นมาที่คอหอยจากหลอดอาหาร จะกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะในลำคอ ทำให้มีเสมหะในลำคอได้ นอกจากนั้นกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาที่คอ จะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุลำคอ ทำให้กลไกในการกำจัดเสมหะของเยื่อบุลำ คอผิดปกติไป ทำให้มีเสมหะค้างอยู่ที่ลำคอได้

4. การใช้เสียงผิดวิธี
การที่ใช้เสียงในการพูดมาก มักทำให้ผู้พูดต้องหายใจทางปาก คล้ายกับการออกกำลังกายให้เหนื่อย ซึ่งจะมีการหายใจทั้งทางจมูกและปาก จมูกซึ่งมีหน้าที่ปรับอากาศที่หายใจเข้า ไปให้ชื้นและอุ่นขึ้น และกรองสารระคายเคืองต่าง ๆในอากาศก่อนเข้าสู่ลำคอ จึงไม่ได้ทำหน้าที่ ทำให้อากาศที่ผ่านลำคอ แห้ง และเย็น ร่างกายอาจปรับตัวโดยสร้างเสมหะในคอขึ้นมามากขึ้น เพื่อทำให้ผนังคอชุ่มชื้นขึ้น นอกจากนั้นสารระคายเคืองต่างๆในอากาศ อาจเข้าไปสัมผัสกับลำคอโดยตรง และไปกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะให้ทำงานมากขึ้นได้

5.โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและโรคหืด
โรคทั้งสองดังกล่าวนี้ มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุหลอดลม ซึ่งสามารถกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะ ที่เยื่อบุหลอดลม ทำให้มีเสมหะในคอตลอดได้

นอก จากนั้น การที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารระคายเคืองมาก หรืออยู่ในห้อง หรือสถานที่ที่มีอากาศเย็นมาก อาจกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะในคอ ให้ผลิตเสมหะออกมามากกว่าปกติได้ จะเห็นว่ามีสาเหตุที่ทำให้เกิดเสมหะในคอมากมาย การรับประทานยาละลายเสมหะ จึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ซึ่งยาละลายเสมหะที่ดีที่สุดคือน้ำ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาเสมหะในคอ ควรมาพบแพทย์หู คอ จมูก เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการส่องกล้องตรวจหู คอ จมูกและไซนัส เพื่อให้ได้การวินิจฉัยสาเหตุของเสมหะในคอที่ถูกต้อง การรักษาเสมหะในคอนั้น รักษาตามสาเหตุ.

คัดจมูก


อาการคัดจมูกเป็น อาการทางจมูกที่พบได้บ่อยและไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่ง จึงต้องวินิจฉัยแยกโรคจากโรคของจมูกหลายโรค อาการคัดจมูกในโรคบางโรค สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่ โรคหวัด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่มีอาการเล็กน้อย อาการคัดจมูกอย่างมาก หรือคัดจมูกตลอดเวลาทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือเกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้ เนื่องจากอาการคัดจมูกเป็นอาการที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของอาการคัดจมูก จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกาย และการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค

สาเหตุของอาการคัดจมูก
1. โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
2. โรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้
3. โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้
4. ผนังกั้นช่องจมูกคด
5. สิ่งแปลกปลอมอยู่ในโพรงจมูก ซึ่งมักพบบ่อยในเด็ก
6. เนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก หรือเนื้องอกชนิดร้าย
7. โรคเยื่อบุจมูกเหี่ยวฝ่อ
8. ภาวะเลือดคั่งในผนังกั้นช่องจมูก
9. ภาวะกระดูกอ่อนของจมูกทางด้านข้างยุบตัว เวลาหายใจเข้า (nasal valve collapse)
10. ภาวะกระดูกเทอร์บิเนตด้านข้างโพรงจมูกบวมโต
11. ภาวะรูเปิดของโพรงจมูกด้านหลังตีบตัน (choanal atresia)
12. ต่อมแอดีนอยด์หลังโพรงจมูกโต
13. เกิด จากยาขยายหลอดเลือดบางชนิด เช่นใช้ยาหดหลอดเลือดนานเกินไป, ยาจำพวก aspirin, nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS), beta-blocker (oral and ophthalmic), bromocriptine, estrogens, oral contraceptive, prazosin, methyldopa, phentolamine, guanethidine, reserpine และ tricyclic antidepressant

การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการคัดจมูก

ประวัติ
1. เวลาที่เริ่มมีอาการคัดจมูก ระยะเวลาที่มีอาการคัดจมูก สิ่งใดที่ทำให้อาการคัดจมูกเป็นมากขึ้น หรือน้อยลง
2. อาการคัดจมูกเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง อาการคัดจมูกเป็นๆหายๆ หรือเป็นตลอดเวลา
3. ลักษณะของน้ำมูกที่ไหลออกมาเป็นอย่างไร
4. มีเลือดกำเดาไหล หรือน้ำมูกปนเลือดหรือไม่
5. อาการปวดจมูกสัมพันธ์กับอาการปวดตาหรือไม่
6. มีอาการหูอื้อหรือไม่ มีอาการไอหรือไม่ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับโรคหอบหืด
7. ประวัติการใช้ยา การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า
8. อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดจมูก

การตรวจร่างกาย

เริ่มตั้งแต่ลักษณะภายนอกของจมูก แพทย์จะตรวจดูว่ามีจมูกส่วนนอกโก่งหรือยุบตัวหรือไม่ การกระแทกบริเวณกระดูกอ่อนด้านข้างส่วนบน สามารถทำให้ผนังกั้นช่องจมูกเคลื่อน หรือคดได้ การพบเส้นแนวขวาง ที่สันจมูก อาจเกิดจากการใช้มือขยี้จมูกในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การเคาะหรือกดเจ็บบริเวณข้างแก้ม อาจพบได้ในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ
การตรวจ ภายในโพรงจมูก แพทย์จะตรวจทั้งด้านหน้าและด้านหลังของโพรงจมูก โดยไม่ใช้ยาหดหลอดเลือด ลดอาการบวมในขั้นแรก การตรวจทางด้านหน้าโพรงจมูก แพทย์จะดูลักษณะและสีของน้ำมูก ลักษณะผนังกั้นช่องจมูก ลักษณะเยื่อบุจมูก ตรวจบริเวณรูเปิดไซนัส ถ้าพบว่ามีผนังกั้นช่องจมูกคดมาด้านใดด้านหนึ่ง อาจพบว่ามีเยื่อบุจมูกของอีกข้างหนึ่งโตกว่าปกติได้ การตรวจทางด้านหลังโพรงจมูก อาจพบต่อมแอดีนอยด์ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองหลังโพรงจมูกโตได้ หลังการตรวจดังกล่าวแล้วแพทย์อาจพ่นยาหดหลอดเลือดลดการบวมของเยื่อบุจมูก แล้วตรวจซ้ำ หากอาการคัดจมูกดีขึ้นมากหลังการพ่นยาหดหลอดเลือด แสดงว่าผู้ป่วยมีเยื่อ บุของเทอร์บิเนทอันล่างบวมโต หากอาการคัดจมูกดีขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ดีขึ้น อาจเป็นจากผู้ป่วยใช้ยาหดหลอดเลือด ลดการบวมของเยื่อบุจมูกนานเกินไปจนเกิดเยื่อจมูกอักเสบที่เรียกว่า rhinitis medicamentosa หรือาจเป็นจากปัญหาผนังกั้นช่องจมูกคด มีเนื้องอกหรือริดสีดวงจมูก หรือมีโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติไป
ในกรณีที่ เป็นเด็ก แพทย์อาจใช้ที่ตรวจหู ตรวจในจมูกแทนได้ หรือในผู้ใหญ่บางรายที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้กล้องส่องตรวจภายในจมูกชนิดแข็งหรือชนิดอ่อนที่ทำจากเส้นใยไฟ เบอร์ (rigid or fiberoptic nasal endoscope ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น

การวัดความกว้างของช่องจมูก

แพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจออกบน ไม้กดลิ้น แล้ววัดขนาดวงของไอน้ำบนไม้กดลิ้น โดยเปรียบเทียบกันสองข้าง ถ้ามีปัญหาเรื่องผนังกั้นช่องจมูกคด อาจจะมีวงของไอน้ำขนาดต่างกันได้ นอกจากนี้แพทย์อาจวัดปริมาตรของจมูกโดยการใช้คลื่นเสียง (acoustic rhinometry) โดยปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงและวัดคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมา หรือวัดความดันและปริมาตรของอากาศที่ผ่านเข้าออกในช่องจมูก (rhinomanometry)

การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี

1. เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดย ใช้ฟิลม์ธรรมดา (plain film) สามารถเห็นลักษณะผนังกั้นช่องจมูกที่คด, เทอร์บิเนทอันล่างโต หรือภาวะไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดอาการคัดจมูกได้
2. เอ็กซเรย์กระดูกของจมูก (lateral nasal bone) ดูว่ามีการหักของกระดูกสันจมูกหรือไม่
3. เอ็กซเรย์ จมูกและไซนัสโดยใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT nose and paranasal sinus) ช่วยประเมินโครงสร้างจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดีขึ้น โดยเห็นโครงสร้างส่วนที่เป็นกระดูกได้ชัดเจน
4. เอ็กซเรย์จมูกและไซนัส โดยใช้คลื่นแม่เหล็ก (MRI nose and paranasal sinus) สามารถบอกรายละเอียดของเยื่อบุจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดี แต่ดูโครงสร้างจมูกส่วนที่เป็นกระดูกได้ไม่ชัดเจน


การรักษา อาจทำได้โดยการรับประทานยาหรือพ่นยาในจมูก หรือการผ่าตัดแล้วแต่สาเหตุ

คราบหินปูน


คราบหินปูน
ทพ.มหิศร วิเศษจัง


ถาม.คราบฟันหรือหินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไร
ตอบ. หินปูนหรือหินน้ำลาย คือ แผ่นคราบจุลินทรีย์ที่แข็งตัวเนื่องจากมีธาตุแคลเซียมจากน้ำลายเข้าไปตก ตะกอน แผ่นคราบจุลินทรีย์ หรือ Bacterial plaque คือ คราบสีขาวขุ่นนิ่มที่ประกอบด้วยเชื้อโรค ติดอยู่บนตัวฟัน แม้ว่าจะบ้วนน้ำก็ไม่สามารถหลุดออกได้ ขบวนการเกิดคราบจุลินทรีย์เริ่มต้นหลังจากที่แปรงฟัน แล้วเพียง 2-3 นาที โดยจะมีเมือกใสของน้ำลายมาเกาะที่ตัวฟัน จากนั้นเชื้อโรคที่มีอยู่มาก ในปากจะมาเกาะทับถมกันมาก ๆ เข้าเกิดเป็นคราบจุลินทรีย์ คราบจุลินทรีย์นี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคฟันผุและโรคปริทันต์ เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป คราบจุลินทรีย์นี้จะใช้น้ำตาลจากอาหารสร้างกรดและสารพิษ โดยกรดจะทำลายเคลือบฟันทำให้ฟันผุ สารพิษจะทำให้เหงือกอักเสบ ทำให้เกิดโรคปริทันต์ ถ้าไม่กำจัดคราบจุลินทรีย์ โดยการทำความสะอาดฟันและเหงือกอย่างดีทุกวัน คราบนี้จะเพิ่มมากขึ้นและทำอันตรายต่อฟันและเหงือก มักพบคราบจุลินทรีย์มากโดยเฉพาะที่คอฟัน บริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน สามารถใช้สีย้อมให้เห็นคราบได้ชัดเจน แต่ในรายที่คราบหนามาก ๆ สามารถเห็นและรู้สึกได้เมื่อใช้ลิ้นสัมผัสไปตามฟัน

ถาม.ความสำคัญและความจำเป็นในการขูดหินปูน
ตอบ. บนพื้นผิวหินน้ำลาย จะมีคราบจุลินทรีย์ปกคลุม หินน้ำลายที่โผล่พ้นขอบเหงือกจะมองเห็นได้ แต่ส่วนที่อยู่ใต้เหงือกจะมองไม่เห็น หินปูนหรือคราบจุลินทรีย์ที่ยึดติดอยู่บนหินปูนใต้เหงือกไม่สามารถกำจัดออก ได้ โดยวิธีการทำความสะอาดฟันด้วยตัวเองต้องอาศัยทันตแพทย์ช่วยกำจัดหินปูนให้ ทันตแพทย์จะขูดหินปูนออกทั้งเหนือเหงือกและใต้เหงือก จากนั้นทำรากฟันให้เรียบ (root planning) ปราศจากสารพิษใด ๆ เพื่อให้เหงือกยึดแน่นรอบตัวฟันเหมือนเดิม
การขูดหินปูนให้หมดจริง ๆ อาจต้องใช้เวลาพอควร อาจต้องนัดครั้งละ 30-45 นาที เป็นเวลา 2-4 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ขึ้นกับความมากน้อยของหินปูน ความลึกของร่องลึกปริทันต์ ความแข็งของหินปูนเป็นต้น
หลังจากนั้นประมาณ 4-6 อาทิตย์ ทันตแพทย์จะประเมินผลดูว่าผู้ป่วยหายจากโรคปริทันต์หรือไม่ โดยดูลักษณะเหงือกว่ากลับสู่สภาพเดิมหรือยัง มีเลือดออกเวลาแปรงฟันและเมื่อใช้เครื่องมือวัดร่องลึกปริทันต์ ว่าตื้นขึ้นหรือเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่ ถ้ายังมีความลึกของ ร่องลึกปริทันต์อยู่ ทันตแพทย์จะพิจารณาว่าควรจะทำการผ่าตัดหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นกับการร่วมมือของผู้ป่วยในการทำความสะอาดด้วย แม้ว่าเหงือกจะกลับคืนสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ถ้าผู้ป่วยละเลยไม่ทำความสะอาดอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ก็สามารถที่จะกลับมาเป็นโรคปริทันต์ได้อีก

ถาม. ควรเริ่มขูดหินปูนตั้งแต่วัยใด
ตอบ.สามารถขูดหินปูนได้ทุกวัย แม้กระทั่งในวัยเด็กที่มีฟันน้ำนมขึ้นแล้วไปจนกระทั่งผู้สูงอายุ

ถาม.ระยะความถี่ห่างของการขูดหินปูนที่เหมาะสม
ตอบ. ในระยะแรก ๆ หลังการขูดหินปูน ควรกลับมาให้ทันตแพทย์ตรวจและทำความสะอาดภายใน 2-3 เดือน จากนั้นถ้าผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดได้ดี ไม่มีเหงือกอักเสบหรือไม่มีร่องลึกปริทันต์ ทันตแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาตรวจและขูดหินปูน ภายใน 5-6 เดือน โดยทุกครั้งจะดูความร่วมมือของผู้ป่วยและอาจทบทวนวิธีการทำความสะอาดฟันและ เหงือกด้วย

ถาม. การขูดหินปูนบ่อย ๆ จะมีผลกระทบต่อฟันหรือไม่
ตอบ. ในบางครั้งจะทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้บ้าง ภายหลังการขูดหินปูนและอาจมีการเจ็บเหงือกบ้างบางครั้ง แต่การดูแลรักษาความสะอาดที่ถูกต้อง จะทำให้อาการดังกล่าวหายไป

ถาม.ถ้าไม่ขูดหินปูนจะเกิดผลเสียอย่างไร
ตอบ.จะทำให้เกิดโรคปริทันต์ โดยท่านอาจมีอาการดังนี้
1. เลือดออกขณะแปรงฟัน
2. เหงือกบวมแดง
3. มีกลิ่นปาก
4. เหงือกร่น
5. มีหนองออกจากร่องเหงือก
6. ฟันโยก
7. ฟันเคลื่อนออกจากกัน

ถาม. ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกกับเลือดหยุดยาก สามารถขูดหินปูนได้หรือไม่
ตอบ. ผู้ป่วยที่มีเลือดหยุดยาก ควรจะมีการปรึกษาแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ปรึกษาและวางแผนการรักษาร่วมกับทันตแพทย์ โดยอาจจะต้องหยุดยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า หรือในกรณีที่มีเลือดที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดอาจต้องให้เลือด หรือสารทดแทนก่อนขูดหินปูน เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนหรือเลือดไหลไม่หยุด

ถาม. การป้องกันในการเกิดคราบหินปูน
ตอบ.ประกอบด้วยการทำความสะอาดฟัน นั้นคือ การแปรงฟันให้ถูกวิธี
การ ทำความสะอาดซอกฟัน รวมทั้งการนวดเหงือก ซึ่งมีหลายวิธี เช่นการใช้เส้นใยขัดฟัน (flossing) ปุ่มนวดเหงือก (rubber tip) แปรงระหว่างซอกฟัน (proxmal brush) ผ้าก็อซ (gauze strip) ไม้กระตุ้นเหงือก การที่จะเลือกใช้อุปกรณ์ตัวใด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาและคำแนะนำของทันตแพทย์

ถาม. ข้อแนะนำท้ายรายการ
ตอบ.ท่านสามารถป้องกันโรคฟันผุและโรคปริทันต์ ได้โดยการกำจัดคราบจุลินทรีย์ในช่องปากของท่านโดยการ
1. แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน การแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อเป็นสิ่งที่ดีมากแต่ถ้าไม่สามารถกระทำได้ให้บ้วน น้ำแรง ๆ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร
2. ทำความสะอาดซอกฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
3. หลีกเลี่ยงอาหารหวาน ๆ โดยเฉพาะระหว่างมื้อ
4. พบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสภาพเหงือกและฟัน เพื่อทำความสะอาดฟันบริเวณที่เหลือจากการทำความสะอาดและรับการรักษาระยะ เริ่มแรก ก่อนที่ท่านจะต้องสูญเสียฟันของท่าน เนื่องจากโรคฟันผุและปริทันต์

ที่มา http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/