วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

ท้องอืด.... อาหารไม่ย่อย

สังเกตไหมคะว่า น้อยคนนักที่จะไม่เคยมีอาการท้องอืดเลย โดยเฉพาะคนในเมืองหลวง แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ที่มีอาการนี้กันทุกครัวเรือน

ผู้ที่มีอาการท้องอืด จะรู้สึกปวดท้องส่วนบน ทำให้แน่นท้อง มีลมในท้อง ต้องเรอบ่อยๆ บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว หรืออาจมีอาการแน่นท้อง แม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย และแสบบริเวณหน้าอก

สาเหตุนั้น เกิดจากหลายอย่างด้วยกัน ตั้งแต่
1. โรคในระบบทางเดินอาหารเอง ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร อาการแสบบริเวณหน้าอก ซึ่งอาจจะเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อนได้
2. โรคที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่
• ยาต่าง ๆ ที่กิน ยาหลายชนิดจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ ยาแก้ปวดข้อทั้งหลาย
• ยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวน้อยลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง
• เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เช่น สุรา เบียร์ หรือน้ำชา กาแฟ จะทำให้กระเพาะอาหาร
อักเสบ รวมทั้งการระคายเคืองจากบุหรี่
• ตลอดจนอาหารที่ย่อยยากหลายอย่าง รวมทั้งอาหารที่มีกากมาก ๆ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง
3. โรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี
4. โรคของตับอ่อน
5. โรคทางร่างกายอย่างอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์
6. พฤติกรรมในการกิน ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการท้องอืด โดยเฉพาะอาหารรสจัด จะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ การกินอาหารรีบร้อน เคี้ยวไม่ละเอียด หรือกินครั้งละมากๆ รวมทั้งกินอาหารที่ย่อยยาก อาหารมัน


สำหรับผู้ที่ชอบกินผัก แม้จะมีเส้นใยมาก ถ้ากินมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้นได้ เนื่องจากร่างกายเราไม่มีน้ำย่อยเส้นใยเหล่านี้ ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นตัวช่วยย่อยสลาย อย่างไรก็ตามอาหารประเภทผักก็มีประโยชน์ เพราะทำให้การขับถ่ายสะดวก

เช่นเดียวกับอาหารประเภทนมนั้น ในคนแถบเอเชียจะไม่มีน้ำย่อยที่ย่อยนม หรือถ้ามีก็มีปริมาณน้อย เมื่อกินนมเข้าไปมาก อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องเสีย ควรงดหรือค่อย ๆ ดื่มนมทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัวจนดื่มนมได้ในปริมาณที่ต้องการ แต่หากดื่มนมเปรี้ยว จะไม่มีอาการ เนื่องจากในนมเปรี้ยวจะมีการย่อยนมไปเป็นบางส่วนแล้ว


ท้องอืดบ่อย ๆ ผิดปกติหรือไม่
อาการท้องอืด ถ้านาน ๆ เป็นครั้งคราว จะไม่เป็นไร แต่ปัญหาที่พบบ่อยในคนที่ท้องอืด คือ โรคกระเพาะ อาจเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ บางคนอาจเป็นโรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือจากอาหารที่เรากินเข้าไป แต่ถ้าเป็นบ่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มักจะเป็นสัญญาณเตือนถึงอาการนำอย่างหนึ่งของมะเร็งในช่องท้อง ร่วมด้วยอาการอื่น ๆ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ซีด ซึ่งควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด

แก้ไขเบื้องต้น
การแก้ไขเบื้องต้น อาจใช้ยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาขับลม หรือ ยาธาตุน้ำแดง ลองกินดูก่อน และปรับอาหารโดยกินอาหารอ่อนๆ ย่อยง่ายแต่พอควร ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์
ส่วนการกินยาช่วยย่อย อาจช่วยลดอาการท้องอืดได้บ้าง แต่ถ้าต้องกินทุกวัน คงจะไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการท้องอืด ซึ่งอาจจะทำให้โรคเป็นมากขึ้นได้

เมื่อใดควรไปพบแพทย์
ผู้ที่มีอาการดังนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษา
1. ในผู้สูงอายุ เช่น อายุเกิน 40 ปี เพิ่งจะเริ่มมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ
เนื่องจาก พบว่ามะเร็งของกระเพาะอาหาร หรือตับมักจะพบในคนอายุเกินกว่า 40 ปี
2. ในคนที่มีอาการท้องอืดร่วมกับมีน้ำหนักลด
3. มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ
4. มีอาเจียนติดต่อกัน หรือกลืนอาหารไม่ได้
5. ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง
6. ปวดท้องมาก
7. ท้องอืดแน่นท้องมาก
8. การขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น เช่น อาการท้องผูกมากขึ้น จนต้องกินยาระบายหรืออาการท้องผูกสลับท้องเดิน เป็นต้น

การรักษา
ถ้าในคนอายุน้อยไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคที่อันตราย แพทย์อาจให้ยามากิน และแนะนำวิธีปฏิบัติตัว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน และนัดมาพบเพื่อดูอาการ ถ้าไม่ดีขึ้น แพทย์อาจดำเนินการสืบค้นหาสาเหตุ ที่แท้จริงต่อไป

เรื่องเล็กที่ไม่เล็ก หากละเลย สุขภาพดีเกิดขึ้นได้ถ้าคุณ

โรคริดสีดวงทวาร

หลายท่านคงเคยได้ยินมาว่าถ้าหากระบบขับถ่ายดีย่อมหมายถึงการมีสุขภาพดี ผิวพรรณสดใสตามไปด้วย แต่อุปสรรคสำคัญในการขับถ่ายที่เรารู้จักกันดี นั่นคือ โรคริดสีดวงทวารหนัก ซึ่งเป็นอาการผิดปกติของกลุ่มหลอดเลือดรอบรูทวารหนักที่เกิดจากการถูกรัดด้วยพังผืดที่ยึดติดกับกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณลำไส้ตรง ส่งผลให้เกิดก้อนที่รูทวารหนักโป่งพองยืดออกมาและโตขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อเบ่งถ่ายความดันในช่องท้องจะเพิ่มปริมาณมากกว่าปกติ ทำให้อุจจาระเสียดสีกับกลุ่มหลอดเลือดที่โป่งพองขึ้นจนฉีกขาด ทำให้มีเลือดซึมฉาบอุจจาระที่ขับออกมา โดยทั่วไปผู้ป่วยจะไม่สามารถคลำพบก้อนดังกล่าวได้ในระยะแรก แต่ในระยะต่อมาจะคลำพบติ่งหรือก้อนที่โผล่ออกมาจากรูก้น โดยทั่วไปจะพบผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหนักในช่วงอายุระหว่าง 45 – 65 ปี แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี จะไม่เป็นโรคนี้เพราะพังผืดที่ยึดคลุมกลุ่มหลอดเลือดยังแข็งแรงอยู่

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร
พันธุกรรม

อาชีพ ซึ่งผู้มีอาชีพที่ต้องยืนนาน ๆ จะมีผลให้ความดันเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณปากทวารไหลกลับสู่หลอดเลือดดำในช่องท้องช้าลง โดยทั่วไปหลอดเลือดดำมีลิ้นเพื่อให้เลือดดำไหลกลับได้ทางเดียว แต่เมื่อการไหลของเลือดดำช้าลงประกอบกับมีความดันในช่องท้องสูง จึงเกิดการคั่งของหลอดเลือดดำบริเวณกลุ่มหลอดเลือดปากรูทวารหนัก ส่งผลให้กลุ่มหลอดเลือดดำโป่งพองจนเกิดอาการของโรคริดสีดวงทวาร
เกิดจากโรคแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ เช่น โรคตับแข็ง หรือโรคตับอักเสบ ไวรัสบี ซึ่งจะมีอาการท้องมานในระยะสุดท้าย และเมื่อมีน้ำในช่องท้องมาก ๆ จะส่งผลไปกดการไหลเวียนเลือดในช่องท้อง เป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดดำไหลกลับเข้าช่องท้องได้ไม่ดีนัก
อาการน่าสงสัยเมื่อเป็นริดสีดวงทวาร

เมื่ออุจจาระพบว่ามีเลือดสด ๆ ไหลออกมาด้วย คลำพบก้อนที่รูทวารหนัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1 พบก้อนข้างในรูทวารหนัก สามารถรักษาได้โดยการดื่มน้ำมาก ๆ รับประทานผักสด ผลไม้สดเป็นประจำ หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ และบางครั้งอาจใช้ยาเหน็บหรือยาถ่ายอุจจาระเป็นครั้งคราว

ระยะที่ 2 คลำพบก้อนที่รูทวารหนักเป็นบางครั้งและจะกลับเข้าไปด้านในได้เอง

ระยะที่ 3 พบก้อนโผล่พ้นรูทวารหนักออกมา และสามารถใช้นิ้วดันกลับเข้าไปได้เพราะก้อนยังไม่แข็ง

ระยะที่ 4 พบก้อนยื่นออกมา และใช้นิ้วดันกลับเข้าไปไม่ได้ เพราะนอกจากกลุ่มหลอดเลือดดำที่โผล่ออกมาดันพังผืดจนโป่งพองและบางแล้ว ยังถูกกล้ามเนื้อหูรูดปากทวารหนักรัดเอาไว้จนเลือดไหลเวียนไม่ได้ ทำให้เกิดการแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดขังอยู่ข้างใน ส่งผลให้เจ็บปวดอย่างรุนแรง ซึ่งแพทย์จะวินิจฉัยให้ทำการผ่าตัด

ปวดบริเวณทวารหนักอย่างรุนแรง
ปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะห่างไกลริดสีดวงทวาร
รับประทานอาหารที่มีกาก ( Fiber Food) เช่น ผักสด ผลไม้สด เพราะผักและผลไม้จะไม่สามารถย่อยสลายได้หมด และสามารถดูดน้ำกลับจากลำไส้ ส่งผลให้กากอุจจาระมีลักษณะนุ่มและอุ้มน้ำอยู่ภายใน และเมื่อถ่ายอุจจาระจะทำให้ไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อร่างกายเคลื่อนไหว ลำไส้ก็จะมีการเคลื่อนไหว และไปบีบให้อุจจาระมีการเคลื่อนตัวทำให้ขับถ่ายสบาย
ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพื่อให้อุจจาระมีน้ำอุ้มอยู่ ส่งผลให้กากอุจจาระนุ่ม โดยทั่วไปการที่ร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เพราะโดยปกติร่างกายจะมีปริมาณน้ำในลำตัวคงที่ เมื่อเราดื่มน้ำน้อย ลำไส้ต้องทำหน้าที่ดูดน้ำกลับจากกากอาหารที่เคลื่อนที่ผ่านไป เพื่อเข้าสู่ระบบการไหลเวียนของเลือด ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายตลอดเวลา และย่อมส่งผลต่อการแข็งตัวของอุจจาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเราทำความรู้จักกับโรคริดสีดวงทวารหนัก รวมถึงทราบว่าที่มาของโรคเป็นอย่างไรแล้ว
จึงไม่ยากที่จะหลีกเลี่ยง เพราะเพียงท่านมีนิสัยในการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ดูแลรักษาตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการออกกำลังกาย ท่านย่อมห่างไกลริดสีดวงทวารอย่างแน่นอน

โรคตื่นตระหนก

โรคแพนิค หรือบางคนอาจเรียกว่า โรคตื่นตระหนก เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่มีมานานแล้ว และพบไม่น้อยเลย แต่คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จัก แม้กระทั่งเมื่อเป็นโรค ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิด อาจไม่ทราบด้วยว่า อาการที่ผู้ป่วยแสดงออกนั้น เป็นอาการของโรคแพนิคที่รักษาได้ค่ะ

อาการของโรคแพนิคนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทันทีทันใด โดยผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่ทันหรือไม่เต็มอิ่ม บางรายอาจวิงเวียน ท้องไส้ปั่นป่วน มือเท้าเย็นชารู้สึกเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ จากนั้นจะเริ่มรู้สึกกลัวเหมือนตัวเองกำลังจะตาย หรือจะเป็นบ้า อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มที่และสงบลงในเวลาประมาณ 10 นาที บางรายอาจนานกว่านั้น แต่มักไม่เกิน 1 ชั่วโมง และจะเป็นซ้ำ ๆ โดยมีสิ่งกระตุ้นหรือไม่มีก็ได้ แพทย์ก็มักตรวจไม่พบความผิดปกติ และมักได้รับการสรุปว่าเป็นอาการเครียดหรือคิดมาก

หากไม่ได้รับการรักษาและอธิบายให้เข้าใจตัวโรคจะไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ผู้ป่วยจะทรมานจากอาการ และดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยความวิตกกังวลตลอดเวลา กลัวที่จะต้องอยู่ในที่ที่ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือได้ เมื่อมีอาการทำให้ไม่กล้าอยู่คนเดียวไม่กล้าไปไหนมาไหนคนเดียว หรือกลัวที่จะทำกิจกรรมบางอย่างหากอาการแพนิคกำเริบขึ้นทันที เช่น ข้ามสะพานลอย ขึ้นลิฟต์ หรือขับรถ และอาจพบภาวะอื่น ๆ ตามมา ที่พบบ่อยคือภาวะซึมเศร้า จากการมีอาการและไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไรแน่ กลัวว่าจะตายจากโรค ทำให้ผู้ป่วยเริ่มท้อแท้
สาเหตุของโรคแพนิคจริง ๆ นั้น ไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางร่างกายและทางจิตใจ

ทางร่างกาย อาจเกิดจากสมองส่วนควบคุมความกลัวที่เรียกว่า “อะมิกดาลา” ทำงานผิดปกติ

ดังนั้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะส่งผลให้เกิดพฤติกรรม ความคิดที่ผิดปกติ และต่อเนื่องไปถึงการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย คล้ายระบบสัญญาณกันขโมยที่ไวเกินดังขึ้นโดยไม่มีขโมยจริงๆ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางร่างกายอื่น ๆ เช่น

- กรรมพันธุ์ คนที่มีญาติเป็นโรคแพนิค มีแนวโน้มจะเป็นได้มากกว่าคนที่ไม่มีกรรมพันธุ์

- การใช้สารเสพติด จะไปทำให้สมองทำงานผิดปกติ หรือสารเคมีในสมองเสียสมดุล- ฮอร์โมนที่ผิดปกติก็อาจทำให้สารเคมีในสมองเสียสมดุลได้
ทางจิตใจ มีงานวิจัยยืนยันว่าคนที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิต อาจทำให้เกิดการ

เปลี่ยนแปลงหรือเสียสมดุลของสารเคมีในสมองได้ โดยเฉพาะในวัยเด็ก มีโอกาสเป็นโรคแพนิคได้มากกว่า เช่น ถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกข่มขืน เป็นต้น อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ไม่ยากค่ะ

การรักษา
ยาที่ใช้รักษามี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว เมื่อเกิดอาการขึ้นมา ให้รีบกินแล้วอาการจะหายทันที เป็นยาที่รู้จักกันในชื่อ ยากล่อมประสาท หรือยาคลายกังวล ยาประเภทนี้ ถ้ากินติดต่อกันนานๆ จะเกิดการติดยาและเลิกยาก

2. ยาที่ออกฤทธิ์ช้านั้น จะต้องกินต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล สามารถป้องกันโรคได้ในระยะยาว เพราะยาจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมอง ยากลุ่มนี้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า แต่จะไม่ทำให้เกิดการติดยาและสามารถหยุดยาได้เมื่อโรคหาย สำหรับการรักษาด้วยยา ในช่วงแรกๆ แพทย์จะให้ยาทั้ง 2 กลุ่ม คือ เนื่องจากยาที่ออกฤทธิ์ช้านั้น ยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ จึงต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์เร็วควบคู่กันไปด้วย เมื่อยาที่ออกฤทธิ์ช้านั้นได้ผล แพทย์จะลดการกินยาที่ออกฤทธิ์เร็วให้น้อยลง เมื่อผู้ป่วย "หายสนิท" คือไม่มีอาการเลย มักให้กินยาต่อไปอีก 8 - 12 เดือน เพื่อป้องกันการกลับมาของอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกลับมาอีก แต่ก็มีบางรายที่มีอาการอีกเมื่อหยุดยาไปแล้วสักพัก ก็ไม่เป็นไรค่ะแค่เริ่มต้นรักษาเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม การรักษาที่ได้ผลดี ควรมีการรักษาทางจิตใจควบคู่ไปด้วย โดยให้ความรู้ และพฤติกรรมบำบัด เพื่อปรับแนวคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วยด้วย ขณะเดียวกันคนใกล้ชิด ผู้เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งทีมแพทย์พยาบาลควรเข้าใจและให้กำลังใจ อย่าคิดว่าผู้ป่วยแกล้งทำ ซึ่งยิ่งเป็นการทำร้ายจิตใจเขาอย่างมาก แล้วอาการแพนิคก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงจนหายในที่สุดค่ะ

ทำตัวเมื่อเกิดแพนิค
สำหรับผู้ที่เป็นโรคแพนิคทุกคน ขอให้ปฏิบัติ เมื่อเกิดอาการดังนี้
1. หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ และบอกตัวเองว่าอาการไม่อันตราย แค่ทรมานแต่เดี๋ยวก็หาย
2. มียาที่แพทย์ให้พกติดตัวไว้ กินเมื่ออาการเป็นมาก
3. ฝึกการผ่อนคลายอื่น ๆ เช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิ ทำงานอดิเรกต่าง ๆ ที่ช่วยให้มีความสุข

ขอให้คุณหายไวๆ และมาร่วมกันสรรค์สร้างสังคมไทยของเรากันนะคะ

การผ่าตัดตกแต่งลิ้นไก่และเพดานอ่อน แบบประยุกต์ เพื่อรักษานอนกรน

เป็นการผ่าตัดด้วยเทคนิคแบบใหม่ในการรักษา อาการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่หย่อนบริเวณลิ้นไก่และเพดานอ่อนบางส่วนออกเล็กน้อย โดยเหลือส่วนของลิ้นไก่อยู่ราว 1ใน 3 และทำการเย็บด้วยไหมละลาย เพื่อทำให้ทางเดินหายใจบริเวณช่องคอกว้างขึ้น วิธีนี้สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือ ดมยาสลบก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย ผลข้างเคียงน้อยและได้ผลดีสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก สามารถลดเสียงกรนได้มากกว่า ร้อยละ 50 อย่างไรก็ตามไม่ใช่การรักษาที่คาดหวังว่าจะได้ผลถาวรตลอดไปเช่นเดียวกับการรักษาชนิดอื่นๆ เนื่องจากในอนาคต ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและอายุมากขึ้น อาการอาจกลับมาเป็นอีกได้ การผ่าตัดชนิดนี้เป็นการผ่าตัดโดยแพทย์จะใส่เครื่องมือทางผ่านทางช่องปาก จึงไม่มีบาดแผลใดๆที่มองเห็นได้จากภายนอก

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยบางรายที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน หรือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนผ่าตัดหลายวัน ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการผ่าตัด ซึ่งอาจต้องตรวจเลือด ภาพถ่ายรังสี หรือคลื่นหัวใจแล้วแต่ความจำเป็น และถ้าผลตรวจปรกติ ผู้ป่วยที่เลือกการผ่าตัดแบบใช้ยาชาเฉพาะที่ สามารถมาโรงพยาบาลวันที่นัดทำผ่าตัดได้เลย


ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัด โดยทั่วไปมักไม่รุนแรงและพบน้อยไม่ถึงร้อยละ 5 ได้แก่ เลือดออกจากแผลผ่าตัด ซึ่งปกติมักมีปริมาณไม่มากและหยุดได้เอง แต่บางรายถ้าเลือดออกไม่หยุดอาจต้องไปทำการห้ามเลือดในห้องผ่าตัด ผู้ป่วยอาจรู้สึกหายใจลำบากจากการบวมของทางเดินหายใจรอบแผลผ่าตัด ซึ่งถ้าอาการรุนแรง อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเจาะหลอดลมคอ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการสำลักน้ำหรืออาหารขึ้นจมูกถ้ารับประทานอาหารและกลืนอย่างรวดเร็ว ซึ่งพบน้อยมากที่จะมีเป็นนานเกิน 1 เดือน ผู้ป่วยสามารถพูดได้ชัดปรกติและมีผลต่อเสียงหรือการพูดน้อย ยกเว้นผู้ที่ต้องใช้เสียงเป็นอาชีพเช่น นักร้อง หรือนักพากย์ ท่านควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน นอกจากความเสี่ยงจากการผ่าตัดแล้วยังมีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการใช้ยาชาเฉพาะที่ เช่น ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หูอื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายได้เอง อย่างไรก็ตามแม้ว่าผลข้างเคียงที่รุนแรงจะพบได้น้อยมาก แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับและมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ มีโรคหัวใจหรือโรคปอดร่วมด้วย จะมีอัตราเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงขึ้น

การปฏิบัติตนและสิ่งที่ควรทราบหลังผ่าตัด
1.ผู้ป่วยส่วนมากสามารถกลับบ้านได้หลังพักฟื้นเพียง 1-2 ชั่วโมง ยกเว้น ในบางรายแพทย์อาจให้นอนในหอผู้ป่วยหลังผ่าตัด 1 คืน เพื่อสังเกตอาการ
2.ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บคอค่อนข้างมากราว 1 – 2 สัปดาห์ เนื่องจากมีแผลผ่าตัดและมีไหมเย็บอยู่ในช่องคอ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาที่จำเป็น เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ หรือยาอมแก้เจ็บคอ และไหมที่เย็บไว้จะละลายได้เองในเวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน
3.หลังการผ่าตัดสัปดาห์แรก แผลผ่าตัดยังไม่แข็งแรง ทางเดินหายใจมักจะบวมขึ้น อาจทำให้หายใจไม่สะดวก และกรนไม่ดีขึ้น นอกจากนี้อาจมีเลือดออกได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการขับเสมหะแรงๆ ระวังไม่แปรงฟันเข้าไปในช่องปากลึกเกินไป งดเล่นกีฬาที่หักโหมหรือยกของหนักชั่วคราว นอนศีรษะสูง โดยใช้หมอนหนุน อมและประคบน้ำแข็งที่คอบ่อยๆ แต่ถ้าอาการเป็นรุนแรงขึ้นควรรีบไปโรงพยาบาลพบแพทย์ทันที
4.ควรรับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือ อาหารเหลวที่เย็น เช่น ไอศกรีม ไม่ควรรับประทานอาหารที่แข็งหรือร้อน หรือ รสเผ็ดรสจัดเกินไป อย่างน้อย 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด
5.ควรรักษาความสะอาดในช่องปาก เช่น บ้วนปากและแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร

การนัดตรวจติดตามอาการ แพทย์จะนัดมาดูแผลครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด และหลังจากนั้น 3-4 สัปดาห์ แพทย์จะนัดมาเพื่อประเมินผลการรักษา ถ้าอาการต่างๆ เช่น นอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาแนะนำทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะสมต่อไป

เครื่องครอบฟัน (Oral Appliance) สำหรับรักษาการนอนกรน


ในผู้ป่วยที่มีภาวะนอนกรนหรือ ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับในระดับที่ไม่รุนแรง เครื่องครอบฟัน (oral appliance) จัดเป็นทางเลือกในการรักษาที่ดีวิธีหนึ่ง ใช้โดยการให้ผู้ป่วยสวมเครื่องมือทันตกรรมในปากขณะนอนหลับ หลักการคือ การยึดลิ้นและ/หรือขากรรไกรมาทางด้านหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นหรือเนื้อเยื่อในลำคอหย่อนลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น วิธีนี้สามารถช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวนอนหลับได้ดีมากขึ้นโดยที่ผลการรักษาค่อนข้างดี ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงหรือ ไม่มีความผิดปกติทางร่ายกายและบริเวณทางเดินหายใจส่วนอื่น ๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยหลายรายนิยมใช้มากกว่าเครื่องเป่าความดันลมเพื่อเปิดทางเดินหายใจ (CPAP) เนื่องจากสะดวกสบายในการใช้และในการพกพาขณะเดินทางมากกว่า ทั้งนี้เครื่องครอบฟันยังสามารถใช้ร่วมกับ CPAP หรือ การผ่าตัดทางเดินหายใจส่วนต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาร่วมกันให้สูงขึ้นได้อีกด้วย

ชนิดของเครื่องครอบฟัน ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ใหญ่ ๆ คือ
1. เครื่องยึดลิ้นให้ยื่นมาด้านหน้า (Tongue retaining devices) เครื่องมือชนิดนี้มีส่วนประกอบที่จะช่วยยึดลิ้นไว้ให้อยู่ในตำแหน่งด้านหน้า ไม่ให้ตกลงไปทางด้านหลังขณะนอนหลับ ทำให้ทางเดินหายใจบริเวณหลังโคนลิ้นเปิดกว้าง เหมาะสำหรับ ผู้ที่ไม่มีฟัน ผู้ที่มีโรคเหงือก หรือ โรคของข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular joint disorders)
2. เครื่องครอบฟันที่ช่วยจัดตำแหน่งของขากรรไกรล่าง (Mandibular Repositioning Appliances) เครื่องมือชนิดนี้เป็นชนิดที่นิยมใช้ที่สุดในปัจจุบัน โดยหลักการคือปรับเลื่อนขากรรไกรล่างไปทางด้านหน้าและยึดขากรรไกรบนและล่างเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ลิ้นซึ่งยึดติดอยู่กับขากรรไกรล่างเคลื่อนมาด้านหน้า นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อของลิ้นมัดต่างๆ ให้มีความตึงตัวเพิ่มมากขึ้น และช่วยจัดตำแหน่งของเพดานอ่อน ให้ตึงและเลื่อนมาทางด้านหน้าด้วย ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเปิดกว้างขึ้นขณะนอนหลับด้วย
3. เครื่องครอบฟันชนิดที่ใช้ร่วมกับเครื่องเป่าความดันลมเพื่อขยายทางเดินหายใจ (combined oral appliances and CPAP) เหมาะสมกับในบางราย แม้ว่าอาจจะไม่สะดวกก็ตาม

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษา
ผลข้างเคียงในระยะสั้นที่พบได้ เช่น ในช่วงแรกอาจพบว่ามีอาการเจ็บบริเวณที่ใส่เครื่องครอบฟัน หรือเกิดแผลที่เหงือกในบางราย และอาจมีปวดเมื่อยหรือ รู้สึกไม่สบายบริเวณกรามและขากรรไกรได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีน้ำลายออกมากผิดปกติ ทำให้มีกลิ่นปาก หรืออาจมีอาการปากแห้ง เนื่องจากหุบปากไม่สนิทเวลานอนได้ ซึ่งถ้าใช้และปรับตัวในระยะหนึ่งปัญหาดังกล่าวมักจะดีขึ้น สำหรับผลข้างเคียงในระยะยาว ถ้าใช้ไปนาน ๆ ผู้ป่วยอาจมีการสบฟันที่ผิดปกติ ปวดฟัน หรือมีผลต่อข้อกระดูกกรามและขากรรไกรได้ ซึ่งท่านต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ที่ดูแลท่านทราบ

การติดตามการรักษา
การใช้เครื่องครอบฟันเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับที่ไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามเนื่องจากผลการรักษาอาจมีข้อจำกัดและไม่ใช่วิธีการรักษาที่ทำให้หายขาดเช่นเดียวกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ดังนั้นท่านต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะก่อน เพื่อพิจารณาว่าท่านเหมาะสมกับการใช้เครื่องครอบฟันหรือไม่และแนะนำให้พบทันตแพทย์ที่มีความรู้ทางด้านนี้ ถ้าท่านตัดสินใจเลือกการรักษาด้วยวิธีนี้ ท่านควรใช้เครื่องมืออย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และควรรับการตรวจเพื่อติดตามผลการรักษากับทั้งแพทย์และทันตแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าท่านใช้เครื่องครอบฟันได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพดี และมีปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาน้อยที่สุด

4 วิธี ช่วยกระดูกให้แข็งแรง

“ทำอย่างไรดี ไปตรวจความหนาแน่นของกระดูกแล้วพบว่า กระดูกบางลง”
โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนจะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน เรามีวิธีบำรุงรักษากระดูกให้แข็งแรงมาฝากค่ะ

1. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และ รับประทานแคลเซียมเสริม
ผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม อายุมากกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม แหล่งที่มาของแคลเซียมได้จาก อาหารหลายประเภท เช่น นม โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็กทอด กุ้งแห้ง กะปิ ผักคะน้า ใบยอ ดอกแค เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง และงาดำ โดยทั่วไปการรับประทานอาหารไทยจะได้รับแคลเซียมประมาณ 400 - 500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่ร่างกายควรได้รับ จึงควรดื่มนมเสริม แต่หากไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ แนะนำให้รับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดซึ่งมีหลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมดังนี้
1. ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่ เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย
2. ดูว่าใน 1 เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม
3. ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด เนื่องจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา
4. ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดจะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย
อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อความปลอดภัย

2. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight-bearing exercise) อย่างสม่ำเสมอ
ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยเฉพาะผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน เน้นการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก เช่น เดินไกล วิ่งเหยาะๆ รำมวยจีน เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก การออกกำลังกายชนิดนี้ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย

3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ลดเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เนื่องจากจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ลดลง ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ และยาลูกกลอน ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระดูกพรุนมากขึ้นได้

4. ปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม ส่งตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นของกระดูกในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และให้การรักษาเมื่อตรวจพบภาวะโรคกระดูกพรุน

สุดท้ายคงต้องบอกว่า การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงสามารถทำได้ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนอายุ 30 ปี เป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดและต้องไม่ลืมว่าการออกกำลังกายแต่พอเหมาะและรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีก

แคลเซียม ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

เคยสงสัยหรือไม่ อะไรทำให้กระดูกของเราแข็งแรง “แคลเซียม” เป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย ร้อยละ 55 จะอยู่ในกระดูกและฟัน โดยจับกันเป็นผลึกอยู่กับฟอสฟอรัส นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมส่วนหนึ่งอยู่ในเลือดโดยจับอยู่กับโปรตีนในเลือดและอยู่ในแคลเซียมอิสระ
หน้าที่ของแคลเซียม

โดยทั่วไป แคลเซียมนอกจากเป็นส่วนประกอบของกระดูกแล้ว ยังทำหน้าที่อื่น ๆ อีก เช่น ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อระบบประสาท ทำให้เกิดการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อทั่วไป รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของโปรตีนอื่น ๆ ที่ช่วยในกระบวนการสร้างและสลายกระดูก และที่สำคัญ แคลเซียมยังช่วยควบคุมความสมดุลของกรดในร่างกายอีกด้วย เห็นประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธว่าแคลเซียมไม่สำคัญ แต่ปัจจุบันทราบหรือไม่ว่ามีคนจำนวนมากประสบภาวะกระดูกพรุน เป็นแล้วเกิดผลเสียอย่างไรมาดูกันครับ

โรคกระดูกพรุน คืออะไร
คือภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนอาจเกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้
1. ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง
2. กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้
3. เกิดอาการแทรกซ้อนจากกระดูกหัก เช่น ปอดบวม แผลกดทับ ติดเชื้อ แขนขาใช้งานไม่ได้ เป็นสาเตุของการเสียชีวิตในผู้สูงอายุสาเหตุหนึ่ง

ปฏิบัติตามนี้จะช่วยป้องกันท่านจากโรคกระดูกพรุน
1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะผุ้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน ควรออกกำลังกายที่ลงน็านัก เช่น เดินไกล วิ่งเหยาะ ๆ รำมวยจีน เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก
2. รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซี่ยม ที่สำคัญ ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว
3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุรี่ ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้ว/วัน

โดยปกติ นมสด 1 แก้ว (250 ซีซี) จะมีแคลเซียมประมาณ 200 มิลลิกรัม ในวัยเด็ก ต้องการแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัม/วัน ในขณะที่สตรีวัยหมดประจำเดือนและผู้สูงอายุต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 - 1,500 มิลลิกรัม แต่ในรายที่ไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมในปริมาณที่ร่างกายต้องการ ก็อาจรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแคลเซียม และไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะได้รับแคลเซียมมากไป เพราะเมื่อร่างกายดูดซึมแคลเซียมจนถึงจุดสมดุลย์ทั้งในกระดูกและเลือด แคลเซียมส่วนเกินจะถูกขับถ่ายออกทางอุจจาระตามปกติ

หลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม
1. ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่ เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย
2. ดูว่าใน 1 เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม
3. ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด เนื่งจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา
4. ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดจะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย
อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และต้องไม่ลืมว่าการออกกำลังกายแต่พอเหมาะและรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีกนาน

โรคกระดูกพรุน


เป็นโรคที่พบได้ในผู้สูงอายุทุกคน สาเหตุที่สำคัญอันหนึ่งคือ การทำงานของฮอร์ โมนที่ลดลงในผู้สูงอายุ ทำให้การเคลื่อนไหวลดลง แต่ผู้สูงอายุส่วนน้อยเท่านั้นที่มี อาการ เช่น ปวดหลัง หลังค่อม ทำให้ความสูงลดลง จนถึงกระดูกหักง่าย แม้มีอุบัติเหตุ เพียงเล็กน้อย เช่น หกล้มก็ตาม

สาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุน
1. การไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่ม สาว ซึ่งเป็นช่วงที่ควรสร้างความหนาแน่นของกระดูกมากที่สุด
2. สาเหตุจากรรมพันธุ์ ซึ่งควรจะพิจารณาถึงบุคคลในครอบครัว เช่น ปู่ ยา ตา ยาย ถ้าท่านเหล่านั้นมีอาการของโรคกระดูกพรุนอย่างชัดเจน โอกาสที่บุตรหลานจะมีอาการ เช่นกันนั้นสูงถึง 80% ส่วน 20% ที่เหลือนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะในการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย
3. ยาอาจเกิดจากการใช้ยาสำหรับโรคบางอย่างที่นำสู่การลดความหนาแน่นของ กระดูก เช่น ออร์ติโซน สำหรับโรคไขข้ออักเสบ, โรคหืด, ยาเฮปาริน สำหรับโรคหัวใจ และความดันโลหิต การรักษาโดยการฉายรังสี หรือการให้สารเคมีก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่มีการทำลายเซลล์กระดูก ซึ่งนำไปสู่โรคกระดูกพรุน
4. กายภาพ การสูบบุหรี่ การดื่มสุราเป็นประจำ จะลดประสิทธิภาพการดูดซึม ธาตุแคลเซียม ใน ร่างกาย ทำให้กระดูกเสื่อมและหดลงเร็ว
5. คาเฟอีน การดื่มกาแฟมาก ๆ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเช่น โค้ก, ชา เป็นต้น ก็ทำให้กระดูกเสื่อมง่ายขึ้น
6. ฮอร์โมน การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนของหญิงวัยหมดประจำเดือน ทำให้ ประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง เป็นสาเหตุให้เกิดโรคกระดูก พรุนเพิ่มขึ้น
7. อาหารที่มีแคลเซี่ยมต่ำ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำในวัยชรา และใน คู่สามีภรรยา จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง เป็นสาเหตุให้เกิดโรค กระดูกพรุนเพิ่มขึ้น
8. การสูญเสียแคลเซียม ผ่านทางผิวหนัง ปัสสาวะและอุจจาระ ควรจะทดแทนการ สูญเสียเหล่านั้น เพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูก
9. การไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย เมื่อวัยชราโรคกระดูดพรุนเกิดขึ้นรุนแรง ถ้าขาดการออกกำลังกาย และการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูก มักเกิดขึ้นในช่วง ที่ไม่ได้เคลื่อนไหว เช่น ในขณะนั่งรถเข็น หรือนอนพักฟื้น
10. ขาดวิตามินดี เพราะในวิตามินดีมีความจำเป็นในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ในบ้านเรามักจะไม่มี ปัญหาการขาดวิตามีนดี เนื่องจากมีแสงแดดตลอดปี
การป้องกัน
1. ออกกำลังกายเป็นกิจวัตร โดยเฉพาะกลางแจ้งตอนที่มีแดดอ่อน เช่น เวลาเช้า หรือเย็น
2. เมื่อมีความเจ็บป่วยไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรรีบทำกายภาพบำบัด หรือเคลื่อน ไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย
3. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลากระป๋อง ซึ่งสามารถรับประทาน กระดูกปลาได้ หรือดื่มนมพร่องไขมันเนย ผักผลไม้ เป็นต้น
4. งดการดื่มสุรา และสูบบุหรี่
5. ไม่ควรซื้อยารับประทาน เช่น ยาลูกกลอน เพราะมักจะมีสารเสตียรอยด์ผสมอยู่ ทำให้กระดูกพรุนได้โดยไม่รู้ตัว

ปวดเมื่อยเมื่อสูงอายุ

เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา หรือผู้สูงอายุ อวัยวะต่างๆ ย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะแขนขา ข้อต่อต่างๆ และกล้ามเนื้อ ซึ่งอาการปวดเมื่อยจะมีตั้งแต่ อาการเล็กน้อยจนกระทั่งถึงปวดรุ่นแรง จนทนไม่ไหว

ถาม อาการปวดเมื่อยในผู้สูงอายุเกิดจากอะไรได้บ้าง
ตอบ อาการปวดเมื่อยในผู้สูงอายุมีได้หลายสาเหตุ อันแรกคือ โรคข้อเสื่อม ซึ่งเกิด ตามข้อต่างๆ เกิดในคนที่มีอายุมาก ซึ่งจะเป็นเกือบทุกคน และอีกอย่างคือโรค กระดูกผุ มีเนื้อของกระดูกบางลง อันดับที่สามคือโรคหมอนรองกระดูกทับประสาท และอีกประการหนึ่งก็ได้แก่ พวกโรครูมาติสซั่ม นอกจากนั้นก็อาจจะมาจากโรคไตหรือ โรคกระเพาะอาหาร

ถาม อาการปวดเมื่อยจากความชรา แตกต่างจากโรคดังกล่าวหรือไม่
ตอบแตกต่างกัน เพราะคนชราปวดเมื่อย ถ้าให้พักผ่อนก็จะหายได้ อาการปวดมัก เป็นช้าๆ ทีละน้อยผิดกันกับโรคต่างๆ ที่กล่าวแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นทันทีโดยรุนแรงและ รวดเร็ว การพักผ่อนอาจจะไม่หายปวด

ถาม สาเหตุของการปวดเมื่อยในผู้สูงอายุเกิดได้อย่างไร
ตอบเนื่องจากสาเหตุปวดเมื่อยมีหลายอย่าง การเกิดจะแตกต่างกันไป ถ้าเกิดจาก ความเสื่อมของข้อก็เพราะเสื่อมไปตามกาลเวลา ยิ่งถ้ามีการใช้งานข้อมากกว่าปกติ เช่น แบกของหนัก ทำงานหนักมาก การเกิดโรคกระดูกผุจะพบได้จากผู้ป่วยสูงอายุ ที่เป็นหญิง เพราะฮอร์โมนเพศหญิงลดลง ทำให้แคลเซียมละลายออกจากร่างกายมาก กว่าที่เก็บสะสมไว้ แต่ถ้าเกิดจากการยกของหนักๆ ผิดท่า โดยเฉพาะการออกกำลัง กายโดยไม่มีการอุ่นเครื่อง (warm up) เสียก่อน ก็ทำให้ปวดมากได้ทันที

ถาม ผู้สูงอายุควรจะทำอย่างไร เมื่อมีอาการปวดเมื่อยดังกล่าว
ตอบ โดยทั่วๆ ไปแล้ว ควรพักผ่อน มักก็จะช่วยได้เสมอและการนวดแต่เพียงเบาๆ ได้ผลดี รวมทั้งการทำกายภาพบำบัด จะให้ผลดีเช่นกัน

ถาม มีวิธีป้องกันหรือไม่ ที่จะไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว
ตอบ การป้องกัน ได้แก่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้กระดูและกล้ามเนื้อ แข็งแรง การยกของ การทำงานด้วยท่าทางที่เหมาะสมสำหรับวัยและหลีกเลี่ยงงาน หนักมากๆ

ถาม อาหารจะเกี่ยวข้องหรือไม่กับการปวดเมื่อย
ตอบ อาหารมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง เช่น โรคเก๊าท์ ปวดข้อจากการมีระดับกรด ยูริคสูง ต้องจำกัดอาหารประเภทเครื่องใน การขาดวิตามินและเกลือแร่ทำให้กระดูก บางลงอาจทำให้ปวดเมื่อยได้ในภายหลัง อาหารแป้งและไขมันที่จะเพิ่มน้ำหนักตัวต้อง จำกัดด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดเข่าได้ง่ายเช่นกัน

โรคข้อเสื่อม

รศ.นพ.วัฒนชัย โรนจวณิชย์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด

ถาม. ลักษณะอย่างไรถึงเรียกว่า โรคขัอเสื่อม
ตอบ. โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกิดกับข้อ เป็นในกลุ่มของผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตามสามารถเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุน้อยกว่านั้น ส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิง ที่มีรูปร่างอ้วน โดยจะมีลักษณะอาการปวด โดยเฉพาะเวลาเดิน แม้จะเดินในที่ราบ เดินไปสักครู่จะต้องพัก ผู้ป่วยบางรายเวลาลุกออกจากเก้าอี้ไม่สามารถลุกเดินได้ทันที จะต้องตั้งหลักสักครู่ถึงจะก้าวเดินได้ ในรายที่เป็นมากอาจไม่สามารถก้าวเดินได้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่สามารถนั่งยองๆได้ คุกเข่าได้

ถาม. ตำแหน่งที่มักพบบ่อยได้แก่ตำแหน่งใด
ตอบ. ความจริงโรคข้อเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้ตามข้อต่างๆในร่างกาย ที่พบบ่อยได้แก่ ข้อเข่า ข้อสะโพก บั้นเอว กระดูกคอ ก็จะพบความเสื่อมของข้อกกระดูกได้อย่างชัดเจน ที่พบน้อยมาก อาจจะเป็นข้อไหล่ ข้อศอก ข้อเท้า ข้อนิ้วมื้อ ข้อนิ้วเท้า

ถาม. สาเหตุหรือว่าปัจจัยเสี่ยง
ตอบ. ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องของอายุ เรื่องของกรรมพันธุ์ รูปร่างลักษณะร่างกาย รวมทั้งการใช้งาน เช่นอาชีพที่มีการเคลื่อนไหวข้อนั้นๆมากๆ ก็จะมีโอกาสทำให้เกิดการเสื่อมสภาพได้เช่นเดียวกันอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ ผู้ป่วยที่มีประวัติบาดเจ็บของข้อนั้นๆ หรือเคยผ่านการผ่าตัดของข้อนั้นๆมา ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งได้

ถาม. เราจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุของข้อเสื่อม
ตอบ. จริงๆสามารถจะทราบได้จากการซักประวัติของผู้ป่วยอย่างคร่าวๆได้ น่าจะคิดถึงจากปัจจัยเสี่ยงหลายๆอย่างร่วมกัน แต่อย่างไรการตามการตรวจร่างกายจะสามารถทำในการวินิจฉัยแน่นอนชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การตรวจข้อ ข้อนั้นมีการเคลื่อนไหวที่เต็มพิสัยของข้อ แสดงว่า เป็นน้อย คนที่เป็นมากขึ้น เช่น ข้อเข่าจะไม่สามารถงอได้สุด หรือเหยียดไม่ได้สุด หรือมักพบเสียงที่ผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหว บางคนจะเรียกว่า ข้อฝืด ซึ่งความผิดปกติต่างๆเหล่านี้สามารถตรวจร่างกายได้ โดยเฉพาะการถ่ายภาพรังสี จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ถาม. วิธีการรักษาในปัจจุบัน มีกี่วิธี
ตอบ. การรักษาในปัจจุบัน วิธีที่นิยมและเริ่มต้นรักษาในปัจจุบัน เรียกว่า การรักษาอนุรักษ์นิยม คือ แพทย์จะอธิบายความเป็นมาที่ของโรคนี้ให้ผู้ป่วยเข้าใจ ให้ผู้ป่วยเข้าใจและสามารถดูแลปฏิบัติตนเอง
ได้ในระดับหนึ่ง ในกลุ่มของผู้ป่วยที่มีการดูแลแล้วยังมีอาการเจ็บปวด ก็จะต้องอาศัยยาเข้าไปช่วย เช่น การรับประทานยาแก้ปวด ยาต้านอักเสบ มีการปรับเปลี่ยนรองเท้า หรือใช้เครื่องพยุงข้อเข่า
ซึ่งเป็นการรักษาเบื้องต้นที่คนไข้จะต้องร่วมมือกับแพทย์ที่ทำการรักษาด้วย

ถาม. ความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องมาพบแพทย์เมื่อเกิดอาการเริ่มต้น
ตอบ. การมาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ จะเกิดประโยชน์มากกว่าในแง่ที่ว่า ถ้าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงไม่มาก ก็สามารถดูแลรักษาด้วยตนเองได้ สำหรับในกลุ่มที่จำเป็นจะต้องทำการรักษาตามวิธีอย่างที่ได้เรียนมาข้างต้น นอกจากการรับประทานยาและการดูแลปฏิบัติตนเองแล้ว อาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมด้วย อีกวิธีหนึ่งที่เป็นนวตกรรมในระยะเวลา 10- 20 ปี ที่ผ่านมาก็คือ การใช้กล้องส่องข้อเข้ามาร่วมในรักษา จะรักษาในกรณีที่ผู้มีลักษณะของขาที่โก่งไม่มาก มีอาการอักเสบบวมของข้อนั้นๆเป็นระยะเวลายาวนาน ในกรณีที่ผู้ป่วยที่มีลักษณะที่โก่งมาก แต่อายุไม่มาก เช่น อายุ 50 ต้นๆ ก็สามารถจะทำการจัดแนวขาให้ตรง คล้ายกับคนปกติ ด้วยวิธีการผ่าตัดปรับแนวขา สำหรับขั้นตอนสุดท้าย ก็คือ การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อ ซึ่งหมายถึง การถากผิวกระดูกไม่เกิน 10 มิลลิเมตร คล้ายๆกับการรักษาทางทันตกรรมก็คือ การครอบฟัน ซึ่งการดูแลรักษาข้อเข่าเสื่อมจะใช้วัสดุซึ่งเป็นสารผสมสวมขึ้นไปทั้งด้านบนและล่าง และตรงกลางของข้อจะมีวัสดุพิเศษที่ใช้ในการเคลื่อนไหว

ถาม. การออกกำลัง การบริหาร ควรเลือกประเภทใดที่เหมาะสม
ตอบ. ในปัจจุบันประชาชนให้ความสนใจในเรื่องการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมและดีที่สุดก็คือ การเดินออกกำลังกายในพื้นราบ โดยมีระยะทาง 1-2 กิโลเมตร จะดีกับทุกเพศทุกวัยและไม่กระทบกระเทือนผิวข้อจนเกินไป ส่วนการวิ่งคงจะเหมาะสมกับคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุน้อย ก็สามารถปฏิบัติได้ ในกลุ่มผู้ป่วยที่สูงอายุ ควรเลือกการเดิน ก็จะเหมาะสมที่สุด ส่วนกิจกรรมอื่นๆ เช่น การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน การรออกกำลังกายเหล่านี้ก็จะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพละกำลังของกล้าามเนื้อต้นขาได้เป็นอย่างดี

ถาม. จะมีวิธีการป้องกันอย่างไร
ตอบ. ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีผลกระทบสำหรับข้อเข่า หมั่นบริหารข้อเข่าให้แข็งแรง คนที่ที่เคยมีประวัติเจ็บป่วยที่ข้อเข่า ควรจะปรึกษาแพทย์ และรับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้ข้อนั้นเสื่อมช้าลง คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเก๊าท์ ควรจะต้องติดตามและรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของข้อได้

เกาต์

โรคเกาต์ป็นโรคที่เกิดจากการที่มีกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานานและมีการตกผลึกของยูเรตตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ข้อ ทำให้เกิดข้ออักเสบ ไต ทำให้เกิดนิ่วในไตและและไตวาย พบผู้เป็นโรคเกาต์ 2-4 คน ต่อประชากร 1,000 คน อายุ 40-60 ปี พบร้อยละ 2 อายุ 60 ปีขึ้นไป พบร้อยละ 4 สังเกตได้ว่ายิ่งอายุมากขึ้นโอกาสเป็นมากขึ้น

สาเหตุของกรดยูริกในเลือดสูงเนื่องมาจากร่างกายสร้างกรดยูริกมากกว่าปริมาณที่ขับถ่าย และจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกเป็นปกติแต่ปริมาณที่ขับถ่ายออกจากร่างกายน้อยกว่า ส่วนเหตุอีกประการ คือ ทางกรรมพันธุ์จากการขาดเอนไซม์บางตัวหรือเอนไซม์บางตัวทำงานมากเกินไป และประการสุดท้ายเกิดจากโรคบางชนิดที่สร้างกรดยูริกเกิน เช่น โรคมะเร็ง โรคเลือด รวมทั้งจากการดื่มสารที่มีแอลกอฮอล์ผสม เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์
การที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการข้ออักเสบโรคเกาต์เฉียบพลัน เพศชายเริ่มเป็นเมื่ออายุ 40 ปี เพศหญิงเริ่มเป็นอายุ 55 ปี ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะกลับเป็นข้ออักเสบซ้ำ ๆ และมีการสะสมของกรดยูริกตามข้อที่ทำให้เกิดเป็นปุ่มเป็นก้อนเห็นจากผิวหนัง ระยะนี้เรียกว่า “โรคเกาต์ระยะมีโทไพเรื้อรัง”

สาเหตุที่ทำให้ข้ออักเสบเป็นซ้ำใหม่เกิดจากการกระทบกระแทกข้อ การดื่มสารที่มีแอลกอฮอล์ผสม หลังการผ่าตัด การติดเชื้อของร่างกาย การรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงมากเกินไป การรับประทานยาบางอย่างที่มีผลต่อระดับกรดยูริกในร่างกาย โดยความเป็นจริงแล้วการรักษาโรคเกาต์ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารชนิดใดเป็นพิเศษ ผู้ป่วยมีสิทธิรับประทานได้ทุกอย่าง ทั้งนี้เพราะอาหารที่มีผลต่อระดับยูริกในเลือดเพียง 0.5-1มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร อาหารที่มีผลต่อระดับยูริกมาก ๆ คือ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ และยอดผัก ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย

โรคเกาต์เป็นโรคที่รักษาง่าย รักษาหายขาดได้ คือไม่กลับมาเป็นข้ออักเสบอีก ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ โดยแพทย์จะรักษา ดังนี้ รักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลันโดยการใช้ Colchicine หรือยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ งดการบีบนวดตำแหน่งที่เจ็บ (ยิ่งนวดก็ยิ่งปวดและหายช้า) รักษาให้กรดยูริกกลับลงมาสู่ปกติ โดยการรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ รับประทานน้ำให้เพียงพอ น้ำที่เพียงพอจะช่วยขับกรดยูริกออกทางไต ถ้าเดิมเคยดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ก็ควร

เกาต์

โรคเกาต์ป็นโรคที่เกิดจากการที่มีกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานานและมีการตกผลึกของยูเรตตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ข้อ ทำให้เกิดข้ออักเสบ ไต ทำให้เกิดนิ่วในไตและและไตวาย พบผู้เป็นโรคเกาต์ 2-4 คน ต่อประชากร 1,000 คน อายุ 40-60 ปี พบร้อยละ 2 อายุ 60 ปีขึ้นไป พบร้อยละ 4 สังเกตได้ว่ายิ่งอายุมากขึ้นโอกาสเป็นมากขึ้น

สาเหตุของกรดยูริกในเลือดสูงเนื่องมาจากร่างกายสร้างกรดยูริกมากกว่าปริมาณที่ขับถ่าย และจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกเป็นปกติแต่ปริมาณที่ขับถ่ายออกจากร่างกายน้อยกว่า ส่วนเหตุอีกประการ คือ ทางกรรมพันธุ์จากการขาดเอนไซม์บางตัวหรือเอนไซม์บางตัวทำงานมากเกินไป และประการสุดท้ายเกิดจากโรคบางชนิดที่สร้างกรดยูริกเกิน เช่น โรคมะเร็ง โรคเลือด รวมทั้งจากการดื่มสารที่มีแอลกอฮอล์ผสม เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์
การที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการข้ออักเสบโรคเกาต์เฉียบพลัน เพศชายเริ่มเป็นเมื่ออายุ 40 ปี เพศหญิงเริ่มเป็นอายุ 55 ปี ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะกลับเป็นข้ออักเสบซ้ำ ๆ และมีการสะสมของกรดยูริกตามข้อที่ทำให้เกิดเป็นปุ่มเป็นก้อนเห็นจากผิวหนัง ระยะนี้เรียกว่า “โรคเกาต์ระยะมีโทไพเรื้อรัง”

สาเหตุที่ทำให้ข้ออักเสบเป็นซ้ำใหม่เกิดจากการกระทบกระแทกข้อ การดื่มสารที่มีแอลกอฮอล์ผสม หลังการผ่าตัด การติดเชื้อของร่างกาย การรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงมากเกินไป การรับประทานยาบางอย่างที่มีผลต่อระดับกรดยูริกในร่างกาย โดยความเป็นจริงแล้วการรักษาโรคเกาต์ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารชนิดใดเป็นพิเศษ ผู้ป่วยมีสิทธิรับประทานได้ทุกอย่าง ทั้งนี้เพราะอาหารที่มีผลต่อระดับยูริกในเลือดเพียง 0.5-1มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร อาหารที่มีผลต่อระดับยูริกมาก ๆ คือ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ และยอดผัก ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย

โรคเกาต์เป็นโรคที่รักษาง่าย รักษาหายขาดได้ คือไม่กลับมาเป็นข้ออักเสบอีก ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ โดยแพทย์จะรักษา ดังนี้ รักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลันโดยการใช้ Colchicine หรือยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ งดการบีบนวดตำแหน่งที่เจ็บ (ยิ่งนวดก็ยิ่งปวดและหายช้า) รักษาให้กรดยูริกกลับลงมาสู่ปกติ โดยการรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ รับประทานน้ำให้เพียงพอ น้ำที่เพียงพอจะช่วยขับกรดยูริกออกทางไต ถ้าเดิมเคยดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ก็ควร

โรคไมเกรน


คำจำกัดความของโรคไมเกรน
โรคไมเกรนเป็นโรคที่ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญคือ อาการปวดศีรษะนั้นมักจะปวดข้างเดียว หรือเริ่มปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดทั้งสองข้าง และแต่ละครั้งที่ปวดมักจะย้ายข้างไปมาหรือย้ายตำแหน่งได้ แต่บางครั้งก็อาจจะปวดทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อม ๆ กันตั้งแต่แรก ลักษณะอาการปวดมักจะปวดตุ๊บ ๆ เป็นระยะ ๆ แต่ก็มีบางคราวที่ปวดแบบตื้อ ๆ ส่วนมากจะปวดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก โดยจะค่อย ๆ ปวดมากขึ้นที่ละน้อยจนกระทั่งปวดรุนแรงเต็มที่แล้วจึงค่อย ๆ บรรเทาอาการปวดลงจนหาย ขณะที่ปวดศีรษะก็มักจะมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ระยะเวลาปวดมักจะนานหลายชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะนานไม่เกิน 1 วัน ในบางรายอาจจะมีอาการเตือนนำมาก่อนหลายนาที เช่น สายตาพร่ามัว หรือ มองเห็นแสงกระพริบ ๆ อาการปวดนั้นไม่เลือกเวลา บางรายอาจจะปวดขึ้นมากลางดึก หรือปวดตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา บางรายก็ปวดตั้งแต่ก่อนเข้านอนจนกระทั่งตื่นนอนเช้าก็ยังไม่หายปวดเลยก็ได้
อาการปวดศีรษะไมเกรนต่างจากอาการปวดศีรษะธรรมดาตรงที่ว่า อาการปวดศีรษะธรรมดามักจะปวดทั่วทั้งศีรษะ ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดตื้อ ๆ ที่ไม่รุนแรงนัก และมักจะไม่มีอาการอื่น เช่น คลื่นไส้ร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะหายได้เองเมื่อได้นอนหลับสนิทไปพักใหญ่

ส่วนใหญ่พบผู้ป่วยกลุ่มใด วัยใด เพศใด มากที่สุด
โรคปวดศีรษะไมเกรนส่วนใหญ่จะเป็นในผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย มักเป็นในผู้ที่มีความเครียดทางอารมณ์และจิตใจสูง แต่ก็อาจเกิดในผู้ที่สุขภาพจิตดีก็ได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไมเกรน
ปัจจุบันสาเหตุของไมเกรนก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด มีอยู่หลายทฤษฎีที่เชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ โดยเชื่อกันว่าอาจจะเกิดจากความผิดปกติที่ระดับสารเคมีในสมอง การสื่อกระแสในสมอง หรือการทำงานที่ผิดปกติไปของหลอดเลือดสมองก็ได้
จากหลักฐานข้อมูลทางระบาดวิทยา ปัจจุบันเชื่อว่าไมเกรนถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่จะเกิดอาการหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่มากระทบตัวผู้เป็น

อาการปวดศีรษะไมเกรนจะแตกต่างจากอาการปวดศีรษะจากสาเหตุอื่นอย่างไร
อาการปวดหัวอาจจะเกิดจากความผิดปกติของส่วนต่าง ๆ ภายในกะโหลกศีรษะ เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง โพรงน้ำในสมอง หลอดเลือดสมอง หรืออาจจะเกิดจากความผิดปกติของกะโหลกศีรษะเอง รวมทั้งอวัยวะต่าง ๆ รอบกะโหลก ได้แก่ ตา หู จมูก โพรงอากาศหรือไซนัส คอ และกระดูกคอ
นอกจากนั้นแล้วอาการปวดศีรษะอาจจะเกิดจากโรค หรือภาวะต่าง ๆ ที่เกิดแก่ร่างกายแล้วส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้น เช่น ไข้หวัดใหญ่
ดังนั้น การที่จะทราบว่าอาการปวดศีรษะนั้นเกิดจากโรคไมเกรนแพทย์ต้องทำการวินิจฉัยจากลักษณะจำเพาะของอาการปวดศีรษะ อาการที่เกิดร่วมด้วย รวมทั้งผลการตรวจร่างกายระบบต่าง ๆรวมทั้งการทำงานของสมองที่เป็นปกติ แต่อย่างไรก็ดี โรคไมเกรนบางประเภทก็อาจทำให้สมองทำงานผิดปกติไปชั่วคราวในระหว่างที่เกิดอาการปวดขึ้นได้ แพทย์จำเป็นที่จะต้องทำการวินิจฉัยแยกโรคให้ได้
แพทย์จะมีการตรวจวินิจฉัยอย่างไรว่าผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรน
การที่จะทราบว่าอาการปวดหัวเกิดจากสาเหตุใดนั้น ต้องอาศัยลักษณะต่าง ๆ ของอาการปวด อาการที่เกิดร่วมด้วย ความผิดปกติของการทำงานของสมอง หรืออวัยวะต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวด ดังนี้
- ลักษณะต่าง ๆ ของอาการปวด : ตำแหน่ง ความรุนแรง ลักษณะการปวด การดำเนินของการปวด
- อาการที่เกิดร่วมด้วย เช่น ไข้ ตาแดง ตาโปน น้ำมูกมีกลิ่นเหม็น คลื่นไส้ เวียนหัว
- ความผิดปกติของการทำงานของสมองหรืออวัยวะต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวด เช่น ความคิดอ่านเชื่องช้า มองเห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง เดินเซ
- ปัจจัยกระตุ้นอาการปวด เช่น ความเครียด แสงจ้า ๆ อาหารบางชนิด
- ปัจจัยทุเลาอาการปวด เช่น การนอนหลับ การนวดหนังศีรษะ ยา
รวมทั้งแพทย์จำต้องสอบถามอาการและตรวจร่างกายผู้ป่วย ในกรณีที่จำเป็นบางครั้งอาจต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้การวินิจฉัยแยกโรคที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกับโรคไมเกรน
การรักษาผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรน

วิธีการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรนที่สำคัญได้แก่ การบรรเทาอาการปวดศีรษะ และการป้องกันไม่ให้เกิดหรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ
การบรรเทาอาการปวดศีรษะนั้น อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น การนวด การกดจุด การประคบเย็น การประคบร้อน หรือการนอนหลับ ในรายที่ไม่ได้ผลหรืออาการปวดรุนแรงก็จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด ปัจจุบันมียาแก้ปวดที่ได้ผลดีหลายชนิด ยาแต่ละชนิดก็มีผลข้างเคียงต่าง ๆ กันไป ประกอบกับผู้ป่วยแต่ละรายก็ตอบสนองต่อยามาไม่เหมือนกัน จึงต้องเลือกให้เหมาะสมในแต่ละรายไป
สำหรับการป้องกันไม่ให้เกิด หรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะนั้น ที่สำคัญมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกก็คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการกำจัดความเครียดอย่างเหมาะสม วิธีที่สองคือ การรับประทานยาป้องกันไมเกรน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาป้องกันก็ต่อเมื่อปวดศีรษะบ่อยมาก เช่น สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งขึ้นไป หรือแม้จะปวดไม่บ่อยแต่รุนแรงมากหรือนานต่อเนื่องกันหลายวัน ยาป้องกันไมเกรนนั้นมีอยู่หลายชนิด จะต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายไป แนะนำให้รับประทานยาป้องกันต่อเนื่องจนอาการสงบลงนาน 6-12 เดือน จึงลองหยุดยาได้ เมื่อกำเริบขึ้นอีกจึงเริ่มรับประทานใหม่ ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาไมเกรนให้หายขาดได้ แต่ก็มีวิธีควบคุมอาการให้สงบลงได้ดังกล่าวแล้ว

ผลกระทบหรือปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคไมเกรนมีอะไรบ้าง
ผลกระทบที่สำคัญที่เห็นได้ชัดคือเสียสุขภาพกาย ต้องทรมานจากความปวด บางรายปวดรุนแรงมากจนแทบอยากจะวิ่งเอาหัวชนฝาผนัง บางรายก็ปวดข้ามวันข้ามคืนจนนอนหลับไม่สนิท บ้างก็คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลียจนเสียสมรรถภาพการเรียนการทำงาน ไมเกรนเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ทำงานประเภทใช้ความคิดต้องขาดงานเป็นจำนวนมาก ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจไม่น้อย ถ้าเป็นบ่อยมากเป็นรุนแรงมาก ๆ ก็ทำให้เสียสุขภาพจิตได้ บ้างก็จะวิตกกังวลว่าอาจจะเป็นเนื้องอกในสมอง

วิธีการดูแลตนเองระหว่างเป็นโรคไมเกรน
ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เมื่อทราบว่าเป็นไมเกรนแล้ว ควรจะออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยป้องกันอาการปวด เมื่อปวดศีรษะไมเกรนควรรับประทานยาแก้ปวดเป็นครั้งคราว ถ้าปวดบ่อยมากควรจะพบแพทย์เพื่อรับประทานยาป้องกันไมเกรน

วิธีการป้องกันโรค
ที่สำคัญมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกก็คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการกำจัดความเครียดอย่างเหมาะสม วิธีที่สองคือการรับประทานยาป้องกันไมเกรน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานป้องกันก็ต่อเมื่อปวดศีรษะบ่อยมาก เช่น สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งขึ้นไป หรือแม้จะปวดไม่บ่อยแต่รุนแรงมากหรือนานต่อเนื่องกันหลายวัน ยาป้องกันไมเกรนนั้นมีอยู่หลายชนิด จะต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายไป แนะนำให้รับประทานยาป้องกันต่อเนื่องจนอาการสงบลงนาน 6-12เดือนจึงลองหยุดยาได้ เมื่อกำเริบขึ้นอีกจึงเริ่มรับประทานใหม่

โรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะนั้นมีมากมายหลายสาเหตุ ที่จะเกิดจากเนื้องอกในสมองนั้นพบไม่มาก ถ้ามีอาการปวดศีรษะเรื้อรังหรือปวดรุนแรงมาก ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุสำหรับโรคปวดศีรษะไมเกรนนั้นแม้จะเป็นโรคที่เรื้อรัง แต่สามารถที่จะควบคุมให้โรคสงบลงได้ทั้งโดยวิธีธรรมชาติ โดยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักกำจัดความเครียดอย่างเหมาะสม ในกรณีที่จำเป็นก็อาจต้องใช้ยาสักระยะ

การแปลผลการตรวจการนอนหลับ และการรักษา (1)

1. การตรวจการนอนหลับ (sleep test) เป็นการตรวจเพื่อแยกระหว่าง

- กรนธรรมดา: ผู้ป่วยมักไม่เดือดร้อน แต่คนรอบข้างเดือดร้อนจากเสียงดัง หรือผู้ป่วยอาจเดือดร้อน ในการเข้าสังคมร่วมกับผู้อื่น

- กรนอันตราย: ผู้ป่วย และคนรอบข้างเดือดร้อน ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียน หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถ อาจเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนได้ นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง และอาจมีอายุสั้น อยู่ได้ไม่นาน โดยเฉพาะถ้าดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา ต่อชั่วโมง ³ 20

2. ผลการตรวจบ่งชี้ว่าท่านเป็น

· กรนธรรมดา ถ้า ดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา ต่อชั่วโมง < 5

· กรนอันตราย ถ้า ดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา ต่อชั่วโมง ³ 5 โดยมีความรุนแรงอยู่ในระดับ

ดัชนีหยุดหายใจ และหายใจแผ่วเบา ต่อชั่วโมง

ระดับออกซิเจนในเลือดที่ต่ำที่สุดขณะนอนหลับ

น้อย

5 -14

86 90

ปานกลาง

15 29

70 85

รุนแรง

³ 30

69

3. การรักษา มี 2 ทางเลือกคือ

3.1) วิธีไม่ผ่าตัด

- ให้ทดลองใช้ เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน (CPAP) ปกติเวลานอน เพดานอ่อน และลิ้นไก่ที่ยาว และโคนลิ้นที่โต จะตกลงมาบังทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ ลมที่เป่าเข้าไป จะไปถ่างทางเดินหายใจให้กว้างออก ทำให้ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ ผู้ป่วยไม่กรน และไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ควรทดลองใช้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ (ฟรี) ถ้าใช้แล้วดีขึ้น คิดว่าใช้ได้ แนะนำให้ซื้อใช้ แต่ต้องใช้ทุกคืน คืนใดไม่ใช้ ก็จะมีอาการกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับอีก ซึ่งปัจจุบันตัวเครื่องมีขนาดเล็ก สามารถพกพาไปที่ไหนๆได้ค่อนข้างสะดวก การใช้เครื่องเป่าลมจะเหมือนการใส่แว่นตาใหม่ๆ คืออาจรู้สึกอึดอัดบ้างในช่วงแรก ต้องใส่ๆ ถอดๆ เมื่อชิน ก็จะใส่ได้เอง โดยสามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อขอลอง

· เครื่อง MANUAL โดยจะตั้งระดับความดันไว้กี่เซนติเมตรน้ำ ขึ้นกับผลของการปรับความดันขณะลองใช้เครื่องขณะตรวจการนอนหลับ (CPAP titration)

· เครื่อง AUTO ซึ่งสามารถปรับความดันลมที่เป่าออกมาได้อัตโนมัติ ถ้าทางเดินหายใจตีบแคบมาก เครื่องจะปรับโดยใช้ความดันสูงเป่า ถ้าทางเดินหายใจตีบแคบน้อย เครื่องจะปรับโดยใช้ความดันน้อย ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ลองใช้เครื่องขณะตรวจการนอนหลับ (no CPAP titration)

โรคปริทันต์ (รำมะนาด)

แน่ใจมั้ยว่าแปรงฟันสะอาดทุกวัน ?... เรื่องนี้ละเลยไม่ได้เลยนะคะ เพราะเรากำลัง
กล่าวถึง “โรคปริทันต์” (Periodontal Disease)
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “รำมะนาด” ซึ่งเป็นวายร้ายที่ค่อย ๆ
ย่องระรานสุขภาพ เหงือกและฟันของเราอย่างเงียบ ๆ

โดยทั่วไป เรามักจะคิดว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอาการของโรคเหงือกเท่านั้น แต่ที่จริงแล้ว การอักเสบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่เหงือก แต่เกิดขึ้นกับอวัยวะที่อยู่รอบ ๆ ฟัน ไม่ว่าจะเป็น กระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดปริทันต์ และผิวรากฟัน ซึ่งทำหน้าที่ยึดและพยุงฟัน ทำให้ฟันสามารถฝังอยู่ในขากรรไกรได้ ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคปริทันต์มากจะมี ฟันโยก จนทำให้สูญเสียฟันได้

สาเหตุของโรคปริทันต์
“เชื้อแบคทีเรีย” คือตัวการ และสาเหตุก็ เริ่มต้นจากการที่เราทำความสะอาดฟันไม่ดีพอ คราบอาหารตกค้างทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย ที่เราเรียกกันว่า “แผ่นคราบจุลินทรีย์” (Plaque) เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะเกิดการตกตะกอนของแร่ธาตุจาก น้ำลาย และน้ำที่อยู่ในร่องเหงือก จนกลายเป็น “หินน้ำลาย” หรือ “หินปูน”
เจ้าเชื้อแบคทีเรีย จะสวมบทผู้ร้ายเป็นตัว กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ ผลคือทำให้ เหงือกอักเสบ บวมแดง มีเลือดออก และหากเป็นมาก อาจทำให้เกิดการทำลายอวัยวะปริทันต์ได้
สัญญาณอันตราย เมื่อโรคปริทันต์มาเยือน
1. มีเลือดออกง่ายขณะแปรงฟัน
2. เหงือกบวมแดง
3. มีกลิ่นปาก
4. เหงือกร่น
5. ฟันโยก
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีอาการไม่ว่าจะอย่างใด อย่างหนึ่งข้างต้น ควรมาพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อรับการ ตรวจรักษา หากทิ้งไว้นานอาจมีปัญหาฟันโยกถึงขั้น ต้องสูญเสียฟันได้
ขั้นตอนการรักษาโรคเหงือก
การรักษาจะเริ่มต้นด้วยการขูดหินปูน และเกลารากฟัน (root planing) คือการทำให้ผิวรากฟัน เรียบ เป็นการกำจัดคราบจุลินทรีย์ และหินปูนที่เกาะบนผิวรากฟันให้สะอาด ขั้นตอนนี้จะใช้เวลานาน เนื่องจากต้องกำจัดหินปูน และคราบจุลินทรีย์ให้หมด โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ร่องเหงือกลึก ๆ และฟันหลัง ที่มีหลายราก ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะต้องทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
ภายหลังจากรักษาเสร็จแล้วประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ ทันตแพทย์จะนัดกลับมาดูอาการอีกครั้ง ว่าหายดีหรือไม่ และถ้ายังมีร่องลึกปริทันต์เหลืออยู่เนื่องจากมีการละลายของกระดูกไปมาก อาจจำเป็นต้อง ได้รับการผ่าตัด (ศัลยปริทันต์ : Periodontal Surgery) ร่วมด้วย ซึ่งจะทำได้ในผู้ป่วยที่ดูแลความสะอาด ได้ดีแล้วเท่านั้น
การผ่าตัดเพื่อแก้ไขความพิการของกระดูกเบ้าฟันที่ถูกทำลายไปนั้น ในบางกรณี สามารถที่จะปลูกกระดูกทดแทนได้ แต่ในบางครั้งก็ไม่อาจทำได้ การผ่าตัดเหงือกจะเป็นการเข้าไปทำความ สะอาดในตำแหน่งที่ลึกและเครื่องมือลงไปทำความสะอาดได้ไม่ถึง
เมื่อผ่าตัดแล้ว จะหายขาดหรือไม่
ผู้ป่วยโรคปริทันต์ ควรได้รับการตรวจติดตามผลการรักษา และให้ทันตแพทย์ขูดหินน้ำลายเพื่อ ทำความสะอาดฟันเป็นประจำทุก ๆ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้โรคปริทันต์กลับมาอีก ซึ่งวิธีที่ดีที่สุด คือ การใส่ใจ
ดูแลรักษาความสะอาดในช่องปากการแปรงฟันที่ถูกวิธี และใช้ไหมขัดฟัน เป็นประจำทุกวัน
แต่อย่าเพิ่งกังวลไปนะคะ เพราะโรคปริทันต์ สามารถป้องกันได้ เพียงหันมาใส่ใจและให้ ความสำคัญกับการทำความสะอาดฟันและช่องปาก เลิกสูบบุหรี่ ส่วนผู้ที่เป็นโรคนี้ก็อย่าเพิ่งวิตกจนเกินไป เพราะหากได้รับการดูแลรักษา และปฏิบัติตามคำแนะนำจากทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด ท่านก็จะมีสุขภาพ เหงือกและฟันดีขึ้น และในบางครั้งผู้ป่วยที่มาพบคุณหมอในครั้งแรก แม้จะยังไม่ได้รับการรักษา เพียงแค่ พูดคุยทำความเข้าใจ และปฏิบัติตามคำแนะนำในเรื่องการทำความสะอาดฟัน รับรองได้ว่าจะมีสุขภาพ เหงือกที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเชียว

อะแคนทะมีบา... เสี่ยงตาบอด

แม้วัยรุ่นจะนิยมใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อความสวยงามของดวงตาหรือเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ถ้าไม่ดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ให้ดี อาจถึงกับตาบอดได้ จากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นอย่าง "อะแคนทะมีบา" ซึ่งเข้ามารุกรานและทำอันตรายต่อดวงตา

รู้จักอะแคนทะมีบา
อะแคนทะมีบา เป็นโปโตซัวแบบเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในน้ำและดิน มีช่วงชีวิต 2 แบบ คือ
1. ”ซีสต์” มีขนาด 10 - 25 ไมครอน เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มันจะฝังตัวอยู่นิ่ง ๆ
2. ”โทรโฟซอยต์” เป็นช่วงที่เปลี่ยนรูปร่างจาก ”ซีสต์” มีขนาดใหญ่ 15 - 45 ไมครอน สามารถเคลื่อนไหวและมีฤทธิ์ทำลายดวงตา
อย่างไรก็ตาม เชื้ออะแคนทะมีบาทั้ง 2 แบบ สามารถทนทานอยู่ได้นานในสิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ เช่น หนาวจัด ร้อนจัด แห้งแล้ง ขาดอาหาร และในสระว่ายน้ำที่ใส่คลอรีน หรือแม้แต่บ่อน้ำร้อน

เกี่ยวข้องกับผู้ใส่คอนแทคเลนส์
ส่วนใหญ่ร้อยละ70 ในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ พบว่ามีกระจกตาอักเสบ เนื่องจากติดเชื้ออะแคนทะมีบาก่อให้เกิดอาการ ดังนี้ ปวดตามาก สู้แสงไม่ได้ กระจกตาขุ่น ฝ้า เ ป็นแผลอักเสบที่กระจกตา ในบางรายดูคล้ายอักเสบเหมือนติดเชื้อไวรัสเริม

การรักษา
เนื่องจากเชื้ออะแคนทะมีบา เป็นสาเหตุสำคัญของอาการกระจกตาอักเสบ และยังส่งผลให้เกิดแผลที่ดวงตา ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ มีความอดทนต่อยาที่ใช้รักษาทุกชนิดทำให้ต้องหยอดยาเป็นเวลานาน และในบางรายอาจไม่ตอบสนองต่อยา เป็นผลให้เชื้ออาจลุกลามไปทั่วทั้งกระจกตา จนเกิดอาการอักเสบทั้งลูกตาได้
การรักษา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยทั่วไปจะต้องหยอดตาด้วยยาฆ่าเชื้อนี้โดยเฉพาะ ซึ่งต้องผสมจากน้ำยาบางชนิดที่ไม่มีขายในท้องตลาด และต้องหยอดตาบ่อย ๆ เป็นเวลานานหลายเดือนหรืออาจเป็นปี พร้อมเฝ้าติดตามดูอาการเป็นระยะ ๆ นานหลายปี เนื่องจากเชื้ออะแคนทะมีบาสามารถมีชีวิตอยู่ในรูปแบบของซีสต์ได้นานหลายสิบปี ถ้ามีอาการอักเสบมาก จักษุแพทย์จะทำการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาให้ แต่ก็สามารถกลับมามีเชื้อชนิดนี้ได้อีก จึงต้องเฝ้าติดตามดูอาการเป็นเวลานาน และในบางรายอาจมีอาการหนักถึงขั้นที่ต้องได้รับการผ่าตัดเอาลูกตาออกในที่สุด แม้ว่าจะผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาแล้วก็ตาม ก็อาจกลับมามีเชื้อชนิดนี้ได้อีกเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีเชื้อโรคที่เป็นอาหารชั้นดีของเชื้ออะแคนทะมีบา ก็จะทำให้ดวงตาอักเสบทันที

ทำอย่างไรไม่ติดเชื้อ
1. ล้างมือทำความสะอาดโดยการฟอกสบู่หลายๆ ครั้ง ก่อนหยิบจับคอนแทคเลนส์
2. น้ำยาทำความสะอาดล้างเลนส์ ควรใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน ไม่เก่าเก็บเกิน 2 เดือนหลังจากเปิดใช้แล้ว
3. ขัดถูล้างเลนส์ทั้ง 2 ด้านเป็นเวลาพอสมควร ตลอดจนล้างขัดถูตลับแช่เลนส์ให้สะอาดทุกครั้งก่อนใส่น้ำยาแช่เลนส์ที่เปลี่ยนใหม่
ทุกวัน เพราะโรคนี้มักพบในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มบ่อยกว่าชนิดแข็ง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ล้างทำความสะอาดเลนส์ทุกวันหรือใส่นอน
4. ควรนำตลับแช่เลนส์อบไมโครเวฟทุก 2-3 สัปดาห์ และเปลี่ยนตลับใหม่ทุก 2-3 เดือน เนื่องจากเชื้อโรคนี้อยู่ทนทาน

เมื่อมีอาการหรือพฤติกรรมต่อไปนี้...อย่าใส่คอนแทคเลนส์
1. เปลือกตาอักเสบ
2. ตาแห้ง
3. เป็นโรคภูมิแพ้
4. ไม่มีเวลาดูแลล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์
ดังนั้น ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์แล้ว หากปฏิบัติตัวไม่ถูกวิธี มีสิทธิ์ติดเชื้อจนตาบอดได้ โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ตามแฟชั่น ยิ่งต้องควรระมัดระวังมากกว่าปกติ เพราะหากดูแลดวงตาและรักษาคอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี อาจมีเชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้ง่าย หรือแค่ฝุ่นละอองปลิวเข้าตา ก็อาจพาเชื้อโรคเข้าไปได้ด้วยเหมือนกัน สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาทำความสะอาดล้างเลนส์ ขอแนะนำให้ใส่ชนิดรายวันแล้วทิ้ง หรือเปลี่ยนเป็นใส่แว่นตาจะปลอดภัยกว่า

ฉะนั้นก่อนตัดสินใจใส่คอนแทคเลนส์ควรปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อตรวจประเมินหาความผิดปกติหรือความเสี่ยง ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ละเลยได้ และในกรณีที่คอนแทคเลนส์หล่นลงพื้นหรือตากอากาศจนแห้งแข็ง ไม่ควรนำมาใช้อีก แม้จะยังไม่หมดอายุการใช้งาน เนื่องจากเสี่ยงกับการติดเชื้อ ดีต่อสุขภาพตาแน่นอน ถ้าทำได้.

เล่นสงกรานต์อย่างปลอดภัย

1. น้ำที่ไม่สะอาดจะพบเชื้อโรคอะไรอาศัยอยู่ในน้ำบ้าง
ตอบ: น้ำที่ไม่สะอาดจะพบเชื้อโรคได้หลายชนิดทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส รวมทั้งปรสิตต่าง ๆ อย่างเช่น ไข่พยาธิ อะมีบา เป็นต้น

2. น้ำที่มีเชื้อโรคดังกล่าว เข้าสู่ร่างกายทางใดบ้าง มีอันตรายอย่างไร
ตอบ: เชื้อโรคและการก่อโรคที่ปนติดมากับน้ำ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคและการเข้าสู่ร่างกาย เช่น เชื้อโรคที่อาศัยอยู่ที่ลำไส้ติดต่อสู่คนโดยการกิน จะก่อโรคอุจจาระร่วง เชื้อโรคบางชนิดทำให้ท้องเสียถ่ายเป็นมูกปนเลือดได้ เช่น เชื้อไข้ไทฟอยด์ เชื้อบิด นอกจากการดื่มกินแล้ว น้ำอาจเข้าตา ทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ ซึ่งอาจจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส เชื้ออะมีบา ที่มากับน้ำ เชื้อโรคอาจเข้าทางแผลได้ ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ เป็นหนอง เป็นแผลเรื้อรัง นอกจากนี้ เชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายโดยการสำลักน้ำทางจมูก เช่น เชื้ออะมีบาที่อาศัยเป็นอิสระในน้ำ ได้แก่ Naegleria (นีเกลอเรีย) ที่ทำให้เกิดโรคเยื่อบุสมองอักเสบ แต่ผู้ป่วยจากเชื้ออะมีบานี้พบได้ไม่บ่อย

3. น้ำใดที่ไม่ควรนำมาสาดเล่น
ตอบ: การเล่นน้ำสงกรานต์เป็นประเพณีของไทยที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม นับว่าเป็นความฉลาดของคนไทย ตั้งแต่ครั้งโบราณนำน้ำมาเล่นกันเพื่อคลายร้อน อย่างที่ทราบว่าสมัยก่อนเราเล่นน้ำสงกรานต์กันก็ไม่ได้เล่นด้วยความรุนแรง ซึ่งในปัจจุบันการเล่นก็รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมาก เล่นกันรุนแรง เล่นสาดน้ำเอาน้ำใส่ถุงพลาสติกและขว้างปากัน เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะเกิดปัญหาหรือเกิดอุบัติตามมาก็อาจมีได้ การเล่นสงกรานต์ควรใช้น้ำสะอาด เช่น น้ำประปา แต่ว่าในบางครั้งอาจจะหาน้ำประปาไม่ได้ ถ้าใช้น้ำตามแม่น้ำ ลำคลอง ที่ดูค่อนข้างใส สะอาด และไหลเวียนดี ก็ไม่น่าจะมีปัญหาถ้าเราเล่นด้วยความระมัดระวัง แต่น้ำที่สกปรก เช่น น้ำคลำ น้ำตามคู หรือน้ำตามข้างถนน ที่ไม่สะอาดไม่ควรนำมาเล่นกัน

4. ถ้าสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าไม่สะอาดและเกิดมีอาการสำลักหรือกินเข้าไป เบื้องต้นควรทำอย่างไร
ตอบ: ถ้าน้ำที่เราเล่นกันไม่สะอาด ถ้าน้ำเข้าตาก็ต้องล้างตาด้วยน้ำที่สะอาด ในกรณีที่สำลักน้ำเข้าทางปาก ก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อและลักษณะของน้ำ ถ้าน้ำมีเชื้อโรคไม่มาก ก็คงไม่ทำให้เกิดโรค แต่ถ้าในกรณีที่น้ำสำลักเข้าทางจมูก ก็คงจะต้องรอดูว่ามีอาการไข้ น้ำมูกไหล หรือปวดศีรษะหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดเราสามารถป้องกันได้ด้วยการใช้น้ำสะอาดในการเล่นสงกรานต์

5. เชื้ออะมีบาที่อาศัยอยู่ในน้ำ หมายถึง เชื้ออะไร
ตอบ: เชื้ออะมีบาเป็นสัตว์เซลล์เดียว ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ ตามปกติอาศัยอยู่ในดิน โคลน เลน หรือแหล่งน้ำต่างๆ เวลาฝนตก น้ำฝนก็จะชะเอาดินที่เชื้ออะมีบาเหล่านี้ลงสู่แหล่งน้ำ

6. อาการคนที่รับเชื้อเข้าไปจะมีลักษณะอย่างไร
ตอบ: ผู้ที่ได้รับเชื้ออะมีบาโดยการสำลักน้ำเข้าสู่ทางจมูกจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะคล้ายเป็นหวัดและการได้รับกลิ่นจะเสียไป อาการปวดศีรษะนี้จะรุนแรงขึ้น และมีอาการคอแข็ง หลังแข็ง ซึ่งเป็นอาการของสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

7. ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ตอบ: การเล่นน้ำสงกรานต์ตามประเพณี เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานไม่ควรเล่นอย่างรุนแรง ไม่ควรใช้น้ำไม่สะอาดมาเล่นสาดกัน การเล่นน้ำสงกรานต์ควรระมัดระวังการสำลักน้ำทั้งทางปากและจมูก ผู้ที่เปียกน้ำเป็นเวลานานๆ ขอให้พักบ้าง อย่าเล่นจนลืมห่วงใยสุขภาพของตนเอง และควรเล่นสงกรานต์อย่างมีวัฒนธรรมเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เต้านมเกิน หรือ นม 4 เต้า

หลายท่านอาจเคยได้ยินเรื่อง นม 4 เต้ามาก่อน คือสุภาพสตรีบางท่านอาจมีเต้านมอีก 2 เต้าเกิดขึ้นที่รักแร้ ในความเป็นจริงนั้น อาจเป็นมากกว่า 4 เต้า หรือมี เพียง 3 เต้า หรือ มีแค่จุดหัวนม หรือมีแต่เต้านมโดยไม่เห็นหัวนมก็ได้ รวมเรียกภาวะทั้งหมดนี้ว่า เต้านมเกิน หรือ accessory breast

เต้านมเกิน เกิดได้อย่างไร
เรามักจะรู้กันว่า ในมนุษย์เราจะมีเต้านมอยู่ 2 เต้า อยู่ที่บริเวณด้านหน้าของทรวงอก เช่นเดียวกับในลิง แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอื่นๆ จะมีเต้านมอยู่ได้หลายเต้าเรียงตัวอยู่ระหว่างขาหน้า และ ขาหลัง เป็นแนว 2 ข้าง เช่นที่เห็นในวัว แมว ฯลฯ ซึ่งมนุษย์เราขณะที่ยังอยู่ในท้องแม่ ก็มีการพัฒนาของเต้านมหลายเต้าเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ แต่ว่าในระหว่างการพัฒนาก่อนจะคลอดออกมานั้น เนื้อเต้านมที่ตำแหน่งอื่นๆ จะฝ่อและสลายไป ก่อนคลอดออกมา ทำให้มนุษย์เรามีเต้านมอยู่เพียง คู่เดียว

ในคนบางคน เนื้อเต้านมในบริเวณอื่น ไม่ฝ่อและสลายตัวไป ทำให้ยังคงมีเนื้อเต้านมเหลืออยู่ในบริเวณต่างๆ ตามแนวจากรักแร้ถึงขาหนีบ แต่ตำแหน่งที่พบเนื้อเต้านมเหลืออยู่บ่อยที่สุด คือ ที่รักแร้ ทำให้เราพบนมสี่เต้านที่รักแร้ได้บ่อย ในทางการแพทย์อาจเรียกว่า axillary breast เต้านมรักแร้

เต้านมเกินมีอาการอย่างไร
เต้านมที่เกินมา อาจพบการขยายตัวของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นเป็นรูปเต้านม ในบางรายจะย้อยออกเป็นเต้านมชัด และ อาจมีหัวนมด้วย ในรายที่มีเต้านมขนาดใหญ่มาก อาจมีน้ำนมไหลออกมาได้ แต่ส่วนใหญ่ที่พบ จะเป็นเพียงเนินเล็กๆ ไม่เห็นเป็นก้อนชัดเจน และ อาจมีหัวนมขนาดเล็ก ซึ่งเห็นเป็นจุด จนบางครั้งคิดว่าเป็นไฝ อาจพบเพียงข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้
บ่อยครั้งที่ท่านสุภาพสตรีไม่ได้สังเกตุว่ามีก้อนเนื้อเกิดขึ้นที่บริเวณรักแร้ แต่จะรู้สึกตึงหรือเจ็บที่บริเวณรักแร้แทน อาการตึงรักแร้ หรือ เจ็บที่รักแร้ จะเป็นมากขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้กับรอบประจำเดือน หรือ บางคนอาจรู้สึกตึงช่วงที่ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ทั้งนี้เพราะช่วงเวลาดังกล่าว เนื้อเยื่อเต้านมได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้มีการขยายใหญ่ขึ้น เนื้อเต้านมเกินจึงขยายตัวไปด้วย ทำให้รู้สึกตึงหรือเจ็บได้ครับ อาการทั้งหมดไม่จำเป็นต้องพบตั้งแต่วัยสาว ส่วนหนึ่งจะเริ่มสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลง ในช่วงอายุ 40 ปี ทั้งนี้ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงใกล้วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนจะไม่สม่ำเสมอ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเต้านมได้มาก

มีโรคอื่นได้ไหมที่มีลักษณะคล้ายกับเต้านมเกิน
การพบก้อนที่รักแร้ จำเป็นต้องแยกให้ออกว่าเป็นเนื้อเต้านมเกิน หรือ เป็นภาวะที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตขึ้น(ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งเต้านม) หรือ อาจเป็นการอักเสบของต่อมไขมันรอบรูขุมขนที่รักแร้ก็ได้ การวินิจฉัยโรคที่แน่ชัด มักจะต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์
ทำอย่างไรเมื่อมีเต้านมเกิน
เนื่องจากภาวะเต้านมเกิน เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่มีอันตราย ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเอาเต้านมเกินออก ยกเว้น กรณีที่เต้านมเกินนั้นมีขนาดใหญ่ และ รบกวนการทำกิจกรรมต่างๆทำให้ไม่สะดวก ในกรณีดังกล่าว สามารถทำการผ่าตัดเอาเต้านมเกินออกได้
เต้านมเกินไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

ลมแดด

"...เป็นภาวะวิกฤติของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมระดับความร้อนภายในร่างกายได้ มีข้อมูลในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีประชาชนเสียชีวิตจากสาเหตุนี้ปีละประมาณ 400 คน...”

...นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการแถลงเตือน “ภัยในช่วงฤดูร้อน” ของทางกระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงฯ เป็นการเตือน “ภัยจากอากาศร้อน” ที่อาจทำให้ “ถึงตาย” ได้ !!

ภัยร้อนที่มีชื่อเรียกเป็นไทยว่า “โรคลมแดด”

ภัยที่ในภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “ฮีทสโตรก”


อากาศในเมืองไทยในช่วงฤดูร้อนปีนี้ถือว่า “ร้อนจัด” อันเป็นผลพวงมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้ประชาชนไทยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหลายโรค โรคที่ยังมีการพูดถึงน้อยมากคือ “โรคลมแดด” ซึ่งเกิดในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด ทางการแพทย์เรียกว่า “ฮีทสโตรก” ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการได้รับความร้อนเป็นเวลานาน


“ฮีทสโตรก” (Heat stroke) เกิดจากการที่ ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสะสมสูง จนทำให้ อวัยวะภายใน เช่น... หัวใจ, ตับ, ปอด, ม้าม, สมอง ร้อนระอุจนสุก ทำงานผิดปกติ หรือหยุดทำงาน และทำให้ “เสียชีวิต” ในที่สุด !!

อาการดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นได้กับคนที่ต้องเผชิญกับอากาศร้อน จัด ๆ ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ... โดยปกติร่างกายจะใช้ “เหงื่อ” และ “ปัสสาวะ” เป็นตัว “ปรับอุณหภูมิในร่างกายให้สมดุล” ในช่วงที่อากาศร้อนมาก ๆ ร่างกายจะเกิดการคายความร้อนออกมาพร้อมกับน้ำในรูปของเหงื่อ ซึ่งพร้อมกับการสูญเสียน้ำก็จะมีการชดเชยด้วยการที่สมองจะสั่งให้เกิดความรู้สึก “หิวน้ำ” กลไกสั่งการนี้จะใช้ระดับความเข้มข้นของเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเสียน้ำเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังสมอง...เพื่อสร้างความรู้สึกหิวน้ำให้เกิดขึ้น


แต่สำหรับคนที่เกิดอาการ “ฮีทสโตรก” ร่างกายไม่เพียงขับน้ำออกมาพร้อมกับเหงื่อเท่านั้น แต่ยังสูญเสียเกลือแร่ออกมาด้วย เพราะฉะนั้นสมองจะไม่มีทางรู้ว่าร่างกายเกิดขาดน้ำ เนื่องจากระดับความเข้มข้นของเลือดไม่เปลี่ยนแปลง กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินไป ทั้งนี้ เมื่อร่างกายเสียน้ำมากเกินไปปริมาณเลือดจะลดลงจนไม่อาจไหลเวียนเลี้ยงร่างกายได้อย่างทั่วถึง...โดยเฉพาะสมอง และร่างกายจะไม่ยอมให้เกิดการสูญเสียน้ำอีก โดยต่อมเหงื่อจะหยุดทำงานทันที ซึ่งแม้จะหยุดการเสียน้ำได้ แต่ความร้อนก็จะไม่สามารถระบายออกได้


ถึงจุดนี้ก็จะทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เปรียบเหมือนหม้อความดันที่กำลังเดือด ผลก็คืออวัยวะภายในต่าง ๆ จะเกิดภาวะร้อนจนสุก และจะทำงานผิดปกติ หรือหยุดทำงาน อย่างที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งถึงระดับนี้การรักษาจะทำได้ยาก...มีโอกาสเสียชีวิตสูง !!

ถามว่าใครที่เสี่ยงกับ “ฮีทสโตรก” มากที่สุด ? บางคนอาจคิดว่าก็ต้องเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน หรือเกษตรกร ที่ทำงานกลางแดด แต่จริง ๆ แล้วคนกลุ่มนี้ร่างกายจะปรับตัวจนสามารถรักษาเกลือแร่ไม่ให้สูญเสียไปพร้อมกับเหงื่อได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว คนที่ทำงานบริษัท, คนทำงานออฟฟิศ ที่ส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องแอร์ รวมถึง คนแก่, เด็กเล็ก ๆ ที่ร่างกายจะปรับตัวยากหากต้องโดนแดดแรง ๆ ต่างหาก...ที่เสี่ยงมากกว่า

และ ทหารเกณฑ์ ที่เพิ่งถูกเกณฑ์เข้าฝึกตามกรมกองต่างๆ ในช่วงฤดูร้อน ที่ต้องรับสภาพการฝึกกลางแดด ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิด “ฮีท สโตรก” หรือเสียชีวิตเฉียบพลันด้วยเหตุอื่นในช่วงที่ฝึก ซึ่งทางกองทัพก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็มีมาตรการป้องกัน จนนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมาก็ไม่ค่อยมีรายงานการเสียชีวิตอีก

ทั้งนี้ กล่าวสำหรับคำเตือนเกี่ยวกับ “ฮีทสโตรก-โรคลมแดด” โดยกระทรวงสาธารณสุข ที่เพิ่งมีออกมาเมื่อวันที่ 29 มี.ค.2552นั้น ผู้ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ คนแก่ เด็ก รวมถึง คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, คนอดนอน, คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมมีการระบุว่า... หากเกิดฮีทสโตรก อาการสำคัญที่เด่นชัดก็คือ ตัวร้อนจัด เพ้อ หรือหมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันเลือดลดลง ช็อก โดยผิวหนังจะแห้งและร้อน ไม่มีเหงื่อออก ระดับความรู้สึกตัวลดลง การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลว กระสับกระส่าย เอะอะ ก้าวร้าว เกร็ง ชัก หมดสติ

หากตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ เกิน 40 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน มีโอกาสเสียชีวิต 17-70% ซึ่งในต่างประเทศนั้นมีข้อมูลว่าขนาดสหรัฐอเมริกาที่ว่าเจริญแล้ว ในแต่ละปีก็ยังมีผู้เสียชีวิตเพราะ “ฮีทสโตรก” ราว 400 คน ขณะที่ในประเทศไทยช่วงปี 2546-2550 เคยพบผู้ป่วย 2 รายที่พระนครศรีอยุธยาและลำปาง โชคดีที่แพทย์ช่วยชีวิตได้ทัน ทั้งนี้ กระทรวง สาธารณสุขระบุว่าในไทยยังไม่เคยมีรายงานอย่างเป็นทางการว่าใครเสียชีวิตด้วยสาเหตุนี้

อย่างไรก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าคนไทยไม่จำเป็นต้องระวัง ซึ่ง การออกกำลังกาย เป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัว-สร้างภูมิคุ้มกันในจุดนี้ขึ้นมา และในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัดหากต้องออกไปทำอะไรในแหล่งที่มีแดดแรงจัด การดื่มน้ำมาก ๆ แม้จะยังไม่รู้สึกหิวน้ำ ก็จะเป็นการ “ป้องกันไว้ก่อน”

ที่มา นสพ.เดลินิวส์ 2/4/52

ฟ้าผ่า ภัยที่ควรระวัง

ระยะนี้จะเอาแน่เอานอนกับสภาพอากาศคงจะไม่ได้ วันนี้แดดเปรี้ยงร้อนอบอ้าว แต่พรุ่งนี้ฟ้าสลัว เมฆครึ้มหอบฝนห่าใหญ่ กระหน่ำซ้ำด้วยสายฟ้าแลบ และเสียงฟ้าคำรามดังกระหึ่ม
ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางครั้งก็ส่งผลเลวร้าย คร่าชีวิตผู้คน อย่างกรณีฟ้าผ่า คร่าชีวิตหนูน้อยวัย 4 ปี ที่เปิดตู้เย็นดื่มน้ำขณะฝนตก หรือกรณีของ 2 ชาวสวน ที่หนึ่งในนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้งาน ระหว่างนั่งหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็ถูกสายฟ้าฟาดเปรี้ยงตัวไหม้เกรียมดับอนาถ


เมื่อเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าใส่คนบ่อยครั้งขึ้น หลายคนคงนึกสงสัยว่า ฟ้าผ่า เกิดขึ้นได้อย่างไร...
ฟ้าผ่า เกิดจากเมฆฝนฟ้าคะนอง โดยภายในก้อนเมฆและบริเวณพื้นดินจะมีประจุไฟฟ้าที่แตกต่างกัน คือ ประจุบวกและประจุลบ เมื่อประจุต่างขั้ววิ่งเข้าหากัน ก็จะทำให้เกิดฟ้าผ่า


โดยฟ้าผ่าที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เรียกว่า ฟ้าผ่าจากเมฆลงสู่พื้นดิน ในลักษณะประจุลบเคลื่อนที่จากฐานเมฆลงมาที่อากาศเข้าใกล้พื้นดิน และจะเหนี่ยวนำประจุบวกจากวัตถุบนพื้นโลก รวมทั้งจากพื้นดินให้ไหลขึ้นมาตามต้นไม้ หลังคาบ้าน และที่สูง เมื่อประจุต่างขั้วเดินทางมาพบและเคลื่อนที่สวนกัน จึงเกิดกระแสโต้กลับ และเกิดฟ้าผ่า

ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า ตามคำกล่าวของดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ คือ
1.ไฟฟ้าวิ่งเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสกับสิ่งที่ถูกฟ้าผ่า เช่น ฟ้าผ่าลงต้นไม้ขณะที่มนุษย์สัมผัสถูกต้นไม้
2.ไฟฟ้าแลบจากด้านข้าง ในลักษณะที่กระแสไฟฟ้ากระโดดเข้าสู่ตัวคน
3.กระแสไฟฟ้าวิ่งตามพื้น เช่น เมื่อฟ้าผ่าลงต้นไม้ กระแสไฟฟ้ากระจายลงพื้นที่รอบ ๆ โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำเจิ่งนอง

นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้หรือเข้าใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคลื่นไมโครเวฟเป็นส่วนประกอบ อย่าง ตู้เย็น โทรศัพท์มือถือ (คลื่นไมโครเวฟ คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่แล้วในธรรมชาติ โดยดวงอาทิตย์เป็นผู้ส่งออกมา โดยไมโครเวฟมีความถี่ตั้งแต่ 300-3000 MHz มีคุณสมบัติสะท้อนคลื่น ดูดซึมคลื่น และทะลุผ่าน) ระหว่างฝนตก เมื่อเกิดฟ้าผ่าลงหลังคาบ้าน แล้วบ้านหลังดังกล่าวไม่มีสายดิน กระแสไฟฟ้าจึงกระจายตามพื้นบ้านและเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่ยืนอยู่ในที่มีน้ำเจิ่งนอง หรือร่างกายเปียกชื้น (ตรงตามลักษณะของสาเหตุข้อที่ 3)

เพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงถูกฟ้าผ่า ระหว่างฝนตก ไม่ควรใช้โทรศัพท์ หรือเล่นอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์ รวมทั้งควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า และหลบอยู่ในบริเวณที่มิดชิด หลีกเลี่ยงการหลบฝนใต้ต้นไม้ ในตู้โทรศัพท์.

ที่มา นสพ.เดลินิวส์ 2/4/52